เข้าสู่ระบบแต่หากย้อนเวลากลับไปได้เธอก็ยังทำเช่นเดิม ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงจิตใจโหดร้ายดีกว่าต้องให้ลูกมาลำบากตากตำกับตัวเองที่แม้กระทั่งบ้านอยู่ยังไม่มี ต้องอดมื้อกินมื้อ และยังต้องระหกระเหินหนีเจ้าหนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไร หรือต้องหนีตลอดชีวิต
หากลูกอยู่กับเธออนาคตแทบจะไม่มีเลย เธอไม่สามารถเลี้ยงดูเขาให้ดีได้ ดีไม่ดีเธอพลอยทำให้ลูกมีอันตรายไปด้วย แต่ว่าพ่อของลูกสามารถทำได้เพราะเขามีพร้อมทุกอย่าง
เธอมั่นใจว่าเขาจะรักและเลี้ยงดูลูกได้ดีเพราะก่อนตัดสินใจจะเอาลูกมาทิ้งให้เธอแอบติดตามชีวิตและหาข้อมูลของเขาจนค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี มีเมตตา จิตใจอ่อนโยนแน่ ๆ ไม่อย่างเขาคงไม่รับอุปการะ และส่งเสียเด็กกำพร้าหลายสิบคนไว้
เธอก้มหน้าลงกลืนน้ำลายฝืนความเจ็บที่จุกอยู่ในอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"แล้วลูกล่ะคะ เขาเป็นยังไงบ้าง สบายดีใช่ไหม"
แม้จะคิดถึงลูกมากขนาดไหนเธอก็ไม่มีหน้าไปขอเจอ ขอกอด หรือขออุ้มเพียงแค่ได้รู้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ และสบายดีก็มากพอแล้ว
ชายหนุ่มนิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยินคำถาม สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความโกรธ ไม่มีความเมตตา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นใจ
ภารัณไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนนี้รับรู้อะไรเกี่ยวกับลูกแม้แต่น้อย คนที่เลือกทิ้งลูกตั้งแต่ต้นไม่มีสิทธิ์รับรู้เรื่องใด ๆ อีกต่อไป
เรื่องลูกป่วย เรื่องการรักษาเขาจะจัดการเองด้วยวิธีของเขาโดยไม่ต้องให้เธอเข้ามารับรู้
ความเงียบของเขาทำณัฐนรีเข้าใจทันทีว่าแม้แต่ข่าวคราวของลูกเธอก็ไม่มีสิทธิ์รับรู้
เธอพยักหน้าเบา ๆ เหมือนยอมรับชะตากรรม ก่อนจะหมุนตัวเดินเลี่ยงออกไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่
"อ๊ะ.."
แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวพ้นก็ถูกมือแข็งแรงคว้าหมับเข้าที่ข้อมือ ก่อนจะถูกดึงให้หันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง
"ฉันลงทุนจัดงานศพปลอม ๆ นี้ก็เพื่อล่อให้เธอออกมา แล้วคิดว่าฉันจะปล่อยให้เธอเดินออกไปง่าย ๆ เหรอ"
เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาแข็งกร้าวที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธของเขา มือก็พยายามบิดออกจากการจับกุมแต่ยิ่งพยายามเขาก็ยิ่งจับแน่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บ
ทว่าแม้เจ็บเธอก็ไม่แสดงอาการพยายามข่มความเจ็บเอาไว้ แล้วเปล่งเสียงถามไปอย่างไม่เข้าใจ
"คุณทำแบบนี้ทำไม หรือล่อฉันออกมาเพื่อจะเอาคืน"
"ใช่ ฉันจะคิดบัญชีกับเธอทุกเรื่อง" เขากดเสียงเอ่ยชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือเหมือนเป็นการลงโทษ
เธอเจ็บจนเผลอเบ้หน้าออกมา และเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวินาทีนี้เองว่าทั้งหมดนี้เป็นกับดักของเขา
ไม่ได้เธอต้องหนีชีวิตของเธอจะมาจบลงที่นี่ไม่ได้เพราะยังมีน้องสาวที่ต้องดูแล
"ปล่อยฉัน!" เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีสะบัดมือสุดแรงจนสามารถหลุดออกจากการจับกุมของมือแกร่งได้
ทันทีที่เป็นอิสระเธอก็หันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตขอแค่พ้นจากตรงนี้ และหนีไปได้ไกล ๆ ก็พอ แต่ยังไม่ทันถึงประตูทางออกเธอก็ต้องเบรกจนหัวทิ่มเพราะเบื้องหน้ามีผู้ชายร่างบึกบึนนับสิบคนยืนเรียงเป็นแถวเหมือนกำแพงมนุษย์ไม่มีช่องทางให้เธอผ่านไปได้
แต่ละคนสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาไร้อารมณ์ราวกับหุ่นยนต์
เธอก้าวถอยหลัง และในจังหวะนั้นเองทำให้แผ่นหลังชนเข้ากับร่างสูงที่เดินเข้ามาทางด้านหลังเต็ม ๆ
ปึก!
"อ๊ะ.."
เธอสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปมองด้วยความเร็ว แต่เพียงเห็นร่างสูงเท่านั้นเธอถึงกับผงะก้าวถอยหลังกรูด ก่อนจะหยุดยืนตรงกลางระหว่างคนทั้งสองฝั่ง
"คุณช่วยปล่อยฉันไปได้ไหม ฉันขอร้อง" เมื่อไม่มีทางหนีทีไล่เธอจึงทำได้แค่ยกมือขึ้นไหว้ขอความเมตตา
ภารัณกลับไม่สนใจกลับยกมือขึ้นส่งสัญญาให้เหล่าลูกน้อง "จับตัวไป"
คำสั่งของเขาทำณัฐนรีเบิกตากว้าง สัญชาตญาณบอกให้เธอวิ่งหนีในทันที แต่มันก็ยังช้าจะลูกน้องของชายหนุ่มสองคนที่พุ่งเข้ามาจับตัวเธอไว้
"ปล่อยฉันนะ!"
เธอพยายามดิ้นหนี พยายามต่อต้านแรงผู้ชายที่แข็งแรงกว่า แต่ก็ไร้ผล เธอถูกพวกเขาลากผ่านลานวัดมายังรถอัลฟารด์ที่จอดอยู่ไม่ไกล
ประตูรถถูกเปิดออกชายทั้งสองคนพยายามดันตัวเธอเข้าไปในรถ
"ฉันไม่ไป ปล่อยฉันนะ" เธอพยายามยันตัวไว้สุดแรง ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานกำลังของผู้ชายทั้งสองคนได้
อิสระภาพของเธอหมดลงพร้อมกับประตูรถปิดลงดังปัง โลกภายนอกหายไปในเสี้ยววินาทีเหลือเพียงความมืด และความเงียบสงบ
รถเคลื่อนตัวออกจากวัดมุ่งตรงสู่ที่ไหนสักที่ เธอพยายามมองสองข้างทางดูว่ารถกำลังไปที่ไหนแล้วจดจำเผื่อมีโอกาสหนีออกมา
"พวกคุณจะพาฉันไปที่ไหน" เธอรีบหันกลับมาถามผู้ชายที่นั่งคุมตัวเองอยู่เบาะข้าง ๆ ด้วยหัวใจตุ่ม ๆ ต่อม ๆ เมื่อรถเริ่มวิ่งออกนอกเส้นทางตัวเมือง
สองข้างทางที่รถแล่นอยู่ค่อนข้างเปลี่ยว และเต็มไปด้วยตันไม้น้อยใหญ่แทบไม่มีบ้านผู้คนเลย แต่เธอกลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมาเลยนอกจากความเงียบ
ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาผู้ชายคนนั้นคงไม่ได้สั่งให้ลูกน้องพาเธอมาฆ่าหมกป่าใช่ไหม เธอเริ่มคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานาจนรถมาจอดนิ่งอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง
เป็นบ้านปูนชั้นสไตล์นอร์ดิกโมเดิรน์สองชั้นหลังไม่ใหญ่มากนัก รอบ ๆ ถูกล้อมด้วยรั้วสูงตระหง่าน และนอกรั้วนั่นมีแต่ต้นไม้ หรือจะเรียกว่าป่าก็คงได้
ที่นี่คือที่ไหนไม่สามารถรู้ได้เลย แต่ที่แน่ ๆ เธอรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเลย
"ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่านี่คือที่ไหนกัน" เธอถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานระหว่างที่กำลังถูกคุมตัวลงจากรถหวังว่าจะได้รับคำตอบ
ทว่ากลับได้รับความแทนคำตอบเหมือนเดิม คนพวกนี้ลืมพกปากมาหรือยังไงกัน
"เดินไปอย่าตุกติก ไม่นั้นยิงไส้แตก"
เธอถูกผู้ชายคนหนึ่งใช้ปืนจี้เอวบังคับให้เดินไปที่บ้าน พอถึงประตูก็โดนผลักหลังสุุดแรงจนตัวเธอเซถลาเข้าไปภายในบ้าน
เมื่อตั้งตัวได้ก็พบว่าประตูถูกปิดแล้ว เธอรีบเดินไปเปิดประตูแต่เหมือนว่ามันจะถูกล็อกจากด้านนอก
ไม่ใช่ว่าเธอถูกขังอยู่ที่นี่แล้วนะ คิดได้ดังนั้นก็รัวกำปั้นทุบประตูพัลวัน
"ปล่อยฉันออกไปนะ พวกคุณจะมาขังฉันไว้แบบนี้ไม่ได้"
เธอทุบประตูจนมือระบม ร้องตะโกนจนเสียงแหบก็ไร้เสียงตอบรับราวกับด้านนอกไม่มีคนอยู่เลย หรือมาทิ้งเธอไว้แล้วกลับไปหมดแล้ว
"ต้องไม่ใช่แบบนี้สิ" หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นไม่เป็นระส่ำ ความกลัวค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งจนเธอต้องสูดลมหายใจลึก ๆ รวบรวมสติ แล้วเดินไปยังหน้าต่างกระจกเพื่อดูว่าเปิดได้ไหม ทว่าพอมาถึงก็ต้องชะงักเพราะเหตุผู้ชายร่างบึกบึนยืนอยู่ด้านนอกที่เอวยังแหนบปืนด้วย
เธอลองเดินไปดูหน้าต่างอีกบานที่อยู่ฝั่งตะวันตกปรากฏว่ามีคนยืนเฝ้าอยู่เช่นกัน รอบบ้านก็คงมีคนของเขาเฝ้าอยู่ เธอเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่ห้องนั่งเล่นด้วยสมองหนักอึ้ง
สายตากวาดมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสงบ ความเคว้งคว้างค่อย ๆ กลืนกินหัวใจจนความคิดเริ่มล่องลอยไหลย้อนกลับไปยังเรื่องราวในอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
เรื่องเลวร้ายทั้งหมดมาจากค่ำคืนแห่งความผิดพลาดเพียงค่ำคืนเดียวแท้ ๆ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไม่รับงานนั้น งานที่ทำให้ตัวเองต้องมาข้องเกี่ยวกับพ่อของลูกแบบนี้
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
ณัฐนรีเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้น หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะสิ่งที่เธอชนเข้าไปไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่หิน แต่เป็นแผ่นอกแข็งแรงของใครบางคนมือใหญ่คว้าแขนเธอไว้ทันทีก่อนที่เธอจะตั้งตัวได้"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอณัฐนรี" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้เลือดในกายเย็นวาบ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมพลั
เรื่องราวในอดีตที่ไหลย้อนกลับไปไม่รู้จบค่อย ๆ ดูดพลังของณัฐนรีทีละนิดจนเปลือกตาหนักอึ้ง บวกกับร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอผล็อยบนโซฟาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก "เฮ้อ.." เธอถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา มือยกขึ้นประสานเหนือหัวแล้วบิดตัวไปมาไล่อาการเมื่อยขบ จากนั้นก็เดินไปเลิกผ้าม่านหน้าต่างเล็
ภารัณเห็นว่าเหยื่อติดกับดักแล้ว แต่เลือกจะไม่เข้าไปหาเธอทันทีแม้อยากดูการแสดงของเธอเสียหน่อย และเธอแสดงได้เนียนทีเดียวทั้งท่าทีเจ็บปวดเจียนตาย ทั้งการร้องไห้ที่ดูเหมือนจะขาดใจ น่าเสียดายที่เขาไม่อินเพราะรู้ถึงสันดานของเธออย่างถ่องแท้"ผู้หญิงคนนั้นมาแล้ว นายให้จับตัวเธอเลยไหมครับ" เสียงลูกน้องที่ยื
จังหวัดน่านไร่ชาบนไหล่เขาในจังหวัดน่านที่ห่างไกลจากตัวเมือง บรรยากาศแสนเงียบสงบเหมาะแก่การหลบหนีผู้คนมาอยู่ ณัฐนรีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงน้องสาวที่สติไม่สมประกอบเพียงคนเดียวจึงหอบน้องสาวหลบหนีเจ้าหนี้ และอดีตอันแสนเจ็บปวดมาพักพิงที่นี่ หลังจากที่ต้องพาน้องระหอกระเหินมาหลายจังหวัดท





![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

