ログイン
อุแว้
อุแว้~
เสียงเด็กร้องแผ่วเบาดังแทรกผ่านความเงียบของยามเช้ามืดทำให้ร่างสูงในชุดวิ่งสีเข้มที่กำลังก้าวเท้าวิ่งเหยาะ ๆ บนสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์หยุดชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนใบหน้าคมเข้มจะหันไปตามทิ้งทางของเสียง
เสียงนั้นเหมือนดังมาจากหน้ารั้ว ภารัณรีบเดินตามเสียงไปจนถึงรั้วที่สูงตระหง่าน แล้วรีบเปิดช่องประตูเล็กออกไปดู
ที่ประตูรั้วด้านข้างมีตะกร้าสานใบเล็กวางอยู่ ภายในตะกร้ามีเด็กทารกคนหนึ่งผิวขาวซีดเพราะอากาศเย็น ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาปิดสนิททั้งที่เสียงร้องไห้ยังไม่ขาดช่วง ที่ขอบตะกร้ามีกระดาษโน๊ตแปะอยู่เขาจึงหยิบมันขึ้นมาอ่าน
"เด็กคนนี้เป็นลูกของคุณ ช่วยเลี้ยงดูเขาด้วยนะคะ เวลาเกิด 02.15 วันที่ 5/1/2569"
บนกระดาษมีรายละเอียดการเกิดเสร็จสรรพแสดงให้เห็นว่าทารกคลอดมาแล้วสามวันเพราะวันนี้เป็นวันที่แปด
คิ้วเข้มยิ่งขมวดหนักกว่าเดิมทั้งสงสัย ทั้งงง ลูกงั้นหรือ กับใคร ตอนไหน คำถามมากมายผุดขึ้นในสมอง
เขามั่นใจว่าชีวิตตัวเองไม่เคยมีพื้นที่ให้คำว่า "ครอบครัว" ยิ่งเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้หน้าคฤหาสน์เช่นนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล
แต่แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนก็ผุดขึ้นในสมองอย่างไม่อาจห้าม
หรือเด็กคนนี้จะเป็นลูกของผู้หญิงสารสารเลวคนนั้นเพราะนอกจากเธอเขาก็ไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย
ความโกรธพลันแล่นวาบขึ้นในอก มือที่ถือกระดาษกำแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อสายตาคมกริบเลื่อนกลับมามองเด็กในตะกร้าที่กำลังขยับตัวเบา ๆ ร้องเสียงแผ่วราวกับจะหมดแรงหัวใจที่แข็งกระด้างก็ชะงัก
เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกใบนี้ต้อนรับเขาด้วยความเลวร้าย ความสับสน และอดีตอันสกปรกของผู้ใหญ่
เขาคลายมือช้า ๆ ปล่อยให้กระดาษยับยู่ยี่อยู่ในอุ้งมือ เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลังแล้วกันเพราะเด็กคนนี้ไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นเช่นนี้
เขาก้มลงยกตะกร้าใส่ทารกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาแสนเจ็บปวดรวดร้าวเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ หลังพุ้มไม้ไกล ๆ
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในตัวคฤหาสน์แม่บ้านต่างก็พากันชะงัก
"เด็ก!"
แม่บ้านวัยกลางคนอุทานเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตะกร้าในอ้อมแขนเขา
และไม่นานนักพ่อและแม่ของเขาก็เดินลงมาจากชั้นสอง ทันทีที่สายตาเห็นเด็กทารกบรรยากาศก็เงียบงันลงอย่างประหลาด
“เด็กมาจากไหนกัน” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามน้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงความเคร่งเครียด
ภารัณวางตะกร้าลงบนโซฟาอย่างระมัดระวัง แล้วยื่นกระดาษยับยู่ยี่ที่อยู่ในมือให้ท่าน
“มีคนเอามาทิ้งไว้หน้ารั้วครับ” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ “เขียนว่าเป็นลูกผม”
ผู้เป็นแม่ก้าวเข้ามาใกล้ ก้มลงมองใบหน้าเด็กอย่างตั้งใจ ก่อนจะชะงัก
“หน้าตาเหมือนลูกตอนเด็ก ๆ เลย” เอ่ยพลางมองหน้าเด็กสลับกับเขา “ดูจมูกสิ ดูคิ้วนั่น”
พ่อของเขาขมวดคิ้วมองเขาสลับกับเด็กในตะกร้า อีกคน ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “เหมือนจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้เขากำมือแน่น สายตาคมแข็งกร้าวขึ้นทันที
“แค่หน้าตาเหมือน ไม่ได้แปลว่าเป็นลูกผม” พูดเสียงเรียบ แต่เด็ดขาด “ผมไม่ปักใจเชื่ออะไรทั้งนั้น”
สิ้นเสียงเขาเด็กทารกก็ขยับตัวร้องงอแงขึ้นมาเล็กน้อย
"เอามานี่แม่อุ้มเอง" ผู้เป็นแม่รีบแย่งตะกร้าจากมือเขาไปถือเอง และมิวายส่งสายตาดุเขาไปหนึ่งที “เด็กไม่ผิดอะไรเลยนะ”
ภารัณหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นมาอีกครั้งด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ ก่อนพิมพ์ผกาจะเอ่ยต่อ
"แล้วแม่เด็กล่ะเป็นใคร แล้วลูกไปคบไปมีความสัมพันธ์กับเธอตอนไหนทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีลูกโผล่มา"
เธอยังงง ๆ อยู่เลยเพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นบุตรชายจะคุย หรือยุ่งกับผู้หญิงคนไหนเลย ขนาดเธอพยายามจับคู่ให้หลายต่อหลายครั้งบุตรชายก็เอาแต่ปฏิเสธ และหนีตลอด
"ก็แค่ผู้หญิงไม่ดีคนหนึ่งครับ อย่าไปสนใจ" ภารัณเลือกไม่ตอบทั้งที่รู้ประวัติเธอดีทุกอย่าง
หลายเดือนก่อนหลังตื่นมาในช่วงเช้าอีกวันแล้วพบว่าเธอหายไปทิ้งแค่รอยเลือดไว้บนที่นอนเขาก็สั่งให้ทางโรงแรมเรียกตัวเธอมาหา
ทางโรงแรมบอกว่าเธอไม่ได้มาทำงาน เขาจึงให้ลูกน้องเอาประวัติกับที่อยู่ของเธอมาเพื่อตามไปจัดการ
เธอชื่อ ณัฐนรี ธาดาเวศน์ อายุ 24ปี เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับน้องสาวที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง
แต่พอตามไปถึงที่อยู่กลับพบว่าเธอย้ายออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว เธอคงจะหนีความผิดที่ตัวเองทำไว้เขาเลยเลือกจะให้หมดจบลงตรงนั้นไม่คิดตามต่อกับเรื่องไร้สาระพันนี้
ทว่าหากวันไหนได้บังเอิญเจอเธอเขาก็พร้อมที่จะจัดการกับเธอเสมอเช่นกัน
เขาถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนเอ่ยต่อ "อีกอย่างเด็กคนนี้ไม่รู้จะใช่ลูกผมจริง ๆ รึเปล่า บางทีเธออาจไปนอนกับคนอื่นด้วยก็ได้ ผมจะตรวจดีเอ็นเอ ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผมจริง ผมจะรับผิดชอบทุกอย่าง"
จู่ ๆ ผู้หญิงที่กล้าวางยาปลุกเซ็กซ์ และพร้อมปีนขึ้นเตียงผู้ชายได้ทุกเมื่อแบบนั้นโผล่มาบอกว่าเด็กเป็นลูกเขาแล้วจะให้เชื่อลงได้ยังไง
เขาปรายตามองทารกที่ตอนนี้ถูกผู้เป็นแม่ยกออกจากตะกร้ามาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง เสียงร้องของทารกค่อย ๆ แผ่วลง เมื่อได้รับไออุ่นและการโยกเบา ๆ อย่างชำนาญ
“ไม่ต้องห่วงนะคนดี” ผู้เป็นแม่กระซิบกับเด็ก รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มบนใบหน้า “คุณย่าอยู่ตรงนี้แล้ว”
ทว่าคำว่าคุณย่าจากปากท่านกลับทำเขารู้สึกอึดอัดในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าเด็กคนนี้เป็นหลานจริง ๆ หรือไม่ ท่านกลับเรียกแทนตัวเองว่าย่าแล้ว เขาได้แต่ลอบถอนหายใจเบา ๆ
“ระหว่างรอผลตรวจดีเอ็นเอ…” พิม์ผกาเงยหน้ามองลูกชาย “แม่ขอเลี้ยงเด็กคนนี้เอง”
ภารัณไม่ได้ตอบเพียงพยักหน้าเบา ๆ อย่างน้อยเด็กก็ควรได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
แต่เรื่องผู้หญิงคนนั้นเขาจะไม่ปล่อยเธอไปแน่ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ก่อนหันไปสั่งลูกน้อง
“เอาภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้ารั้วมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
"ครับ" สิ้นคำเขาลูกน้องก็เดินออกไป และไม่นานนักก็กลับมาพร้อมด้วยไอแพด
"นี่ครับนาย" ลูกน้องเปิดวีดีโอขึ้นมา ภาพขาวดำปรากฏขึ้นพร้อมตัวเลขเวลาที่มุมจอเวลาประมาณตีห้า
เงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นหน้ารั้วคฤหาสน์เธอสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว มิดชิดจนแทบไม่เห็นรูปร่าง หมวกแก๊ปถูกกดต่ำ หน้าปิดด้วยหน้ากากอนามัย ในมือถือตะกร้าเด็ก
เธอวางตะกร้าลงอย่างลังเล แล้วยืนมองอยู่ครู่หนึ่งง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว และภาพก็หยุดลงตรงนั้น
แต่ภารัณกลับรู้สึกแน่ใจแม้จะไม่เห็นหน้า
"เป็นเธอ.." เสียงทุ้มพึมพำต่ำ เธอคือผู้หญิงคนเดียวกับคืนนั้นเมื่อหลายเดือนก่อนไม่มีทางผิด
“ไล่ดูกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางจากคฤหาสน์นี้ ทุกซอย ทุกแยก ฉันอยากรู้ว่าเธอไปทางไหน และหายไปที่ไหน”
"ครับ" ลูกน้องพยักหน้ารับคำสั่งแล้วเดินออกไปทันที เขาจึงหันกลับไปมองหน้าเด็กน้อยอีกครั้ง สองมือพลันกำหมัดแน่น ใบหน้าเกรี้ยวกราด สายตาแข็งกร้าว
พอมองหน้าเด็กน้อยคนนี้แล้วทำให้เขายิ่งนึกโกรธผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไปอีก สิ่งที่เธอทำกับเขาในตอนนั้นว่าชั่วร้ายแล้ว แต่การที่เธอกล้าทิ้งลูกตัวเองได้ลงคอยิ่งชั่วช้ากว่าอีก
ครั้งนั้นเขายอมปล่อยเธอไป แต่ในเมื่อเธอกล้าย้อนกลับมาอีกครั้งเขาจะตามล่าหาตัวเธอกลับมารับผิดชอบให้ได้
ผ่านไปแค่หนึ่งชั่วโมงของเครื่องใช้ทุกอย่างของณัฐนรีกับภารัณถูกย้ายลงมาไว้ยังห้องด้านล่างเป็นที่เรียบร้อยของใช้ทุกชิ้นถูกจัดวางเรียบร้อย เตียงถูกปูใหม่ ผ้าม่านถูกเลื่อนเปิดให้แสงอ่อน ๆ ส่องเข้ามา บรรยากาศเงียบสงบและปลอดภัยอย่างที่ต้องการเพราะภารัณเป็นคนคุมงานเองทุกขั้นตอนทว่าแม้ทุกอย่างจะเข้าที่แล้วคนที่นั่งอยู่ริมเตียงอย่างณัฐนรีกลับยังไม่ขยับไปไหน เธอยังนั่งนิ่งมือประสานกันบนตักแน่นเพราะการมีชายหนุ่มอยู่ในห้องเดียวกันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกทั้งที่เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ดุ ไม่ได้สั่ง แต่การมีตัวตนของเขาชัดเจนเกินไปเหมือนอากาศที่หนาแน่นขึ้นทุกครั้งที่เขาขยับตัวภารัณยืนพิงโต๊ะอยู่ไม่ไกล สายตามองร่างบางเป็นระยะจนสังเกตเห็นความนิ่งเงียบที่ผิดปกติ"ทำไมไม่นอนพัก จะนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ทำไม" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นในที่สุดทำณัฐนรีสะดุ้งหลุดจากภวังค์ ก่อนจะตอบสั้น ๆ"ยังไม่ง่วงค่ะ"คำตอบสุภาพแต่ฟังดูเว้นระยะแบบชัดเจนภารัณหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ใช่คนโง่พอจะมองไม่ออกว่าเธอกำลังเกร็ง"มีฉันอยู่มันอึดอัดมากเหรอ?" เขาถามตรง ๆคำถามนั้นทำให้เธอชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาเขาปริบ ๆ เหมือนจะพูดอ
วันต่อมา...แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องณัฐนรีลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ข้างกายยังมีน้องสาวนอนหลับสนิท ใบหน้าไร้ความกังวลเพียงภาพนั้นก็ทำให้มุมปากของเธอยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว เมื่อคืนเธอได้นอนกอดน้องแน่นทั้งคืน ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมออยู่ข้างหู ได้รู้ว่าอย่างน้อยคนที่เธอรักที่สุดยังปลอดภัย หัวใจที่เคยตึงเครียดมาตลอดหลายวันเหมือนได้พักจริง ๆ เสียทีพอลงมาทานอาหารเช้าที่โต๊ะยาวในห้องอาหารรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยังไม่จางหาย เธอตักข้าวให้น้องสาวคอยถามว่าอร่อยไหมบางครั้งก็หัวเราะเบา ๆ กับเรื่องเล็ก ๆ ที่อีกฝ่ายทำภาพนั้นทำให้แม่บ้านที่ยืนจัดโต๊ะอยู่ใกล้ ๆ แอบมองอย่างแปลกใจเพราะตั้งแต่มาที่นี่เธอแทบไม่เคยเห็นเด็กสาวยิ้มมีความสุขแบบนี้เลย"ป้าไม่เคยเห็นหนูนารีมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย" แม่บ้านอดทักไม่ได้ณัฐนรีชะงักเล็กน้อยแล้วฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม สายตาหันไปมองน้องสาวที่นั่งอยู่ข้างกายอย่างอ่อนโยน "เพราะความสุขของหนูอยู่ตรงนี้ไงคะป้า""ค่ะ" แม่บ้านยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัว ณัฐนรีจึงหันมาสนใจน้องสาวต่อโดยไม่รู้เลยว่าที่หน้าปร
ไม่นานนักลูกน้องของภารัณก็นำตัวน้องสาวของณัฐนรีมาโดยมีพยาบาลพิเศษที่ชายหนุ่มจ้างให้ดูแลเด็กสาวตลอดเวลาที่ผ่านมาตามมาดูแลต่อที่นี่ด้วย"ผมให้ลูกน้องจัดห้องของคุณไว้แล้ว" ภารัณบอกกล่าวกับพยาบาลพิเศษวัยสี่สิบปี ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องอีกคน "พาเธอไปที่ห้อง""ค่ะ" พยาบาลพิเศษพยักหน้ารับแล้วเดินตามลูกน้องของเขาไปยังห้องที่อยู่ปีกซ้ายของชั้นล่างหลังพยาบาลพิเศษหายหลังไปภารัณออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิท"พาเธอขึ้นไปหาพี่สาว""ครับ" ลูกน้องพยักหน้า ก่อนจะพาเด็กสาวเดินขึ้นบันไดไปอย่างระมัดระวังก็อกก็อก~ประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ ทำให้ณัฐนรีที่นั่งเหม่ออยู่บนเตียงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองดวงตาของเธอพลันเบิกก้วาง น้ำสีใสเอ่อคลอขึ้นในทันทีเมื่อเห็นหน้าน้องสาวที่ยืนอยู่หลังประตู รีบลุกจากเตียงวิ่งเข้าไปสวมกอดดวยความคิดถึง"พี่ดีใจจัง นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอน้องอีกแล้ว" เธอสวมกอดร่างเล็กแน่นราวกับกลัวว่าจะหายไป น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลลงอาบสองแก้มเงียบ ๆ ด้วยความรู้สึกดีใจสุดซึ้งน้องสาวยกขึ้นตอบไหล่เธอเบา ๆ เชิงส่งสัญญาณให้ปล่อยเธอจึงยอมคลายวงแขนออก มองหน้าน้องสาวที่ไร้เดียงสาด้วยความคิดถึงน้องสา
หลังจากให้ลูกน้องพาหญิงสาวกลับบ้านไปแล้วภารัณก็ตรงไปพบแพทย์เจ้าของไข้ของลูกชายทันทีเมื่อแจ้งเรื่องการตั้งครรภ์ของหญิงสาวให้ทราบ จากนั้นก็ตรงไปยังห้องพักพิเศษที่แม่ของเขากำลังเฝ้าลูกชายอยู่ ประตูถูกเปิดเข้าไปเบา ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยแตะจมูกเหมือนทุกครั้ง ร่างเล็กบนเตียงเด็กไม่ได้อยู่ในตู้อบแล้ว แต่ยังมีสายระโยงระยางและเครื่องวัดสัญญาณชีพคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเสียงเครื่องเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเบา ๆ แต่ชัดพอให้รู้ว่าเด็กคนนี้ยังสู้ แม่ของเขาที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาด้วยแววตาที่มีคำถามเพียงแต่ท่านไม่ได้เอ่ยออกมา ซึ่งเขาก็รู้ว่าท่านคงอยากถามว่าหญิงสาวท้องหรือยัง"ผู้หญิงคนนั้นท้องแล้วครับ" จึงตัดสินบอกข่าวดีนี้ไปหวังว่าจะช่วยคลายความเศร้าและความเครียดในใจท่านลงได้บ้างสิ้นคำบอกกล่าวของเขาดวงตาของผู้เป็นแม่ก็เบิกกว้าง ใบหน้าที่หม่นหมองมีรอยยิ้มแห่งความดีใจปรากฏขึ้น สวนทางกลับดวงตาที่มีมีน้ำใส ๆ เอ่อขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ราวกับความทุกข์ในใจได้รับการบรรเทา"จริงเหรอตาภัทร""จริงครับ" ภารัณพยักหน้าเบา ๆ "ผมเพิ่งพาเธอมาฝากครรภ์เมื่อกี้เอง""แม่ดีใจเหลือเกิน" พิมพ
"อย่า…" ณัฐนรีร้องห้ามเสียงสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน มือบางยกขึ้นดันไหล่เขาไว้โดยสัญชาตญาณภารัณชะงักเล็กน้อย คิ้วขมวดมุ่น แววตาเข้มขึ้นเมื่อเห็นความตื่นกลัวที่ไม่เหมือนทุกครั้งของคนใต้ร่าง"กลัวอะไร ยังไม่ชินอีกเหรอ" เสียงทุ้มถามต่ำ ๆ ชิดใบหน้าเรียว ก่อนจมูกโด่งจะโน้มลงคลอเคลียซอกคอขาวเนียน"ยะ..อย่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะ"ณัฐนรีตื่นตระหนกกับการกระทำของร่างสูงจนหลุดคำพูดบางอย่างออกมาโดยไม่ตั้งใจ"ฉ..ฉันท้องอยู่"สิ้นเสียงนั้นภารัณถึงกับชะงัก บรรยากาศภายในห้องสงบนิ่งราวกับทุกอย่างหยุดหมุนมีเพียงหัวใจอันแข็งแกร่งของเขาที่เต้นแรงจนแทบหลุดออกมา ความรู้สึกมากมายตีตื้นขึ้นมาจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ "ท้องแล้วงั้นเหรอ" เสียงทุ้มเอ่ยออกมาเบาหวิวคล้ายกับบอกตัวเองว่าเขาทำสำเร็จแล้ว หญิงสาวท้องแล้ว และลูกชายของเขามีทางรอดแล้ว ขณะที่ณัฐนรีได้แต่เม้มปากแน่นพร่ำด่าทอ และตำหนิตัวเองในใจที่เผลอหลุดปากพูดออกมาจนได้ แล้วแบบนี้เขายังจะรักษาสัญญาอยู่ไหม "ในเมื่อรู้ว่าฉันท้องแล้ว คุณก็ควรคืนน้องสาวมาให้ฉันตามสัญญา""เธอรู้ได้ไงว่าตัวเองท้อง ไม่ใช่คิดเอาเองหรอกนะ" ภารัณยังคงไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เ
สองวันต่อมา... ร่างกายของณัฐนรีไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้ามมันกลับแย่ลงกว่าเดิมเธอรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา เปลือกตาหนักเหมือนถูกถ่วงด้วยอะไรบางอย่างทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนอนอยู่ในห้องบางครั้งเพียงแค่ลุกขึ้นนั่งโลกทั้งใบก็หมุนวูบจนต้องรีบหาที่จับไว้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือกลิ่นแค่กลิ่นอ่อน ๆ จากอาหาร หรือแม้แต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดจาง ๆ ก็ทำให้เธอคลื่นไส้จนแทบทนไม่ไหว อาหารที่เคยพอกลืนลงได้ตอนนี้กลับมองแล้วรู้สึกพะอืดพะอมฝืนกินไปไม่กี่คำก็ต้องวางช้อน แต่ดีหน่อยตรงที่สองวันมานี้ชายหนุ่มไม่มารบกวนเธอเลย และหวังว่าเขาจะไม่มาอีกหลายวันเพราะร่างกายเธอยังไม่พร้อมให้เขาใช้งานจริงอาการที่เป็นอยู่อดทำให้เธอรู้กลัวไม่ได้ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรหรือเปล่า เธอหยิบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกูเกิ้ลพิมพ์อาการของตัวเองลงในช่องค้นหาอย่างลังเล ก่อนกดค้นหาไม่กี่วินาทีต่อมาผลลัพธ์ก็ปรากฏขึ้นเต็มหน้าจอ ดวงตากลมค่อย ๆ เบิกกว้าง ลมหายใจหยุดชะงักเพราะข้อความแทบทุกบรรทัดเขียนไปในทิศทางเดียวกัน"อาการเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ระยะแรก"หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทันที แรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอกมือที่ถือโทรศัพท์







