Masukวันต่อมา
ภายในห้องทำงานบนตึกสูงระฟ้า ม่านสีเข้มปิดบังแสงภายนอกเหลือเพียงแสงจากหน้าจอหลายจอที่สว่างอยู่บนโต๊ะยาว
ภารัณนั่งนิ่งสายตาคมจับจ้องภาพจากกล้องวงจรปิดที่ลูกน้องนำมาเปิดให้ดูทีละจุด ตั้งแต่ถนนหน้าโครงการ แยกเล็ก ๆ ป้ายรถเมล์ ทุกภาพมีเงาผู้หญิงคนนั้นในชุดมิดชิด สวมหมวก สวมหน้ากากปรากฏอยู่เพียงเสี้ยววินาที และทุกครั้งภาพก็ขาดหายราวกับเธอรู้ล่วงหน้าว่าควรหลบตรงไหน ควรหายไปเมื่อไร
"ตรงนี้ครับนาย" ลูกน้องหยุดภาพ "หลังจากกล้องตัวนี้ก็ไม่พบเธออีกเลยครับ"
ภาพสุดท้ายคือเงาร่างที่เลี้ยวเข้าไปในซอยแคบ มุมกล้องอับ และไม่มีต่อหายไปเฉย ๆ เหมือนไม่เคยมีตัวตน
ภารัณกำหมัดแน่น กรามขบเข้าหากันจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ความโกรธแล่นพล่านจนลมหายใจหนักขึ้น
"เธอเตรียมตัวมาแล้ว" เสียงทุ้มต่ำเย็นเฉียบ "รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะไม่ถูกตามเจอ"
เขาหัวเราะหึในลำคอ แต่ไม่มีอารมณ์ขันแม้แต่น้อย ฝ่ามือทุบลงบนโต๊ะดังปึงทำให้ลูกน้องยืนหลังตรงทันที "คิดว่าหนีผมพ้นงั้นเหรอ"
ดวงตาแข็งกร้าวหันไปจ้องตาลูกน้องอย่างกดดันจนคนถูกจ้องไม่กล้าหายใจ
"กระจายคนออกไป ไล่หาทุกทาง ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหน ฉันต้องได้ตัวผู้หญิงคนนั้นมา"
"ครับ" ลูกน้องรับคำสั่ง
ภารัณถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่หลังลูกน้องเดินออกไป ลิ้นดุ้นกระพุ้งอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเริ่มนึกถึงเรื่องราวในคืนนั้น
ครืด ครืดด~
มือถือเครื่องหรูแผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องทำให้เขาหลุดจากห้วงความคิด ตวัดสายตามองหน้าจอมือถือที่วางบนโต๊ะเห็นชื่อแม่ปรากฏบนหน้าจอจึงกดรับทันที
(ตาภัทร..) เสียงปลายสายสั่นเครือ (เด็กไม่สบายร้องไห้ไม่หยุดเลย ตัวเขียวด้วย แม่กับพ่อพามาโรงพยาบาลแล้วนะ)
"หมอว่ายังไงบ้างครับ” เขาถามเสียงเรียบไม่ได้มีท่าทีร้อนรน หรือแสดงอาการห่วงใยใด ๆ
(หมอให้นอนโรงพยาบาล ตรวจร่างกายให้ละเอียดอีกที ลูกรีบมานะ) น้ำเสียงผู้เป็นแม่แฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ได้ครับ"
หลังวางสายภารัณก็คว้ารีโมทรถเดินออกจากห้องทำงานทันที
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลภาพแรกที่เห็นคือแม่ของเขานั่งอยู่หน้าเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลโดยมีพ่อของเขายืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
สายตาทั้งสองจับจ้องเด็กทารกน้อยที่นอนอยู่ในตู้อบ ร่างเล็กเต็มไปด้วยสายระโยงระยาง เสียงร้องแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
ท่านทั้งสองดูรักและเป็นห่วงเด็กคนนั้นมากทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นหลานเลยไหมด้วยซ้ำ เกิดเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของเขาพวกท่านจะเสียใจแค่ไหนนะ
เขายืนนิ่งมองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร ในอกไม่มีคำว่ารักมีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าเมตตาต่อชีวิตเล็ก ๆ ที่เลือกเกิดไม่ได้เท่านั้น
ไม่นานนักแพทย์เจ้าของไข้ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก "ผลตรวจออกแล้วครับ"
"ผลเป็นยังไงบ้างคะ" แม่ของเขาผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีร้อนรน
"เด็กมีความผิดปกติทางพันธุกรรม"
พอได้ฟังคำตอบท่านถึงกับหน้าซีด "ต้องรักษายังไงคะหมอ"
หมอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทั้งห้องเงียบงัน "เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก"
เขาขมวดคิ้ว สายตาคมวาบขึ้นทันที
หมอจึงอธิบายต่อ "และต้องเป็นไขกระดูกจากสายเลือดเดียวกันเท่านั้น"
"ทำไมล่ะคะ" พิมพ์ผกาขมวดคิ้วแทบจะชนกันเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่หมอกำลังพูดเท่าไร "ทำไมต้องเป็นไขกระดูกจากสายเลือดเดียวกันเท่านั้น"
"เพราะความเข้ากันได้ของ HLA (Human Leukocyte Antigen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์มีความสำคัญมากในการป้องกันการปฏิเสธจากร่างกายผู้รับ
ผู้บริจาคที่เป็นญาติใกล้ชิด เช่น พี่น้อง มีโอกาสที่ HLA จะตรงกัน 100% หรือครึ่งหนึ่ง (Haploidentical) ซึ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จในการรักษาได้มากครับ"
แม่ของเขาหน้าถอดสีทันใด มองมายังเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเขาก็พอเดาได้
ภารัณได้แต่ส่ายหน้าให้ผู้เป็นแม่แทนคำตอบเขาเองก็ไม่สามารถตอบได้เพราะผลตรวจดีเอ็นเอยังไม่ออกเลยไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน
ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกเขา แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเขาก็คงต้องหาคนในสายเลือดเดียวกันกับเด็กคนนี้ให้เจอเพื่อมารักษาอย่างน้อยก็ได้ช่วยต่อชีวิตเด็กคนหนึ่ง
และถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกเขาจริง ๆ เขาสามารถปลูกถ่ายไขกระดูกให้ได้ไหมเพราะเป็นสายเลือดกัน
เขาไม่เก็บความสงสัยไว้เอ่ยถามหมอทันที "ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผม ผมสามารถปลูกถ่ายไขกระดูกให้ได้ใช่ไหมครับ"
"ถึงจะเป็นพ่อแม่โอกาสที่ไขกระดูกจะเข้ากันได้มีโอกาสน้อยครับ หรืออาจจะไม่มีเลย"
"..."
"ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของทารกการปลูกถ่ายไขกระดูกจากพี่น้องรวมสายเลือดของทารกจึงดีและปลอดภัยที่สุด"
"ครับ"
สมองของเขาถึงกับหนักอึ้งเพราะนั่นหมายความว่าหากเด็กคนนี้เป็นลูกเขาจริง ๆ คนที่จะปลูกถ่ายไขกระดูกให้ได้ก็ต้องมาจากลูกอีกคนที่เกิดจากเขากับผู้หญิงคนนั้น
นี่มันเรื่องบ้าชัด ๆ
"พวกคุณลองปรึกษากันดูนะครับว่าจะเอายังไง หมอขอตัวก่อน" หมอเอ่ยถึงท้ายแล้วเดินออกไป
พิมพ์ผการีบหันมองหน้าบุตรชายทันที "เราจะทำยังไงกันดีตาภัทร แม่สงสารเจ้าหนูคนนี้เหลือเกิน"
แม่ของเขาเรียกแทนเด็กคนนี้ว่าเจ้าหนูเพราะยังไม่ได้ตั้งชื่อท่านตั้งใจไว้ว่าหลังผลดีเอ็นเอออกจึงค่อยตั้งให้
"รอให้ผลดีเอ็นเอออกก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าครับว่าจะเอายังไง" เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
"โถ่เอ้ยเจ้าหนูน่าสงสารจัง โดนแม่ทิ้งแล้วยังมาป่วยอีก" พิมพ์ผกาเลื่อนสายตามองทารกในตู้อบด้วยความสงสารจับใจ
ภารัณยื่นมือไปวางบนไหล่ผู้เป็นแม่เบา ๆ ขณะที่ดวงตามองร่างเล็กที่นอนนิ่งในตู้อบภายในใจเหมือนมีอะไรบางอย่าง ทว่ากลับไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร มันไม่ใช่ความรัก
ไม่ใช่ความผูกพัน แต่เป็นความรับผิดชอบที่ไม่มีทางปฏิเสธได้ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้จริง ๆ
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
ปัง!ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างแรงเสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วผนังทำณัฐนรีที่นั่งอยู่ริมเตียงสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาเมื่อเห็นร่างสูงที่ก้าวพ้นเงามืดที่ประตูเข้ามา พยายามรวบรวมสติที่เริ่มพร่าเลือน และข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในร่างกายฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน ดวงตากลมมองไปที่ร
คืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหวเขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมาแม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว ส
หนึ่งปีก่อน...ทางเดินของโรงแรมห้าดาวสว่างไสวด้วยไฟสีทอง แต่สำหรับณัฐนรีที่กำลังเข็นรถรูมเซอร์วิสไปตามทางกลับรู้สึกว่ารอบตัวมันกลับมืดมนกว่าที่เคยเป็นรถรูมเซอร์วิสที่เธอเข็นอยู่ทุกวัน วันละหลายรอบก็หนักกว่าปกติ สาเหตุไม่ใช่อาหาร หรือเครื่องดื่มที่อยู่บนรถ แต่เพราะสิ่งที่เธอแอบผสมลงไปต่างหากทำให้รู
ปัง!ประตูห้องชั้นสองถูกเปิดออกอย่างแรงจนผนังสะเทือนทำณัฐนรีที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นปลายเตียงสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองประตูด้วยความตกใจ ร่างกายผุดลุกขึ้นยืนในทันทีเมื่อเห็นสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า"เธอนี่มันสารเลว







