Share

บทที่ 5 ติดกับดัก

last update publish date: 2026-05-05 08:08:53

ภารัณเห็นว่าเหยื่อติดกับดักแล้ว แต่เลือกจะไม่เข้าไปหาเธอทันทีแม้อยากดูการแสดงของเธอเสียหน่อย และเธอแสดงได้เนียนทีเดียวทั้งท่าทีเจ็บปวดเจียนตาย ทั้งการร้องไห้ที่ดูเหมือนจะขาดใจ น่าเสียดายที่เขาไม่อินเพราะรู้ถึงสันดานของเธออย่างถ่องแท้

"ผู้หญิงคนนั้นมาแล้ว นายให้จับตัวเธอเลยไหมครับ" เสียงลูกน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ดังขึ้น

"ไม่ต้องแค่สั่งให้คนของเราถอยออกไป เคลียร์คนที่อยู่บริเวณนี้ออกไปให้หมด เปิดพื้นที่ เปิดทางให้เธอเข้าไปในศาลาแล้วค่อยล้อมเอาไว้" เขาเอ่ยทั้งที่สายตายังจับจ้องร่างบอบบางที่หลบข้างอาคาร เขาไม่ต้องการเหลือช่องทางให้เธอหลบหนี ไม่อยากให้ทุกอย่างผิดพลาดเพราะถ้าเธอหนีไปได้การจะหาตัวเธอพบอีกครั้งคงยาก

"ได้ครับ" ลูกน้องรับคำสั่งแล้วเดินเลี่ยงออกไปเงียบ ๆ เพียงไม่กี่นาทีผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นก็ทยอยกลับ ในศาลาตลอดจนบริเวณนั้นเหลือเพียงความว่างเปล่า และเงียบงันจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านเบา ๆ

 ทว่าณัฐนรีกลับมองไม่เห็นถึงความผิดปกติสักนิดเพราะสมอง และจิตใจของเธอไปอยู่ที่ลูกทั้งหมด เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้ไม่มีผู้คนแล้วจึงยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกพยายามกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในศาลา เดินมาหยุดหน้ากรอบรูปใบใหญ่แสงไฟสีขาวที่ส่องกระทบทำให้เห็นภาพทารกอย่างชัดเจน เธอทรุดลงแทบจะทันที

"ลูก…" เสียงสั่นแตกแทบไม่มีแรงพอจะเปล่งออกมา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลพรากลงอาบสองแก้มนวล โลกทั้งใบเหมือนพังทลายซ้ำอีกครั้งเธอก้มหน้าสะอื้นไห้จนไหล่สั้นจึงไม่รู้เลยว่ามีคนเดินมาจากด้านหลัง

แปะ!

แปะ!

"แสดงได้ดีนิ รางวัลตุ๊กตาทองต้องเข้าแล้วล่ะ" 

เสียงปรบมือตามด้วยเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความโกรธที่ดังขึ้นด้านหลัง และเงาร่างสูงที่ทอดทับตัวทำณัฐนรีหัวใจหล่นลงไปอยู่ตาตุ่ม ตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุด น้ำตาหยุดไหลฉับพลัน

เสียงนี้ กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวแบบนี้เธอจำได้ดีไม่เคยลืมแม้พยายามฝังมันไว้ลึกแค่ไหนก็ตาม เป็นเขาผู้ชายที่เธอพยายามหนีห่างสัญชาตญาณร้องเตือนให้เธอหนี แต่ร่างกายกลับไม่ขยับ นอกจากนั่งตัวสั่นอยู่ที่เดิม ไม่กล้าหันกลับไปมองคนด้านหลังด้วยซ้ำ

"รู้ไหมว่าฉันอยากทำอะไรตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าเธอ" รับรู้ได้ว่าเขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว ใกล้จนรู้สึกได้ถึงไอร้อน ๆ ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา เธอจึงพยายามดึงสติตัวเองแล้วค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขาแม้ลึก ๆ จะรู้สึกกลัว

"ฉันแทบจะฉีกเธอออกเป็นชิ้น ๆ" ภารัณจ้องใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาราวกับจะฉีกเธอออกเป็นชิ้น ๆ ตามที่พูด เสียงที่เอ่ยออกมาสั่นไหวไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะพยายามห้ามตัวเอง มือทั้งสองกำแน่นจนขึ้นเส้นเลือดยาวเป็นทางไปถึงลำคอ ความโกรธที่สะสมมานานระเบิดออกมาอย่างไม่ปิดบัง

ณัฐนรีได้แต่เม้มปากแน่น ขณะที่สมองเริ่มประมวลผลช้า ๆ และพอคิดดูดี ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันทะแม่ง ๆ ตั้งแต่วัดที่ใช้จัดการศพที่อยู่ไกลจากบ้านของเขาหลายสิบกิโลทั้งที่วัดใกล้บ้านมีให้เลือกมากมาย ไหนจะแขกในงานศพที่แทบจะไม่มี รวมไปถึงคนรอบ ๆ บริเวณนี้ที่พากันทยอยกลับในเวลาเดียวกัน

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้งั้นหรือ แล้วการตายของลูกเธอล่ะเป็นความจริงหรือเปล่า หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ความกลัวแล่นวาบขึ้นมา แต่กระนั้นก็พยายามครองสติตัวเองไว้ แล้วหมุนตัวเดินไปยังโลงศพช้า ๆ พร้อมกับภาวนาในใจซ้ำ ๆ ให้การตายของลูกเป็นเรื่องโกหก

เธอเดินมาหยุดนิ่งข้างโลงไม่กล้าเปิดดูในทันทีเพราะลึก ๆ ในใจยังแอบกลัวว่ามันเป็นเรื่องจริง ยืนทำใจสักพักแล้วค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดฝาโลงอย่างช้า ๆ โลกทั้งใบหยุดนิ่งไปเสี้ยวนาที ก่อนน้ำตาของเธอจะไหลพรากลงอาบแก้ม แต่มันเป็นน้ำตาของความดีใจไม่ใช่เจ็บปวดเพราะภายในโลงว่างเปล่า ไม่มีร่างลูกของเธอ ไม่มีแม้แต่ผ้าขาว

ริมฝีปากสั่นระริกคลี่ยิ้มออกมาทั้งที่ยังร้องไห้

"ลูกยังอยู่" เสียงเธอแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความโล่งใจ หัวใจที่ถูกบีบอัดมานานเหมือนได้หายใจอีกครั้ง ความดีใจเอ่อล้นจนไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้

"ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ"

เสียงแข็งกร้าวที่ดังมาจากด้านหลังทำให้รอยยิ้มบนริมฝีปากสั่นระริกค่อย ๆ หายไป

 เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาออกลวก ๆ ก่อนหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ

"คุณแสดงเก่งดีนะ" เขาเดินเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบจ้องเธอราวกับจะฉีกเธอออกเป็นชิ้น ๆ "ทำเหมือนรักเด็กคนนี้มาก ทั้งที่เป็นคนทิ้งเขาเองกับมือ"

คำพูดของเขาเหมือนมีดแทงลงกลางอกเพราะที่เธอทิ้งลูกมันคือความจริง และความรักของเธอที่มีต่อลูกก็เป็นของจริงเช่นกัน

"ฉันไม่ได้แสร้งทำ..."

 เธอพยายามเค้นเสียงที่ติดในคออธิบายไปด้วยน้ำเสียงเสียงสั่น

 "ฉันแค่…ฉันไม่มีทางเลือก…"

"ไม่มีทางเลือก?" เขากลับหัวเราะหึในลำคอ แต่แววตาไม่มีความขำแม้แต่น้อย

"อย่าพยายามหาข้ออ้างมาพูดให้ตัวเองดูดีเลยเพราะไม่มีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนวางยาปลุกเซ็กซ์ผู้ชายแล้วปีนขึ้นเตียง ยิ่งไปกว่านั้นยังใจดำทิ้งลูกตัวเองได้ลงคอ"

 เขากดเสียงต่ำ 

"นี่เหรอการกระทำของคนที่รักลูก" 

น้ำตาที่เพิ่งเหือดหายไปค่อย ๆ รินไหลออกจากดวงตาเธออีกครั้งด้วยความรู้สึกอัดอั้นที่มันสุมอยู่ในอกสำหรับคนรวยอย่างเขาจะไปรู้อะไรว่าการเป็นเธอคนจน หนำซ้ำยังต้องหนีเจ้าหนีหัวซุกหัวซุนมันยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนกว่าจะผ่านไปได้แต่วัน

 เธอต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำเพราะไม่มีทางเลือก

"คุณไม่รู้…คุณไม่รู้เลยว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง" เธอเอ่ยเสียงแตกพร่าหวังอธิบายเหตุผล แต่เขากลับไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดจบ

"ฉันไม่สน" เขาพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว "สิ่งที่ฉันเห็นคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ทิ้งลูก แล้วกลับมาเล่นบทแม่ผู้แสนดี คนแบบเธอนี่มันไม่เหมาะจะเป็นแม่ใครเลยด้วยซ้ำ"

คำพูดของเขาบดขยี้หัวใจของเธอจนแหลกละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ลูกยังอยู่แต่กลับเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมเพราะความเป็นแม่ของเธอกำลังถูกเขาปฏิเสธจนไม่เหลือซาก

ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าคือคำพูดเหล่านั้นตอกย้ำให้รู้ว่าตัวเธอเองโหดร้ายมากแค่ไหน แม้จะเอาเหตุผลใดมาอ้างก็หลบล้าง และเปลี่ยนความจริงที่ว่าเธอทิ้งลูกไม่ได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 72 ครอบครัวสุขสันต์ (จบ)

    หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 71 รักเท่ากัน

    การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 70 วุ่นวาย

    หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 69 ชีวิตพลิกผัน

    นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 68 ของขวัญรับลูกสะใภ้

    วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 67 เหมือนฝัน

    "มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 11 ไม่ใช่ฤทธิ์แอลกอฮอล์

    คืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหวเขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมาแม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว ส

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 10 คืนร้าว

    หนึ่งปีก่อน...ทางเดินของโรงแรมห้าดาวสว่างไสวด้วยไฟสีทอง แต่สำหรับณัฐนรีที่กำลังเข็นรถรูมเซอร์วิสไปตามทางกลับรู้สึกว่ารอบตัวมันกลับมืดมนกว่าที่เคยเป็นรถรูมเซอร์วิสที่เธอเข็นอยู่ทุกวัน วันละหลายรอบก็หนักกว่าปกติ สาเหตุไม่ใช่อาหาร หรือเครื่องดื่มที่อยู่บนรถ แต่เพราะสิ่งที่เธอแอบผสมลงไปต่างหากทำให้รู

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 9 ฝืนใจไม่ลง

    ปัง!ประตูห้องชั้นสองถูกเปิดออกอย่างแรงจนผนังสะเทือนทำณัฐนรีที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นปลายเตียงสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองประตูด้วยความตกใจ ร่างกายผุดลุกขึ้นยืนในทันทีเมื่อเห็นสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า"เธอนี่มันสารเลว

  • พันธะรักในคืนร้าว   บทที่ 8 เลือกงูดีกว่าเลือกคุณ

    ณัฐนรีเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้น หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะสิ่งที่เธอชนเข้าไปไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่หิน แต่เป็นแผ่นอกแข็งแรงของใครบางคนมือใหญ่คว้าแขนเธอไว้ทันทีก่อนที่เธอจะตั้งตัวได้"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอณัฐนรี" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้เลือดในกายเย็นวาบ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมพลั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status