LOGINแม้มิใช่การรักษาแบบได้ผลชะงัดเฉกเช่นหมอเทวดา ทว่ากลับช่วยยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ได้ ทำให้ร่างกายที่กำลังบาดเจ็บสาหัสพ้นภาวะวิกฤตใกล้ตายในเสี้ยวลมหายใจ หากคิดช่วยเหลือยังพอมีเวลา ไม่ตายคามือนางแน่นอน
เด็กหญิงดึงเข็มเงินออกก่อนถือวิสาสะเปิดเสื้อผ้าของเขาเพื่อสำรวจบาดแผลทั่วตัว พบว่ามีบาดแผลถลอกเต็มไปหมด แต่สาหัสมากคือที่ขาทั้งสองข้างของเขา ซึ่งเป็นบาดแผลฉกรรจ์ คาดว่าคงถูกหินคมบาดกระทั่งกระดูกยังหักเสียแล้ว
เด็กหญิงไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสยามที่เขายังไม่ได้สติทำความสะอาดบาดแผลอย่างลึกล้ำก่อนจะล้วงเข้าอกเสื้อตนเองหยิบห่อยาสมุนไพรสมานแผลออกมา
จากนั้นยังใช้ใยต้นหม่อน เย็บบาดแผลให้อย่างดี ฝีเข็มว่องไวประสานมือใจเป็นหนึ่ง ชีวิตในป่าล้วนสั่งสมประสบการณ์ เมื่อลงเข็มเสร็จก็ใช้ฟันกัดปลายใยต้นหม่อนจนขาด
บาดแผลอื่นก็โรยยาให้จนทั่วทุกแผลอย่างไม่หวงแหน ทว่ายาที่พกพายามเดินป่ามีน้อยนิดเพราะนางปรุงสำหรับตัวเองและพี่สาว พวกนางอายุยังน้อยรูปร่างเล็กบาง มีเนื้อหนังให้เกิดบาดแผลไม่มาก เมื่อเจอคนตัวใหญ่ยาจึงไม่พอใส่แผลให้เขา
เมื่อยาหมดนางจึงปิดเสื้อผ้ากลับเช่นเดิม ยังปลดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ลำคอของตนมาพันรอบลำคอของชายวัยกลางคน เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้เขา เห็นใบหน้าซีดขาวเริ่มมีสีเลือดฝาดก็วางใจก่อนวิ่งไปอีกทางเพื่อมองหาท่อนไม้กับเชือกเถาวัลย์ ไม่นานก็กลับมา
นางนำท่อนไม้วางขนานกับท่อนขามัดด้วยเชือกเถาวัลย์อย่างแน่นหนาทั้งสองข้าง ยังไม่ลืมเตรียมไม้ยาวท่อนหนึ่งเอาไว้ เผื่อเขาฟื้นขึ้นมาจะได้ใช้พยุงตัวเดินพร้อมๆ กับมีนางช่วยแบก
หานไต้มักจะสอนสิ่งเหล่านี้ให้สองพี่น้องอย่างละเอียด เพื่อเอาชีวิตรอดในป่าใหญ่ เด็กทั้งสองฉลาดหัวไว จึงเรียนรู้ได้รวดเร็ว เพียงแต่เฟิงลี่คนน้องออกจะเก่งกาจมากกว่าสักหน่อย ยามนำมาใช้ประโยชน์ ยังแตกต่างจากซือเร่อคนพี่มากโข
เห็นได้ชัดเจนเมื่อเจอชายวัยกลางคนบาดเจ็บนอนสลบกลางหิมะขาวโพลนผู้นี้ หากเขามิได้เฟิงลี่ย่อมถูกหมาป่ารุมขย้ำทึ้งเนื้อกินไปแล้ว
หลังจากเฟิงลี่ดูแลรักษาคนเจ็บได้ดีระดับหนึ่งจึงเอ่ย “ยาของข้าหมดแล้ว แต่ยาของพี่ยังไม่ต้องนำมาใช้นะ เอาไว้เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราจะได้นำมาใช้ยามฉุกเฉิน ระหว่างนี้พี่ช่วยเฝ้าเขาเอาไว้นะ ข้าจะเข้าป่าไปหาสมุนไพรมาพอกบาดแผลเล็กๆ ตามลำตัวให้เขา ยังต้องหาหญ้าโลหิตก่อกระดูกสำหรับรักษาขา อาจจะใช้เวลานานสักหน่อย”
กล่าวจบก็หมุนตัววิ่งไป ทิ้งเอาไว้เพียงซือเร่อที่ยืนมองนิ่ง เด็กหญิงผู้พี่เห็นชัดเจนแล้วว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่เป็นอันตราย จึงเดินมานั่งลงข้างๆ ร่างใหญ่เพื่อเฝ้าเขาเอาไว้ตามคำน้องสาว
หุบเขากว้างใหญ่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวหนาวจัด การหาสมุนไพรจึงนับว่ายุ่งยากและลำบาก ทั้งยังต้องใช้เวลาพอควร เฟิงลี่จึงเลือกงานลำบากนี้เอง ให้ซือเร่อนั่งรอสบายๆ
เวลาค่อยๆ คืบคลานอย่างเชื่องช้า ซือเร่อใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์โดยการสำรวจบาดแผลให้คนเจ็บ เมื่อสังเกตเห็นเชือกเถาวัลย์ผูกปมกับท่อนไม้ไม่เรียบร้อยเกรงว่าจะหลุดออกมา นางจึงช่วยจับแล้วขมวดปมอย่างบรรจงเพิ่มความแน่นหนา
จังหวะออกแรงดึงเชือกเถาวัลย์พลันได้ยินเสียงแหบโหย
“อ่า...เจ็บ”
ชายวัยกลางคนฟื้นขึ้นมาแล้ว
ซือเร่อชะงักปลายนิ้วที่กำลังช่วยมัดปมเชือกที่ขาให้เขา พลางกะพริบตามองอย่างไร้เดียงสา “ข้าขอโทษที่ทำท่านเจ็บ”
ชายวัยกลางคนเร่งปรับสายตาเพื่อคืนสติให้ตนเอง
เขาข่มความเจ็บแปลบทั่วร่างโดยเฉพาะที่ท่อนขา พยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่ง พลันนั้นก็มีมือน้อยๆ ช่วยพยุง
ซือเร่อใช้สองมือเล็กๆ ช่วยจับท่อนแขนให้เขาลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ชายวัยกลางคนเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยเสียงแหบแห้ง แต่กลับก้องกังวานและทรงพลังอย่างประหลาด
“ขอบใจเจ้ามากเด็กน้อย”
เด็กหญิงคลี่ยิ้ม สองตากระจ่างใสจ้องคนเจ็บไม่ขยับ
ท่าทางของเขาเหมือนเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่นางเคยเห็นยามลงจากเขาไปเที่ยวในหมู่บ้าน
เมื่อพินิจโดยละเอียด ซือเร่อยังพบว่าเขาผู้นี้ดูร่ำรวยมหาศาล ทั้งอาจจะรวยมากกว่าเศรษฐีในหมู่บ้านแห่งนั้นทุกคน
ยามนี้เฟิงลี่ที่ไปหาสมุนไพรยังไม่กลับมา ซือเร่อจึงช่วยดูแลเขาแทนน้องสาวชั่วคราว เผื่อเขาจะมอบรางวัลที่ช่วยเหลือ
ชั่วจังหวะที่ซือเร่อกำลังคาดหวังถึงผลพลอยได้ พลันมีชายตัวโตชุดน้ำเงินปรากฏขึ้นตรงหน้าราวสิบคน พวกเขามีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ทว่ายังคงไว้ซึ่งท่วงท่าขึงขัง ทั้งปราดเปรียวทรงพลัง เมื่อมาถึงก็พากันคุกเข่าจนละอองหิมะปลิวว่อน
เด็กหญิงตัวน้อยมองเหตุการณ์ที่เกิดรวดเร็วนี้อย่างตกใจ
การแต่งงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้าเจิ้งไม่สำคัญว่าพี่ต้องแต่งก่อนน้อง แต่สำคัญที่ความเหมาะสมอันสูงสุดตามช่วงเวลาในสายตาของผู้อาวุโสที่มีอำนาจแห่งราชวงศ์กำหนดการแต่งงานขององค์ชายคนรองแห่งราชวงศ์เจิ้งทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงนึกเสียดายไม่น้อยพวกคุณหนูสูงส่งหลายตระกูลถึงกับร่ำไห้น้ำตานองหน้าปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายไม่มีที่ให้หยัดยืนอีกต่อไปโชคดีที่ได้ผู้อาวุโสในจวนคอยปลอบใจ พวกนางจึงมิได้ร่ำไห้เสียใจจนตีอกชกหัวอยู่นานเท่าใดนัก เพราะได้คำผู้ใหญ่เตือนสติว่ายังมีองค์ชายใหญ่ผู้เป็นถึงรัชทายาทเหลืออยู่ทั้งคนตำแหน่งพระชายาเอกในรัชทายาทเป็นสิ่งที่สตรีชนชั้นสูงต่างเฝ้าถวิลหาและหมายปอง มิรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้โชคดีนางนั้นหลังจากท่านหญิงหยี่ซินเข้าพิธีปักปิ่นเป็นที่เรียบร้อย ข้างขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสองฤกษ์งามยามดีครองคู่มีสุขมากสมบัติ เกี้ยวสีแดงสดแปดคนหามก็เคลื่อนตัวมารับนางถึงวังฝูอ๋องขบวนแต่งงานยาวเหยียดตระการตาอันเป็นมหามงคลระหว่างเจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อกับท่านหญิงหยี่ซินยิ่งใหญ่อลังการและหรูหราโดดเด่นสมฐานะอันสูงส่งแห่งพวกเขาทั้งสองเห็นช่อบุปผาแพรไหมสีแดงสดโดดเด่นพร้อมบุรุษรูปโฉมสง่างามผู้เป็น
อ๋องหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เฟิงลี่กระทำลงไปล้วนเป็นเพราะสัญชาตญาณในจิตใต้สำนึก หาได้มีสติล่วงรู้อันใดไม่หลังจากนั้น งานบ่าวไพร่ทั่วไปล้วนตกอยู่ในมือของเฟิงลี่เจิ้งเซียวเล่อสั่งให้นางทำงานชั้นต่ำทุกอย่าง ปรารถนาเห็นนางทรมานอย่างอารมณ์ดี“หน้าที่ของภรรยาก็เช่นนี้ ต้องปรนนิบัติสามีให้ดี จงรู้ไว้”ทว่าเพิ่งสิ้นคำข่มขู่ทุ้มต่ำทรงพลัง กลับเห็นคนงามทำงานหนักด้วยท่าทางสบายๆ มิได้ลำบากอันใดอ๋องหนุ่มให้นึกอึ้ง จึงสั่งเพิ่มงานให้นางมากกว่าเดิมผลที่ได้รับคือ เฟิงลี่ยังคงไม่รู้สึกรู้สา นางสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี คล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ฝ่าฟืน แบกถังน้ำ แบกไม้ เชือดไก่ แล่เนื้อวัว กระทั่งขุดรูเพื่อดึงอสรพิษร้ายอย่าง ‘งู’ มาต้มน้ำแกงยังทำได้ดียิ่งเจิ้งเซียวเล่อให้รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินพลบค่ำมาเยือน โถงเรือนสว่างไสวดุจยามทิวาท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำ เสียงดนตรีบรรเลงในทำนองไพเราะเสนาะโสต สะกดใจคนฟังอย่างประหลาดทั้งที่ทำงานหนักมาทั้งวัน แต่เฟิงลี่กลับมิได้พักผ่อน นางถูกพาตัวมาร่วมชมความครึกครื้นรื่นเริงกับบรรยากาศร่ำสุราเคล้าเสีย
เสียงต่อสู้เกิดขึ้นบนเตียงนอนจนม่านมุ้งพลิ้วไหว หลังจากประมือกันหลายกระบวนท่า ชายหนุ่มก็จับแขนเสลาและตรึงขาเรียวยาวของหญิงสาวเอาไว้แน่น ใช้ร่างกำยำของตนขึ้นทับร่างเล็กทั้งตัว“เก่งไม่เบานี่ ม้าพยศอย่างนี้ล่ะ ข้าชอบ”กล่าวจบก็ก้มหน้าอีกคราบดขยี้ริมฝีปากแดงอิ่มอีกครั้ง ไล้ปลายลิ้นร้อนรุกล้ำอย่างถือสิทธิ์ กวาดทุกความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ นานครู่ใหญ่ก็ยังกลืนกินอย่างดุดัน กระทั่งเห็นนางหายใจรวยรินจึงยอมถอนริมฝีปากออกมา“ยอมข้าดีๆ ก็สิ้นเรื่องแล้ว”ยังไม่ทันสิ้นประโยค เฟิงลี่พลันอ้าปากกัดคางคมสันอย่างแรง เจิ้งเซียวเล่อถึงกับชะงักความเจ็บแปลบแล่นปราดจากปลายคางจรดลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำทันทีแต่ใครจะคิดว่าเสี้ยวเวลาต่อมาเฟิงลี่พลันอาศัยพลังทั้งหมดที่มียกศีรษะของตนขึ้นอย่างเร็ว โขกซ้ำที่ปลายคางของอ๋องหนุ่มอย่างแรงเสียงกระดูกกระแทกกันดังลั่นสั่นสะเทือนห้องกว้างจังหวะที่เจิ้งเซียวเล่อหงายหลังเสียการทรงตัว เฟิงลี่ยังสะบัดตัวออกจากพันธนาการ ม้วนตัวกลิ้งออกมาแล้วก็ผุดลุกขึ้น หญิงสาวออกตัววิ่งอย่างไร้ทิศทาง ทว่าวิ่งไปไม่กี่ก้าว ร่างเล็กพลันถูกกระตุกกลับอย่างแรง อ๋องหนุ่มจับร่างนุ่มขึ้นอุ้มพาดบ
นางตื่นขึ้นมาเพราะถูกความเย็นเยือกหนึ่งกระแทกใส่ เนื่องจากผ้าห่มอุ่นถูกดึงออกไปอย่างไร้ความปรานีต่อร่างบางเจิ้งเซียวเล่อมองแม่นางน้อยตรงหน้าที่งามสะพรั่งกว่าวันวานด้วยสายตาเย็นชานางดูเจริญวัยกลายเป็นหญิงงามทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ผิวขาวมีน้ำมีนวลมากกว่าเดิม ไม่เจอกันแค่ไม่นาน นางกลายร่างเป็นปีศาจสาวจอมยั่วยวนถึงเพียงนี้ คงตั้งใจแน่วแน่ใสการล่อลวงเขาอย่างเต็มที่กระมังอ๋องหนุ่มแค่นยิ้มหยันบุรุษสูงศักดิ์จะเคยถูกหยามเยี่ยงนี้ที่ไหน ยิ่งสตรีที่มีสิทธิ์เพียงอุ่นเตียงกับคลอดบุตร จะเคยมีใครบังอาจเช่นนี้หรือ คำตอบคือไม่! มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์หยามผู้อื่นได้ฝ่ามือหนายกขึ้นบีบคางนาง ก้มหน้ามองอย่างดุดัน กล่าวเสียงเหยียดเย็น “ไม่เจอกันนาน คิดถึงว่าที่สามีหรือไม่เล่า”เฟิงลี่ไม่ตอบ ดวงตากลมโตส่องประกายงดงามจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานิ่งๆ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธล้วนไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้นเจิ้งเซียวเล่อหรี่ตา มองกลีบปากจิ้มลิ้มอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน การนิ่งเงียบเปรียบเสมือนการท้าทายชนิดหนึ่ง“เจ้าไม่ตอบ?”เฟิงลี่ก้มหน้าลง ไม่ได้พูดจาชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นเรียวคิ้วเข้มยิ่งขมวด
เรือนบัญชาการประจำค่ายทหารฝั่งตะวันตกลานฝึกซ้อมของกองทัพมีทหารหลายร้อยนายกำลังวิ่งรวมพลตามเสียงรัวกลอง จากนั้นก็กระจายตัวเป็นกระบวนอย่างมีระเบียบ เสียงคำรามฮึกเหิมผสานเสียงหอกทวนกระแทกพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อการซักซ้อมจัดกระบวนทัพเสร็จสิ้นก็กระจายตัวออกอีกครา เหล่าทหารกล้าวิ่งวนจนฝุ่นตลบคลุ้ง ครู่หนึ่งลานฝึกพลันเปลี่ยนเป็นลานประลอง โดยมีทหารทั้งหมดยืนล้อมรอบแผงอาวุธคล้ายกำแพงมนุษย์ กลางวงล้อมคือนักรบร่างกำยำสูงใหญ่พร้อมอาวุธในมือ พวกเขาคือขุนศึกผู้ท้าประลองไม่นาน เสียงต่อสู้ฟาดฟันพลันดังก้อง ผสานเสียงส่งกำลังใจดังเลื่อนลั่นปั่นธรณีชั้นบนสุดของเรือนบัญชาการ ร่างสูงใหญ่งามสง่ายืนอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติงเป็นเวลานาน ใบหน้าหล่อเหลามีดวงตาเรียวยาวที่ดำสนิทล้ำลึกคู่หนึ่งกำลังมองการประลองเงียบงัน ทางด้านข้างซ้ายมือของเขาคือกุนซือหนุ่มหน้าหยกคนสนิทนามหลี่เค่อระยะเวลานี้คือเจ็ดวันก่อนจะถึงกำหนดวันแต่งงาน เจิ้งเซียวเล่อมิได้สนใจเตรียมตัวอันใด เพียงออกมาดูการฝึกซ้อมและดูการประลองที่ค่ายทหารเฉกเช่นปกติ คล้ายมิได้ใส่ใจต่องานมงคลของตนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจังหวะพิจารณากระบวนท่าการต่อสู้ของแ
เพราะว่าทั้งหมดคือการกระทำต่อผู้ถูกกักขังเช่นนางก่อนหน้านี้เด็กสาวทำใจดีสู้เสือ ทำใจให้สงบเยือกเย็น ปล่อยเวลาให้ร่างกายได้สมานตัวเองจนมั่นใจว่ากระดูกของนางจะไม่มีปัญหาในระยะยาว รอจนกระทั่งข้อเท้าหายดีนางจึงลองงัดหน้าต่างเพื่อหมายจะกระโดดลงไป ทว่าโผล่ไปได้แค่ศีรษะ ลำตัวติดขัด ลำบากดึงกลับเข้ามาอยู่เป็นนาน ต่อมาจึงแอบปีนขึ้นหลังคาเรือเพื่อเปิดกระเบื้องออก มิคาดว่าด้านบนก็มีพวกชายชุดดำคอยเฝ้าอยู่เต็มไปหมดทั้งๆ ที่อาศัยเวลาหลบหนียามค่ำคืนดึกดื่นแท้ๆ พวกเขาไม่คิดนอนหลับพักผ่อนกันบ้างหรือไร? ไยคุมเข้มเช้าค่ำเฟิงลี่ต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีจนได้บาดแผลเต็มตัวถึงกระโดดหนีจากหลังคาได้ ทว่ากลับถูกชายชุดดำที่ยืนยามอยู่ด้านล่างกรูเข้ามาจับตัวนางเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด เสียงตะโกนโวยวายดังอื้ออึงอยู่ริมหูขณะร่างเล็กถูกจับโยนใส่ในห้องอีกคราเด็กสาวพลันตระหนักได้ว่าวิธีที่ทำลงไปช่างโง่เขลา อีกทั้งเรือกลางริมทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตเกินไป แม้จะไม่มีคนชุดดำอยู่บนหลังคา ก็ใช่ว่านางจะรอดพ้นจากอาณาเขตแห่งนี้ไปได้ต่อมานางใช้เวลาสำรวจเส้นทางอยู่หลายวันผ่านช่องหน้าต่างคับแคบเพื่อหาทางหนีทีไ







