LOGINคืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหว
เขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมา
แม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว
สิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นเพราะผลกรรมจากการกระทำของเธอเอง เธอไม่โทษชายหนุ่มเลยสักนิด ถ้าจะผิดคงผิดที่ลูกสาวของเจ้าพ่อเงินกู้นั่นที่หลอกว่ามันเป็นยากล่อมประสาท
และผิดที่โชคชะตาเธอมันบัดซบเกินไป..
หลังจากนี้เธอคงอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วเพราะชายหนุ่มคงจะตามมาเอาเรื่องแน่ ๆ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือตัวต้นเหตุอย่างลูกสาวเจ้าหนี้ที่ต้องโกรธมากแน่ ๆ และผลที่ตามมาคงไม่ต้องคาดเดา
เธอจะต้องพาน้องหนีไปให้ไกลจากที่นี่เท่านั้นถึงจะมีชีวิตอยู่รอด ต่อให้ไม่มีที่ไปเธอก็ต้องไป
แต่ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อว่าณัฐนรีไม่เคยง่ายเลยสักวัน
หลังจากพาน้องสาวหนีมาอยู่จังหวัดชุมพรเธอคิดว่าจะหนีพ้นเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นแล้ว แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อเธอดันท้องลูกของผู้ชายคนนั้นหลังผ่านมาแค่เดือนกว่า ๆ
หนำซ้ำยังถูกคนของเจ้าหนี้โหดตามเจออีกจนเธอต้องหอบน้องหนีอีกครั้ง
เธอพาน้องหนีมาจังหวัดกระบี่ทั้งที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน แถมเงินติดตัวก็มีไม่ถึงพัน เธอกับน้องต้องเดินระหกระเหินอย่างไม่มีจุดหมายค่ำไหนก็นอนนั้นจนกระทั้งได้เจอกับผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งที่เมตตาให้ที่อยู่แกเธอกับน้อง และยังให้งานเธอทำพอให้มีรายได้
เธอต้องหอบสังขารไปทำงานทั้งที่ท้องอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเธอไม่ได้หาหมอฝากครรภ์ หรือฉีดวัคซีนแต่อย่างใดเพราะกลัวว่าหากชื่อเธออยู่ในระบบเกิดคนเหล่านั้นหาข้อมูลเพื่อตามล่าเธอจะเจอเข้า
หากมีคนเงินมากพอเธออยากจะทำแท้งเด็กคนนี้ด้วยซ้ำไป เหตุผลไม่ใช่เพราะเธอเกลียดเด็กคนนี้ที่เกิดจากความผิดพลาด แต่เธอรู้ตัวดีว่าไม่สามารถมอบชีวิตที่ดีให้เขาได้เพราะเหตุผลมากมาย
แต่เมื่อไม่สามารถทำได้เธอจึงจำใจต้องเก็บเด็กไว้ และได้แต่ภาวนาทุกวันคืนให้เขาเกิดมาร่างกายครบสมบรูณ์ และสุขภาพแข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่น ๆ
ทว่าจังกวัดกระบี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเธอหลังอยู่ได้แค่สามเดือนกว่า ๆ ก็ถูกคนของเจ้าหนีโหดตามเจออีก และเธอก็ต้องอุ้มท้องที่เริ่มโตกับน้องที่เป็นออทิสติดหนีอีกครั้ง
ชีวิตของเธอตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาต้องระหกระเหินไปจังหวัดแล้วจังหวัดเล่าเพื่อหลบหนีเจ้าหนี้โหด และมันยิ่งทำให้เธอตระหนักได้ว่าลูกที่กำลังจะเกิดมาไม่ควรมีชะตากรรมเดียวกับเธอ
เธอจึงเริ่มหาข้อมูลผู้ชายคนนั้น และสืบจนแน่ใจว่าจะสามารถฝากลูกไว้กับเขาได้พอคลอดเธอจึงพาลูกไปทิ้งไว้หน้าบ้านเขา และแอบดูจนแน่ใจว่าเขารับลูกไว้จึงหอบน้องสาวหนีไปอยู่จังหวัดน่านหวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สักที
แต่ความคิดที่หวังพังทลายไม่เป็นท่า เธอกลับต้องมาถูกจับขังอยู่ภายในบ้านหลังนี้เพื่อชดใช้ความผิดในอดีต
โลกใบนี้ไม่เคยใจดีกับเธอเลยสักครั้ง...
โคร้มม!
เสียงโครมเหมือนกับของหนัก ๆ ตกดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบ้านทำณัฐนรีที่กำลังจมอยู่กับเรื่องราวในอดีตสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นแรงแทบจะกระเด็นออกมานอกอกจนต้องยกมือขึ้นทาบหน้าอก ก่อนจะรีบเดินไปยืนชิดประตูแล้วแนบหูฟังเพราะระแวงว่าชายหนุ่มจะมาหาเรื่องเธออีกหรือเปล่า
แกร็ก~
เธอรีบผละตัวออกห่างจากประตูเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงสั่นไหวและเสียงเหมือนพยายามปลดล็อกกลอน ดวงตาไหวระริกจับจ้องไปที่ประตู
หัวใจยิ่งกระหน่ำเต้นหนักกว่าเดิม สองมือบางเผลอกำกางเกงแน่น ลมหายใจขาดห้วงชั่วขณะในตอนที่ประตูถูกผลักเข้ามา ทว่าเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาไม่ใช่ชายหนุ่มก็รู้สึกโล่งราวกับยกของหนักออกจากอก หายใจคล่องขึ้นมาเล็กน้อย
เสือลูกน้องคนสนิทของภารัณเดินไปหยุดตรงหน้าเธอ แล้วยื่นถุงที่มีกล่องข้าวกับขวดน้ำไปให้โดยไม่พูดไม่จาอะไรทั้งสิ้น ก่อนจะหันหลังเดินออกไปแล้วจัดการปิดประตูล็อคกลอนอย่างแน่นหนา
จากนั้นก็เดินลงไปหาเจ้านายหนุ่มที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ในห้องรับแขกด้านล่าง
ตั้งแต่ลงมาจากชั้นสองภารัณไม่ได้กลับบ้าน แต่มานั่งในห้องรับแขกแล้วสั่งให้ลูกน้องออกไปซื้อเหล้ามาให้ เขานั่งดื่มจนหมดไปแล้วหนึ่งขวด และขวดที่สองกำลังถูกเปิด ก่อนเขาจะรินใส่แก้วจนเกือบล้นแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียว ความขมแล่นผ่านลำคอแต่ไม่อาจกลบความฉุนเฉียวในใจได้เลย
เขากระดกมันลงคอแก้วแล้วแก้วเล่าหวังว่าจะช่วยดับอารมณ์อารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ แต่เปล่าเลยเหมือนจะยิ่งลุกโชนยิ่งกว่าเดิมแทนที่จะสงบลง ทว่าดื่มไม่ทันหมดขวดที่สองเขาก็วางแก้วกระแทกบนโต๊ะกระจกอย่างแรงจนเสียงดังลั่นแก้วแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะใช้มือดึงกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ดอย่างหงุดหงิด
"ทำไมมันร้อนแบบนี้ว่ะ"
ความร้อนประหลาดเริ่มแล่นขึ้นตามร่างกาย ลมหายใจหนักขึ้น หัวใจเต้นแรงผิดปกติความร้อนวูบวาบแผ่ซ่านจากอกลงไปทั่วร่าง เขาขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับหันไปสั่งเสือลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกล
"ลดแอร์ลงอีก"
ลูกน้องรีบเดินไปหยิบรีโมทมาลดอุณหภูมิแอร์ทันที อากาศในห้องเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ แต่ความร้อนในตัวเขากลับยิ่งเพิ่มขึ้น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ สติเริ่มพร่าเลือน เขาพยายามลุกขึ้นยืนแต่ร่างกายกลับโอนเอนจนต้องทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง
รับรู้ได้ถึงความผิดปกติในร่างกายมันไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ หรือเขาจะโดนยา สติและความคิดของเขาเริ่มสับสนปะปนกับอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้
ภาพใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นคนที่เขารังเกียจแต่กลับหนีไม่พ้นวนเวียนอยู่ในสมองซ้ำ ๆ
เขากำหมัดแน่นพยายามฝืนสติที่กำลังไหลหลุด แต่ฤทธิ์ยากลับรุนแรงขึ้นทุกวินาที ความอดทนเริ่มหมดลง เขาขบกรามแน่นพยายามรวบรวมสติผลักตัวเองลุกขึ้น แล้วก้าวเดินอย่างไม่มั่นคงไปยังบันไดเดินตรงขึ้นไปชั้นสองของบ้าน
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
ปัง!ประตูห้องชั้นสองถูกเปิดออกอย่างแรงจนผนังสะเทือนทำณัฐนรีที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นปลายเตียงสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองประตูด้วยความตกใจ ร่างกายผุดลุกขึ้นยืนในทันทีเมื่อเห็นสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า"เธอนี่มันสารเลว
เรื่องราวในอดีตที่ไหลย้อนกลับไปไม่รู้จบค่อย ๆ ดูดพลังของณัฐนรีทีละนิดจนเปลือกตาหนักอึ้ง บวกกับร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอผล็อยบนโซฟาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก "เฮ้อ.." เธอถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา มือยกขึ้นประสานเหนือหัวแล้วบิดตัวไปมาไล่อาการเมื่อยขบ จากนั้นก็เดินไปเลิกผ้าม่านหน้าต่างเล็
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้เธอก็ยังทำเช่นเดิม ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงจิตใจโหดร้ายดีกว่าต้องให้ลูกมาลำบากตากตำกับตัวเองที่แม้กระทั่งบ้านอยู่ยังไม่มี ต้องอดมื้อกินมื้อ และยังต้องระหกระเหินหนีเจ้าหนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไร หรือต้องหนีตลอดชีวิตหากลูกอยู่กับเธออนาคตแทบจะไม่มีเลย เธอไม่สา
ณัฐนรีเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้น หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะสิ่งที่เธอชนเข้าไปไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่หิน แต่เป็นแผ่นอกแข็งแรงของใครบางคนมือใหญ่คว้าแขนเธอไว้ทันทีก่อนที่เธอจะตั้งตัวได้"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอณัฐนรี" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้เลือดในกายเย็นวาบ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมพลั







