LOGINรับตำแหน่งใหม่ได้ไม่กี่วัน ฉินมู่อิงก็เสียชีวิตทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงสาวยากจนที่มีสามีป่วยรออยู่ที่บ้าน ตั้งแต่บิดาเสียชีวิต นางก็ถูกจับแต่งงานกับบุรุษแปลกหน้าที่บิดาช่วยเหลือไว้เพื่อรักษาชื่อเสียงและความปลอดภัย นางตั้งใจหาเงินรักษาสามี ส่วนเขาก็ช่วยกันเต็มที่ ก่อเกิดเป็นความรู้สึกดี ๆ ขึ้นในใจ ทว่าเมื่อหายป่วยเขาก็จากนางไปด้วยเหตุผลบางประการ นางไม่ตามหาแต่กลับเลือกใช้ชีวิตที่มีเพียงตัวคนเดียว โชคชะตาเล่นตลกกับนางไม่เลิกเมื่อนางได้พบเขาในฐานะใหม่ที่ยิ่งทำให้ทั้งคู่เหมือนไกลกันออกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการค้นพบตัวตนของตนเองอย่างนึกไม่ถึง
View Moreเมื่อแสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงายาวพาดผ่านลานบ้าน ลุงเกา ช่างไม้ประจำหมู่บ้านเดินเข้ามาพร้อมกับหิ้วย่ามใส่เครื่องมือช่างเข้ามา"อาเหยียน ลุงเอาของมาคืน"อาเหยียนที่ยังอารมณ์กระอักกระอ่วนค้างจากป้าเจี่ยตั้งแต่ช่วงเช้าเดินออกมาดู ขณะเดินออกมาเขาเหมือนหายใจได้สะดวกขึ้น"ท่านลุงเกา""ขอบใจมากนะ งานไม้เสร็จแล้ว ถ้ามีงานไม่หนักมากลุงจะรับไว้ให้"ลุงเกาพูดอย่างอารมณ์ดี"ขอบคุณท่านลุงขอรับ เกรงใจแล้ว"อาเหยียนเอ่ยเสียงแผ่ว ลุงเกาโบกไม้โบกมือ"คนกันเอง อย่าเกรงใจเลย แค่เจ้าให้ยืมเครื่องมือพวกนี้ลุงก็ดีใจ ลุงต่างหากต้องเกรงใจ"เขาพูดพลางล้วงเหรียญออกมาจากถุงยื่นให้"นี่เป็นค่าเช่า รับไว้เถิด"อาเหยียนยกมือห้ามไม่ต้องการรับเงินใด ๆ"ท่านลุงเก็บไว้เถิดขอรับ""ไม่ได้ ๆ ลุงยืมสองครั้งแล้วย่อมต้องให้ค่าเช่าบ้าง จะยืมเฉย ๆ ได้อย่างไร รับไว้เถอะลุงจะได้สบายใจ"ลุงเกายัดเหรียญใส่มืออาเหยียนกุมไว้แน่นไม่ให้เขาปฏิเสธ"เช่นนั้น รอสักครู่นะขอรับ"เขาเดินไปหยิบพุทราตากแห้งใส่ห่อมาให้"ข้ามีพุทราแห้ง ต้มทำอาหารหรือต้มกินบำรุงกำลังได้ ท่านลุงทำงานหนักจะได้แก้ความอ่อนล้า"ลุงเกามองอย่างเกรงใจ"แต่...เจ้าก็ป่วยเก็บ
ยามสายที่แสงแดดเริ่มอบอุ่น อาเหยียนในชุดผ้าป่านสีซีดกำลังใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดใบไม้แห้งอย่างเชื่องช้า ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดีทำให้เขาดูซูบเซียว แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงทำให้เขามีสง่าราศีต่างจากชาวบ้านทั่วไปทันใดนั้น เสียงฝีเท้าและเสียงซุบซิบแหลมเล็กก็ดังขึ้นที่รั้วเตี้ย ๆ หน้าบ้าน หญิงกลางคนสามคนที่ขึ้นชื่อเรื่องปากหอยปากปู เดินทอดน่องผ่านหน้าบ้านพลางเหลือบมองอาเหยียนด้วยสายตาเวทนาแกมดูถูก"เฮ้อ น่าสงสารนะเนี่ย เมียออกไปในเมืองทั้งวัน ทิ้งให้สามีขี้โรคกวาดใบไม้อยู่บ้านคนเดียว" ป้าจิ้งเริ่มเปิดประเด็น เสียงดังพอที่จะให้อาเหยียนได้ยินชัดเจน"นั่นสิ เมื่อวานข้าเข้าเมืองไปพอดี เห็นเต็มสองตาเลยนะ แม่มู่อิงน่ะยืนคุยกระหนุงกระหนิงกับใต้เท้าขุนนางในร้านเครื่องหอม ท่าทางยั่วยวนพิลึก สงสัยอยากจะทอดสะพานหาเป้าหมายใหม่ล่ะมั้ง" ป้าเฉียวจีบปากจีบคอพูดเสริม"ก็ใครเขาอยากจะแบกภาระไปตลอดชีวิตล่ะ" ป้าเจี้ยนหัวเราะร่วนขึ้นมาทันใด"มีสามีป่วยออด ๆ แอด ๆ สู้ไปเกาะขุนนางกินไม่ดีกว่ารึ หน้าไม่อายจริง ๆ มีผัวแล้วยังจะไปทอดสะพานให้ชายอื่น"อาเหยียนชะงักไม้กวาดในมือ กรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสัน
สามวันต่อมาเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ฉินมู่อิงจัดการแบ่งพุทราที่ตากจนแห้งสนิท ผิวสีแดงเข้มย่นระยิบระยับและมีกลิ่นหอมหวานลุ่มลึก นางแบ่งส่วนหนึ่งใส่โหลดินเผาไว้ต้มให้อาเหยียนดื่มบำรุงกำลัง ส่วนที่เหลือห่อผ้าสะอาดอย่างดีเตรียมเข้าเมือง"อาหารวางไว้บนโต๊ะ ข้าอุ่นแกงของป้าเจี่ยไว้ให้แล้ว พุทราแห้งนี่ท่านก็หยิบกินเล่นได้ แต่อย่ากินเยอะเดี๋ยวจะท้องอืด" นางกำชับพลางตรวจดูความเรียบร้อยอาเหยียนพยักหน้าเงียบ ๆ สายตาคมกริบมองตามร่างอ้อนแอ้นที่สะพายตะกร้าเดินลับรั้วหมู่บ้านไป ในมือเขาเริ่มขยับมีดแกะสลักไม้ชิ้นใหม่ คราวนี้เขาตั้งใจทำกล่องไม้ลายนกยูงตามที่นางเปรยไว้ร้ายขายยาเหอถังฉินมู่อิงเลือกเข้าร้านยาที่มีขนาดปานกลางแต่ดูสะอาดสะอ้านและมีคนไข้แวะเวียนมาตลอด นางยื่นห่อพุทราแห้งให้หลงจู๊วัยกลางคนตรวจดูหลงจู๊หยิบพุทราขึ้นมาดมและบิเนื้อดู"อืม พุทราป่าแห้งชุดนี้ เนื้อแน่น กลิ่นหอมแรงเมล็ดเล็กสมบูรณ์ดีมาก เจ้าไปได้มาจากที่ใดรึ ปกติของป่ามักจะลีบแบนกว่านี้""เก็บจากหุบเขาที่อากาศเย็นจัดและดินดีเจ้าค่ะ ข้าคัดเฉพาะลูกที่สมบูรณ์ที่สุด ล้างสะอาดและตากแดดจนได้ที่ รับรองว่าต้มออกมาแล้วน้ำยาจะหวานหอม บำรุงหั
บรรยากาศในห้องนอนแคบ ๆ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่มองไม่เห็น ฉินมู่อิงถอนหายใจทิ้งเบา ๆ พลางเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปใกล้โต๊ะหัวเตียงเพื่อจัดการกับตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงสว่างจ้าเกินจำเป็นอาเหยียนยังคงนอนนิ่งประหนึ่งก้อนหิน เปลือกตาปิดสนิทแต่แพขนตากลับสั่นระริกน้อย ๆ อย่างที่เจ้าตัวคงไม่รู้ตัว เขารับรู้ถึงเงาร่างของสตรีที่โน้มใกล้ลงมา กลิ่นหอมจาง ๆ ของพุทราป่าและเหงื่อไคลจากการทำงานหนักโชยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเขาควบคุมไม่อยู่ฉินมู่อิงยื่นมือออกไปหวังจะหรี่ไฟให้มืดลง แต่นางกลับชะงักมือไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแสงตะเกียงสะท้อนใบหน้าคมคายของเขา แม้จะซูบผอมและซีดเซียวไปบ้าง แต่โครงหน้าของเขากลับดูสง่างามจนนางอดคิดไม่ได้ว่าคนผู้นี้ไม่ควรมานอนทุกข์ระทมอยู่ที่หมูบ้านเชิงเขาเช่นนี้เลยนางเป่าลมเบา ๆ จนเปลวไฟวูบดับลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องทันที มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ส่องผ่านรอยแตกของฝาบ้านเข้ามาพอให้เห็นเงาราง ๆฉินมู่อิงขยับตัวก้าวถอยหลังพยายามไม่ให้เกิดเสียง แล้วเดินออกไปจากห้องเพื่อจัดการเปลี่ยนถ่ายอาหารและล้างชามแกงของป้
นางนับเงินในมือได้ไม่มากนัก แต่ก็พอให้ใจชื้น พอเดินผ่านร้านรวงที่มีผ้าสวย ๆ และขนมหน้าตาน่ากิน แต่นางข่มใจไม่ซื้อแม้แต่อย่างเดียว "ต้องรอพุทราตากแห้งรอบหน้า ถ้าขายให้ร้านยาได้ราคาดีกว่านี้ค่อยซื้อยาและของกินดี ๆ กลับไปให้อาเหยียน" นางเดินกลับบ้านด้วยความหวัง ทิ้งปริศนาไว้ที่สายตาของคุณชายผู้จากไป
ฉินมู่อิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แสงไฟจากตะเกียงในห้องครัวสว่างราง ๆ ก่อนใครในละแวกนี้ นางอุ่นซุปเมื่อคืนที่ยังเหลือครึ่งหม้อและเคี่ยวยาให้อาเหยียนไปด้วย "เขาถูกพิษร้ายแรงหรือไรถึงต้องใช้หมอเทวดา" นางไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้แต่นางมีวิธีบริหารจัดการเพื่อเสาะหาหมอดี ๆ มารักษาเขาได้ "หมอเก่ง ๆ ใน
ฉินมู่อิงเดินจากมาด้วยความสะใจ นางเดินกลับบ้านพลางคิดไปตามทาง ไม่ว่าโลกยุคไหนก็ยังมีคนที่เหยียดหยามผู้ที่ดูด้อยกว่า นางมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งติดตัวมา การโดนดูแคลนเช่นวันนี้นางจึงไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ความทรงจำร่างเก่าผุดขึ้นมาในทันใด เมื่อก่อนฉินมู่อิงไม่เคยพบปะผู้คนมากมายขนาดนี้ หากสายตาเหล่า
อาเหยียนได้ยินเสียงโต้เถียงกันครู่หนึ่งก็สงบลง เรื่องปากร้ายใครจะสู้ภรรยาของเขา เพียงแต่นางไม่ได้ด่าเขาแต่ด่าคนอื่นแทน ที่นางบอกว่านางสวยกว่าเสี่ยวหลันนั่นก็ไม่ผิดแม้แต่น้อยนางสวยมากเกินหญิงชาวบ้านธรรมดา หากไม่นับกิริยาและมันสมองที่มีไม่มากนัก เขาก็คิดว่านางคงเป็นคุณหนูจวนขุนนางชั้นสูงสักจวน แต่เพ











