เข้าสู่ระบบฉินมู่อิงเดินจากมาด้วยความสะใจ นางเดินกลับบ้านพลางคิดไปตามทาง ไม่ว่าโลกยุคไหนก็ยังมีคนที่เหยียดหยามผู้ที่ดูด้อยกว่า นางมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งติดตัวมา การโดนดูแคลนเช่นวันนี้นางจึงไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ความทรงจำร่างเก่าผุดขึ้นมาในทันใด เมื่อก่อนฉินมู่อิงไม่เคยพบปะผู้คนมากมายขนาดนี้ หากสายตาเหล่านั้นมองดูหมิ่นนางเพียงนิดนางก็เกิดน้อยเนื้อต่ำใจร้องไห้กลับบ้านไปแล้ว
นางเดินคิดเพลิดเพลินไปเรื่อย ชมธรรมชาติของป่าสองข้างทางไปด้วย บนถนนหนทางในวันนี้ไม่เงียบเหงา มีเกวียนผ่านมาบ้างและผู้คนสัญจรผ่านกันไปมาไม่ขาดระยะ แต่วันที่นางโดนปล้นเหตุใดถึงไม่มีบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้น แต่หากไม่มีการปล้น ร่างเดิมคงไม่ตายและนางก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ฉินมู่อิงกลับมาถึงบ้านพอดีกับที่อาเหยียนเดินมาหน้าบ้าน "กลับมาแล้ว" นางทักทายเสียงสดใส เผยรอยยิ้มหวานและแววตาเปล่งประกายระยิบระยับอย่างที่เขาไม่เคยเห็น ชวนให้หัวใจคนมองกระตุกวูบหนึ่ง อาเหยียนชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนเดินเข้ามาจะช่วยแบกตะกร้าตามสัญชาตญาณ แม้ร่างกายยังคงประท้วงด้วยความสั่นสะท้านของขาทั้งสองข้าง "ไม่ต้อง ๆ ข้าไหว" นางปลดตะกร้าวางลงอย่างคล่องแคล่ว ทว่าจังหวะเงยหน้าขึ้นนางเสียหลักเซเล็กน้อย มือบางเผลอเกาะแขนของเขาเบา ๆ เกิดสัมผัสนุ่มนวลกะทันหัน ดั่งกระแสไฟอ่อน ๆ ที่แล่นปราดเข้าสู่ร่างกายของอาเหยียน มันรวดเร็วและรุนแรงจนทำให้เขาชะงักงันไปทั้งตัว กล้ามเนื้อท่อนแขนเกร็งในทันใด ดวงตาคมปลาบจับจ้องไปที่ใบหน้าของนางในระยะประชิด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นแดดจากตัวนาง และกลิ่นโสมป่าจาง ๆ จากตะกร้า ยามนี้นางกำลังเงยหน้ามองเขา แววตามุ่งมั่นปนห่วงใยที่ส่งมาทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ฉินมู่อิงเองก็ชะงักไปเช่นกันเมื่อรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของท่อนแขนใต้ฝ่ามือทั้งที่เขากำลังป่วย นางเผลอไผลมองสบตาคมคายที่มองตรงมา ดวงตาที่เคยเย็นชาและว่างเปล่ากลับดูฉายแวววูบไหวและซับซ้อนอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน มันดึงดูดและทำให้หัวใจดวงน้อยของนางเริ่มเต้นรัวอย่างไร้จังหวะ บนความเงียบงัน ทั้งคู่ต่างจมดิ่งลงไปในดวงตาของกันและกัน สัมผัสที่ท่อนแขนกลายเป็นจุดเชื่อมโยงความรู้สึกบางอย่างโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ ความเย็นชาในใจของอาเหยียนเริ่มละลายลงทีละน้อย แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา ในขณะที่ฉินมู่อิงก็รู้สึกถึงความปลอดภัยและความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในใจ เนิ่นนานกว่าที่ฉินมู่อิงจะรู้สึกตัว นางค่อย ๆ ละมือออกจากท่อนแขนของเขาอย่างช้า ๆ ทิ้งไว้เพียงรอยอุ่นจาง ๆ ที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของทั้งสองคน "เอ่อ ข้าขอโทษ" "ไม่เป็นไร" ทั้งคู่ผละออกห่างกันเมื่อสติกลับคืนมา นางจึงพูดตัดบทแก้เขิน "ข้าได้ยากับอาหารมา ข้า...ไปเข้าครัวก่อนนะ" นางไม่รอฟังคำตอบ รีบหอบตะกร้าใบใหญ่เข้าไปในบ้านทันที อาเหยียนมองตามหลังนางอย่างลืมตัวชั่วขณะ ก่อนเดินไปอีกฟากหนึ่งของบ้าน เขาหยุดยืนข้างประตู มึนงงว่าตัวเองมาทำอะไร "ข้าจะมาเอาอะไรนะ" นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เขาจึงเดินกลับไปที่กองฟืนจัดการเก็บเป็นระเบียบเหมือนที่ทำเป็นประจำ ระหว่างเก็บของออกจากตะกร้าใบหน้าฉินมู่อิงเห่อร้อนขึ้นมาเล็กน้อย "ข้านี่มัน...ไม่ปกติแล้ว" นางสลัดความคิดที่เริ่มจะปรุงแต่งให้ตนเพ้อเจ้อออกไป จัดการเอาซี่โครงหมูและเนื้อออกมาหมัก ก่อไฟต้มยาให้อาเหยียนอย่างคล่องแคล่ว ในโลกโบราณที่ต้องปรับตัวแทบทุกด้าน นางยังโชคดีว่ายังมีทักษะการเอาตัวรอดติดตัว อย่างน้อยก็ยังก่อไฟโดยใช้ภูมิปัญญาเป็น กลิ่นน้ำซุปซี่โครงหมูตุ๋นสมุนไพรตลบอบอวลไปทั้งห้องครัวและบ้านข้าง ๆ จนน่าแปลกใจ บ้านใกล้เรือนเคียงไม่เคยเห็นบรรยากาศของครอบครัวเช่นนี้มาก่อนในบ้านหลังนี้ เมื่อก่อนมีเพียงความเงียบปกคลุม หรือหากมีก็เป็นเสียงด่าทอที่ไม่เข้าหูยิ่งนัก จนบางคนผ่านมาได้ยินถึงกับเอ่ยปากว่าน่าเห็นใจคนป่วยที่มาอาศัยอยู่ด้วย อาเหยียนที่กำลังนั่งลับมีดอยู่หยุดชะงัก เขาไม่ได้ลุกขึ้นหรือแสดงอารมณ์ใดต่อจากนั้น เพียงแค่หยุดไปชั่วลมหายใจแล้วทำงานต่อ "ดูสิ บ้านหลังนี้ดูมีชีวิตชีวาดีนะ มีแสงไฟสว่างตอนค่ำ ไม่มืดมิดเหมือนก่อน" "ใช่ เมื่อก่อนข้านึกว่าบ้านร้าง ถ้านางไม่ส่งเสียงด่าก็ไม่รู้ว่ามีคนอยู่" "ว่าแต่...ข้าไม่ได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของนางมาสักพักแล้วล่ะ" ชาวบ้านที่ผ่านมาหยุดมองเข้าไปในบ้าน เหมือนมีสิ่งผิดปกติที่พวกเขาไม่เคยเห็น จะว่ายินดีก็ไม่เชิง เพราะสองหูยังอยากฟังถ้อยคำหยาบคายและภายในใจยังอยากเห็นความแตกแยกของผู้อื่น โต๊ะขนาดกลางวางอาหารที่ตกแต่งหน้าตาสวยงามส่งกลิ่นหอมฉุย ซี่โครงหมูตุ๋นโสมป่ากับผัดผักใส่เต้าหู้ แต่นั่นยังไม่ดูแปลกตาเท่าเล่มเทียนสองเล่มที่ปักอยู่ด้านข้าง แสงสีส้มอ่อน ๆ ชวนให้บรรยากาศยามค่ำอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก "เจ้าไม่กลัวสิ้นเปลืองหรือ ไฟตะเกียงก็มีแล้ว" อาเหยียนเอ่ยถามเบา ๆ ขณะนั่งลง หลายวันมานี้นางพูดจาดีกับเขา ทำให้เขาเริ่มสนใจสิ่งที่นางทำมากขึ้น ฉินมู่อิงตอบอย่างอารมณ์ดีว่า "แต่เราใช้ไม่หมดเล่ม ไฟสว่างขึ้นบนโต๊ะอาหารทำให้มองเห็นหน้าตาสวยงามที่ตั้งใจตกแต่ง ช่วยให้เจริญอาหาร" เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงถาม มึนงงกับความคิดแตกต่างของนาง "ช่วยเจริญอาหาร?" นางพยักหน้าหงึกหงักอธิบาย "ใช่ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ดี ช่วยให้อารมณ์แจ่มใสและกินข้าวได้เยอะ ท่านก็กินเยอะ ๆ จะได้มีกำลัง" เขาชะงักมือ จับตะเกียบไว้แน่น "เจ้าอารมณ์เปลี่ยนไปเพราะอะไรหรือ" เขาถามพลางหรี่ตาลง เหมือนจับผิดหรือเหมือนคลางแคลง นางก็ไม่แน่ใจ "ข้าตระหนักว่าโกรธง่ายก็ตายง่าย ข้าต้องปรับปรุงตัว ท่านอย่ากังวลเลยข้าไม่ด่าอีกแล้ว" คำตอบที่คลุมเครือถึงจะชวนให้สงสัยมากขึ้นแต่เขาก็ไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้าสั้น ๆ เริ่มคีบอาหารใส่ปากเงียบ ๆ วันนี้อาเหยียนกินข้าวหมดชาม นางยิ้มให้เขาเอ่ยชื่นชม "ท่านเก่งมากที่กินข้าวหมด ให้เป็นอย่างนี้ทุกมื้อก็จะแข็งแรงไว" "เจ้าพูดเหมือนหลอกเด็ก" เขารู้แก่ใจดีว่าร่างกายตนเองเป็นอย่างไร ที่นางบอกว่าหายไว ๆ นั้นยังห่างไกลความจริงอยู่มากนัก ฉินมู่อิงถือชามใส่ยาเข้ามา นางประคองอย่างดีราวกับเป็นสิ่งล้ำค่า "ดื่มยาเถิด ข้าไปหาซื้อยาตัวใหม่ มันช่วยบำรุงเข้มข้นขึ้น ถ้าหาเงินได้มากกว่านี้อีกนิดข้าจะพาท่านไปตรวจละเอียด" "เคยตรวจแล้ว หมอบอกเองว่าคงมีแค่หมอเทวดาที่ช่วยได้" นางลืมข้อนี้ไปได้อย่างไร ว่าหมอเคยมาตรวจแล้วว่าเขามีพิษในตัว รักษาวิธีธรรมดาไม่มีทางหายได้แต่กินยาบำรุงเพื่อบรรเทาไว้เท่านั้น "ข้าถามได้หรือไม่ว่าท่านโดนพิษอะไรมา แล้ว...ท่านมาจากไหนหรือ" เรื่องที่นางไม่เคยสนใจออกมาจากปากอย่างใคร่รู้ "ข้า...แค่ก ๆๆ" แต่แล้วเขาก็สำลักยาที่เพิ่งดื่มลงไปได้อึกเดียว นางตกใจรีบเข้าไปลูบหลังให้ "เอ่อ...ค่อย ๆ ดื่มนะ เรื่องนี้ค่อยว่ากันภายหลัง" นางรู้สึกตัวว่าอาจเสียมารยาทที่ละลาบล้วงและเขาก็ยังไม่พร้อมจะตอบ เขาเพียงยกมือขึ้นเชิงบอกว่าพอแล้วนางจึงหยุดมือแล้วนำชามไปเก็บ "เช่นนั้น ท่านนอนก่อนเถอะ" เขายังไม่ทันมองดี ๆ นางก็หายวับไปแล้ว "ช่างเป็นสตรีที่ว่องไวจริง ๆ"เสียงดาบกระทบกันเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงเสียงคร่ำครวญของผู้แพ้ ทหารองครักษ์ผู้ภักดีต่อฮ่องเต้ทรราชถูกสยบจนหมดสิ้น จ้าวจิ้งเซียนในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดยืนเด่นอยู่หน้าบัลลังก์ทอง ดาบในมือชี้ตรงไปที่คอของอดีตฮ่องเต้ที่ยามนี้มงกุฎหลุดลุ่ย สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกอดีตฮ่องเต้ตัวสั่นด้วยความขลาดเขลา "จิ้งเซียน ข้าเป็นอาของเจ้านะ เจ้าจะฆ่าสหายแท้ ๆ ของพ่อเจ้าเพื่อบัลลังก์เย็นชานี่รึ"จ้าวจิ้งเซียนสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง"ท่านไม่ใช่ญาติของข้า ท่านคือฆาตกรที่พรากทุกอย่างไปจากข้า บัลลังก์นี้ข้าไม่ได้อยากได้ แต่มันต้องถูกทำลายทิ้งพร้อมกับความชั่วช้าของท่าน ทหาร! ลากตัวมันไปขังคุกใต้ดินที่มืดที่สุด รอวันประหารเจ็ดชั่วโคตร!"เสียงโซ่ตรวนที่ลากไปกับพื้นหินขัดดังก้องไปทั่วโถง เป็นสัญญาณว่ารัชสมัยแห่งความหวาดกลัวได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะที่ข้างนอกรบกันจนแผ่นดินสะเทือน ฮองเฮาทรงกักตัวอยู่ในห้องรับรองพร้อมฉินมู่อิงและข้าราชบริพารบางส่วนฉินมู่อิงนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด นางไม่ได้กลัวความตาย แต่นางเป็นห่วง อาเหยียนจนหัวใจจะขาด นางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงให้เขารอดกลับมาหานางก็พอ
งานเลี้ยงส่วนพระองค์แสงโคมส่องสว่างไปทั่วโถงใหญ่ กลิ่นสุราเลิศรสและเสียงดนตรีดังก้อง ฮ่องเต้แคว้นหยวนประทับบนบัลลังก์ทองด้วยรอยสรวลที่ดูเมตตา แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกในงานเลี้ยงนี้มีแขกจากแคว้นโฮ่วเว่ยที่ได้รับคำเชิญเป็นกรณีพิเศษ แม้สายลับของพวกเขาจะยังสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ได้ชัดเจน แต่การมาร่วมงานครั้งนี้ก็เพื่อจับตาดูดุลอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนไปฮ่องเต้ยกจอกสุราขึ้นกล่าวเปิดงาน "วันนี้เป็นวันมงคลยิ่งนักที่เหล่ามิตรประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นวันที่ข้าจะได้ประกาศข่าวดีเรื่องการเกี่ยวดองระหว่างราชวงศ์กับจวนกั๋วกง จิ้งเซียน เจ้าจงมาดื่มสุรามงคลนี้ร่วมกับองค์หญิงสามเสีย"ในขณะที่หน้าฉากดูชื่นมื่น แต่ในใจของฮ่องเต้กลับวางหมากไว้หมดแล้ว พระองค์ตรัสกับขันทีคนสนิทเบา ๆ ในมุมมืด "ให้จิ้งเซียนแต่งงานไปก่อนเถิด ข้าไม่อยากให้มือตัวเองเปื้อนเลือดหลานในงานมงคล ให้องค์หญิงสามเป็นคนลงมือในคืนเข้าหอ ยาพิษที่ข้ามอบให้นางจะทำให้เขาสิ้นใจเหมือนเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน ใคร ๆ ก็จะคิดว่าซื่อจื่อผู้น่าสงสารสิ้นใจเพราะร่างกายอ่อนแอจากการรบ ส่วนข้าก็จะได้ครองอำนาจจวนกั๋วกงทั้งหมดโ
จ้าวจิ้งเซียนยืนตัวตรงนิ่งสง่า เขาพยักหน้ารับราชโองการสมรสพระราชทานด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ท่ามกลางความดีใจของท่านกั๋วกงและฮูหยินที่คิดว่าลูกชายยอมสยบต่ออำนาจแล้ว"กระหม่อมจ้าวจิ้งเซียน น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ"ในขณะที่เขากล่าวคำนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นฉินมู่อิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มสาวใช้ท้ายแถว นางก้มหน้าลงต่ำ แต่เขาก็ยังเห็นหยดน้ำตาที่หยดลงบนพื้นดิน หัวใจของพยัคฆ์หนุ่มเหมือนถูกกรีด แต่เขาต้องต้องกลั้นใจ เขาต้องทำให้นางไร้ตัวตนที่สุดในสายตาฮ่องเต้ เพื่อให้นางปลอดภัยจากพายุที่กำลังจะมาจ้าวจิ้งเซียนลอบเข้ามาหาฉินมู่อิงที่ห้องพักสาวใช้เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้านางและกุมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของนางขึ้นมาแนบแก้ม"มู่อิงยกโทษให้ข้าด้วย วันนี้ที่ข้าต้องเมินเฉยต่อเจ้า และยอมรับสมรสกับสตรีผู้นั้น ทั้งหมดคือละครฉากหนึ่ง ข้าต้องเข้าใกล้ฮ่องเต้ให้มากที่สุดในวันพิธี เพื่อจะปลิดชีพฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ข้า"ฉินมู่อิงสะอื้นไห้แต่ลูบผมเขาอย่างเบามือ "อาเหยียน ข้าเข้าใจ แม้ข้าจะเจ็บที่ต้องเห็นท่านยืนเคียงคู่ผู้อื่น แต่ข้ารู้ว่าหัวใจของท่านอยู่กับข้า ข้าจะรอวั
จ้าวจิ้งเซียนเดินออกมาจากการหารือกับท่านกั๋วกงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ฝีเท้าของเขากลับชะงักเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังคุกเข่าขัดพื้นหินอ่อนอย่างโดดเดี่ยว ฉินมู่อิงตัวสั่นเทา ผิวแก้มซูบซีด และที่สะดุดตาที่สุดคือรอยแดงพองจากการถูกน้ำร้อนลวกที่แขน ซึ่งนางพยายามใช้แขนเสื้อปกปิดไว้"มู่อิง!" จ้าวจิ้งเซียนถลาเข้าไปประคองร่างนางขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสถูกตัวนางถึงกับสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดจ้าวจิ้งเซียนเสียงสั่นด้วยความโกรธ "นี่มันอะไรกัน! ใครทำเจ้าบาดเจ็บขนาดนี้"ฉินมู่อิงส่ายหน้าทั้งน้ำตาพยายามจะดึงแขนกลับ "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าแค่ซุ่มซ่ามเอง"แต่ซื่อจื่อผู้เฉลียวฉลาดมีหรือจะเชื่อ เขาเหลือบไปเห็นเสี่ยวชิวที่ยืนถือแส้อยู่ไม่ไกล แววตาของจ้าวจิ้งเซียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาอุ้มฉินมู่อิงขึ้นแนบอกแล้วเดินดิ่งเข้าไปในห้องของฮูหยินกั๋วกงทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากบ่าวไพร่ปัง! เสียงประตูถูกถีบเปิดออก ฮูหยินกั๋วกงที่กำลังจิบชาถึงกับสะดุ้งโหยงจ้าวจิ้งเซียนตวาดลั่นจนแจกันสั่นสะเทือน "ท่านแม่! ท่านทำอะไรลงไป! ข้าบอกแล้วว่านางคือภรรยาของข้า แต่ท่านกลับปฏิบัติกับนางเยี่ยงสัตว์เด
ทันทีที่รถม้าหยุดสนิท ท่านกั๋วกง ยืนหน้าดำคร่ำเครียดรออยู่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม แววตาของเขาฉายชัดถึงความกริ้วโกรธที่บุตรชายขัดคำสั่งไปนานวัน และเมื่อเห็นจ้าวจิ้งเซียนประคองฉินมู่อิงลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม โทสะของเขาก็พุ่งถึงขีดสุด "จิ้งเซียน! เจ้ายังมีหน้าพาแม่นางผู้นี้กลับมาอีกรึ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ตระกูลจ้าวต้องตกอยู่ในอันตรายเพียงใดเพราะความดื้อรั้นของเจ้า!"จ้าวจิ้งเซียนประสานมือคารวะ แต่ท่าทางยังคงนิ่งสงบ"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วตามความประสงค์ของท่าน และที่ข้าพานางมาด้วย เพราะนางคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันทิ้งนางไว้ข้างหลัง"ฮูหยินกั๋วกง ที่นั่งรออยู่ด้านในถึงกับลุกพรวดเมื่อได้ยินคำว่าภรรยา นางจ้องมองฉินมู่อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาหยามเหยียด"ภรรยางั้นหรือ จิ้งเซียน เจ้าสับสนอะไรอยู่หรือไม่ สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้จะเป็นสะใภ้จวนกั๋วกงได้อย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้ามีไว้ให้องค์หญิงสามเท่านั้น""ข้าไม่สนตำแหน่งที่ใครยัดเยียดให้ ข้าสนเพียงสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้าในยามที่ข้าเจ็บหนักเจียนตายเท่านั้น"ฮูหยินกั๋วกงแค่นหัวเราะ "ดี! ในเมื่อเจ้าจะพานางเข้าจวนให้ได้
ท่านกั๋วกงนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ต่อหน้าพระราชโองการที่แฝงไปด้วยคำขู่ ฮ่องเต้ทรงใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการบังคับ สมรสพระราชทานกับองค์หญิงสาม โดยไม่สนข่าวลือเรื่องอาการวิปริตหรือไร้สมรรถภาพของจ้าวจิ้งเซียนแม้แต่น้อย"หากจิ้งเซียนไม่กลับมารับตำแหน่งและสมรสตามกำหนดจวนกั๋วกงทั้งหมดต้องรับโทษฐานขัดพระราชโองการ"ด้วยความกลัวอาญาและห่วงในอำนาจของตระกูล ท่านกั๋วกงจึงรีบเขียนจดหมายลับสั่งให้บุตรชายกลับเมืองหลวงทันที โดยหารู้ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้คือชนวนเหตุแห่งความร้าวรานในขณะที่จ้าวจิ้งเซียนและจ้าวจิ่วเหอกำลังเคร่งเครียดกับการหารือแผนรับมือการลอบสังหารที่อาจจะส่งมาอีกระลอก รวมถึงแผนการอารักขาท่านอาที่จ้องจะกำจัดทิ้ง จ้าวจิ้งเซียนตัดสินใจไม่บอกใครเรื่องที่เขารู้แผนสังหารตนเองในงานโคมไฟ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปถึงหูคนในจวนกั๋วกงฉินมู่อิงที่กำลังจะยกน้ำแกงเข้ามาให้ บังเอิญเห็นจดหมายจากจวนกั๋วกงที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้ากระโจม นางหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัย แต่แล้วมือของนางก็เริ่มสั่นเทาเนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า"จิ้งเซียน เจ้าจงรีบกลับมารับสมรสพระราชทานกับองค์หญิงสามตามกำหนดการเดิม อย่าปล่อยให
บรรยากาศในห้องนอนแคบ ๆ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่มองไม่เห็น ฉินมู่อิงถอนหายใจทิ้งเบา ๆ พลางเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปใกล้โต๊ะหัวเตียงเพื่อจัดการกับตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงสว่างจ้าเกินจำเป็นอาเหยียนยังคงนอนนิ่งประหนึ่งก้อนหิน เปลือกตาปิดสนิทแต่แพขน
นางนับเงินในมือได้ไม่มากนัก แต่ก็พอให้ใจชื้น พอเดินผ่านร้านรวงที่มีผ้าสวย ๆ และขนมหน้าตาน่ากิน แต่นางข่มใจไม่ซื้อแม้แต่อย่างเดียว "ต้องรอพุทราตากแห้งรอบหน้า ถ้าขายให้ร้านยาได้ราคาดีกว่านี้ค่อยซื้อยาและของกินดี ๆ กลับไปให้อาเหยียน" นางเดินกลับบ้านด้วยความหวัง ทิ้งปริศนาไว้ที่สายตาของคุณชายผู้จากไป
ฉินมู่อิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แสงไฟจากตะเกียงในห้องครัวสว่างราง ๆ ก่อนใครในละแวกนี้ นางอุ่นซุปเมื่อคืนที่ยังเหลือครึ่งหม้อและเคี่ยวยาให้อาเหยียนไปด้วย "เขาถูกพิษร้ายแรงหรือไรถึงต้องใช้หมอเทวดา" นางไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้แต่นางมีวิธีบริหารจัดการเพื่อเสาะหาหมอดี ๆ มารักษาเขาได้ "หมอเก่ง ๆ ใน
อาเหยียนได้ยินเสียงโต้เถียงกันครู่หนึ่งก็สงบลง เรื่องปากร้ายใครจะสู้ภรรยาของเขา เพียงแต่นางไม่ได้ด่าเขาแต่ด่าคนอื่นแทน ที่นางบอกว่านางสวยกว่าเสี่ยวหลันนั่นก็ไม่ผิดแม้แต่น้อยนางสวยมากเกินหญิงชาวบ้านธรรมดา หากไม่นับกิริยาและมันสมองที่มีไม่มากนัก เขาก็คิดว่านางคงเป็นคุณหนูจวนขุนนางชั้นสูงสักจวน แต่เพ







