LOGINวันนี้อากาศเย็นจัด หิมะตกหนัก หานไต้เป็นหวัดนอนซมอยู่ภายในบ้านหญ้าฟางที่ขุดโพรงเอาไว้แล้วนำดินเหนียวมาพอกให้สูงพอให้คนเข้าไปนอนได้ หลังจากหิมะหยุดตก เขาจึงอนุญาตให้เด็กหญิงสองคนห่อตัวเป็นบ๊ะจ่างออกหาอาหารตามใจชอบ
หานไต้ยามนี้อายุหกสิบปีนับว่าชรามากแล้ว จำต้องฝึกให้เด็กหญิงตัวน้อยหาอาหารเอง เผื่อวันหนึ่งเขาไม่อยู่ให้เห็นหน้า เจ้าเด็กทั้งสองจะได้ไม่อดตาย ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะอดมื้อกินมื้ออยู่แล้วก็ตาม เขาก็ยังมีความหวังว่าพวกนางจะไม่ต้องอดอาหารหลายมื้อติดต่อกันจนหมดโอกาสเติบโต
บนพื้นที่ราบกลางหุบเขา ไม่ไกลจากตีนผา เฟิงลี่เห็นภาพตรงหน้าคล้ายมีคนตัวใหญ่นอนจมกองหิมะอยู่ แม่นางน้อยจึงเบิกตาเพ่งมองให้ชัด ก่อนจะชี้ชวนให้ซือเร่อมองตาม
“พี่ซือซือ ข้าคิดว่ามีคนผู้หนึ่งนอนอยู่ตรงนั้น”
เฟิงลี่ใจร้อนวู่วาม นางไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไตร่ตรองว่าภาพที่เห็นจักนำภัยหรือไม่ แต่กลับวิ่งไปจนเกือบถึงตัวคนแล้ว
บนพื้นหิมะสีขาว มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนขดตัวนิ่ง เห็นชัดเจนว่าสลบไสลสิ้นสติอย่างไม่ต้องสงสัย
ทันใดนั้น ไม่ไกลจากตัวเขาพลันมีฝูงหมาป่ากระโจนเข้ามายืนตระหง่านล้อมเอาไว้ สัตว์ร้ายคล้ายเห็นอาหารอันโอชา ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายวาบวับพร้อมขย้ำเหยื่อตรงหน้าในเสี้ยวเวลา พวกมันเคลื่อนตัวทรงพลังจนพื้นหิมะกระเพื่อมไหว คมเขี้ยวของพวกมันมีน้ำลายไหลยืด หมายมาดกัดให้จมเขี้ยว ฉีกกระชากเนื้อสดๆ จนเลือดสาด ทึ้งกระดูกให้แหลกเหลวแล้วเคี้ยวเล่นอย่างสำราญ สะบั้นหัวให้หลุดจนลอยกระเด็นให้ไกล
ตัวหนึ่งพุ่งใส่ชายผู้นั้นทันที
เฟิงลี่ไม่รอช้า รีบชักคันธนูที่ทำขึ้นเองออกมาน้าวสุดสายแล้วยิงออกไปอย่างฉับไวแม่นยำ
เด็กหญิงเติบโตในป่า หากินกับขุนเขา สัตว์ร้ายเหล่านี้มิใช่ว่าไม่เคยเจอ ปลายธนูยังอาบยาสลบเอาไว้
ตัวแรกถูกยิงกระเด็นไป ตัวที่สองไม่สนใจเสียงร้องโหยหวนของพวกพ้อง มันพุ่งเข้าใส่ชายผู้นั้นอีกคำรบ กลับถูกธนูของเฟิงลี่ยิงกระเด็นไปอีกตัว
หมาป่าทั้งหมดมีสี่ตัว ยังไม่ทันพุ่งใส่ชายปริศนาสำเร็จต่างพากันถูกธนูยิงจนกระเด็นร้องโหยหวนแล้ววิ่งหนีไปไกลลิบ คาดว่าคงพากันไปนอนหลับเพราะฤทธิ์ยาที่ใดสักแห่ง
เฟิงลี่เก็บธนูแล้วรีบวิ่งเข้าหาชายผู้สลบไสลเพื่อช่วยเหลือ เห็นเขาสลบไสลมิได้สติคล้ายตายจาก เสื้อผ้าเนื้อดีมีคราบเลือดติดอยู่ทั่วตัว
โดยเฉพาะบริเวณท่อนขาทั้งสองข้างมีเลือดออกเยอะมากกว่าบริเวณอื่น สีแดงฉานของมันตัดกับสีขาวของหิมะชัดเจน
เฟิงลี่ร้อนใจนัก “เขาบาดเจ็บ พี่ซือซือ...มาเร็ว ช่วยเขา”
แม้อยากรู้เช่นเห็นชัดเช่นกัน แต่ซือเร่อกลับยังลังเล ไม่ยอมเดินเข้าไป เพียรซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังพุ่มไม้มิดชิด
ด้วยเด็กหญิงไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ นางจึงหยุดยืนนิ่งๆ เพียงมองอยู่ห่างๆ มิได้อยากเข้าช่วยเหลือหรืออะไร
นางคิดในใจว่าหากคนผู้นั้นเป็นคนชั่วแล้วลุกขึ้นมาทำร้ายคน ตนยังสามารถวิ่งหนีไปก่อน แล้วค่อยวกกลับมาพร้อมอาวุธในมือเพื่อช่วยน้องสาวได้ แม้ยังไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรก็ตาม แต่ตัวเองปลอดภัยไว้ก่อนจึงจะดี
เฟิงลี่เห็นพี่สาวยืนตัวสั่นหลบอยู่เยี่ยงคนขลาดเขลาจึงถอนหายใจเงียบๆ รีบหันมาประเมินคนเจ็บโดยเร็ว
คนเจ็บบนพื้นหิมะยังคงนอนแน่นิ่งพร้อมตายได้ทุกเมื่อ ลมหายใจรวยรินขาดห้วงบางจังหวะ เฟิงลี่มิได้คำนึงถึงอันตรายเฉกเช่นซือเร่อ นางรีบนั่งลงข้างๆ คนเจ็บประเมินอย่างใกล้ชิด เอื้อมปลายนิ้วเล็กๆ เข้าไปที่ซอกคอของเขาเพื่อจับสัญญาณชีพ ก่อนจะพบว่าย่ำแย่เต็มที หากช้ากว่านี้เขาต้องตายแน่ๆ
นางจึงใช้เข็มเงินที่ชอบพกพากับสุรายามเข้าป่าแช่เข็มไว้ในสุราครู่หนึ่งก่อนนำมันมาฝังไว้เฉพาะตำแหน่งบริเวณศีรษะของคนเจ็บตามที่ได้เรียนรู้มาจากหานไต้
เสียงต่อสู้เกิดขึ้นบนเตียงนอนจนม่านมุ้งพลิ้วไหว หลังจากประมือกันหลายกระบวนท่า ชายหนุ่มก็จับแขนเสลาและตรึงขาเรียวยาวของหญิงสาวเอาไว้แน่น ใช้ร่างกำยำของตนขึ้นทับร่างเล็กทั้งตัว“เก่งไม่เบานี่ ม้าพยศอย่างนี้ล่ะ ข้าชอบ”กล่าวจบก็ก้มหน้าอีกคราบดขยี้ริมฝีปากแดงอิ่มอีกครั้ง ไล้ปลายลิ้นร้อนรุกล้ำอย่างถือสิทธิ์ กวาดทุกความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ นานครู่ใหญ่ก็ยังกลืนกินอย่างดุดัน กระทั่งเห็นนางหายใจรวยรินจึงยอมถอนริมฝีปากออกมา“ยอมข้าดีๆ ก็สิ้นเรื่องแล้ว”ยังไม่ทันสิ้นประโยค เฟิงลี่พลันอ้าปากกัดคางคมสันอย่างแรง เจิ้งเซียวเล่อถึงกับชะงักความเจ็บแปลบแล่นปราดจากปลายคางจรดลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำทันทีแต่ใครจะคิดว่าเสี้ยวเวลาต่อมาเฟิงลี่พลันอาศัยพลังทั้งหมดที่มียกศีรษะของตนขึ้นอย่างเร็ว โขกซ้ำที่ปลายคางของอ๋องหนุ่มอย่างแรงเสียงกระดูกกระแทกกันดังลั่นสั่นสะเทือนห้องกว้างจังหวะที่เจิ้งเซียวเล่อหงายหลังเสียการทรงตัว เฟิงลี่ยังสะบัดตัวออกจากพันธนาการ ม้วนตัวกลิ้งออกมาแล้วก็ผุดลุกขึ้น หญิงสาวออกตัววิ่งอย่างไร้ทิศทาง ทว่าวิ่งไปไม่กี่ก้าว ร่างเล็กพลันถูกกระตุกกลับอย่างแรง อ๋องหนุ่มจับร่างนุ่มขึ้นอุ้มพาดบ
นางตื่นขึ้นมาเพราะถูกความเย็นเยือกหนึ่งกระแทกใส่ เนื่องจากผ้าห่มอุ่นถูกดึงออกไปอย่างไร้ความปรานีต่อร่างบางเจิ้งเซียวเล่อมองแม่นางน้อยตรงหน้าที่งามสะพรั่งกว่าวันวานด้วยสายตาเย็นชานางดูเจริญวัยกลายเป็นหญิงงามทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ผิวขาวมีน้ำมีนวลมากกว่าเดิม ไม่เจอกันแค่ไม่นาน นางกลายร่างเป็นปีศาจสาวจอมยั่วยวนถึงเพียงนี้ คงตั้งใจแน่วแน่ใสการล่อลวงเขาอย่างเต็มที่กระมังอ๋องหนุ่มแค่นยิ้มหยันบุรุษสูงศักดิ์จะเคยถูกหยามเยี่ยงนี้ที่ไหน ยิ่งสตรีที่มีสิทธิ์เพียงอุ่นเตียงกับคลอดบุตร จะเคยมีใครบังอาจเช่นนี้หรือ คำตอบคือไม่! มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์หยามผู้อื่นได้ฝ่ามือหนายกขึ้นบีบคางนาง ก้มหน้ามองอย่างดุดัน กล่าวเสียงเหยียดเย็น “ไม่เจอกันนาน คิดถึงว่าที่สามีหรือไม่เล่า”เฟิงลี่ไม่ตอบ ดวงตากลมโตส่องประกายงดงามจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานิ่งๆ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธล้วนไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้นเจิ้งเซียวเล่อหรี่ตา มองกลีบปากจิ้มลิ้มอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน การนิ่งเงียบเปรียบเสมือนการท้าทายชนิดหนึ่ง“เจ้าไม่ตอบ?”เฟิงลี่ก้มหน้าลง ไม่ได้พูดจาชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นเรียวคิ้วเข้มยิ่งขมวด
เรือนบัญชาการประจำค่ายทหารฝั่งตะวันตกลานฝึกซ้อมของกองทัพมีทหารหลายร้อยนายกำลังวิ่งรวมพลตามเสียงรัวกลอง จากนั้นก็กระจายตัวเป็นกระบวนอย่างมีระเบียบ เสียงคำรามฮึกเหิมผสานเสียงหอกทวนกระแทกพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อการซักซ้อมจัดกระบวนทัพเสร็จสิ้นก็กระจายตัวออกอีกครา เหล่าทหารกล้าวิ่งวนจนฝุ่นตลบคลุ้ง ครู่หนึ่งลานฝึกพลันเปลี่ยนเป็นลานประลอง โดยมีทหารทั้งหมดยืนล้อมรอบแผงอาวุธคล้ายกำแพงมนุษย์ กลางวงล้อมคือนักรบร่างกำยำสูงใหญ่พร้อมอาวุธในมือ พวกเขาคือขุนศึกผู้ท้าประลองไม่นาน เสียงต่อสู้ฟาดฟันพลันดังก้อง ผสานเสียงส่งกำลังใจดังเลื่อนลั่นปั่นธรณีชั้นบนสุดของเรือนบัญชาการ ร่างสูงใหญ่งามสง่ายืนอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติงเป็นเวลานาน ใบหน้าหล่อเหลามีดวงตาเรียวยาวที่ดำสนิทล้ำลึกคู่หนึ่งกำลังมองการประลองเงียบงัน ทางด้านข้างซ้ายมือของเขาคือกุนซือหนุ่มหน้าหยกคนสนิทนามหลี่เค่อระยะเวลานี้คือเจ็ดวันก่อนจะถึงกำหนดวันแต่งงาน เจิ้งเซียวเล่อมิได้สนใจเตรียมตัวอันใด เพียงออกมาดูการฝึกซ้อมและดูการประลองที่ค่ายทหารเฉกเช่นปกติ คล้ายมิได้ใส่ใจต่องานมงคลของตนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจังหวะพิจารณากระบวนท่าการต่อสู้ของแ
เพราะว่าทั้งหมดคือการกระทำต่อผู้ถูกกักขังเช่นนางก่อนหน้านี้เด็กสาวทำใจดีสู้เสือ ทำใจให้สงบเยือกเย็น ปล่อยเวลาให้ร่างกายได้สมานตัวเองจนมั่นใจว่ากระดูกของนางจะไม่มีปัญหาในระยะยาว รอจนกระทั่งข้อเท้าหายดีนางจึงลองงัดหน้าต่างเพื่อหมายจะกระโดดลงไป ทว่าโผล่ไปได้แค่ศีรษะ ลำตัวติดขัด ลำบากดึงกลับเข้ามาอยู่เป็นนาน ต่อมาจึงแอบปีนขึ้นหลังคาเรือเพื่อเปิดกระเบื้องออก มิคาดว่าด้านบนก็มีพวกชายชุดดำคอยเฝ้าอยู่เต็มไปหมดทั้งๆ ที่อาศัยเวลาหลบหนียามค่ำคืนดึกดื่นแท้ๆ พวกเขาไม่คิดนอนหลับพักผ่อนกันบ้างหรือไร? ไยคุมเข้มเช้าค่ำเฟิงลี่ต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีจนได้บาดแผลเต็มตัวถึงกระโดดหนีจากหลังคาได้ ทว่ากลับถูกชายชุดดำที่ยืนยามอยู่ด้านล่างกรูเข้ามาจับตัวนางเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด เสียงตะโกนโวยวายดังอื้ออึงอยู่ริมหูขณะร่างเล็กถูกจับโยนใส่ในห้องอีกคราเด็กสาวพลันตระหนักได้ว่าวิธีที่ทำลงไปช่างโง่เขลา อีกทั้งเรือกลางริมทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตเกินไป แม้จะไม่มีคนชุดดำอยู่บนหลังคา ก็ใช่ว่านางจะรอดพ้นจากอาณาเขตแห่งนี้ไปได้ต่อมานางใช้เวลาสำรวจเส้นทางอยู่หลายวันผ่านช่องหน้าต่างคับแคบเพื่อหาทางหนีทีไ
กระทั่งกลับวังเจี้ยนอ๋อง หลี่เค่อจึงลองถามอย่างอกสั่นขวัญผวาว่า “ท่านอ๋องสมควรโกรธคู่หมั้นกับรัชทายาทผู้เป็นพี่ชายของพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ ทำตัวดีเลิศไร้ที่ติเช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่าพระองค์คงเสียใจจนสติผิดปกติแล้ว”อ๋องหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงนั่งจิบชารอองครักษ์คนสนิทอยู่เงียบๆ อยู่ในตำหนักจิ่นเล่อของตนจางฉวนยิ่งไม่เคยปล่อยให้นายเหนือหัวต้องรอนาน เขากลับมาพร้อมคำรายงานว่า“เดือนแปดวันที่สิบห้า ท่านหญิงหยี่ซินได้ถูกเชิญเที่ยวชมเมืองจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน นางแต่งกายอาภรณ์สีแดง นั่งรถม้าหรูหราของตระกูลเฉิน ออกจากวังฝูอ๋องตั้งแต่ยามเช้ากลับเข้ามายามเย็นพร้อมเครื่องประดับผ้าพับเต็มรถม้าพ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเซียวเล่อชะงักงันนิ่งฟัง ยังไม่ทันได้คิดตามกลับได้ยินจางฉวนกล่าวอีกหน“แต่กระหม่อมสืบได้อีกว่า แท้จริงท่านหญิงลอบนัดพบกับองค์รัชทายาทต่างหาก พวกเขาแอบไปล่องเรือและดื่มชาเพียงสองต่อสองจนถึงยามเซินสี่เค่อ เรื่องนี้เจ้าแห่งวังฝูไม่ทรงทราบเพราะไว้ใจบุตรสาวบุญธรรมยิ่งนัก เพียงดีใจเรื่องขนจิ้งจอกหิมะจึงเรียกนางไปพบเพื่อย้ำเตือนความนัยของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”แต่ไหนแต่ไรมา การสืบข่าวลับ จับข่าวกรอง ไม่ว่าจะ
ซือเร่อเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาของชายตรงหน้า “หม่อมฉันกับเจี้ยนอ๋องแค่พบพานเพียงผิวเผิน ไหนเลยจักเทียบเท่าบุรุษรูปงามที่ได้คบหามานานหลายเดือน ถึงขั้นบ่มเพาะฟูมฟักความสัมพันธ์จนกลายเป็นคนรู้ใจ”“หืม...” เจิ้งซงหยวนเลิกคิ้ว “ใครกันนะ?”หญิงสาวทุบอกแกร่งไปหนึ่งที “รัชทายาทก็ทรงรู้นี่เพคะ ว่าใครและเพราะเหตุใด ทำไมหม่อมฉันถึงได้ลงทุนทำขนาดนี้”ชายหนุ่มขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำสีหน้ายียวน แปะคำว่า ‘ไม่รู้’ เอาไว้บนวงหน้าขาวกระจ่าง ส่งผลให้สตรีมีท่าทีแง่งอน“ท่านแกล้งข้า รู้ว่าข้ารักท่าน ยังจะเฉไฉ ข้าไม่แต่งกับใครนอกจากท่านนะ”รัชทายาทคลี่ยิ้มกว้าง ส่งสายตาหวานละมุนแต่ร้อนแรง ก่อนก้มหน้าจุมพิตบนกลีบปากนุ่มนิ่มแผ่วเบา ทอดเสียงอ่อนโยนยามไล้ริมฝีปากนุ่มนิ่ม“ข้ารู้...ข้าเองก็จะไม่แต่งกับใครนอกจากเจ้า”“รู้แล้วยังแกล้งกัน”เจิ้งซงหยวนหัวเราะแผ่วต่ำเบาๆเขาก้มหน้าแนบชิดหญิงสาวอีกครา เพิ่มนุ่มนวลยิ่งขึ้น ซือเร่อตอบสนองอย่างยินดี มีความเสน่หาเต็มเปี่ยมในจุมพิตนั้นทั้งสองคลอเคลียเคล้าคลึงด้วยริมฝีปากเนิ่นนานพวกเขาแสดงออกว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งตรึงใจปานนั้น ยิ่งตอกย้ำสถานะคู่รักคู่ใคร่อย่างมิต้องสงสัย







