เข้าสู่ระบบอาเหยียนได้ยินเสียงโต้เถียงกันครู่หนึ่งก็สงบลง เรื่องปากร้ายใครจะสู้ภรรยาของเขา เพียงแต่นางไม่ได้ด่าเขาแต่ด่าคนอื่นแทน ที่นางบอกว่านางสวยกว่าเสี่ยวหลันนั่นก็ไม่ผิดแม้แต่น้อย
นางสวยมากเกินหญิงชาวบ้านธรรมดา หากไม่นับกิริยาและมันสมองที่มีไม่มากนัก เขาก็คิดว่านางคงเป็นคุณหนูจวนขุนนางชั้นสูงสักจวน แต่เพราะนางเป็นเช่นนี้จึงเชื่อได้สนิทใจว่านางเป็นเพียงสาวชาวบ้านที่หน้าตาดีเท่านั้น ตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมาเมื่อหลายเดือนก่อนดูเหมือนว่าอาเหยียนจะเพิ่งมีอาการดีขึ้นเมื่อสิบสองวันที่ผ่านมา แต่โชคชะตาก็เล่นตลกซ้ำ ๆ เมื่อฉินเหวินเมาเหล้าหนักและเสียชีวิตกลางแดดที่เชิงเขาเมื่อสามเดือนที่แล้ว หลังจากนั้นเพียงสิบห้าวันหัวหน้าหมู่บ้านและเหล่าผู้อาวุโสก็ลงความเห็นว่าเขาควรแต่งงานกับฉินมู่อิงซะ เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับนาง และคำครหาที่จะตามมาภายหลังว่าหนุ่มสาวที่ยังไม่แต่งงานอยู่ด้วยกันตามลำพัง เขาไม่มีแรงแม้แต่จะตอบปฏิเสธ แต่เพื่อเป็นการตอบแทนฉินเหวินจึงตอบตกลงทั้งที่เพิ่งเริ่มเดินได้เพียงห้าก้าว ฉินมู่อิงใช่ว่าจะดีใจ ตรงกันข้ามนางกลับหน้าบูดบึ้งตลอดเวลา การมีสามีขี้โรคหมายความว่านางต้องเป็นฝ่ายดูแลและหาเลี้ยงเขาห้ามทอดทิ้ง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมานอกจากนางจะแสดงความรังเกียจอย่างเปิดเผยนางยังด่าทอทุบตีเขาไม่เว้นวัน แต่อาเหยียนทำได้เพียงอดทนจนกลายเป็นความเย็นชา "วันนี้ข้าจะเอาของไปขายในเมือง ยาท่านหมดแล้วข้าจะซื้อมาให้นะ" นางบอกเขาหลังจากเก็บของเสร็จ อาเหยียนนิ่งมองครู่หนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น "ทำอย่างนี้ทำไม" เหมือนว่าเขาไม่ได้ต้องการคำตอบใด ฉินมู่อิงเห็นว่าความสัมพันธ์ของนางกับเขาไม่สู้ดีนัก นางจึงเดินมานั่งลงใกล้ ๆ ตรงที่เขากำลังไสไม้ "ที่ผ่านมาข้าทำไม่ดีต่อท่าน ข้ารู้สึกผิดมาก ขอโทษนะที่ข้าเป็นคนไม่เอาไหน ข้ากำลังปรับปรุงตัวอยู่ ข้าไม่ยอมกลับไปเป็นคนเดิมแน่นอน" มือที่ไสไม้หยุดการเคลื่อนไหว เขาไม่พูดออกมาสักคำแต่เมื่อสังเกตให้ดีมีรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก ฉินมู่อิงได้พูดความในใจทำให้นางโล่งอกขึ้น นางก็ลุกขึ้นสะพายตะกร้าออกไป "ข้าจะรีบกลับมานะ ท่านพักผ่อนให้มาก" นางหันหลังมาโบกมือให้เขา รอยยิ้มหวานที่ส่งมาทำให้ความเย็นชานั้นอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อมาถึงตัวเมือง ฉินมู่อิงขายของที่เดิม วันนี้นางขายหมดไวจึงรีบเก็บของมุ่งหน้าไปยังร้านขายยาเจ้าประจำที่บิดาเคยบอกไว้ แต่ทว่าป้ายหน้าร้านกลับปิดทำให้นางต้องหันไปหาร้านยาหรูหราอีกฝั่งของถนนแทน ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นสมุนไพรลอยกระทบจมูกพร้อมกับสายตาดูแคลนของหลงจู๊วัยกลางคนที่มองชุดผ้าเนื้อหยาบของนาง "ข้าต้องการเทียบยานี้เจ้าค่ะ" ฉินมู่อิงยื่นกระดาษแผ่นเก่าให้ หลงจู๊รับไปกวาดสายตามองครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้ม หญิงสาวชาวบ้านถึงหน้าตาดูดีแต่การแต่งกายไม่น่าใช่คนมีฐานะ เขาไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน ยิ่งมองยิ่งมั่นใจว่านางคงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร "แม่นาง ยาพวกนี้ล้วนเป็นของหายาก โดยเฉพาะกิ่งหลิวหิมะและรากบัวสวรรค์ ช่วงนี้ขาดตลาดราคาจึงสูงขึ้นเป็นสามเท่า ทั้งหมดนี้ห้าตำลึงเงิน" ฉินมู่อิงฉุกคิดในใจ 'นี่มันโก่งราคากันหน้าด้าน ๆ' นางเหลือบมองไปที่ตู้ยาด้านหลัง เห็นห่อสมุนไพรที่เพิ่งนำมาวางใหม่ยังมีคราบฝุ่นบาง ๆ คล้ายของเหลือค้าง "ห้าตำลึงเงินหรือเจ้าคะ" ฉินมู่อิงแสร้งทำตาโตพลางถอนหายใจยาว "น่าเสียดายจัง ข้าเพิ่งเดินมาจากร้านสมุนไพรตรงต้นทาง เห็นเขากำลังจะเปิดร้านใหม่พรุ่งนี้และประกาศลดราคาสมุนไพรลงครึ่งหนึ่งเพื่อดึงลูกค้า ข้ากะว่าจะมาร้านท่านเพราะเห็นว่าเป็นร้านใหญ่และซื่อสัตย์ แต่ถ้าท่านบอกว่าของขาดตลาดจนต้องขึ้นราคาขนาดนี้ ข้าคงต้องรอพรุ่งนี้แทน" นางทำท่าจะดึงเทียบยากลับ ท่าทางนิ่งสงบผิดกับชาวบ้านทั่วไปทำให้หลงจู๊เริ่มลังเล "เดี๋ยว ๆ ร้านใหม่น่ะหรือจะเก่งเท่าร้านเรา เอาอย่างนี้ ข้าเห็นใจว่าเจ้าต้องรีบใช้ยา ลดให้เหลือสี่ตำลึงเงินเป็นอย่างไร" ฉินมู่อิงยิ้มบาง ๆ แต่แววตาคมกริบ "หลงจู๊เจ้าคะ ข้าเป็นคนหาของป่า ข้ารู้ดีว่ากิ่งหลิวหิมะปีนี้ออกดอกดกมากที่เชิงเขาทางใต้ ราคาตลาดไม่ควรเกินหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ ส่วนรากบัว ถ้าข้าดูไม่ผิด ในห่อนั้นมันเริ่มมีความชื้นแล้วนะเจ้าคะ หากท่านไม่รีบขายออกไปในราคาที่เป็นธรรม อีกไม่กี่วันมันคงกลายเป็นขยะที่ใช้ทำยาไม่ได้เลย" หลงจู๊หน้าเสียที่ถูกเด็กสาวบ้านนอกอ่านเกมขาด "เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร" นางไม่ต่อปากต่อคำให้เสียเวลามากไปกว่านี้ "สองตำลึงเงิน สำหรับยาทั้งหมดนี้ ท่านได้ระบายของค้าง ข้าได้ยาไปรักษาคน และข้าสัญญาว่าคราวหน้าถ้าข้าเจอโสมป่าดี ๆ ข้าจะเอามาขายที่ร้านท่านเป็นที่แรก ท่านว่า งานนี้ใครคุ้มกว่ากันเจ้าคะ" หลงจู๊นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเหมือนพ่ายแพ้ "ตกลง สองตำลึงเงินก็ได้" เขาพูดอย่างขัดใจแล้วเดินเข้าไปหยิบห่อยามาให้ แต่นางไม่ยอมออกจากร้าน เปิดห่อยาออกมาดูตัวยาจนมั่นใจแล้วว่าไม่ถูกย้อมแมว "ขอบคุณหลงจู๊เจ้าค่ะ ที่ท่านมีสัจจะ" นางห่อยาไว้ตามเดิมมิดชิดใส่ลงในตะกร้าเดินออกจากร้านอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้หลงจู๊นั่งพัดวีอย่างไม่สบอารมณ์อยู่คนเดียว หลังจากได้ยาในราคาที่น่าพึงพอใจ ฉินมู่อิงสะพายตะกร้าเดินลัดเลาะไปตามแผงขายของสด นางหยุดพิจารณาซี่โครงหมูอย่างละเอียด นิ้วเรียวเกลี่ยดูเนื้อที่ติดมันเล็กน้อยเพื่อให้ได้น้ำซุปที่หวานหอมและมีพลังงานสำหรับอาเหยียน "เนื้อแดงสดใสไม่ช้ำ บ่งบอกว่าหมูตัวนี้สุขภาพดี ข้าเอาอันนี้เจ้าค่ะท่านลุง" นางเลือกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะไปหยุดที่แผงขายพุทราจีนเม็ดโตและเก๋ากี้สีแดงที่จะช่วยบำรุงเลือดลมให้สามีที่บ้าน ขณะที่กำลังจะเดินกลับ สายตาของนางเหลือบไปเห็นแผงขายตำราที่มีบัณฑิตหนุ่มในชุดสะอาดสะอ้านนั่งอยู่ ท่าทางเขามองดูภูมิฐานน่าเลื่อมใส บนแผงมีตำราเล่มหนึ่งวางเด่นอยู่ ฉินมู่อิงเคยชินกับการอ่านรายงานและแผนงานขยับเข้าไปใกล้ด้วยสัญชาตญาณ นางหยิบตำรากลยุทธ์การปกครองและพิชัยสงครามขึ้นมาพลิกอ่านเพียงครู่เดียว ดวงตาของนางก็เป็นประกาย เนื้อหาข้างในช่างลึกซึ้งและเฉียบคมยิ่งนักจนเผลอจมดิ่งลงไปในตัวอักษรเหล่านั้น "แม่นาง เจ้าอ่านออกด้วยหรือ" น้ำเสียงทุ้มที่เจือไปด้วยความกังขาและดูแคลนดังขึ้น ฉินมู่อิงเงยหน้าขึ้นเห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังหรี่ตามองชุดผ้าหยาบ ๆ ของนาง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสนใจในใบหน้าอันงดงามของนาง แต่เพราะนางดูเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา เขาจึงจงใจใช้ท่าทีถือตัวเพื่อข่มนาง "เปล่าเจ้าค่ะ ข้าเห็นรูปเล่มมันสวยดี" ฉินมู่อิงตอบเรียบ ๆ แสร้งทำหน้าซื่อแบบหญิงชาวบ้านที่อ่านหนังสือไม่ออก บัณฑิตหนุ่มยืดอกขึ้นทันที แววตาฉายความลำพอง "นั่นปะไร ข้าว่าแล้ว ตำราเล่มนี้เป็นของปราชญ์เมธีจากแคว้นใหญ่ เนื้อหาข้างในลึกซึ้งเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจได้" เขาเริ่มร่ายยาวถึงสรรพคุณของตำรา พล่ามเรื่องคุณธรรมและการวางแผนน้ำไหลไฟดับ หวังจะอวดภูมิความรู้ให้โฉมงามตรงหน้าประทับใจ ฉินมู่อิงยืนฟังนิ่ง ๆ ในใจนึกขำที่เขาแปลเนื้อหาผิดไปหลายจุด แต่หน้าของนางยังคงความซื่อไว้อย่างแนบเนียน "โอ้โห ท่านช่างเก่งกาจนักเจ้าค่ะ" ฉินมู่อิงเอ่ยขัดจังหวะเมื่อเห็นเขายังไม่มีทีท่าจะหยุดโอ้อวด "แน่นอน หากเจ้าสนใจ ข้าจะลดราคาให้พิเศษและอ่านให้เจ้าฟัง ถือเป็นการทำทานความรู้" เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างมั่นใจว่านางต้องซื้อแน่ ๆ ฉินมู่อิงมองตำราเล่มนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวางมันลงอย่างเบามือ "ถ้าเช่นนั้นก็น่าเสียดายเจ้าค่ะ มันไม่มีประโยชน์สำหรับข้า" นางส่งยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะจริงใจแต่แฝงความนิ่งสงบจนบัณฑิตหนุ่มชะงัก ฉินมู่อิงสะพายตะกร้าเดินจากไปทันที ทิ้งให้บัณฑิตหนุ่มยืนอ้าปากค้างหน้าแดงก่ำกลางตลาด ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่เริ่มหัวเราะเยาะที่เขาหน้าแตกยับเยินเสียงดาบกระทบกันเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงเสียงคร่ำครวญของผู้แพ้ ทหารองครักษ์ผู้ภักดีต่อฮ่องเต้ทรราชถูกสยบจนหมดสิ้น จ้าวจิ้งเซียนในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดยืนเด่นอยู่หน้าบัลลังก์ทอง ดาบในมือชี้ตรงไปที่คอของอดีตฮ่องเต้ที่ยามนี้มงกุฎหลุดลุ่ย สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกอดีตฮ่องเต้ตัวสั่นด้วยความขลาดเขลา "จิ้งเซียน ข้าเป็นอาของเจ้านะ เจ้าจะฆ่าสหายแท้ ๆ ของพ่อเจ้าเพื่อบัลลังก์เย็นชานี่รึ"จ้าวจิ้งเซียนสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง"ท่านไม่ใช่ญาติของข้า ท่านคือฆาตกรที่พรากทุกอย่างไปจากข้า บัลลังก์นี้ข้าไม่ได้อยากได้ แต่มันต้องถูกทำลายทิ้งพร้อมกับความชั่วช้าของท่าน ทหาร! ลากตัวมันไปขังคุกใต้ดินที่มืดที่สุด รอวันประหารเจ็ดชั่วโคตร!"เสียงโซ่ตรวนที่ลากไปกับพื้นหินขัดดังก้องไปทั่วโถง เป็นสัญญาณว่ารัชสมัยแห่งความหวาดกลัวได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะที่ข้างนอกรบกันจนแผ่นดินสะเทือน ฮองเฮาทรงกักตัวอยู่ในห้องรับรองพร้อมฉินมู่อิงและข้าราชบริพารบางส่วนฉินมู่อิงนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด นางไม่ได้กลัวความตาย แต่นางเป็นห่วง อาเหยียนจนหัวใจจะขาด นางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงให้เขารอดกลับมาหานางก็พอ
งานเลี้ยงส่วนพระองค์แสงโคมส่องสว่างไปทั่วโถงใหญ่ กลิ่นสุราเลิศรสและเสียงดนตรีดังก้อง ฮ่องเต้แคว้นหยวนประทับบนบัลลังก์ทองด้วยรอยสรวลที่ดูเมตตา แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกในงานเลี้ยงนี้มีแขกจากแคว้นโฮ่วเว่ยที่ได้รับคำเชิญเป็นกรณีพิเศษ แม้สายลับของพวกเขาจะยังสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ได้ชัดเจน แต่การมาร่วมงานครั้งนี้ก็เพื่อจับตาดูดุลอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนไปฮ่องเต้ยกจอกสุราขึ้นกล่าวเปิดงาน "วันนี้เป็นวันมงคลยิ่งนักที่เหล่ามิตรประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นวันที่ข้าจะได้ประกาศข่าวดีเรื่องการเกี่ยวดองระหว่างราชวงศ์กับจวนกั๋วกง จิ้งเซียน เจ้าจงมาดื่มสุรามงคลนี้ร่วมกับองค์หญิงสามเสีย"ในขณะที่หน้าฉากดูชื่นมื่น แต่ในใจของฮ่องเต้กลับวางหมากไว้หมดแล้ว พระองค์ตรัสกับขันทีคนสนิทเบา ๆ ในมุมมืด "ให้จิ้งเซียนแต่งงานไปก่อนเถิด ข้าไม่อยากให้มือตัวเองเปื้อนเลือดหลานในงานมงคล ให้องค์หญิงสามเป็นคนลงมือในคืนเข้าหอ ยาพิษที่ข้ามอบให้นางจะทำให้เขาสิ้นใจเหมือนเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน ใคร ๆ ก็จะคิดว่าซื่อจื่อผู้น่าสงสารสิ้นใจเพราะร่างกายอ่อนแอจากการรบ ส่วนข้าก็จะได้ครองอำนาจจวนกั๋วกงทั้งหมดโ
จ้าวจิ้งเซียนยืนตัวตรงนิ่งสง่า เขาพยักหน้ารับราชโองการสมรสพระราชทานด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ท่ามกลางความดีใจของท่านกั๋วกงและฮูหยินที่คิดว่าลูกชายยอมสยบต่ออำนาจแล้ว"กระหม่อมจ้าวจิ้งเซียน น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ"ในขณะที่เขากล่าวคำนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นฉินมู่อิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มสาวใช้ท้ายแถว นางก้มหน้าลงต่ำ แต่เขาก็ยังเห็นหยดน้ำตาที่หยดลงบนพื้นดิน หัวใจของพยัคฆ์หนุ่มเหมือนถูกกรีด แต่เขาต้องต้องกลั้นใจ เขาต้องทำให้นางไร้ตัวตนที่สุดในสายตาฮ่องเต้ เพื่อให้นางปลอดภัยจากพายุที่กำลังจะมาจ้าวจิ้งเซียนลอบเข้ามาหาฉินมู่อิงที่ห้องพักสาวใช้เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้านางและกุมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของนางขึ้นมาแนบแก้ม"มู่อิงยกโทษให้ข้าด้วย วันนี้ที่ข้าต้องเมินเฉยต่อเจ้า และยอมรับสมรสกับสตรีผู้นั้น ทั้งหมดคือละครฉากหนึ่ง ข้าต้องเข้าใกล้ฮ่องเต้ให้มากที่สุดในวันพิธี เพื่อจะปลิดชีพฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ข้า"ฉินมู่อิงสะอื้นไห้แต่ลูบผมเขาอย่างเบามือ "อาเหยียน ข้าเข้าใจ แม้ข้าจะเจ็บที่ต้องเห็นท่านยืนเคียงคู่ผู้อื่น แต่ข้ารู้ว่าหัวใจของท่านอยู่กับข้า ข้าจะรอวั
จ้าวจิ้งเซียนเดินออกมาจากการหารือกับท่านกั๋วกงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ฝีเท้าของเขากลับชะงักเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังคุกเข่าขัดพื้นหินอ่อนอย่างโดดเดี่ยว ฉินมู่อิงตัวสั่นเทา ผิวแก้มซูบซีด และที่สะดุดตาที่สุดคือรอยแดงพองจากการถูกน้ำร้อนลวกที่แขน ซึ่งนางพยายามใช้แขนเสื้อปกปิดไว้"มู่อิง!" จ้าวจิ้งเซียนถลาเข้าไปประคองร่างนางขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสถูกตัวนางถึงกับสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดจ้าวจิ้งเซียนเสียงสั่นด้วยความโกรธ "นี่มันอะไรกัน! ใครทำเจ้าบาดเจ็บขนาดนี้"ฉินมู่อิงส่ายหน้าทั้งน้ำตาพยายามจะดึงแขนกลับ "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าแค่ซุ่มซ่ามเอง"แต่ซื่อจื่อผู้เฉลียวฉลาดมีหรือจะเชื่อ เขาเหลือบไปเห็นเสี่ยวชิวที่ยืนถือแส้อยู่ไม่ไกล แววตาของจ้าวจิ้งเซียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาอุ้มฉินมู่อิงขึ้นแนบอกแล้วเดินดิ่งเข้าไปในห้องของฮูหยินกั๋วกงทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากบ่าวไพร่ปัง! เสียงประตูถูกถีบเปิดออก ฮูหยินกั๋วกงที่กำลังจิบชาถึงกับสะดุ้งโหยงจ้าวจิ้งเซียนตวาดลั่นจนแจกันสั่นสะเทือน "ท่านแม่! ท่านทำอะไรลงไป! ข้าบอกแล้วว่านางคือภรรยาของข้า แต่ท่านกลับปฏิบัติกับนางเยี่ยงสัตว์เด
ทันทีที่รถม้าหยุดสนิท ท่านกั๋วกง ยืนหน้าดำคร่ำเครียดรออยู่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม แววตาของเขาฉายชัดถึงความกริ้วโกรธที่บุตรชายขัดคำสั่งไปนานวัน และเมื่อเห็นจ้าวจิ้งเซียนประคองฉินมู่อิงลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม โทสะของเขาก็พุ่งถึงขีดสุด "จิ้งเซียน! เจ้ายังมีหน้าพาแม่นางผู้นี้กลับมาอีกรึ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ตระกูลจ้าวต้องตกอยู่ในอันตรายเพียงใดเพราะความดื้อรั้นของเจ้า!"จ้าวจิ้งเซียนประสานมือคารวะ แต่ท่าทางยังคงนิ่งสงบ"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วตามความประสงค์ของท่าน และที่ข้าพานางมาด้วย เพราะนางคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันทิ้งนางไว้ข้างหลัง"ฮูหยินกั๋วกง ที่นั่งรออยู่ด้านในถึงกับลุกพรวดเมื่อได้ยินคำว่าภรรยา นางจ้องมองฉินมู่อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาหยามเหยียด"ภรรยางั้นหรือ จิ้งเซียน เจ้าสับสนอะไรอยู่หรือไม่ สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้จะเป็นสะใภ้จวนกั๋วกงได้อย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้ามีไว้ให้องค์หญิงสามเท่านั้น""ข้าไม่สนตำแหน่งที่ใครยัดเยียดให้ ข้าสนเพียงสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้าในยามที่ข้าเจ็บหนักเจียนตายเท่านั้น"ฮูหยินกั๋วกงแค่นหัวเราะ "ดี! ในเมื่อเจ้าจะพานางเข้าจวนให้ได้
ท่านกั๋วกงนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ต่อหน้าพระราชโองการที่แฝงไปด้วยคำขู่ ฮ่องเต้ทรงใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการบังคับ สมรสพระราชทานกับองค์หญิงสาม โดยไม่สนข่าวลือเรื่องอาการวิปริตหรือไร้สมรรถภาพของจ้าวจิ้งเซียนแม้แต่น้อย"หากจิ้งเซียนไม่กลับมารับตำแหน่งและสมรสตามกำหนดจวนกั๋วกงทั้งหมดต้องรับโทษฐานขัดพระราชโองการ"ด้วยความกลัวอาญาและห่วงในอำนาจของตระกูล ท่านกั๋วกงจึงรีบเขียนจดหมายลับสั่งให้บุตรชายกลับเมืองหลวงทันที โดยหารู้ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้คือชนวนเหตุแห่งความร้าวรานในขณะที่จ้าวจิ้งเซียนและจ้าวจิ่วเหอกำลังเคร่งเครียดกับการหารือแผนรับมือการลอบสังหารที่อาจจะส่งมาอีกระลอก รวมถึงแผนการอารักขาท่านอาที่จ้องจะกำจัดทิ้ง จ้าวจิ้งเซียนตัดสินใจไม่บอกใครเรื่องที่เขารู้แผนสังหารตนเองในงานโคมไฟ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปถึงหูคนในจวนกั๋วกงฉินมู่อิงที่กำลังจะยกน้ำแกงเข้ามาให้ บังเอิญเห็นจดหมายจากจวนกั๋วกงที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้ากระโจม นางหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัย แต่แล้วมือของนางก็เริ่มสั่นเทาเนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า"จิ้งเซียน เจ้าจงรีบกลับมารับสมรสพระราชทานกับองค์หญิงสามตามกำหนดการเดิม อย่าปล่อยให
บรรยากาศในห้องนอนแคบ ๆ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่มองไม่เห็น ฉินมู่อิงถอนหายใจทิ้งเบา ๆ พลางเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปใกล้โต๊ะหัวเตียงเพื่อจัดการกับตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงสว่างจ้าเกินจำเป็นอาเหยียนยังคงนอนนิ่งประหนึ่งก้อนหิน เปลือกตาปิดสนิทแต่แพขน
นางโง่เองที่หลงเชื่อเสี่ยวหลันกับอาเหมย เพราะอีกสิบวันจะมีงานรื่นเริงในตัวเมือง นางอยากได้ชุดสวย ๆ ใส่ไปอวดกับสหายและทำตัวเหมือนเหล่าคุณหนูที่มาเที่ยวงาน เผื่อความสวยของนางจะไปถูกตาต้องใจเหล่าคุณชายตระกูลดี ๆ บ้างยิ่งนึกทบทวนก็ยิ่งปวดหัว นี่เจ้าของร่างเดิมคิดจะทิ้งสามีถึงกับวางแผนชั่วร้ายขนาดนี้เช
ฉินมู่อิงไม่ได้ดื่มยาที่อาเหยียนนำมาให้ นางนอนหลับไปจนถึงเช้าของอีกวัน อาการปวดหัวลดลงไปมาก นางลุกจากเตียงเดินออกไปข้างนอก สงสัยว่าคนเมื่อคืนหายไปไหนแล้วควันลอยออกมาจากห้องครัว แสดงว่ามีคนอยู่ในนั้น ฉินมู่อิงเดินไปดู นางเห็นอาเหยียนกำลังพัดวีเตาที่มีหม้อดินตั้งอยู่"ทำอะไรแต่เช้า"เขาเงยหน้าละสายต
ลมฤดูใบไม้ร่วงโชยมากระทบร่างบอบบางของฉินมู่อิงที่นอนหมดสติอยู่กลางป่า ความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วศีรษะจนนางต้องนิ่วหน้า สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือไม้ท่อนใหญ่ที่ฟาดลงมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันของโจรป่าที่ฉกชิงเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตไปนางลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก พลางหยิบสมุนไพรสดในตะกร้ามาขยี้แล้วโปะลงบนแ







