เข้าสู่ระบบบุรุษมีสามภรรยาสี่อนุไม่นับว่าแปลก ยิ่งฐานะดีเท่าไหร่ การมีสตรีในอาณัติมากมายยิ่งเสริมบารมีเท่านั้น
เรื่องนี้นางเข้าใจดี แต่นางทำใจไม่ได้ …ไม่ได้จริงๆ
แต่สามีว่าซ้ายภรรยาย่อมมิกล้าบอกขวา สามีบอกหนึ่งภรรยาไม่อาจบอกสอง หากเขาชี้นกนางยิ่งไม่มีสิทธิ์บอกว่าลา
นางไม่กล้าขัดใจสามี
เช่นนั้นควรทำอย่างไรดี?
เมื่อเห็นจิ่วเม่ยยืนเม้มปากนิ่ง กำมือแน่น ไม่ตอบรับคำ หลิวอี้เองก็ใช่ว่าจะมีตาแต่ไร้แวว
ภรรยาของเขาก็หาใช่สตรีไร้สมอง
หากแต่แผนการวันนี้ที่อุตส่าห์ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อปล่อยบ่าวไพร่ในบ้านได้นินทาครหาถึงความไม่เหมาะสม หมายรวบรัดเด็กสาวมาเป็นอนุของตน
จะอย่างไรก็ต้องดำเนินต่อไป...
เขาต้องได้เฟิงลี่เป็นภรรยาอีกคนให้จงได้!
ห้องพักส่วนตัวของเฟิงลี่อยู่ด้านหลังของเรือนใหญ่
นางเป็นคนสนิทของจิ่วเม่ยซึ่งเป็นถึงฮูหยินเจ้าของบ้าน จึงได้ห้องพักนอนคนเดียว ส่วนบ่าวคนอื่นๆ ได้นอนห้องพักรวม
หลิวอี้เป็นคนมีฐานะดีเข้าขั้นเศรษฐีจึงมีบ่าวหลายคน หนึ่งในนั้นมีท่านป้าแม่ครัวที่เฟิงลี่สนิทสนมด้วย นางจึงชักชวนท่านป้าผู้นี้มานอนด้วยกันในคืนนี้ เพื่อสอบถามในเรื่องที่สงสัย
ดรุณีผู้หนึ่งเติบโตในป่าใหญ่ หากไม่อยากเป็นคนโง่จนเกินไป ย่อมต้องกล้าถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจโดยละเอียด
เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องหนังสือเมื่อชั่วยามที่ผ่านมาก็เช่นกัน นางเป็นคนใจร้อนวู่วามจึงรีบถามคืนนี้เลย
ท่านป้าแม่ครัวมีนามว่าฮุ่ยถิง นางนับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสในบรรดาสาวใช้ทั้งหมด ใครมีปัญหาก็มักจะปรึกษานางทั้งนั้น
คืนนี้บนเตียงนอนของเฟิงลี่จึงมีท่านป้าฮุ่ยผู้นี้นั่งลูบผมอย่างปลอบประโลมพลางเอ่ย
“โธ่เอ๋ย! ลี่เอ๋อร์ เจ้าโชคดีแล้วนะ”
ฮุ่ยถิงนึกเอ็นดูเด็กสาวตรงหน้าเหลือเกิน เพราะเฟิงลี่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก นิสัยผ่าเผยจริงใจ ใครเห็นใครก็รักใคร่ทั้งนั้น หลังจากรับฟังเรื่องราวที่กำลังเป็นที่ครหาในเรือนทั้งหมดแล้ว นางย่อมรู้เท่าทันนายท่านหลิว จึงได้กล่าวตามตรงกับแน่งน้อยว่า
“เขาชอบเจ้าเข้าให้แล้วและกำลังต้องการรับเจ้าเป็นอนุ”
เฟิงลี่เงยหน้าจากตักของป้าฮุ่ย ถามเสียงใส “อนุ?”
ฮุ่ยถิงคลี่ยิ้มใจดี อธิบายอย่างใจเย็น “อนุก็คือสตรีที่บุรุษนึกรักใคร่เอ็นดูไม่ต่างจากภรรยาอีกคนของเขา”
เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น “ภรรยาอีกคน?”
ป้าฮุ่ยยิ้มกว้าง “นายท่านหลิวทั้งหนุ่มแน่นหล่อเหลาและร่ำรวย มีกิจการมากมายในเมืองนี้ สาวใช้หลายคนในเรือนยังปรารถนาที่จะยกฐานะตัวเองขึ้นเป็นอนุของนายท่านทั้งนั้น”
นางก้มหน้ามองเด็กสาวด้วยแววตาจริงใจ “ข้าถึงได้บอกว่าเจ้านั้นโชคดี ทีนี้ก็คอยดูเถอะ หลายคืนจากนี้นายท่านต้องเรียกหาเจ้า อา...ไม่ถูกๆ นายท่านนอนเรือนเดียวกับนายหญิง เช่นนั้น ...นายท่านย่อมเข้ามาหาเจ้าถึงในห้องพักส่วนตัวสักวัน การที่เจ้าพาข้ามานอนด้วยนั้น ผิดพลาดอย่างยิ่ง รู้ไหม?”
เฟิงลี่เม้มปากพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ
หลังจากนั้นยังลุกขึ้นอัญเชิญป้าฮุ่ยออกจากห้องตนยิ้มๆ น้อมส่งอีกฝ่ายด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ประหนึ่งสะใภ้ใหม่ส่งแม่สามี
เมื่ออยู่เพียงลำพังคนเดียวจึงได้ครุ่นคิดลึกซึ้ง
ที่แท้แล้ว...นางปรึกษาผิดคน!
เด็กสาวยังนอนไม่หลับจึงนั่งพิงหัวเตียงมุ่นคิ้วไม่คลาย
ถึงแม้เฟิงลี่จะเลือกปรึกษาผิดคน ทว่าอย่างน้อยนางก็ได้รู้ว่าหลิวอี้อาจจะเข้าหานางถึงในห้องนอนแห่งนี้ในคืนใดคืนหนึ่ง
ซึ่งนางก็ได้เตรียมพร้อม...
โดยการแอบออกจากห้องพักไปนอนหมอบบนต้นไม้แทน
หลังจากนั้น ในทุกๆ เดือน เนิ่นนานร่วมปี จะต้องมีอย่างน้อยสามถึงห้าวันที่หลิวอี้จะหาเรื่องหรือมีแผนการมาพบเฟิงลี่ถึงในห้องพักส่วนตัวด้วยตนเอง หมายรวบรัดเปลี่ยนท่อนไม้ให้กลายเป็นเรือก่อนที่เด็กสาวจะมีอายุพร้อมออกเรือนไปกับชายอื่น
แต่แล้วเขาต้องอารมณ์เสียเดินหงุดหงิดกลับไปทุกครั้ง เพราะว่าหาตัวเฟิงลี่ไม่เจอ
จิ่วเม่ยเองก็คล้ายกลายเป็นเบื้อใบ้ ไม่รู้เช่นกันว่าเฟิงลี่หายไปที่ใด บอกได้เพียงว่านางรักอีกฝ่ายเหมือนน้องสาวแท้ๆ ไหนเลยจะกล้าเรียกใช้งานตลอดเวลาเหมือนสาวใช้คนอื่น จึงปล่อยให้น้องสาวเที่ยวเล่นตามอำเภอใจ ไปที่ใดก็ได้ทั้งนั้น
นั่นคือเหตุผลที่จิ่วเม่ยให้คำตอบแก่สามีได้ว่าเพราะอะไรเฟิงลี่จึงมักจะทำตัวลึกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยบ่อยครั้ง
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จิ่วเม่ยผู้หึงหวงสามีลอบช่วยเหลือเฟิงลี่ให้พ้นเงื้อมมือของหลิวอี้ทางอ้อมได้อย่างแนบเนียนนั่นเอง
ยามค่ำคืน แม่นางน้อยเฟิงลี่มักจะซุ่มอยู่บนต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท้ายเรือน นางนอนบนนั้นอย่างยากลำบาก ตามประสาคนเคยอดทนอาศัยอยู่ในหุบเขา
ถึงแม้เด็กสาวไม่ค่อยจะเต็มใจนัก อุตส่าห์ได้ห้องพักดีๆ มีเตียงอุ่นๆ แล้วเชียวยังต้องทนนอนบนต้นไม้ แต่นางก็ยังซ่อนตัวอยู่บนนั้นได้อย่างแนบเนียนมาก ไม่ต่างจากสัตว์ป่าเลยสักนิด
ในสมองน้อยๆ ยังขบคิดอย่างกตัญญูรู้คุณ
หากนางเป็นภรรยาอีกคนของพี่อี้ มิใช่การแย่งชิงคนรักของพี่เม่ยหรอกหรือไร? ใครจะยอม...
สองปีต่อมา...ขณะที่เฟิงลี่กำลังดูแลบุตรชายบุตรสาว นางเพียรสังเกตเจิ้งเซียวเล่อกับเจิ้งเหวินไท่ตลอดเวลาบุรุษทั้งสองร่ำสุราสนทนาบางอย่างกันตั้งแต่เมื่อวานจนบัดนี้ล่วงเวลาค่ำแล้วก็ยังไร้วี่แววเลิกรานางจึงพาลูกๆ เข้าเรือนนอน กล่อมพวกเขาจนหลับสนิทก่อนเรียกบ่าวรับใช้มาสั่งการบางอย่างแล้วออกมาร่วมวงสนทนากับเหล่าบุรุษในศาลาส่องจันทร์เจิ้งเซียวเล่อเห็นภรรยามาจึงเชื้อเชิญให้นางนั่ง รินเหล้าใส่จอกให้อย่างเอาใจใส่เจิ้งเหวินไท่เห็นสามีภรรยารักใคร่ปรองดองท่าทางเข้าอกเข้าใจกันและกันปานนั้นจึงเอ่ยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร“พี่สะใภ้ เหตุใดพวกท่านถึงทำให้ข้ารู้สึกริษยาถึงเพียงนี้”เมื่อได้ยินคำถามแปลกประหลาด เฟิงลี่พลันเลิกคิ้วสูง“สาเหตุที่รัชทายาททรงดื่มเหล้าเมามายไม่ยอมกลับตำหนักบูรพาเพราะทะเลาะกับพระชายาหรือ?”เจิ้งเหวินไท่ส่ายหน้ายิ้มขื่น “ข้ากับนางมิได้ทะเลาะกัน นางปรนนิบัติดูแลข้าอย่างดี ไม่เคยเลยสักคราที่จะทำให้ข้าเห็นถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ นางเป็นสตรีเพียบพร้อมงดงามไร้ที่ติ”“แล้วเช่นนั้นท่านมาดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มเรื่องใดกัน” เฟิงลี่ถามเสียงนุ่มอย่างรอฟังคำตอบที่แท้จริงในขณะที่เจิ้งเซียวเ
เจิ้งเหวินไท่ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทเข้าปีที่สามเขาช่วยงานราชกิจพระบิดาได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติสืบมา ส่วนหลังเรือนยังปกครองได้อย่างเด็ดขาดเที่ยงธรรมไร้คลื่นโหม ทว่ากลับไร้ชายาเอกมาโดยตลอดผู้คนล้วนกังขาว่าเหตุใดรัชทายาทเจิ้งเหวินไท่ผู้เก่งกาจไม่แต่งชายาเอกเสียทีแต่แล้วความสงสัยก็ได้รับคำตอบ เมื่องานมงคลเกิดขึ้น โดยมีบุตรสาวสายตรงของแม่ทัพโจวผู้ยิ่งใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวสวมชุดแดงนั่งสง่างามอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวของเจิ้งเหวินไท่นางคือโจวหลิวหลันภายใต้ขบวนแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ สาวน้อยแอบเปิดผ้าม่านรถม้าออกดูเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าบุรุษชุดแดงที่มารับนางด้วยตนเองคือเจิ้งเหวินไท่จริงๆ ใช่ไหม?นางมิได้ฝันไปแน่นะ!และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือใบหน้าหล่อเหลาที่แสนจะราบเรียบไร้ความรู้สึก ประหนึ่งคนที่ถูกบังคับให้รับสมรสพระราชทานคือเจ้าบ่าว มิใช่เจ้าสาวอย่างนางโจวหลิวหลันขมวดคิ้ว จ้องมองเจิ้งเหวินไท่อย่างงุนงงยิ่งหน้าขบวนมงคล บุรุษชุดแดงบนหลังม้าลอบชำเลืองมองใครบางคนในเกี้ยวเจ้าสาวอยู่เช่นกัน ช่องว่างหน้าต่างรถม้านั้น ม่านถูกแง้มเปิด เขาเห็นนางเผยเพียงดวงตากระจ่างใสวับวาว ซึ่
เจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อที่โกรธาถึงขั้นจะก่อกบฏกลางเมืองเพื่อปลดรัชทายาทผู้บังอาจกล่าวคำใส่ร้ายต่อภรรยาอันเป็นที่รัก จึงสงบลงได้ในที่สุด เขาแอบยกทัพสายลับนักฆ่าในอาณัติกลับไปอย่างเงียบเชียบเรื่องราวมิได้เกินความคาดหมาย รัชทายาทถูกปลด อัครมหาเสนาบดีมู่หย่งร่วมกับเหล่าขุนนางใหญ่ต่างลงชื่อเสนอองค์ชายสี่เจิ้งเหวินไท่ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทแทนการแต่งตั้งเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ กลุ่มขั้วอำนาจทั้งหลายล้วนเปลี่ยนท่าทีมายืนอยู่ฝั่งองค์ชายสี่อย่างล้นหลามเจิ้งซงหยวนหมดอำนาจในที่สุดโดนยึดตำแหน่งไม่พอยังถูกยึดทรัพย์จนสิ้นไม่มีเหลือ บัดนี้เขาจึงกลายเป็นแค่บุรุษธรรมดาไร้ความสามารถผู้หนึ่ง กระทั่งเหล่าอนุชายายังเบือนหน้าหนี ขอหย่าโดยพร้อมเพรียงกันเรื่องควรสิ้นสุดแค่เท่านั้น ทว่ากลับมีผู้เดือดร้อนหาความสงบสุขมิได้ คนผู้นั้นคือฮองเฮาหลี่ม่านย่าพระนางโกรธมาก เกลียดชังถึงขั้นสั่งคนตามฆ่าชิงเยว่ สตรีผู้เป็นที่รักของบุตรชายชิงเยว่ผู้นี้คือต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด สตรีหายนะไม่ควรมีชีวิตรอดเด็ดขาด...หลี่ม่านย่าปองร้ายชิงเยว่อย่างหมายมาดเจิ้งซงหยวนในยามนี้ไม่อาจต่อกรกับภัยจากพระมารดา หรื
แม้นางมีวัยโรยราแต่ความสะคราญโฉมกลับมิร่วงโรยเห็นได้ชัดเจนว่าฮองเฮาหลี่ม่านย่าผู้นี้ได้รับการฟูมฟักทะนุถนอมปานใดไม่แปลกใจที่สตรีวังหลังต่างอิจฉาริษยาจนสร้างความวุ่นวายไม่เว้นวัน หากมิใช่ฮ่องเต้คอยควบคุมเอาไว้อย่างเข้มงวด นางคงมิได้ยืนหยัดจนบัดนี้เมื่อถูกต่อว่าอย่างรุนแรงเยี่ยงนั้น ฮองเฮาหลี่จึงยืนร่ำไห้แบบไร้เสียง น้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มนวลอย่างสวยงามท่าทางบอบบางราวกลีบบุปผาต้องหยาดพิรุณจนหลุดร่วงห่างเกสรเช่นนี้ ทำให้คนมองต้องปวดใจทุกคราทว่าครั้งนี้เจิ้งเทียนหมิงฮ่องเต้ไม่อาจพระทัยอ่อนให้นางได้อีกแล้ว หากยังปกป้องกันเช่นนี้ เห็นทีราชวงศ์เจิ้งที่สืบทอดมาหลายรุ่นคงถึงคราวสิ้นสุดลงที่รุ่นนี้มาตรว่าราชันมั่นคงต้องเริ่มจากวังหลัง หากวังหลังเข้มแข็งย่อมค้ำชูบัลลังก์ให้แข็งแกร่งสืบไปทว่ารัชทายาทต้าเจิ้งกลับปกครองหลังเรือนจนวุ่นวาย กระทั่งชายาเอกต้องชอกช้ำตรอมตรมถึงขั้นพาบุตรชายในครรภ์กลับไปตายที่บ้านเดิมอย่างอนาถเรื่องนี้หากถูกแพร่งพรายออกไป วิญญาณปฐมกษัตริย์คงไม่แคล้วลุกขึ้นจากหลุมมาทวงความยุติธรรม ผู้คนคงสาปแช่งมิให้ผุดมิให้เกิด ต่างแคว้นคงดูแคลน ประชาราษฎร์คงถ่มน้ำลาย ทั่วหล้า
ผ้าห่มค่อยๆ คลี่คลุมเรือนกายบอบบางชุ่มเลือดที่สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมนั้น เฟิงลี่เห็นซือเร่อร้องไห้ไร้สุ้มเสียงเช่นกันน้ำตาของคนเป็นพี่หยาดรินจนเปียกชุ่มหมอนด้านล่าง ริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริกไม่หยุดคนเจ็บคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่กระทั่งเรี่ยงแรงขยับกลีบปากก็ยังไม่มี เฟิงลี่เห็นซือเร่อทำได้เพียงนอนมองนางนิ่งๆ อย่างทำอะไรมิได้มากกว่านั้น“พี่ซือซือ...” เฟิงลี่สะอึกสะอื้น นางพูดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำขอบคุณ ขออภัย หรือเรียกร้องให้ขอโทษจากใจคำขอโทษจากซือเร่อผู้เป็นพี่สาวของนาง...มันไม่จำเป็นอีกแล้วไม่ว่าคนหนึ่งจะโกรธเคือง หรืออีกคนจะเกลียดชังไม่ว่าพวกนางจะเคยรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมอย่างไรบัดนี้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยแล้วเพราะอย่างน้อย พวกนางสองพี่น้องก็ยังดีกว่าบิดามารดา พวกท่านทั้งสองผู้ล่วงลับแม้แต่ล่ำลาด้วยสายตาก็ยังไม่มีโอกาสจะทำทั้งบิดามารดาตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็ตายแล้ว พวกท่านคงละทิ้งความรู้สึกและประโยคตัดพ้อมากมายไม่ลงและคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่แท้เฟิงลี่กุมมือเย็นชืดของซือเร่ออย่างถนอม นางเห็นพี่สาวเม้มปากแน่น พยายามเพ่งมองตนอย่างสุดกำลังและนั่น...คือเรี่ยวแร
เนื่องจากมีปัญหารุมเร้าจนจิตใจร้อนรุ่มผิดปกติ กอปรกับครรภ์ได้รับยาบางชนิดที่มีผลกระทบกับเด็กน้อยซือเร่อที่ตั้งท้องได้หกเดือนจึงรักษาทายาทเอาไว้มิได้ นางตกเลือดอย่างหนัก กระทั่งคลอดก่อนกำหนดในเวลาต่อมาบนเตียงชุ่มโลหิตในเรือนส่วนตัวอันหรูหราของวังฝูอ๋อง เด็กชายฝาแฝดไร้ชีวิตทั้งสองถูกเบ่งออกมาจากท้องที่เจ็บปวดปานขาดใจของซือเร่อนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่าสวรรค์ไม่มีตา กระทั่งสลบไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ ก่อนฟื้นขึ้นมาใหม่แล้วพบว่าท้องของตนว่างเปล่าเสียแล้วพันธนการอันล้ำค่าได้สลายหายไปอย่างไม่หวนกลับมาไม่มีแล้ว...ไม่เหลือแล้ว....หญิงสาวนอนร่ำไห้อย่างไร้เรี่ยวแรงไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองโศกตรมขีดสุด หมอตำแยอุ้มศพทารกเพศชายทั้งสองออกไปแล้วอย่างเงียบงัน คงเหลือเพียงร่างโชกเลือดบนเตียงฉ่ำคาวคลุ้งเฟิงลี่ยืนอยู่ข้างเตียงห่างออกไปเล็กน้อย นางมิได้เก่งกาจถึงขั้นมีวิชาแพทย์สูงส่ง จึงทำได้เพียงยืนมองม่านอวี้ตรวจจับชีพจรให้พี่สาวอย่างเงียบเชียบกลิ่นคาวเลือดที่ตลบคละคลุ้งมิได้ทำให้นางรู้สึกปวดร้าวในหัวใจเทียบเท่ากับแววตาของพี่สาวท
“ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ หัวใจทำงานผิดปกติ ลมหายใจอุ่นร้อนติดขัด ใต้เท้าหลี่...”กล่าวยังไม่จบก็เห็นกุนซือหน้าหยกนั่งนิ่งแข็งทื่อทั้งร่าง หน้าแดงหูแดง เนื้อตัวของเขาร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้“ท่านป่วยแล้ว...”ม่านอวี้ไม่รอช้ารีบจับชายตัวโตให้นอนลงบนตั่งในรถม้า ล้วงยาในอกเสื้อส่งเข้าปากเขาไปหนึ่งเม็ด ปลด
โจรตัวดำหนวดเขียวครึ้มคนหนึ่งตะโกนเสียงแหบแห้งโดยสายตายังมองแค่หมาป่า “พี่ใหญ่! เอาอย่างไรดี?”เสียงตอบกลับดังมาจากชายตัวโตที่ถูกคมกระบี่ของม่านอวี้พาดลำคออยู่ทางด้านหลัง “ชะ...ช่วยข้าก่อน ฆ่านางซะ!”แน่นอนว่าโจรถ่อยไม่มีนิสัยรักหยกถนอมบุปผาอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับหญิงงาม พวกมันมีแต่ต้องเผยนิสัยป่าเถื่
หลังจากอ่านรายงานจบก็โยนกระดาษลงอ่างไฟรอจนมันมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีซือเร่อยกยิ้มมุมปาก น้องพี่...อีกไม่นานเราได้เจอกันแน่!แม่นางน้อยใช้เวลาอาบน้ำครู่หนึ่งจึงเตรียมตัวเข้านอน แม้ว่าจะยังไม่ดึกมาก แต่นางเป็นคนรักษาสุขภาพยิ่งชีพไม่ต้องพูดถึงการทำงานหนัก แค่หยิบจับอะไรเล็กๆ น้อยๆ นางยังไม่ยอมทำเอง
ริมศาลาสายลมโชยแผ่วไล้ยอดหญ้าจนไหวเอน ทว่าบุคคลในศาลากลับนั่งนิ่งตัวตรง ไร้ซึ่งวาจา ชายหนุ่มหญิงสาวมองตากันเงียบงัน มีความเปล่งประกายบางอย่างในแววตานั้นหากกล่าวตามจริง สิ่งที่พวกเขาแสดงออกมา ล้วนมีความหมายถึงคำว่า ‘รักแรกพบ’ ที่รู้กันเฉพาะพวกเขาชินอ๋องมิได้รับรู้อันใด เขาจึงกล่าวเนิบนาบ“หากรัชทา







