ANMELDENความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นในคืนร้าว มีลูกเป็นพันธะ และเป็นโซ่ตรวนผูกเขากับเธอไว้ด้วยกัน
Mehr anzeigenอุแว้
อุแว้~
เสียงเด็กร้องแผ่วเบาดังแทรกผ่านความเงียบของยามเช้ามืดทำให้ร่างสูงในชุดวิ่งสีเข้มที่กำลังก้าวเท้าวิ่งเหยาะ ๆ บนสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์หยุดชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนใบหน้าคมเข้มจะหันไปตามทิ้งทางของเสียง
เสียงนั้นเหมือนดังมาจากหน้ารั้ว ภารัณรีบเดินตามเสียงไปจนถึงรั้วที่สูงตระหง่าน แล้วรีบเปิดช่องประตูเล็กออกไปดู
ที่ประตูรั้วด้านข้างมีตะกร้าสานใบเล็กวางอยู่ ภายในตะกร้ามีเด็กทารกคนหนึ่งผิวขาวซีดเพราะอากาศเย็น ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาปิดสนิททั้งที่เสียงร้องไห้ยังไม่ขาดช่วง ที่ขอบตะกร้ามีกระดาษโน๊ตแปะอยู่เขาจึงหยิบมันขึ้นมาอ่าน
"เด็กคนนี้เป็นลูกของคุณ ช่วยเลี้ยงดูเขาด้วยนะคะ เวลาเกิด 02.15 วันที่ 5/1/2569"
บนกระดาษมีรายละเอียดการเกิดเสร็จสรรพแสดงให้เห็นว่าทารกคลอดมาแล้วสามวันเพราะวันนี้เป็นวันที่แปด
คิ้วเข้มยิ่งขมวดหนักกว่าเดิมทั้งสงสัย ทั้งงง ลูกงั้นหรือ กับใคร ตอนไหน คำถามมากมายผุดขึ้นในสมอง
เขามั่นใจว่าชีวิตตัวเองไม่เคยมีพื้นที่ให้คำว่า "ครอบครัว" ยิ่งเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้หน้าคฤหาสน์เช่นนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล
แต่แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนก็ผุดขึ้นในสมองอย่างไม่อาจห้าม
หรือเด็กคนนี้จะเป็นลูกของผู้หญิงสารสารเลวคนนั้นเพราะนอกจากเธอเขาก็ไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย
ความโกรธพลันแล่นวาบขึ้นในอก มือที่ถือกระดาษกำแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อสายตาคมกริบเลื่อนกลับมามองเด็กในตะกร้าที่กำลังขยับตัวเบา ๆ ร้องเสียงแผ่วราวกับจะหมดแรงหัวใจที่แข็งกระด้างก็ชะงัก
เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกใบนี้ต้อนรับเขาด้วยความเลวร้าย ความสับสน และอดีตอันสกปรกของผู้ใหญ่
เขาคลายมือช้า ๆ ปล่อยให้กระดาษยับยู่ยี่อยู่ในอุ้งมือ เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลังแล้วกันเพราะเด็กคนนี้ไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นเช่นนี้
เขาก้มลงยกตะกร้าใส่ทารกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาแสนเจ็บปวดรวดร้าวเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ หลังพุ้มไม้ไกล ๆ
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในตัวคฤหาสน์แม่บ้านต่างก็พากันชะงัก
"เด็ก!"
แม่บ้านวัยกลางคนอุทานเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตะกร้าในอ้อมแขนเขา
และไม่นานนักพ่อและแม่ของเขาก็เดินลงมาจากชั้นสอง ทันทีที่สายตาเห็นเด็กทารกบรรยากาศก็เงียบงันลงอย่างประหลาด
“เด็กมาจากไหนกัน” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามน้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงความเคร่งเครียด
ภารัณวางตะกร้าลงบนโซฟาอย่างระมัดระวัง แล้วยื่นกระดาษยับยู่ยี่ที่อยู่ในมือให้ท่าน
“มีคนเอามาทิ้งไว้หน้ารั้วครับ” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ “เขียนว่าเป็นลูกผม”
ผู้เป็นแม่ก้าวเข้ามาใกล้ ก้มลงมองใบหน้าเด็กอย่างตั้งใจ ก่อนจะชะงัก
“หน้าตาเหมือนลูกตอนเด็ก ๆ เลย” เอ่ยพลางมองหน้าเด็กสลับกับเขา “ดูจมูกสิ ดูคิ้วนั่น”
พ่อของเขาขมวดคิ้วมองเขาสลับกับเด็กในตะกร้า อีกคน ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “เหมือนจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้เขากำมือแน่น สายตาคมแข็งกร้าวขึ้นทันที
“แค่หน้าตาเหมือน ไม่ได้แปลว่าเป็นลูกผม” พูดเสียงเรียบ แต่เด็ดขาด “ผมไม่ปักใจเชื่ออะไรทั้งนั้น”
สิ้นเสียงเขาเด็กทารกก็ขยับตัวร้องงอแงขึ้นมาเล็กน้อย
"เอามานี่แม่อุ้มเอง" ผู้เป็นแม่รีบแย่งตะกร้าจากมือเขาไปถือเอง และมิวายส่งสายตาดุเขาไปหนึ่งที “เด็กไม่ผิดอะไรเลยนะ”
ภารัณหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นมาอีกครั้งด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ ก่อนพิมพ์ผกาจะเอ่ยต่อ
"แล้วแม่เด็กล่ะเป็นใคร แล้วลูกไปคบไปมีความสัมพันธ์กับเธอตอนไหนทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีลูกโผล่มา"
เธอยังงง ๆ อยู่เลยเพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นบุตรชายจะคุย หรือยุ่งกับผู้หญิงคนไหนเลย ขนาดเธอพยายามจับคู่ให้หลายต่อหลายครั้งบุตรชายก็เอาแต่ปฏิเสธ และหนีตลอด
"ก็แค่ผู้หญิงไม่ดีคนหนึ่งครับ อย่าไปสนใจ" ภารัณเลือกไม่ตอบทั้งที่รู้ประวัติเธอดีทุกอย่าง
หลายเดือนก่อนหลังตื่นมาในช่วงเช้าอีกวันแล้วพบว่าเธอหายไปทิ้งแค่รอยเลือดไว้บนที่นอนเขาก็สั่งให้ทางโรงแรมเรียกตัวเธอมาหา
ทางโรงแรมบอกว่าเธอไม่ได้มาทำงาน เขาจึงให้ลูกน้องเอาประวัติกับที่อยู่ของเธอมาเพื่อตามไปจัดการ
เธอชื่อ ณัฐนรี ธาดาเวศน์ อายุ 24ปี เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับน้องสาวที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง
แต่พอตามไปถึงที่อยู่กลับพบว่าเธอย้ายออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว เธอคงจะหนีความผิดที่ตัวเองทำไว้เขาเลยเลือกจะให้หมดจบลงตรงนั้นไม่คิดตามต่อกับเรื่องไร้สาระพันนี้
ทว่าหากวันไหนได้บังเอิญเจอเธอเขาก็พร้อมที่จะจัดการกับเธอเสมอเช่นกัน
เขาถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนเอ่ยต่อ "อีกอย่างเด็กคนนี้ไม่รู้จะใช่ลูกผมจริง ๆ รึเปล่า บางทีเธออาจไปนอนกับคนอื่นด้วยก็ได้ ผมจะตรวจดีเอ็นเอ ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผมจริง ผมจะรับผิดชอบทุกอย่าง"
จู่ ๆ ผู้หญิงที่กล้าวางยาปลุกเซ็กซ์ และพร้อมปีนขึ้นเตียงผู้ชายได้ทุกเมื่อแบบนั้นโผล่มาบอกว่าเด็กเป็นลูกเขาแล้วจะให้เชื่อลงได้ยังไง
เขาปรายตามองทารกที่ตอนนี้ถูกผู้เป็นแม่ยกออกจากตะกร้ามาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง เสียงร้องของทารกค่อย ๆ แผ่วลง เมื่อได้รับไออุ่นและการโยกเบา ๆ อย่างชำนาญ
“ไม่ต้องห่วงนะคนดี” ผู้เป็นแม่กระซิบกับเด็ก รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มบนใบหน้า “คุณย่าอยู่ตรงนี้แล้ว”
ทว่าคำว่าคุณย่าจากปากท่านกลับทำเขารู้สึกอึดอัดในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าเด็กคนนี้เป็นหลานจริง ๆ หรือไม่ ท่านกลับเรียกแทนตัวเองว่าย่าแล้ว เขาได้แต่ลอบถอนหายใจเบา ๆ
“ระหว่างรอผลตรวจดีเอ็นเอ…” พิม์ผกาเงยหน้ามองลูกชาย “แม่ขอเลี้ยงเด็กคนนี้เอง”
ภารัณไม่ได้ตอบเพียงพยักหน้าเบา ๆ อย่างน้อยเด็กก็ควรได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
แต่เรื่องผู้หญิงคนนั้นเขาจะไม่ปล่อยเธอไปแน่ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ก่อนหันไปสั่งลูกน้อง
“เอาภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้ารั้วมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
"ครับ" สิ้นคำเขาลูกน้องก็เดินออกไป และไม่นานนักก็กลับมาพร้อมด้วยไอแพด
"นี่ครับนาย" ลูกน้องเปิดวีดีโอขึ้นมา ภาพขาวดำปรากฏขึ้นพร้อมตัวเลขเวลาที่มุมจอเวลาประมาณตีห้า
เงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นหน้ารั้วคฤหาสน์เธอสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว มิดชิดจนแทบไม่เห็นรูปร่าง หมวกแก๊ปถูกกดต่ำ หน้าปิดด้วยหน้ากากอนามัย ในมือถือตะกร้าเด็ก
เธอวางตะกร้าลงอย่างลังเล แล้วยืนมองอยู่ครู่หนึ่งง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว และภาพก็หยุดลงตรงนั้น
แต่ภารัณกลับรู้สึกแน่ใจแม้จะไม่เห็นหน้า
"เป็นเธอ.." เสียงทุ้มพึมพำต่ำ เธอคือผู้หญิงคนเดียวกับคืนนั้นเมื่อหลายเดือนก่อนไม่มีทางผิด
“ไล่ดูกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางจากคฤหาสน์นี้ ทุกซอย ทุกแยก ฉันอยากรู้ว่าเธอไปทางไหน และหายไปที่ไหน”
"ครับ" ลูกน้องพยักหน้ารับคำสั่งแล้วเดินออกไปทันที เขาจึงหันกลับไปมองหน้าเด็กน้อยอีกครั้ง สองมือพลันกำหมัดแน่น ใบหน้าเกรี้ยวกราด สายตาแข็งกร้าว
พอมองหน้าเด็กน้อยคนนี้แล้วทำให้เขายิ่งนึกโกรธผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไปอีก สิ่งที่เธอทำกับเขาในตอนนั้นว่าชั่วร้ายแล้ว แต่การที่เธอกล้าทิ้งลูกตัวเองได้ลงคอยิ่งชั่วช้ากว่าอีก
ครั้งนั้นเขายอมปล่อยเธอไป แต่ในเมื่อเธอกล้าย้อนกลับมาอีกครั้งเขาจะตามล่าหาตัวเธอกลับมารับผิดชอบให้ได้
จังหวัดน่านไร่ชาบนไหล่เขาในจังหวัดน่านที่ห่างไกลจากตัวเมือง บรรยากาศแสนเงียบสงบเหมาะแก่การหลบหนีผู้คนมาอยู่ ณัฐนรีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงน้องสาวที่สติไม่สมประกอบเพียงคนเดียวจึงหอบน้องสาวหลบหนีเจ้าหนี้ และอดีตอันแสนเจ็บปวดมาพักพิงที่นี่ หลังจากที่ต้องพาน้องระหอกระเหินมาหลายจังหวัดทั้งชุมพร สมุทรปราการ และอีกหลายจังหวัดสายลมยามเย็นพัดเอากลิ่นใบชาสดโชยปะปนกับกลิ่นดินหลังฝน ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ทิ้งแสงสีส้มอ่อนพาดผ่านแนวเขาสลับซับซ้อน ณัฐนรีนั่งลงบนขอนไม้เก่าใต้ต้นไม้ใหญ่หลังจากเก็บใบชามาทั้งวัน ไม่ไกลจากเธอน้องสาวนั่งกอดเข่าอยู่บนผืนหญ้า สายตามองเหม่อไปยังท้องฟ้า แรงขับเคลื่อนเดียวที่ทำให้เธอยังมีแรงลุกขึ้นสู้ในทุก ๆ วันเธอลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ มือที่ด้านสากจากการทำงานหนักล้วงไปหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าออกมาจากกระเป๋า หน้าจอมีรอยร้าวมุมหนึ่ง แบตเหลือน้อย สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระตุกเป็นช่วง ๆ เธอกดเข้าเฟซบุ๊กซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อส่องดูความเคลื่อนไหวของผู้ชายคนนั้นผ่านโซเชียลเงียบ ๆ ไม่กล้าแสดงตัวตน หรือติดตามอย่างเปิดเผย นิ้วเรียวจิ้มลงที่ช่องค้นหา ชื่อภารัณ ไก
จากวันนั้นเวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ๆ แต่การตามหาผู้หญิงคนนั้นยังคงไร้ผลทุกวันภารัณจะได้ยินลูกน้องรายงานซ้ำ ๆ ด้วยสีหน้าอึดอัดว่าไม่มีเบาะแสใหม่ ไม่มีร่องรอย ไม่มีผู้หญิงคนนั้นในระบบใด ๆ นอกจากข้อมูลการคลอดลูกของเธอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพรเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเท่านั้น แต่พอลูกน้องออกตามหาจนแทบจะพลิกจังหวัดชุมพรกลับไร้เงาของเธอภารัณยืนนิ่งอยู่หน้าเตียงเด็กมองใบหน้าเล็กที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว หัวใจแน่นอึ้งด้วยความหงุดหงิดและความหวังที่แสนริบหรี่ สมองคิดไม่ตกว่าควรจะทำยังไงดีเพราะเวลาดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่เคยคอยท่า จะทำยังไงถึงหาผู้หญิงคนนั้นเจอโดยเร็วที่สุดในเมื่อตอนนี้เขาก็ทำทุกทางแล้วไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เขายืนมองหน้าลูกพร้อมกับจมอยู่ในความคิดมากมาย กระทั่งคิดอะไรได้ เกือบหนึ่งปีเต็มที่ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้วจู่ ๆ ก็โผล่มา เอาลูกมาทิ้งไว้หน้าบ้านของเขา"มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" เขาพึมพำกับตัวเองถ้าเธอไม่รู้อะไรเลย ถ้าเธอไม่ติดตามความเคลื่อนไหวของเขาเธอจะมั่นใจได้ยังไงว่าเอาเด็กมาทิ้งให้เขาแล้วจะปลอดภัยแววตาคมวาบขึ้นเมื่อความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมองอย่างเฉียบขาด บางที
ระหว่างรอผลดีเอ็นเอออกภารัณก็มาหาทารกน้อยที่โรงพยาบาลทุกวัน เขามาไม่ใช่เพราะมีใครบังคับ ไม่ใช่เพราะคำสั่งของหมอ แต่เพราะเขาอยากมาเองบางวันเขายืนอยู่หลังประตูกระจกมองร่างเล็กในตู้อบโดยไม่เข้าไปใกล้ บางวันนั่งเงียบ ๆ ข้างเตียงฟังเสียงเครื่องมือแพทย์ดังสม่ำเสมอเด็กทารกค่อย ๆ คุ้นเคยกับการมีอยู่ของเขา เสียงร้องแผ่วลงเมื่อเขาอยู่ใกล้ ยามที่เขายื่นนิ้วไปแตะอุ้งมือนุ่มนิ่ม มือเล็ก ๆ ของทารกน้อยก็กำปลายนิ้วเขาไว้แน่นอย่างไร้เดียงสาย ทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้นหัวใจที่แข็งกระด้างก็สั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เขาก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าพ่อไม่กล้ารู้สึกรัก ทว่าแค่คำว่าสงสารเริ่มไม่พอจะอธิบายความรู้สึกนี้อีกต่อไป "ถ้าผลออกมาว่ายัยหนูไม่ใช่ลูก ลูกจะเอายังไงกับเด็กคนนี้ตาภัทร"เสียงผู้เป็นแม่ที่ยืนข้าง ๆ เอ่ยขึ้นภารัณจึงละสายตาจากทารกน้อยมองหน้าท่านแทน"ไม่รู้สิครับ" หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงตอบโดยไม่ลังเลว่าส่งคืนให้แม่ หรือไม่ก็ส่งสถานเลี้ยงเด็ก แต่มาตอนนี้เขากลับคิดหนัก"งั้นถ้าแม่จะรับเลี้ยงเด็กคนนี้ต่อลูกคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม" พิมพ์ผกากลับเอ็นดู และตกหลุมรักเด็กคนนี้เต็ม ๆ จึงไม่ลังเลเลยที่จะรั
วันต่อมาภายในห้องทำงานบนตึกสูงระฟ้า ม่านสีเข้มปิดบังแสงภายนอกเหลือเพียงแสงจากหน้าจอหลายจอที่สว่างอยู่บนโต๊ะยาวภารัณนั่งนิ่งสายตาคมจับจ้องภาพจากกล้องวงจรปิดที่ลูกน้องนำมาเปิดให้ดูทีละจุด ตั้งแต่ถนนหน้าโครงการ แยกเล็ก ๆ ป้ายรถเมล์ ทุกภาพมีเงาผู้หญิงคนนั้นในชุดมิดชิด สวมหมวก สวมหน้ากากปรากฏอยู่เพียงเสี้ยววินาที และทุกครั้งภาพก็ขาดหายราวกับเธอรู้ล่วงหน้าว่าควรหลบตรงไหน ควรหายไปเมื่อไร"ตรงนี้ครับนาย" ลูกน้องหยุดภาพ "หลังจากกล้องตัวนี้ก็ไม่พบเธออีกเลยครับ"ภาพสุดท้ายคือเงาร่างที่เลี้ยวเข้าไปในซอยแคบ มุมกล้องอับ และไม่มีต่อหายไปเฉย ๆ เหมือนไม่เคยมีตัวตนภารัณกำหมัดแน่น กรามขบเข้าหากันจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ความโกรธแล่นพล่านจนลมหายใจหนักขึ้น"เธอเตรียมตัวมาแล้ว" เสียงทุ้มต่ำเย็นเฉียบ "รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะไม่ถูกตามเจอ"เขาหัวเราะหึในลำคอ แต่ไม่มีอารมณ์ขันแม้แต่น้อย ฝ่ามือทุบลงบนโต๊ะดังปึงทำให้ลูกน้องยืนหลังตรงทันที "คิดว่าหนีผมพ้นงั้นเหรอ"ดวงตาแข็งกร้าวหันไปจ้องตาลูกน้องอย่างกดดันจนคนถูกจ้องไม่กล้าหายใจ"กระจายคนออกไป ไล่หาทุกทาง ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหน ฉันต้องได้ตัวผู้หญิงคนนั้นมา""ครั