Share

บัณฑิตพบสาวงาม

last update Tanggal publikasi: 2026-06-22 22:26:14

บรรยากาศในห้องนอนแคบ ๆ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่มองไม่เห็น ฉินมู่อิงถอนหายใจทิ้งเบา ๆ พลางเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปใกล้โต๊ะหัวเตียงเพื่อจัดการกับตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงสว่างจ้าเกินจำเป็น

อาเหยียนยังคงนอนนิ่งประหนึ่งก้อนหิน เปลือกตาปิดสนิทแต่แพขนตากลับสั่นระริกน้อย ๆ อย่างที่เจ้าตัวคงไม่รู้ตัว เขารับรู้ถึงเงาร่างของสตรีที่โน้มใกล้ลงมา กลิ่นหอมจาง ๆ ของพุทราป่าและเหงื่อไคลจากการทำงานหนักโชยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเขาควบคุมไม่อยู่

ฉินมู่อิงยื่นมือออกไปหวังจะหรี่ไฟให้มืดลง แต่นางกลับชะงักมือไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแสงตะเกียงสะท้อนใบหน้าคมคายของเขา แม้จะซูบผอมและซีดเซียวไปบ้าง แต่โครงหน้าของเขากลับดูสง่างามจนนางอดคิดไม่ได้ว่าคนผู้นี้ไม่ควรมานอนทุกข์ระทมอยู่ที่หมูบ้านเชิงเขาเช่นนี้เลย

นางเป่าลมเบา ๆ จนเปลวไฟวูบดับลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องทันที มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ส่องผ่านรอยแตกของฝาบ้านเข้ามาพอให้เห็นเงาราง ๆ

ฉินมู่อิงขยับตัวก้าวถอยหลังพยายามไม่ให้เกิดเสียง แล้วเดินออกไปจากห้องเพื่อจัดการเปลี่ยนถ่ายอาหารและล้างชามแกงของป้าเจี่ยข้างนอกทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบ

เมื่อเสียงฝีเท้าของนางลับหายไป อาเหยียนก็ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางพ่นลมออกทางปากยาวเหยียดอย่างโล่งอก ราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักที่ต้องใช้สมาธิสูงสุดในชีวิต ร่างกายที่เกร็งแข็งเมื่อครู่ผ่อนคลายลงจนสัมผัสได้ถึงความนุ่มของฟูกใต้ร่าง

'เข้าหออย่างนั้นหรือ'

คำพูดของป้าเจี่ยยังคงดังก้องอยู่ในหู เขาขยับผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงอก ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ข้างแก้มยังไม่จางหายไปง่าย ๆ ในใจเขาทั้งนึกขันทั้งสับสน คนอย่างเขาต้องมาแกล้งหลับหนีสตรีตัวเล็ก ๆ เพียงเพราะคำพูดหยอกเย้าของหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง

ยามดึกสงัดแม้อากาศจะหนาวเย็น แต่หัวใจของคนบนเตียงกลับเต้นแรงและแผ่ไอความร้อนอย่างประหลาด

เช้าวันต่อมา อากาศที่หมู่บ้านเวยเซียงยังคงเย็นเยียบ ฉินมู่อิงตื่นขึ้นมาจัดการกวาดลานหน้าบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ผิวพรรณของนางแม้มิได้ประทินโฉมด้วยเครื่องประทินผิวราคาแพง แต่ความสดใสตามธรรมชาติและดวงตามุ่งมั่นทำให้พวงแก้มดูระเรื่อชวนมอง

ในขณะที่นางกำลังกวาดใบไม้แห้งอยู่นั้น เสียงล้อเกวียนที่บดเบียดกับพื้นดินขรุขระก็หยุดลงไม่ไกลนัก ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตผ้าเนื้อปานกลางทว่าสะอาดสะอ้านก้าวลงมาจากเกวียน เขาคือบัณฑิตจาง ลูกชายเจ้าของที่ดินรายย่อยในตำบลที่เพิ่งกลับมาจากการสอบปิดภาคเรียน ปกติเขาจะใช้เส้นทางหลักเข้าบ้านตนเอง แต่วันนี้เกวียนบรรทุกของหนักจึงต้องมาจอดส่งเขาที่ทางลาดใกล้บ้านของฉินมู่อิงแทน

บัณฑิตจางชะงักไปทันทีที่เห็นเงาร่างอ้อนแอ้นในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ 

'สตรีผู้นั้น แม่นางคนงามที่เคยไปถามตำราข้านี่นา'

หัวใจของบัณฑิตหนุ่มพองโตขึ้นวูบหนึ่งด้วยความสนใจในโฉมงามที่เขายังติดตาตรึงใจ แต่พอสายตาเลื่อนไปมองสภาพบ้านไม้ไผ่ที่ค่อนข้างเก่า หลังคามุงหญ้าคาที่ดูใกล้ผุพังและรั้วบ้านที่แทบจะกันลมไม่ได้ ความชื่นชมเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกดูแคลนขึ้นมาทันที

เขาขยับคอเสื้อให้ตรง กางพัดในมือออกโบกเบา ๆ ทั้งที่อากาศยังหนาว พลางเดินทอดน่องเข้าไปทักทายด้วยท่าทีที่คิดว่าดูภูมิฐานที่สุด

"นึกว่าโฉมงามที่ใด ที่แท้ก็แม่นางคนขยันนั่นเอง" 

บัณฑิตจางเอ่ยทักทาย น้ำเสียงแฝงความลำพอง 

"ไม่นึกเลยว่าที่พักของเจ้าจะ...เรียบง่ายถึงเพียงนี้"

เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านอย่างไม่ปิดบังความนึกคิด ในใจก็นึกเสียดายว่าความงามระดับนี้กลับมาโอบกอดกับความจนยากอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขาที่แม้แต่เกวียนยังเข้าถึงลำบาก

"ข้าเพิ่งกลับมาจากสำนักศึกษาน่ะ พอดีผ่านมาทางนี้เลยแวะมาทักทายเพื่อนบ้านเสียหน่อย" 

เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย หวังจะให้นางถามถึงการเล่าเรียนหรือแสดงอาการเลื่อมใสในตัวบัณฑิตอย่างเขา

ฉินมู่อิงหยุดไม้กวาดในมือ นางหันไปมองบัณฑิตหนุ่มด้วยสายตาเรียบเฉย แววตาของนักจัดการสาวมองทะลุปรุโปร่งถึงความย้อนแย้งในท่าทางของคนตรงหน้า ทั้งอยากจีบแต่ก็อยากกดข่มในคราวเดียวกัน

"ขอบคุณท่านบัณฑิตที่ให้เกียรติแวะมาทักทายเจ้าค่ะ" 

นางตอบด้วยเสียงเรียบเรื่อย ไม่ได้ดูตื่นเต้นอย่างที่เขาคาดหวัง 

"บ้านข้าอาจจะเรียบง่ายไปสักหน่อย แต่มันก็สงบพอที่จะไม่ต้องคอยปั้นหน้าใส่ใคร ท่านบัณฑิตเดินทางมาเหนื่อย ๆ รีบกลับบ้านไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวแดดจะร้อนเสียก่อน"

คำตอบที่ดูเหมือนสุภาพแต่แฝงไปด้วยการขับไล่กลาย ๆ ทำเอาบัณฑิตจางหน้าชาเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วมองนางอีกครั้ง

'สตรีชาวบ้านธรรมดา เหตุใดถึงมีท่าทีจองหองนัก หรือนางยังไม่รู้ว่าข้ามีโอกาสจะได้เป็นขุนนางในอนาคต'

ในขณะที่บัณฑิตจางกำลังจะอ้าปากอวดอ้างสรรพคุณตัวเองต่อ อาเหยียนที่นั่งฟังอยู่หลังประตูในห้องนอนก็กำหมัดแน่น เขาได้ยินทุกคำดูถูกที่บัณฑิตผู้นี้มีต่อฉินมู่อิงและบ้านของนาง ความรู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เขาอยากจะลุกออกไปสั่งสอนเจ้าบัณฑิตหน้าขาวนี่นัก แต่ร่างกายที่ยังขยับได้ไม่คล่องทำได้เพียงส่งเสียงไอแห้ง ๆ ออกมาเบา ๆ เพื่อเตือนให้คนข้างนอกรู้ว่าบ้านหลังนี้มีคนอื่นอยู่ด้วย

บัณฑิตจางได้ยินเสียงชายหนุ่มข้างในก็ชะงักไปเล็กน้อย

 "อ้อ สามีเจ้าเป็นคนป่วยรึ น่าสงสัยนัก สตรีงดงามเช่นเจ้ากลับต้องมาต้มยาให้คนขี้โรคกินทิ้งกินขว้างไปวัน ๆ ช่างเสียดายของจริง ๆ"

เขาถอนหายใจยาว สะบัดพัดเดินจากไปพลางส่ายหัว ทิ้งให้ฉินมู่อิงมองตามด้วยความรู้สึกสมเพชในความหลงตัวเองของเขา

บรรยากาศยามเช้าเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดที่ทอดผ่านรอยขัดแตะเข้ามาเป็นลำ ฉินมู่อิงเดินกลับเข้ามาในห้องหลังจากกวาดลานเสร็จ นางเห็นอาเหยียนนั่งพิงพนักเตียง ในมือมีมีดพกเล่มเล็กที่พ่อนางทิ้งไว้ให้ เขากำลังจดจ่ออยู่กับการแกะสลักกิ่งไม้แห้งให้กลายเป็นรูปทรงแหลมคมคล้ายปลายทวน แต่อ่อนช้อยด้วยลวดลายตามขอบ

"ใครมาหรือ"

เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากงานในมือ

"ข้าก็ไม่รู้ บัณฑิตที่ไหนก็ไม่รู้มาพูดจาเลอะเทอะ ข้าเลยไล่ไปแล้ว"

ฉินมู่อิงตอบพลางวางถ้วยยาที่ควันลอยกรุ่นลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง อาเหยียนเงียบลงทันที มือที่กำลังตวัดมีดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มขยับต่ออย่างประณีต ความเงียบนั้นดูหนักอึ้งกว่าปกติ แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรนางต่อ

ฉินมู่อิงไม่ได้เดินออกไปเหมือนทุกครั้ง แต่นางกลับทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ข้างเตียง แล้วนั่งเท้าคางมองปลายนิ้วเรียวยาวของเขาที่ตวัดใบมีดอย่างแคล่วคล่อง ลวดลายที่เขาแกะสลักนั้นดูมีพลังและวิจิตรบรรจงจนนางอดทึ่งไม่ได้ แม้ร่างกายเขาจะดูซูบซีด แต่ท่วงท่าการจับมีดกลับดูองอาจและสุขุมอย่างบอกไม่ถูก

อาเหยียนขยับตัวอย่างประหม่า เมื่อรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่นาน เขาหยุดมือแล้วเงยหน้าสบตานาง แววตาคมเข้มดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บมีรอยฉงนใจ

"มีอะไรหรือ"

 เขาถาม

 "เจ้าไม่เคยมานั่งเฝ้าข้าเช่นนี้"

ฉินมู่อิงยิ้มบาง ๆ พลางชี้ไปที่ชิ้นงานในมือเขา

 "มันสวยมากเลยนะ ลวดลายดูมีชีวิต ข้ากำลังคิดว่า ถ้าท่านลองแกะสลักลงบนกล่องไม้เล็ก ๆ ให้สวยแบบนี้ แล้วข้าเอาไปขายพ่วงกับสินค้าให้ร้านประทินโฉมใหญ่ ๆ ในเมือง ท่านว่าเราจะขายได้ราคาดีหรือไม่"

อาเหยียนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขามองชิ้นไม้ในมือสลับกับมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยแผนการของนาง พลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

"ทำการค้ากับร้านใหญ่รึ"

 เขาถามย้ำ น้ำเสียงแฝงแววไม่มั่นใจ 

"ในเมืองมีร้านเครื่องประทินผิวที่ขึ้นชื่ออยู่เพียงร้านเดียว ร้านที่คนระดับขุนนางไปอุดหนุน เจ้าเป็นเพียงชาวบ้านท้ายป่า จะเข้าไปเจรจากับเจ้าของร้านเช่นนั้นเป็นหรือ"

ฉินมู่อิงพยักหน้าอย่างมั่นใจ แววตาของนักจัดการสาวเป็นประกายฉายแสงออกมา 

"เรื่องซื้อขายไว้ใจข้าเถิด ขอเพียงงานของท่านดีมากพอ ข้ามีวิธีทำให้คนยอมควักเงินออกมาซื้อแน่นอน"

อาเหยียนมองท่าทางกอดอกพยักหน้าพึมพำกับตัวเองของนางแล้วก็ได้แต่ถอนใจเบา ๆ เขาแสร้งทำเป็นก้มลงแกะสลักต่อ แต่ที่มุมปากกลับแอบขยับยิ้มบาง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะทำได้"

 เขาเอ่ยสั้น ๆ อย่างท้าทาย

 "แต่ถ้าเจ้าอยากได้กล่อง ข้าก็จะลองทำให้ดูสักใบ อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งรอความตายไปวัน ๆ"

ฉินมู่อิงยิ้มกว้างกว่าเดิม 

"งั้นตกลงตามนี้ ท่านทำกล่อง ข้าทำการตลาด เราสองคนจะรวยด้วยกันที่หมู่บ้านเวยเซียงนี่แหละ"

 

 

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พันธะรักเร้นกาย   คืนสู่ฐานันดร

    เสียงดาบกระทบกันเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงเสียงคร่ำครวญของผู้แพ้ ทหารองครักษ์ผู้ภักดีต่อฮ่องเต้ทรราชถูกสยบจนหมดสิ้น จ้าวจิ้งเซียนในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดยืนเด่นอยู่หน้าบัลลังก์ทอง ดาบในมือชี้ตรงไปที่คอของอดีตฮ่องเต้ที่ยามนี้มงกุฎหลุดลุ่ย สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกอดีตฮ่องเต้ตัวสั่นด้วยความขลาดเขลา "จิ้งเซียน ข้าเป็นอาของเจ้านะ เจ้าจะฆ่าสหายแท้ ๆ ของพ่อเจ้าเพื่อบัลลังก์เย็นชานี่รึ"จ้าวจิ้งเซียนสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง"ท่านไม่ใช่ญาติของข้า ท่านคือฆาตกรที่พรากทุกอย่างไปจากข้า บัลลังก์นี้ข้าไม่ได้อยากได้ แต่มันต้องถูกทำลายทิ้งพร้อมกับความชั่วช้าของท่าน ทหาร! ลากตัวมันไปขังคุกใต้ดินที่มืดที่สุด รอวันประหารเจ็ดชั่วโคตร!"เสียงโซ่ตรวนที่ลากไปกับพื้นหินขัดดังก้องไปทั่วโถง เป็นสัญญาณว่ารัชสมัยแห่งความหวาดกลัวได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะที่ข้างนอกรบกันจนแผ่นดินสะเทือน ฮองเฮาทรงกักตัวอยู่ในห้องรับรองพร้อมฉินมู่อิงและข้าราชบริพารบางส่วนฉินมู่อิงนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด นางไม่ได้กลัวความตาย แต่นางเป็นห่วง อาเหยียนจนหัวใจจะขาด นางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงให้เขารอดกลับมาหานางก็พอ

  • พันธะรักเร้นกาย   แผนปลิดชีพ

    งานเลี้ยงส่วนพระองค์แสงโคมส่องสว่างไปทั่วโถงใหญ่ กลิ่นสุราเลิศรสและเสียงดนตรีดังก้อง ฮ่องเต้แคว้นหยวนประทับบนบัลลังก์ทองด้วยรอยสรวลที่ดูเมตตา แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกในงานเลี้ยงนี้มีแขกจากแคว้นโฮ่วเว่ยที่ได้รับคำเชิญเป็นกรณีพิเศษ แม้สายลับของพวกเขาจะยังสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ได้ชัดเจน แต่การมาร่วมงานครั้งนี้ก็เพื่อจับตาดูดุลอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนไปฮ่องเต้ยกจอกสุราขึ้นกล่าวเปิดงาน "วันนี้เป็นวันมงคลยิ่งนักที่เหล่ามิตรประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นวันที่ข้าจะได้ประกาศข่าวดีเรื่องการเกี่ยวดองระหว่างราชวงศ์กับจวนกั๋วกง จิ้งเซียน เจ้าจงมาดื่มสุรามงคลนี้ร่วมกับองค์หญิงสามเสีย"ในขณะที่หน้าฉากดูชื่นมื่น แต่ในใจของฮ่องเต้กลับวางหมากไว้หมดแล้ว พระองค์ตรัสกับขันทีคนสนิทเบา ๆ ในมุมมืด "ให้จิ้งเซียนแต่งงานไปก่อนเถิด ข้าไม่อยากให้มือตัวเองเปื้อนเลือดหลานในงานมงคล ให้องค์หญิงสามเป็นคนลงมือในคืนเข้าหอ ยาพิษที่ข้ามอบให้นางจะทำให้เขาสิ้นใจเหมือนเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน ใคร ๆ ก็จะคิดว่าซื่อจื่อผู้น่าสงสารสิ้นใจเพราะร่างกายอ่อนแอจากการรบ ส่วนข้าก็จะได้ครองอำนาจจวนกั๋วกงทั้งหมดโ

  • พันธะรักเร้นกาย   รับสมรสพระราชทาน

    จ้าวจิ้งเซียนยืนตัวตรงนิ่งสง่า เขาพยักหน้ารับราชโองการสมรสพระราชทานด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ท่ามกลางความดีใจของท่านกั๋วกงและฮูหยินที่คิดว่าลูกชายยอมสยบต่ออำนาจแล้ว"กระหม่อมจ้าวจิ้งเซียน น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ"ในขณะที่เขากล่าวคำนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นฉินมู่อิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มสาวใช้ท้ายแถว นางก้มหน้าลงต่ำ แต่เขาก็ยังเห็นหยดน้ำตาที่หยดลงบนพื้นดิน หัวใจของพยัคฆ์หนุ่มเหมือนถูกกรีด แต่เขาต้องต้องกลั้นใจ เขาต้องทำให้นางไร้ตัวตนที่สุดในสายตาฮ่องเต้ เพื่อให้นางปลอดภัยจากพายุที่กำลังจะมาจ้าวจิ้งเซียนลอบเข้ามาหาฉินมู่อิงที่ห้องพักสาวใช้เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้านางและกุมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของนางขึ้นมาแนบแก้ม"มู่อิงยกโทษให้ข้าด้วย วันนี้ที่ข้าต้องเมินเฉยต่อเจ้า และยอมรับสมรสกับสตรีผู้นั้น ทั้งหมดคือละครฉากหนึ่ง ข้าต้องเข้าใกล้ฮ่องเต้ให้มากที่สุดในวันพิธี เพื่อจะปลิดชีพฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ข้า"ฉินมู่อิงสะอื้นไห้แต่ลูบผมเขาอย่างเบามือ "อาเหยียน ข้าเข้าใจ แม้ข้าจะเจ็บที่ต้องเห็นท่านยืนเคียงคู่ผู้อื่น แต่ข้ารู้ว่าหัวใจของท่านอยู่กับข้า ข้าจะรอวั

  • พันธะรักเร้นกาย   แผนการสำคัญ

    จ้าวจิ้งเซียนเดินออกมาจากการหารือกับท่านกั๋วกงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ฝีเท้าของเขากลับชะงักเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังคุกเข่าขัดพื้นหินอ่อนอย่างโดดเดี่ยว ฉินมู่อิงตัวสั่นเทา ผิวแก้มซูบซีด และที่สะดุดตาที่สุดคือรอยแดงพองจากการถูกน้ำร้อนลวกที่แขน ซึ่งนางพยายามใช้แขนเสื้อปกปิดไว้"มู่อิง!" จ้าวจิ้งเซียนถลาเข้าไปประคองร่างนางขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสถูกตัวนางถึงกับสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดจ้าวจิ้งเซียนเสียงสั่นด้วยความโกรธ "นี่มันอะไรกัน! ใครทำเจ้าบาดเจ็บขนาดนี้"ฉินมู่อิงส่ายหน้าทั้งน้ำตาพยายามจะดึงแขนกลับ "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าแค่ซุ่มซ่ามเอง"แต่ซื่อจื่อผู้เฉลียวฉลาดมีหรือจะเชื่อ เขาเหลือบไปเห็นเสี่ยวชิวที่ยืนถือแส้อยู่ไม่ไกล แววตาของจ้าวจิ้งเซียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาอุ้มฉินมู่อิงขึ้นแนบอกแล้วเดินดิ่งเข้าไปในห้องของฮูหยินกั๋วกงทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากบ่าวไพร่ปัง! เสียงประตูถูกถีบเปิดออก ฮูหยินกั๋วกงที่กำลังจิบชาถึงกับสะดุ้งโหยงจ้าวจิ้งเซียนตวาดลั่นจนแจกันสั่นสะเทือน "ท่านแม่! ท่านทำอะไรลงไป! ข้าบอกแล้วว่านางคือภรรยาของข้า แต่ท่านกลับปฏิบัติกับนางเยี่ยงสัตว์เด

  • พันธะรักเร้นกาย   จวนกั๋วกงที่หนาวเหน็บ

    ทันทีที่รถม้าหยุดสนิท ท่านกั๋วกง ยืนหน้าดำคร่ำเครียดรออยู่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม แววตาของเขาฉายชัดถึงความกริ้วโกรธที่บุตรชายขัดคำสั่งไปนานวัน และเมื่อเห็นจ้าวจิ้งเซียนประคองฉินมู่อิงลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม โทสะของเขาก็พุ่งถึงขีดสุด "จิ้งเซียน! เจ้ายังมีหน้าพาแม่นางผู้นี้กลับมาอีกรึ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ตระกูลจ้าวต้องตกอยู่ในอันตรายเพียงใดเพราะความดื้อรั้นของเจ้า!"จ้าวจิ้งเซียนประสานมือคารวะ แต่ท่าทางยังคงนิ่งสงบ"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วตามความประสงค์ของท่าน และที่ข้าพานางมาด้วย เพราะนางคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันทิ้งนางไว้ข้างหลัง"ฮูหยินกั๋วกง ที่นั่งรออยู่ด้านในถึงกับลุกพรวดเมื่อได้ยินคำว่าภรรยา นางจ้องมองฉินมู่อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาหยามเหยียด"ภรรยางั้นหรือ จิ้งเซียน เจ้าสับสนอะไรอยู่หรือไม่ สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้จะเป็นสะใภ้จวนกั๋วกงได้อย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้ามีไว้ให้องค์หญิงสามเท่านั้น""ข้าไม่สนตำแหน่งที่ใครยัดเยียดให้ ข้าสนเพียงสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้าในยามที่ข้าเจ็บหนักเจียนตายเท่านั้น"ฮูหยินกั๋วกงแค่นหัวเราะ "ดี! ในเมื่อเจ้าจะพานางเข้าจวนให้ได้

  • พันธะรักเร้นกาย   พานางกลับจวน

    ท่านกั๋วกงนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ต่อหน้าพระราชโองการที่แฝงไปด้วยคำขู่ ฮ่องเต้ทรงใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการบังคับ สมรสพระราชทานกับองค์หญิงสาม โดยไม่สนข่าวลือเรื่องอาการวิปริตหรือไร้สมรรถภาพของจ้าวจิ้งเซียนแม้แต่น้อย"หากจิ้งเซียนไม่กลับมารับตำแหน่งและสมรสตามกำหนดจวนกั๋วกงทั้งหมดต้องรับโทษฐานขัดพระราชโองการ"ด้วยความกลัวอาญาและห่วงในอำนาจของตระกูล ท่านกั๋วกงจึงรีบเขียนจดหมายลับสั่งให้บุตรชายกลับเมืองหลวงทันที โดยหารู้ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้คือชนวนเหตุแห่งความร้าวรานในขณะที่จ้าวจิ้งเซียนและจ้าวจิ่วเหอกำลังเคร่งเครียดกับการหารือแผนรับมือการลอบสังหารที่อาจจะส่งมาอีกระลอก รวมถึงแผนการอารักขาท่านอาที่จ้องจะกำจัดทิ้ง จ้าวจิ้งเซียนตัดสินใจไม่บอกใครเรื่องที่เขารู้แผนสังหารตนเองในงานโคมไฟ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปถึงหูคนในจวนกั๋วกงฉินมู่อิงที่กำลังจะยกน้ำแกงเข้ามาให้ บังเอิญเห็นจดหมายจากจวนกั๋วกงที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้ากระโจม นางหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัย แต่แล้วมือของนางก็เริ่มสั่นเทาเนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า"จิ้งเซียน เจ้าจงรีบกลับมารับสมรสพระราชทานกับองค์หญิงสามตามกำหนดการเดิม อย่าปล่อยให

  • พันธะรักเร้นกาย   คำถามจากป้าเจี่ย

    นางนับเงินในมือได้ไม่มากนัก แต่ก็พอให้ใจชื้น พอเดินผ่านร้านรวงที่มีผ้าสวย ๆ และขนมหน้าตาน่ากิน แต่นางข่มใจไม่ซื้อแม้แต่อย่างเดียว "ต้องรอพุทราตากแห้งรอบหน้า ถ้าขายให้ร้านยาได้ราคาดีกว่านี้ค่อยซื้อยาและของกินดี ๆ กลับไปให้อาเหยียน" นางเดินกลับบ้านด้วยความหวัง ทิ้งปริศนาไว้ที่สายตาของคุณชายผู้จากไป

  • พันธะรักเร้นกาย   หญิงงามในคราบแม่ค้า

    ฉินมู่อิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แสงไฟจากตะเกียงในห้องครัวสว่างราง ๆ ก่อนใครในละแวกนี้ นางอุ่นซุปเมื่อคืนที่ยังเหลือครึ่งหม้อและเคี่ยวยาให้อาเหยียนไปด้วย "เขาถูกพิษร้ายแรงหรือไรถึงต้องใช้หมอเทวดา" นางไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้แต่นางมีวิธีบริหารจัดการเพื่อเสาะหาหมอดี ๆ มารักษาเขาได้ "หมอเก่ง ๆ ใน

  • พันธะรักเร้นกาย   คำถามที่ไม่มีคำตอบ

    ฉินมู่อิงเดินจากมาด้วยความสะใจ นางเดินกลับบ้านพลางคิดไปตามทาง ไม่ว่าโลกยุคไหนก็ยังมีคนที่เหยียดหยามผู้ที่ดูด้อยกว่า นางมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งติดตัวมา การโดนดูแคลนเช่นวันนี้นางจึงไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ความทรงจำร่างเก่าผุดขึ้นมาในทันใด เมื่อก่อนฉินมู่อิงไม่เคยพบปะผู้คนมากมายขนาดนี้ หากสายตาเหล่า

  • พันธะรักเร้นกาย   เข้าเมือง

    อาเหยียนได้ยินเสียงโต้เถียงกันครู่หนึ่งก็สงบลง เรื่องปากร้ายใครจะสู้ภรรยาของเขา เพียงแต่นางไม่ได้ด่าเขาแต่ด่าคนอื่นแทน ที่นางบอกว่านางสวยกว่าเสี่ยวหลันนั่นก็ไม่ผิดแม้แต่น้อยนางสวยมากเกินหญิงชาวบ้านธรรมดา หากไม่นับกิริยาและมันสมองที่มีไม่มากนัก เขาก็คิดว่านางคงเป็นคุณหนูจวนขุนนางชั้นสูงสักจวน แต่เพ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status