Masukความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นในคืนร้าว มีลูกเป็นพันธะ และเป็นโซ่ตรวนผูกเขากับเธอไว้ด้วยกัน
Lihat lebih banyakอุแว้
อุแว้~
เสียงเด็กร้องแผ่วเบาดังแทรกผ่านความเงียบของยามเช้ามืดทำให้ร่างสูงในชุดวิ่งสีเข้มที่กำลังก้าวเท้าวิ่งเหยาะ ๆ บนสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์หยุดชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนใบหน้าคมเข้มจะหันไปตามทิ้งทางของเสียง
เสียงนั้นเหมือนดังมาจากหน้ารั้ว ภารัณรีบเดินตามเสียงไปจนถึงรั้วที่สูงตระหง่าน แล้วรีบเปิดช่องประตูเล็กออกไปดู
ที่ประตูรั้วด้านข้างมีตะกร้าสานใบเล็กวางอยู่ ภายในตะกร้ามีเด็กทารกคนหนึ่งผิวขาวซีดเพราะอากาศเย็น ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาปิดสนิททั้งที่เสียงร้องไห้ยังไม่ขาดช่วง ที่ขอบตะกร้ามีกระดาษโน๊ตแปะอยู่เขาจึงหยิบมันขึ้นมาอ่าน
"เด็กคนนี้เป็นลูกของคุณ ช่วยเลี้ยงดูเขาด้วยนะคะ เวลาเกิด 02.15 วันที่ 5/1/2569"
บนกระดาษมีรายละเอียดการเกิดเสร็จสรรพแสดงให้เห็นว่าทารกคลอดมาแล้วสามวันเพราะวันนี้เป็นวันที่แปด
คิ้วเข้มยิ่งขมวดหนักกว่าเดิมทั้งสงสัย ทั้งงง ลูกงั้นหรือ กับใคร ตอนไหน คำถามมากมายผุดขึ้นในสมอง
เขามั่นใจว่าชีวิตตัวเองไม่เคยมีพื้นที่ให้คำว่า "ครอบครัว" ยิ่งเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้หน้าคฤหาสน์เช่นนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล
แต่แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนก็ผุดขึ้นในสมองอย่างไม่อาจห้าม
หรือเด็กคนนี้จะเป็นลูกของผู้หญิงสารสารเลวคนนั้นเพราะนอกจากเธอเขาก็ไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย
ความโกรธพลันแล่นวาบขึ้นในอก มือที่ถือกระดาษกำแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อสายตาคมกริบเลื่อนกลับมามองเด็กในตะกร้าที่กำลังขยับตัวเบา ๆ ร้องเสียงแผ่วราวกับจะหมดแรงหัวใจที่แข็งกระด้างก็ชะงัก
เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกใบนี้ต้อนรับเขาด้วยความเลวร้าย ความสับสน และอดีตอันสกปรกของผู้ใหญ่
เขาคลายมือช้า ๆ ปล่อยให้กระดาษยับยู่ยี่อยู่ในอุ้งมือ เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลังแล้วกันเพราะเด็กคนนี้ไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นเช่นนี้
เขาก้มลงยกตะกร้าใส่ทารกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาแสนเจ็บปวดรวดร้าวเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ หลังพุ้มไม้ไกล ๆ
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในตัวคฤหาสน์แม่บ้านต่างก็พากันชะงัก
"เด็ก!"
แม่บ้านวัยกลางคนอุทานเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตะกร้าในอ้อมแขนเขา
และไม่นานนักพ่อและแม่ของเขาก็เดินลงมาจากชั้นสอง ทันทีที่สายตาเห็นเด็กทารกบรรยากาศก็เงียบงันลงอย่างประหลาด
“เด็กมาจากไหนกัน” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามน้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงความเคร่งเครียด
ภารัณวางตะกร้าลงบนโซฟาอย่างระมัดระวัง แล้วยื่นกระดาษยับยู่ยี่ที่อยู่ในมือให้ท่าน
“มีคนเอามาทิ้งไว้หน้ารั้วครับ” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ “เขียนว่าเป็นลูกผม”
ผู้เป็นแม่ก้าวเข้ามาใกล้ ก้มลงมองใบหน้าเด็กอย่างตั้งใจ ก่อนจะชะงัก
“หน้าตาเหมือนลูกตอนเด็ก ๆ เลย” เอ่ยพลางมองหน้าเด็กสลับกับเขา “ดูจมูกสิ ดูคิ้วนั่น”
พ่อของเขาขมวดคิ้วมองเขาสลับกับเด็กในตะกร้า อีกคน ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “เหมือนจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้เขากำมือแน่น สายตาคมแข็งกร้าวขึ้นทันที
“แค่หน้าตาเหมือน ไม่ได้แปลว่าเป็นลูกผม” พูดเสียงเรียบ แต่เด็ดขาด “ผมไม่ปักใจเชื่ออะไรทั้งนั้น”
สิ้นเสียงเขาเด็กทารกก็ขยับตัวร้องงอแงขึ้นมาเล็กน้อย
"เอามานี่แม่อุ้มเอง" ผู้เป็นแม่รีบแย่งตะกร้าจากมือเขาไปถือเอง และมิวายส่งสายตาดุเขาไปหนึ่งที “เด็กไม่ผิดอะไรเลยนะ”
ภารัณหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นมาอีกครั้งด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ ก่อนพิมพ์ผกาจะเอ่ยต่อ
"แล้วแม่เด็กล่ะเป็นใคร แล้วลูกไปคบไปมีความสัมพันธ์กับเธอตอนไหนทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีลูกโผล่มา"
เธอยังงง ๆ อยู่เลยเพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นบุตรชายจะคุย หรือยุ่งกับผู้หญิงคนไหนเลย ขนาดเธอพยายามจับคู่ให้หลายต่อหลายครั้งบุตรชายก็เอาแต่ปฏิเสธ และหนีตลอด
"ก็แค่ผู้หญิงไม่ดีคนหนึ่งครับ อย่าไปสนใจ" ภารัณเลือกไม่ตอบทั้งที่รู้ประวัติเธอดีทุกอย่าง
หลายเดือนก่อนหลังตื่นมาในช่วงเช้าอีกวันแล้วพบว่าเธอหายไปทิ้งแค่รอยเลือดไว้บนที่นอนเขาก็สั่งให้ทางโรงแรมเรียกตัวเธอมาหา
ทางโรงแรมบอกว่าเธอไม่ได้มาทำงาน เขาจึงให้ลูกน้องเอาประวัติกับที่อยู่ของเธอมาเพื่อตามไปจัดการ
เธอชื่อ ณัฐนรี ธาดาเวศน์ อายุ 24ปี เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับน้องสาวที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง
แต่พอตามไปถึงที่อยู่กลับพบว่าเธอย้ายออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว เธอคงจะหนีความผิดที่ตัวเองทำไว้เขาเลยเลือกจะให้หมดจบลงตรงนั้นไม่คิดตามต่อกับเรื่องไร้สาระพันนี้
ทว่าหากวันไหนได้บังเอิญเจอเธอเขาก็พร้อมที่จะจัดการกับเธอเสมอเช่นกัน
เขาถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนเอ่ยต่อ "อีกอย่างเด็กคนนี้ไม่รู้จะใช่ลูกผมจริง ๆ รึเปล่า บางทีเธออาจไปนอนกับคนอื่นด้วยก็ได้ ผมจะตรวจดีเอ็นเอ ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผมจริง ผมจะรับผิดชอบทุกอย่าง"
จู่ ๆ ผู้หญิงที่กล้าวางยาปลุกเซ็กซ์ และพร้อมปีนขึ้นเตียงผู้ชายได้ทุกเมื่อแบบนั้นโผล่มาบอกว่าเด็กเป็นลูกเขาแล้วจะให้เชื่อลงได้ยังไง
เขาปรายตามองทารกที่ตอนนี้ถูกผู้เป็นแม่ยกออกจากตะกร้ามาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง เสียงร้องของทารกค่อย ๆ แผ่วลง เมื่อได้รับไออุ่นและการโยกเบา ๆ อย่างชำนาญ
“ไม่ต้องห่วงนะคนดี” ผู้เป็นแม่กระซิบกับเด็ก รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มบนใบหน้า “คุณย่าอยู่ตรงนี้แล้ว”
ทว่าคำว่าคุณย่าจากปากท่านกลับทำเขารู้สึกอึดอัดในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าเด็กคนนี้เป็นหลานจริง ๆ หรือไม่ ท่านกลับเรียกแทนตัวเองว่าย่าแล้ว เขาได้แต่ลอบถอนหายใจเบา ๆ
“ระหว่างรอผลตรวจดีเอ็นเอ…” พิม์ผกาเงยหน้ามองลูกชาย “แม่ขอเลี้ยงเด็กคนนี้เอง”
ภารัณไม่ได้ตอบเพียงพยักหน้าเบา ๆ อย่างน้อยเด็กก็ควรได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
แต่เรื่องผู้หญิงคนนั้นเขาจะไม่ปล่อยเธอไปแน่ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ก่อนหันไปสั่งลูกน้อง
“เอาภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้ารั้วมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
"ครับ" สิ้นคำเขาลูกน้องก็เดินออกไป และไม่นานนักก็กลับมาพร้อมด้วยไอแพด
"นี่ครับนาย" ลูกน้องเปิดวีดีโอขึ้นมา ภาพขาวดำปรากฏขึ้นพร้อมตัวเลขเวลาที่มุมจอเวลาประมาณตีห้า
เงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นหน้ารั้วคฤหาสน์เธอสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว มิดชิดจนแทบไม่เห็นรูปร่าง หมวกแก๊ปถูกกดต่ำ หน้าปิดด้วยหน้ากากอนามัย ในมือถือตะกร้าเด็ก
เธอวางตะกร้าลงอย่างลังเล แล้วยืนมองอยู่ครู่หนึ่งง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว และภาพก็หยุดลงตรงนั้น
แต่ภารัณกลับรู้สึกแน่ใจแม้จะไม่เห็นหน้า
"เป็นเธอ.." เสียงทุ้มพึมพำต่ำ เธอคือผู้หญิงคนเดียวกับคืนนั้นเมื่อหลายเดือนก่อนไม่มีทางผิด
“ไล่ดูกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางจากคฤหาสน์นี้ ทุกซอย ทุกแยก ฉันอยากรู้ว่าเธอไปทางไหน และหายไปที่ไหน”
"ครับ" ลูกน้องพยักหน้ารับคำสั่งแล้วเดินออกไปทันที เขาจึงหันกลับไปมองหน้าเด็กน้อยอีกครั้ง สองมือพลันกำหมัดแน่น ใบหน้าเกรี้ยวกราด สายตาแข็งกร้าว
พอมองหน้าเด็กน้อยคนนี้แล้วทำให้เขายิ่งนึกโกรธผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไปอีก สิ่งที่เธอทำกับเขาในตอนนั้นว่าชั่วร้ายแล้ว แต่การที่เธอกล้าทิ้งลูกตัวเองได้ลงคอยิ่งชั่วช้ากว่าอีก
ครั้งนั้นเขายอมปล่อยเธอไป แต่ในเมื่อเธอกล้าย้อนกลับมาอีกครั้งเขาจะตามล่าหาตัวเธอกลับมารับผิดชอบให้ได้
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
"อย่า…" ณัฐนรีร้องห้ามเสียงสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน มือบางยกขึ้นดันไหล่เขาไว้โดยสัญชาตญาณภารัณชะงักเล็กน้อย คิ้วขมวดมุ่น แววตาเข้มขึ้นเมื่อเห็นความตื่นกลัวที่ไม่เหมือนทุกครั้งของคนใต้ร่าง"กลัวอะไร ยังไม่ชินอีกเหรอ" เสียงทุ้มถามต่ำ ๆ ชิดใบหน้าเรียว ก่อนจมูกโด่งจะโน้มลงคลอเคลียซอกคอขาวเนียน"ยะ..อ
แสงแดดอ่อน ๆ ของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องแสนเงียบเชียบราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แสงอ่อน ๆ ค่อย ๆ ตกกระทบเปลือกตาของร่างสูงที่นอนหลับอยู่ปลุกให้เขารู้สึกตัวตื่นภารัณลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในศีรษะที่เหมือนถูกของแข็งกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความปวดแล่นตุบ ๆ ท
ปัง!ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างแรงเสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วผนังทำณัฐนรีที่นั่งอยู่ริมเตียงสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาเมื่อเห็นร่างสูงที่ก้าวพ้นเงามืดที่ประตูเข้ามา พยายามรวบรวมสติที่เริ่มพร่าเลือน และข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในร่างกายฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน ดวงตากลมมองไปที่ร
คืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหวเขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมาแม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว ส