Mag-log inหนึ่งปีก่อน...
ทางเดินของโรงแรมห้าดาวสว่างไสวด้วยไฟสีทอง แต่สำหรับณัฐนรีที่กำลังเข็นรถรูมเซอร์วิสไปตามทางกลับรู้สึกว่ารอบตัวมันกลับมืดมนกว่าที่เคยเป็น
รถรูมเซอร์วิสที่เธอเข็นอยู่ทุกวัน วันละหลายรอบก็หนักกว่าปกติ สาเหตุไม่ใช่อาหาร หรือเครื่องดื่มที่อยู่บนรถ แต่เพราะสิ่งที่เธอแอบผสมลงไปต่างหากทำให้รู้สึกหนักอึ้ง
มือของเธอสั่นน้อย ๆ ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธออยากจะถอยหลังกลับ แต่พอนึกถึงคำขู่ของลูกสาวเจ้าพ่อเงินกู้สุดโหดที่เอาชีวิตน้องสาวที่เป็นออทิสติกมาบีบบังคับ
"แค่เธอทำงานนี้ให้ฉัน ฉันจะยกหนี้สามล้านที่พ่อแม่เธอติดอยู่ให้ แต่ถ้าเธอไม่ทำฉันจะส่งน้องสาวปัญญาอ่อนของเธอไปขายอัวยวะใช้หนี้ซะ"
เสียงของลูกสาวเจ้าหนี้สุดโหดยังดังก้องในหัว เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พยายามบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ขอแค่เสิร์ฟอาหารนี้แล้วออกมาทุกอย่างก็จะจบลง
เธอเข็นรถมาหยุดหน้าห้องพักหมายเลข 1039 ยืนทำใจอยู่ชั่วครู่จึงยกมือขึ้นเคาะประตู
ก็อก
ก็อก~
ไม่นานเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ความสูงราวร้อยเก้าสิบเกือบจะเท่าประตูในชุดลำลองยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าคมเข้ม สายตานิ่งเฉย แต่แผ่อำนาจบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว
เขาคือ ภารัณ โชคอัศวนนท์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเจ้าของบริษัทปิโตรเลียมยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ วัย 30ปี เป้าหมายที่ต้องจัดการ
เขาเป็นคนที่เธอไม่ควรยุ่งด้วยเลยเพราะหากผิดพลาดอะไรขึ้นชีวิตของเธอมีแต่ตายกับตาย ทว่าจะถอยตอนนี้คงสายไปแล้ว หนำซ้ำยังมีชีวิตของน้องสาวค้ำคออยู่
เธอลอบกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนเอ่ยเสียงเบาพลางพยายามบังคับตัวเองไม่ให้สั่น
"รูมเซอร์วิสค่ะ"
เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเปิดทางให้ เธอจึงเข็นรถเข้าไปในห้องแล้วยกอาหาร และเครื่องดื่มวางลงบนโต๊ะกลางห้องโดยทุกการเคลื่อนไหวของเธอถูกสายตาคมกริบควบคุมอย่างระมัดระวัง
ในตอนที่กำลังเงยขึ้นยกจานเปล่าเธอเผลอสบสายตาเขาโดยบังเอิญ ดวงตาคู่นั้นดำมืดและคมกริบราวกับใบมีดจนเธอไม่อาจต้านทานต้องรีบทำงานของตัวเองให้เสร็จเพราะกลัวชายหนุ่มจะพบความผิดปกติ แล้วรีบออกมา
เธอออกมาไกลจากห้อง 1039 แล้ว งานของเธอเสร็จสิ้นตามที่อีกฝ่ายสั่งมา และเพียงเธอส่งข้อความบอกอีกฝ่ายให้มาที่นี่ทุกอย่างก็จะจบลงไม่เกี่ยวกับเธออีก
แต่ทำไมเธอไม่ได้รู้สึกโล่งอก ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นพรม ลมหายใจสั้นถี่ราวกับคนกำลังจะขาดอากาศ มือยังถือโทรศัพท์ค้างไว้แทนที่จะพิมพ์ข้อความหาอีกฝ่าย
ภาพขวดยาขนาดเล็กสีชา และภาพที่เธอกำลังเทยาสีใสในขวดลงบนจานอาหารวาบเข้ามาในหัว
ภาพชายหนุ่มคนนั้นนอนดิ้นทุรนทุรายน้ำลายฟูมปากผุดขึ้นในจินตนาการ
เธอยกมือขึ้นลูบหน้าเบา ๆ ศีลธรรมที่พยายามกดทับไว้ในใจกำลังตะโกนใส่ไม่หยุดว่าเธอกำลังทำลายชีวิตใครบางคนอยู่หรือเปล่า
แม้อีกฝ่ายจะบอกว่ายานั้นเป็นยากล่อมประสาท แค่ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ไม่ร้ายแรงอะไร
"ไม่ได้...ฉันทำแบบนี้ไม่ได้"
เธอหันหลังกลับหัวใจตัดสินเร็วกว่าสมอง รีบก้าวเดินด้วยความเร็วจนแทบจะวิ่ง มาถึงหน้าห้องก็ยกมือขึ้นเคาะประตู
ก็อก
ก็อก~
รออยู่สักพักก็ไม่มีการตอบรับ เธอกลืนน้ำลายลงคอ ความกลัวกัดกินหัวใจ ก่อนจะตัดสินใจลองบิดลูกบิดประตูดู
ปรากฏว่ายังไม่ได้ล็อก ประตูเปิดออก เธอรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปในห้องอย่างถือวิสาสะ แล้วรีบตรงไปดูที่โต๊ะกลางห้อง
หัวใจของเธอหล่นวูบสู่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นวาบเมื่อพบว่าจานอาหารที่เธอใส่ยาลงไปมีรอยทานจนเกือบหมด
"มะ..ไม่ทันแล้วเหรอ" เธอเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบาราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
"คุณกลับมาทำไม"
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ พร้อมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบหันไปมองจังหวะนั้นเองทำให้เธอสบเข้ากับสายตาของชายหนุ่มเจ้าของห้องจัง ๆ ในมือของเขาถือแก้วไวน์อยู่
เธอขยับถอยหลังเล็กน้อยรักษาระยะห่าง พยายามสังเกตอาการของเขาผ่านทางสีหน้าแต่ก็มองไม่ชัดเพราะเขายืนที่มืดสลัวจึงถามไถ่เพื่อความแน่ใจ
"คุณเป็นอะไรไหมคะ"
สิ้นคำถามของเธอแก้วไวน์ในมือเขาก็ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงกระทบดังชัดเจนในห้องที่เงียบงันจนเธอสะดุ้ง
ร่างสูงก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงระเรื่อ แววตาทอประกายวาววับ ลมหายใจถี่ผิดปกติ อาการแบบนี้คิดได้เพียงว่าคงถูกฤทธิ์ยาเล่นงานเข้าแล้ว
"คุณโอเคไหมคะ" เธอเป็นห่วงเขาจริง ๆ จึงถามไถ่อีกครั้ง แต่เขาไม่ได้ตอบยกมือขึ้นกดขมับ กรามขบแน่นราวกับพยายามอดกลั้นอะไรบางอย่าง
"เธอใส่อะไรลงไปในอาหาร" กดน้ำเสียงต่ำแข็งถามพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวเหมือนพยายามกดดันเธอทำให้ห้องที่กว้างดูแคบลงทุกที
เธอถอยหลังโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ริมฝีปากสั่น แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา
"ฉันถาม" เขาถามย้ำน้ำเสียงแข็งกว่าเดิม "เธอใส่อะไรลงไป"
ร่างกายของเขาดูตึงเครียด เหงื่อซึมที่ขมับ ลมหายใจหนักหน่วงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้คล้ายฤทธิ์ยาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
"ฉะ…ฉันไม่ได้อยากทำ" เธอตอบเสียงสั่นเครือ "ฉันถูกบังคับ…"
"ถูกบังคับ?"
เขาหัวเราะในลำคอเหมือนไม่เชื่อ ดวงตายังคงจับจ้องเธอไม่วาง มือข้างหนึ่งกำแน่นราวกับพยายามควบคุมตัวเอง
"ฉันจะหายาแก้ให้…ฉันจะเรียกหมอ"
อาการของเขายิ่งทำให้เธอเป็นห่วง เธอกลัวว่าเขาจะตายจึงพยายามหาวิธีช่วย ทว่าเธอกลับไม่รู้เลยว่าที่เขากินเข้าไปคือยาปลุกเซ็กซ์ไม่ใช่ยากล่อมประสาท
เขาหลับตาลงชั่วครู่ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งแววตานั้นกลับดำมืดและอันตราย
แรงกดดันในห้องเพิ่มสูงขึ้น ลมหายใจของเขาหนักหน่วง และไม่สม่ำเสมอ ดวงตาที่มองเธอไม่ใช่ดวงตาของคนที่มีสติครบถ้วนอีกต่อไป
ความกลัวค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในใจ สัญชาตญาณบอกให้อยู่ห่างจากร่างสูงตรงหน้าไว้ เธอก้าวถอยหลังช้า ๆ จนหลังขาแตะกับขอบเตียงโดยไม่รู้ตัว ขณะที่อีกคนกำลังก้าวเข้าหาเธอด้วยท่าทางเหมือนเสือร้ายหิวโซ
นี่เขาโดนยากลอมประสาท หรือยาอะไรกันแน่ ยังไม่ทันที่เธอจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ร่างสูงก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว
"ว้าย!
เขาจับเธอกดลงบนที่นอนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างสูงคร่อมตัวเธอเอาไว้ มือทั้งสองถูกกดตรึงกับที่นอนแน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำเธอตื่นตระหนก เนื้อตัวเริ่มสั่นด้วยความกลัว แต่ก็พยายามออกแรงต่อต้าน
"คุณเป็นอะไรไป คุณช่วยปล่อยฉันก่อนได้ไหมคะ คุณตั้งสติสิคะ" เปล่งเสียงทักท้วงเรียกสติของเขา
"เธอวางยาปลุกเซ็กซ์ฉันก็เพื่อหวังเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เหรอ แล้วจะมาทำเป็นเล่นตัวทำไม"
ดวงตากลมพลันเบิกกว้างกับประโยคที่ร่างสูงเอ่ยออกมา เขาถูกยาปลุกเซ็กซ์อย่างนั้นหรือแสดงว่าอีกฝ่ายโกหกเธอว่าเป็นยากล่อมประสาท
"มะ..."
เธอส่ายหน้าปฏิเสธระรัว แต่คำอธิบายที่กำลังจะพูดออกมากลับถูกกลืนหายลงลำคอเมื่อร่างสูงที่คร่อมอยู่ด้านบนปิดปากเธอด้วยริมฝีปากของเขา
จูบแรกจากผู้ชายแปลกหน้าทำเธอสติล่องลอย วิญญาณเหมือนจะออกจากร่าง ก่อนจะถูกดึงกลับมาด้วยแรงบดขยี้
"อื้อ.."
เขาบดขยี้กลีบปากอิ่มหนักหน่วง ปลายลิ้นสากพยายามดุ้นดันเข้ามาในโพรงปาก เธอเม้มปากแน่นพลางส่ายหน้าหนี ทว่ากลับถูกเขาใช้มือล็อกไว้ ฟันคมขบกลีบปากจนเธอต้องเผยอทำให้เขาสอดเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปากได้สำเร็จ
เขาเหมือนเสือร้ายหิวโซที่ใช้กรงเล็บขย้ำเหยื่อแบบเธออย่างไร้ความปราณี ต่อให้เธอพยายามต่อสู้มากแค่ไหนก็มิอาจชนะเสือร้ายอย่างเขาได้
เธอต้องก้มหน้ารับชะตากรรมนี้ด้วยความจำใจ ความบริสุทธิ์ที่เธอเก็บรักษามาอย่างดีถูกคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักพรากไปภายในไม่กี่เสี้ยววินาที
ใครจะคิดว่าความมีศีลธรรม และความห่วงใยที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะนำภัยมาสู่ตัวเองเช่นนี้ หรือนี่อาจจะเป็นผลกรรมที่เธอต้องจ่ายให้กับการกระทำเลวร้ายในครั้งนี้ของตัวเอง
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
แสงแดดอ่อน ๆ ของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องแสนเงียบเชียบราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แสงอ่อน ๆ ค่อย ๆ ตกกระทบเปลือกตาของร่างสูงที่นอนหลับอยู่ปลุกให้เขารู้สึกตัวตื่นภารัณลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในศีรษะที่เหมือนถูกของแข็งกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความปวดแล่นตุบ ๆ ท
ปัง!ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างแรงเสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วผนังทำณัฐนรีที่นั่งอยู่ริมเตียงสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาเมื่อเห็นร่างสูงที่ก้าวพ้นเงามืดที่ประตูเข้ามา พยายามรวบรวมสติที่เริ่มพร่าเลือน และข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในร่างกายฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน ดวงตากลมมองไปที่ร
คืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหวเขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมาแม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว ส
ปัง!ประตูห้องชั้นสองถูกเปิดออกอย่างแรงจนผนังสะเทือนทำณัฐนรีที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นปลายเตียงสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองประตูด้วยความตกใจ ร่างกายผุดลุกขึ้นยืนในทันทีเมื่อเห็นสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า"เธอนี่มันสารเลว







