LOGINคืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่เฟิงลี่ไม่กล้าเข้าห้องส่วนตัว เพราะมัวแต่หลบเลี่ยงสามีของผู้อื่นนามว่าหลิวอี้
เดิมทีชายผู้นี้พยายามเข้าหานางด้วยเหตุบังเอิญเดินผ่านมาบ้าง ข้ออ้างสมเหตุสมผลบ้าง แต่เฟิงลี่ก็หลบเร้นซ่อนตัวได้ทุกครั้งโดยไม่เสียเวลาเผชิญหน้า เพราะว่านางไม่เก่งเรื่องพูดจาโต้ตอบเพื่อเบี่ยงเบนอันใด การถอยให้ห่างเข้าไว้จึงจะดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลิวอี้จึงเพิ่มระดับความร้ายกาจ เขารอให้จิ่วเม่ยนอนหลับจนสนิทแล้ว จึงย่องมาที่ห้องของเฟิงลี่
เมื่อไม่เห็นเจ้าของห้องดังคาด เขาจึงแอบจุดกำยานรัญจวนเอาไว้ แล้วกลับออกไปคล้ายไม่เคยแอบเข้ามา ก่อนจะไปซุ่มตัวดักอยู่ด้านนอก รอเวลาที่เฟิงลี่กลับเข้าห้อง
หากแม่นางน้อยเข้าห้องแล้วสูดดมแค่ไม่ถึงครึ่งถ้วยชา รับรองได้ว่านางต้องร้อนรุ่มจนเนื้อตัวสั่นระริก มีความต้องการเฉกเช่นหญิงแพศยาร่านราคะ ปรารถนาการร่วมรักกับบุรุษจนทนไม่ไหว ทั้งยังต้องปรนเปรอเริงสวาทอย่างร้อนแรงเร้าใจจนรุ่งสาง
ท่ามกลางกลิ่นกำยานโชยคลุ้งภายในห้องนอนของเฟิงลี่ หลิวอี้กำลังคิดถึงแผนการตนเองด้วยหัวใจเต้นระส่ำ พร้อมคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ตรงมุมมืดข้างเรือนหนึ่ง
ส่วนเฟิงลี่เพียงขุดโพรงนอนหลับอยู่ใต้ดินห่างออกไปจากเรือนตนไกลโข บริเวณนั้นเป็นสวนป่าท้ายเรือนจากทุกหลัง ไร้ใครสังเกตเห็นทั้งนั้น
ช่วงนี้อากาศหนาวเย็น การนอนบนต้นไม้ไม่ดีเท่าใด จำต้องหาที่นอนที่อบอุ่นเข้าไว้ แย่งมดงานแมลงร้ายในหลุมนี่ล่ะ
เฟิงลี่จึงไม่อาจล่วงรู้ว่าหลิวอี้แวะเวียนเข้ามาที่ห้องของนางตลอดทั้งคืน กระทั่งพลั้งเผลอสูดดมกำยานเข้าไปมากมาย
สุดท้ายเป็นเขาเองที่ถูกฤทธิ์รัญจวนของกำยานเล่นงาน จนท่อนเนื้อช่วงล่างกลางลำตัวปวดหนึบแทบคลั่ง ต้องวิ่งกลับไปหาภรรยาของตัวเองแทบไม่ทัน ปลุกนางขึ้นมาร่วมรักจนหมดแรง
เดิมทีการที่บุรุษผู้หนึ่งจะรับอนุสักคนมิใช่เรื่องใหญ่ หากแต่กฎระเบียบยังคงมี การยอมรับของภรรยาเอกย่อมสำคัญ แต่หากนางไม่ยอมรับ สามีจะถือวิสาสะพาเข้ามาเลยก็ย่อมได้ ทว่านั่นต้องเป็นการสมยอมของฝ่ายสตรีผู้เป็นอนุด้วย
เพียงแต่เฟิงลี่นั้นกลับไม่ยินยอมพร้อมใจง่ายๆ
และจิ่วเม่ยเองก็ไม่ยอมรับง่ายๆ เช่นกัน
ที่สำคัญสตรีสองคนรักกันดุจพี่น้อง หลิวอี้จึงต้องเล่นเล่ห์ใช้เพทุบายเช่นนี้ เผื่อว่าจะสำเร็จในสักวัน
หลังจากนั้นภรรยาแต่ละคนจะทะเลาะเบาะแว้งอันใดก็เป็นเพียงเรื่องหลังเรือน ขอแค่ทุกนางปรนนิบัติบนเตียงได้ดีก็พอ บุรุษล้วนไม่ใส่ใจเรื่องยิบย่อยทั้งสิ้น
หลิวอี้นั้น เขาชอบเฟิงลี่มาก ชอบตั้งแต่ได้เจอครั้งแรกที่บ้านเดิมของจิ่วเม่ย แต่ตัวเขาเป็นคู่หมั้นของจิ่วเม่ยแล้วการจะรับอนุก่อนแต่งภรรยาย่อมไม่เหมาะสม ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าอีกฝ่ายอายุน้อยยังไม่ปักปิ่นและเป็นคนของคู่หมั้น เขาก็ยิ่งไม่อาจกระทำ จำต้องรอหลังแต่งงานสักปีสองปีค่อยรับเป็นอนุ เขาย่อมรอได้
ทว่าเฟิงลี่ยิ่งโตยิ่งงดงามโดดเด่นยากจะหักห้ามใจมิให้อยากครอบครองจริง ๆ แต่จนใจที่สามีต้องเกรงใจภรรยาอยู่บ้าง ทั้งยังไม่กล้าหักหาญน้ำใจเฟิงลี่ที่อายุเพียงสิบสี่ปี
อีกทั้งชื่อเสียงยามทำการค้ายิ่งต้องคำนึงเข้าไปใหญ่ หากเขากระทำการอุกอาจรุนแรงจนเกินไปก็เกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามของเขาในแวดวงการค้า
เมื่อคิดไปคิดมา คิดวกวนหลายตลบ หลิวอี้จึงตัดสินใจเอ่ยกับจิ่วเม่ยตามตรงโดยไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป
เขาเลือกบอกนางในค่ำคืนหนึ่ง
“ข้ามีเรื่องจะสารภาพ”
จิ่วเม่ยถูกสามีจับตัวให้นั่งลงบนเก้าอี้ภายในห้องส่วนตัว นางมองหน้าเขาอย่างตั้งใจฟัง ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขาจะสารภาพเรื่องอะไร
เขาคงกำลังจะยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่าชอบเฟิงลี่ คงเหนื่อยเต็มทีกับแผนการตื้นเขินที่กระทำอยู่ทุกวัน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หญิงสาวจึงรีบเอ่ยขัด “ท่านพี่ ข้ายังไม่อยากฟัง หากท่านเอ่ยออกมา ข้าเกรงว่าจะทนใจกว้างไม่ไหว อย่าเพิ่งพูดอะไรออกมาเลยเจ้าค่ะ”
เพราะสามีบอกซ้าย นางไม่กล้าบอกขวา แต่ถ้าหากเขาไม่บอกอะไรออกมา นางก็ไม่ต้องคล้อยตามเช่นกัน
หญิงสาวกล่าวจบพลันลุกขึ้นจากเก้าอี้ คิดจะเดินออกไปนอกห้องแห่งนี้ทันที ไม่ยินดีรับฟังความต้องการของสามีที่นางยากจะปฏิเสธ เพราะไม่อาจกลายเป็นภรรยาใจแคบให้ผู้คนครหา
แต่หลิวอี้รีบจับมือฮูหยินเอาไว้ ให้นั่งลงไปใหม่ พลางเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “ไม่ผิด! ข้าชอบเฟิงลี่”
จิ่วเม่ยได้ฟังแล้วก็เม้มปากแน่น ชะงักงันนิ่งเงียบไป
หลิวอี้สังเกตปฏิกิริยาของหญิงคนรัก พบว่านางไร้ท่าทียินยอมให้เขารับเฟิงลี่เป็นอนุจริงๆ ก็รู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่ง
ต่อมาจึงกัดฟันบอกความจริงอีกหนึ่งประการ
เจ้าสาวถูกจับประคองเดินออกมาอย่างเนิบนาบเชื่องช้า นางก้าวเท้าด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนโยนอ๋องหนุ่มเห็นนางยังคงมีท่าทีปกติเรียบร้อยไร้วี่แววขัดขืนก็ลอบถอนหายใจเบาๆเจิ้งเซียวเล่อจ้องมองเจ้าสาวของเขาจนแขกเหรื่อในงานถึงกับอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ บางคนยังกระซิบเจือเสียงหัวเราะว่า‘เจี้ยนอ๋องทรงหลงรักเจ้าสาวของเขาปานนี้เชียว?’ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นมหามงคล ผู้คนต่างมองว่าเจี้ยนอ๋องผู้นี้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้หื่นกระหายในรักไปแล้วสายตาร้อนแรงแฝงแววหยอกเย้าของเหล่าผู้คนล้วนส่งมาไม่ถึงอ๋องหนุ่ม เพราะเขายังคงจ้องมองเพียงเจ้าสาวของตนกระทั่งนางถูกพาขึ้นเกี้ยวโดยบุรุษผู้มีความสำคัญต่อวังฝูอ๋องซึ่งทำหน้าที่ส่งสตรีออกเรือนเขาก็ยังคงจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตาเมื่อแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วเจิ้งเซียวเล่อจึงหมุนตัวเดินไปขึ้นหลังม้า ควบเหยาะย่างอยู่ข้างๆ เกี้ยวเจ้าสาวไม่ห่างท่าทางของเจ้าบ่าวทำเอาสายตาแขกเหรื่อยิ่งร้อนแรง ใบหน้าร้อนผ่าว กระซิบกระซาบด้วยประโยคคล้ายคลึงกันว่าหวงแหนปานนั้น หลังเข้าหอเจ้าสาวจะเดินได้ไหมหนอ รอฟังข่าวตั้งครรภ์ในลำดับต่อไปได้เลยดนตรีบรรเลงอยู่นานท่ามกลางขบวนสีแดงยาวเหยียดก่อนที่เ
ทางฝั่งเจ้าบ่าวบนหลังอาชานำขบวนแม้ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาไม่เผยอารมณ์ออกมา หากแต่ใครไหนเลยจักล่วงรู้ว่าในอกแกร่งแอบพะวงอยู่ไม่น้อยเนื่องจากก่อนแต่งงานเพียงวันเดียว จางฉวนสืบได้ว่า แท้จริงแล้วหยี่ซินผู้นั้นร้ายกาจไม่เบา เจ้าเล่ห์กว่าที่คาดการณ์นางจับตัวน้องสาวฝาแฝดแล้วคุมขังเอาไว้ เพื่อบังคับให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของเขาในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้น้องฝาแฝดนางนั้นมิได้เต็มใจร่วมมือหลอกลวงเขาแต่อย่างใดในใจของอ๋องหนุ่มให้รู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาด... สิ่งนี้ทำให้เจิ้งเซียวเล่อรู้สึกเสียใจอย่างมากที่จับคนงามมาทรมานตั้งหลายวันแม้ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชายังคงนิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ ทว่าฝ่ามือใต้แขนเสื้อกลับกำแน่น อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียด คิดเพียงต้องการชดใช้ความผิดให้อีกฝ่ายอย่างสาสมนางจะตีเขาก็ได้ เขาพร้อมยืดอกรับอย่างไม่อิดออด ขอแค่นางให้อภัยเขาก็พอ...ขบวนยิ่งใหญ่ส่งเสียงแห่งความมงคลดังสนั่นสั่นแผ่นดิน กระทั่งเจิ้งเซียวเล่อเดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังฝูอ๋อง เขาจึงได้คลายความพะวงเมื่อลงจากหลังม้าแล้วถือโอกาสฟังคำกระซิบรายงานอันรวดเร็วจากจางฉวนที่มายืนรออยู่ทางด้านหลังคล
แผนการของซือเร่อมิได้ซับซ้อน หากแต่ต้องละเอียดรอบคอบถึงขั้นใจร้ายแน่นอนว่าหากให้น้องสาวฝาแฝดสวมรอยแต่งงานแทน ตำแหน่งท่านหญิงหยี่ซินย่อมตกไปอยู่ที่เฟิงลี่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนซือเร่อต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วจะอยู่อย่างไร? ชีวิตที่เหลือมิต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เร่ร่อนไปเรื่อยหรือ เช่นนั้นก็สมควรไปรับตัวเฟิงลี่มาอย่างเปิดเผย เสนอให้ท่านพ่อบุญธรรมยกเฟิงลี่ให้องค์ชายรองผู้นั้นตามตรงทว่าท่านพ่อบุญธรรมจะเห็นชอบหรือไม่?เฟิงลี่จะยินยอมหรือเปล่า?องค์ชายรูปงามจะยินดีหรือไร?ความจริงเรื่องผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเมื่อครั้งนั้นเล่าจะถูกเปิดเผยด้วยหรือไม่?ฐานะหน้าตา อำนาจบารมี น้ำหนักในใจของท่านอ๋อง รวมถึงการยกย่องชื่นชมและความยำเกรงของชาวประชาที่มีให้นางเสมอมาจะไม่สูญสิ้นไปด้วยหรือไร?ทุกสิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะสองเรื่องสุดท้ายคือเรื่องร้ายแรงที่สุด ซือเร่อให้นึกหวาดกลัวยิ่งนักเช่นนั้นก็มีวิธีเดียวคือแต่งงานแบบสวมรอยแทนเท่านั้น และเพื่อป้องกันเฟิงลี่มาแทนที่ตนซึ่งเป็นถึงท่านหญิง รอให้พิธีแต่งงานเสร็จสิ้น แปรสภาพไม้เป็นเรือ เปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก มิอาจย้อนคืนเสียก่อน นางค่อยปรา
“แต่ว่าน้องรองของข้ามิใช่สุภาพชนสักเท่าใด ยิ่งมิใช่คนดีอะไร บางทีพวกเราอาจดูเบาเขาเกินไปก็เป็นได้ แค่พิธีกราบไหว้ฟ้าดินจะมีผลกับเขาหรือไม่?”หญิงสาวมิได้วิตกกังวล นางกล่าวเสียงนุ่มหวานละมุน “รัชทายาทไม่ต้องห่วงเพคะ น้องสาวของหม่อมฉันได้รับ ‘ยาสั่ง’ ควบคุมได้กระทั่งจิตวิญญาณ ต่อให้อยู่ต่อหน้าท่านพ่อบุญธรรมก็ยังไม่แน่ว่าจะแยกแยะออกว่านางมิใช่หม่อมฉัน และที่สำคัญ กว่านางจะได้สติครบครันก็ล่วงเข้าสามเดือนหลังจากเข้าหอแล้ว ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่ง ไม้ได้กลายเป็นเรือแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่แน่ว่าในท้องของนางอาจมีอ๋องน้อยก่อร่างสร้างตัวจนแข็งแรง หากเจี้ยนอ๋องจะทรงส่งคืนคงไม่แคล้วถูกประณามจนไม่มีที่ยืนในแผ่นดิน” ดวงเนตรงามฉายแววเจ้าเล่ห์ทอประกายพร่างพราย นางเสริมอีกว่า “เมื่อถึงเวลาที่หม่อมฉันออกมาเปิดเผยตัวตน ต่อให้เป็นท่านพ่อบุญธรรมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เช่นกัน” คำตอบของสตรีข้างกายส่งผลให้เจิ้งซงหยวนพึงพอใจ เขายกยิ้มอบอุ่นเอื้อมมือไปโอบเอวบางเพื่อแนบชิดเหมือนที่เคยพลางเอ่ยชื่นชมด้วยเส้นเสียงทุ้มนุ่ม“หยี่ซินของข้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก เช่นนี้ล่ะถึงจะเหมาะสมต่อตำแหน่ง
การแต่งงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้าเจิ้งไม่สำคัญว่าพี่ต้องแต่งก่อนน้อง แต่สำคัญที่ความเหมาะสมอันสูงสุดตามช่วงเวลาในสายตาของผู้อาวุโสที่มีอำนาจแห่งราชวงศ์กำหนดการแต่งงานขององค์ชายคนรองแห่งราชวงศ์เจิ้งทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงนึกเสียดายไม่น้อยพวกคุณหนูสูงส่งหลายตระกูลถึงกับร่ำไห้น้ำตานองหน้าปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายไม่มีที่ให้หยัดยืนอีกต่อไปโชคดีที่ได้ผู้อาวุโสในจวนคอยปลอบใจ พวกนางจึงมิได้ร่ำไห้เสียใจจนตีอกชกหัวอยู่นานเท่าใดนัก เพราะได้คำผู้ใหญ่เตือนสติว่ายังมีองค์ชายใหญ่ผู้เป็นถึงรัชทายาทเหลืออยู่ทั้งคนตำแหน่งพระชายาเอกในรัชทายาทเป็นสิ่งที่สตรีชนชั้นสูงต่างเฝ้าถวิลหาและหมายปอง มิรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้โชคดีนางนั้นหลังจากท่านหญิงหยี่ซินเข้าพิธีปักปิ่นเป็นที่เรียบร้อย ข้างขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสองฤกษ์งามยามดีครองคู่มีสุขมากสมบัติ เกี้ยวสีแดงสดแปดคนหามก็เคลื่อนตัวมารับนางถึงวังฝูอ๋องขบวนแต่งงานยาวเหยียดตระการตาอันเป็นมหามงคลระหว่างเจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อกับท่านหญิงหยี่ซินยิ่งใหญ่อลังการและหรูหราโดดเด่นสมฐานะอันสูงส่งแห่งพวกเขาทั้งสองเห็นช่อบุปผาแพรไหมสีแดงสดโดดเด่นพร้อมบุรุษรูปโฉมสง่างามผู้เป็น
อ๋องหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เฟิงลี่กระทำลงไปล้วนเป็นเพราะสัญชาตญาณในจิตใต้สำนึก หาได้มีสติล่วงรู้อันใดไม่หลังจากนั้น งานบ่าวไพร่ทั่วไปล้วนตกอยู่ในมือของเฟิงลี่เจิ้งเซียวเล่อสั่งให้นางทำงานชั้นต่ำทุกอย่าง ปรารถนาเห็นนางทรมานอย่างอารมณ์ดี“หน้าที่ของภรรยาก็เช่นนี้ ต้องปรนนิบัติสามีให้ดี จงรู้ไว้”ทว่าเพิ่งสิ้นคำข่มขู่ทุ้มต่ำทรงพลัง กลับเห็นคนงามทำงานหนักด้วยท่าทางสบายๆ มิได้ลำบากอันใดอ๋องหนุ่มให้นึกอึ้ง จึงสั่งเพิ่มงานให้นางมากกว่าเดิมผลที่ได้รับคือ เฟิงลี่ยังคงไม่รู้สึกรู้สา นางสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี คล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ฝ่าฟืน แบกถังน้ำ แบกไม้ เชือดไก่ แล่เนื้อวัว กระทั่งขุดรูเพื่อดึงอสรพิษร้ายอย่าง ‘งู’ มาต้มน้ำแกงยังทำได้ดียิ่งเจิ้งเซียวเล่อให้รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินพลบค่ำมาเยือน โถงเรือนสว่างไสวดุจยามทิวาท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำ เสียงดนตรีบรรเลงในทำนองไพเราะเสนาะโสต สะกดใจคนฟังอย่างประหลาดทั้งที่ทำงานหนักมาทั้งวัน แต่เฟิงลี่กลับมิได้พักผ่อน นางถูกพาตัวมาร่วมชมความครึกครื้นรื่นเริงกับบรรยากาศร่ำสุราเคล้าเสีย







