Mag-log inณัฐนรีเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้น หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะสิ่งที่เธอชนเข้าไปไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่หิน แต่เป็นแผ่นอกแข็งแรงของใครบางคน
มือใหญ่คว้าแขนเธอไว้ทันทีก่อนที่เธอจะตั้งตัวได้
"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอณัฐนรี" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้เลือดในกายเย็นวาบ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมพลันเบิกกว้างเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบของคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดในชีวิต
"คุณ!"
หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ความตกใจผสมความกลัวทำให้เธอรีบสะบัดอย่างแรงไม่ทันได้คิดอะไรทั้งนั้นนอกจากต้องหนี เมื่อหลุดพ้นขาก็พาเธอวิ่งทันทีวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม ทางเดียวกับที่เธอเพิ่งหนีงูเห่ามา
สำหรับเธอแล้วผู้ชายคนนี้น่ากลัวกว่างูเสียอีกเมื่อเทียบกัน ถ้าให้เลือกว่าจะวิ่งเข้าหาเขาหรือวิ่งเข้าหางู เธอตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าวิ่งเข้าหางูดีกว่าอย่างน้อยก็ยังเหลือทางรอดให้เธอบ้าง แต่กับผู้ชายคนนี้ท่าทางของเขาพร้อมจะฉีกเนื้อเธอได้ทุกเวลา
"อ๊ะ..."
ทว่าวิ่งได้ไม่ถึงสามก้าวแรงกระชากจากด้านหลังก็ดึงร่างเธอจนตัวเซลมหายใจขาดห้วง ยังไม่ทันได้ร้องร่างก็ลอยขึ้นจากพื้น โลกทั้งใบกลับหัว
เขาจับเธอฟาดขึ้นบ่าตัวเองอย่างไม่ปรานี หัวเธอห้อยลงเลือดสูบฉีดขึ้นหน้า ภาพตรงหน้าสั่นไหว
"ปล่อยฉัน!"
เธอพยายามเอาตัวรอดสุดแรงทั้งดิ้นทั้งใช้กำปั้นเล็ก ๆ กระหน่ำทุบแผ่นหลังกว้าง ขาเตะสะเปะสะปะ แต่ก็เหมือนไร้ค่าผู้ชายคนนั้นไม่สะทกสะท้าน ก้าวยาว ๆ ฝ่าความมืดของป่าแบกราวกับเธอเป็นเพียงสัมภาระชิ้นหนึ่ง
ไม่นานแสงไฟจากบ้านก็ปรากฏขึ้น บ้านหลังนั้นที่เป็นคุกกักขังเธอ มาถึงบ้านเขาก็พาเธอขึ้นบันได ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคง มือที่โอบรอบตัวเธอแน่นดุลคีมเหล็กไม่เปิดโอกาสให้เธอหลุดหนีแม้แต่นิดเดียว
เขาพาเธอเข้าไปยังห้องนอนบนชั้นสองชั้นสอง ก่อนที่จะโยนร่างเธอลงบนเตียงอย่างแรง
"อึก!"
แรงกระแทกทำให้ลมหายใจหลุดออกจากปอด ความจุกแล่นขึ้นมาจุกอกจนเธองอตัว หน้าซีด น้ำตาคลอ
แม้เตียงนุ่มแต่แรงกระแทกที่ได้รับกลับโหดร้ายเกินจะรับไหว แต่เขากลับยืนมองอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แววตาเย็นชาไร้ความสงสาร
"ถ้าฉันไม่ปล่อย เธอก็ไม่มีสิทธ์หนีไปไหนได้ทั้งนั้น" เสียงเขาต่ำกดดันเหมือนคำพิพากษา
เธอได้แต่เม้มปากพูดไม่ออก มือกำผ้าปูเตียงแน่นพยายามประคองตัวเองจากความเจ็บ ครั้นแรงจุกเริ่มทุเลาเธอก็ฝืนลุกขึ้นจากเตียง ขณะที่สายตาเหลือบไปมองประตูห้อง
มันยังเปิดอยู่นี่เป็นโอกาสเดียวของเธอในการหนีอีกครั้ง ไวเท่าความคือร่างกายของเธอที่พุ่งตัวออกไปโดยไม่คิดชีวิตเท้าแทบไม่แตะพื้นมือเอื้อมไปคว้าลูกบิด แต่ยังไม่ทันได้หมุน แรงกระชากจากด้านหลังก็ฉุดร่างเธอกลับไปอย่างแรง
"อ๊ะ!"
เสียงหอบหายใจสะดุด โลกทั้งใบหมุนคว้าง ก่อนร่างเธอจะถูกโยนกลับลงบนเตียงอีกครั้งอย่างไร้ความปรานี พร้อมกับความหวังสุดท้ายของเธอที่พังทลายลงตรงหน้า
เธอจุก แต่เก็บอาการไว้หยัดกายลุกขึ้นนั่งดวงตาเริ่มแดงก่ำเมื่อรู้ว่าหนีไม่รอด การหนีของเธอล้มเหลว และไม่มีโอกาสให้เธอได้หนีอีกต่อไป
ใจหนึ่งเริ่มสิ้นหวัง แต่อีกใจกลับบอกให้สู้เธอยังมีน้องสาวให้กลับไปหา เธอเรียกแรกฮึดสู้อีกครั้งในเมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลงั้นลองใช้ไม่อ่อนดู
เธอเลื่อนตัวลงจากเตียงคุกเข่าลงช้า ๆ ตรงหน้าร่างสูง เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาเว้าวอน
"ฉันรู้ว่าตัวเองผิด ผิดทุกอย่าง ฉันขอโทษ" เอ่ยเสียงสั่น และแผ่วเบา "แต่คุณช่วยเมตตาปล่อยฉันไปสักครั้งได้ไหมคะ คุณปล่อยฉันไปเถอะนะคะขอร้อง..."
น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่ต้องแสร้งเพราะมันคือความแตกสลายจริง ๆ
"ฉันยังมีน้องเป็นเด็กออทิสติกที่ต้องดูแล ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ" มือสั่นเทายื่นไปจับขากางเกงเขาไว้แน่นขอร้องอ้อนวอน หวังว่าจะมีสักเสี้ยวนาทีที่เขาเห็นใจแล้วยอมปล่อยเธอไป
ภารัณไม่แม้แต่จะก้มมอง เขาสะบัดมือเธอออกจากขาอย่างเย็นชา
"อย่าใช้ลูกไม้นี้กับฉัน...มันไม่ได้ผล" เอ่ยเสียงนิ่ง แต่หนักหน่วง จากนั้นก็เดินไปที่ประตู หันกลับมามองเธออีกครั้งก่อนปิดประตูลงดังปัง
เสียงกุญแจหมุนดังชัดในความเงียบณัฐนรีทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกอดเข่าตัวเอง น้ำตาไหลออกมาอย่างสิ้นหวัง เธอถูกขังอีกครั้ง และครั้งนี้แน่นหนากว่าเดิม
ภารัณเดินลงมาชั้นล่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงต่ำ แววตาคมกริบไล่มองหน้าเหล่าลูกน้องอยากคาดโทษ "เฝ้าไว้ให้ดี อย่าให้เธอหนีไปได้อีกไม่อยากนั้นมึงทุกคนโดน"
"ครับ" ลูกน้องรับคำทันทีก่อนจะแยกย้ายกันไปเฝ้าตามจุดต่าง ๆ
เขามองตามหลังลูกน้องพร้อมพ่นลมหายใจหนัก ๆ ออกมา สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดโปนพยายามระงับอารมณ์โทสะ หากวันนี้เขาตามหาหญิงสาวไม่เจอเธอคงหนีหายไปตลอดกาลแน่ ๆ สองเท้าใหญ่ก้าวเดินออกจากบ้าน ก่อนใบหน้าคมเข้มจะเงยมองขึ้นไปยังชั้นสอง มองห้องที่เธอถูกขังอยู่
เขาขังเธอไว้ชั้นสองแล้วคงหนีไปไหนไม่ได้อีก..
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เขายืนมองหน้าต่างห้องชั้นสองที่มีผ้าม่านสีเทาปิดอยู่ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถสปอร์ตหรูขับออกไปด้วยความเร็ว ปลายทางคือโรงพยาบาลที่บุตรชายยังนอนรักษาตัวอยู่
หัวใจอันแข็งแกร่งพลันหนักอึ้งขึ้นมาเมื่อเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยแล้วเห็นทารกตัวเล็กนอนอยู่ในตู้อบ ผิวขาวซีด อกกระเพื่อมเบา ๆ ตามจังหวะการหายใจ
ข้างตู้อบมีแม่ของเขานั่งเฝ้าไม่ห่าง เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปยืนข้างท่าน มือยื่นไปแนบกระจกใสปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย
หัวใจของคนเป็นพ่ออย่างเขาเจ็บปวดยิ่งนักที่ต้องเห็นลูกอยู่ในสภาพแบบนี้ทั้งที่ลูกควรจะได้เติบโตตามวัยเหมือนเด็กคนอื่น ๆ
"ตามหาแม่ของลูกเจอรึยังตาภัทร"
เสียงของแม่ทำภารัณลอบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตัดสินใจบอกไปเผื่อท่านคลายกังวลลงบ้าง
"เจอแล้วครับ"
"จริงเหรอตาภัทร"
สิ้นเสียงเขาท่านก็ผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่เห็นแต่ความตึงเครียดมานานหลายวันบัดนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ
"แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ลูกได้บอกเธอเรื่องการรักษาลูกรึยัง"
"ยังครับ ผมไม่ต้องการให้เธอรู้เรื่องลูก และไม่ต้องการให้เธอมาข้องเกี่ยวกับลูกอีก"
"แม่รู้ว่าลูกโกรธเธอ แต่ชีวิตเด็กคนนี้สำคัญกว่า เรื่องอื่นลูกควรพักไว้ก่อนแล้วรีบทำให้เธอท้องซะ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนแม่ไม่สน" พิมพ์ผกาหน้าตึงไม่พอใจที่บุตรชายชักช้า เธอกลัวว่าหลานจะเป็นอะไรไปเสียก่อน
ภารัณเลือกไม่ตอบโต้ผู้เป็นแม่มองไปยังใบหน้าซีดเซียวของลูกชายเงียบ ๆ
ความคิดมากมายเริ่มประดังเข้ามาในสมองของเขาพร้อมด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกที่กัดกินใจอยู่ลึก ๆ ทั้งที่ตอนนี้ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นก็อยู่ในมือของเขาแล้ว แต่เขากลับยังประวิงเวลาเพียงเพราะรับไม่ได้กับวิธีที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นท้องอีกครั้ง
ที่เขาวางแผนไว้คือเมื่อได้ตัวผู้หญิงคนนั้นมาแล้วจะให้เธอตั้งครรภ์ด้วยการทำกิฟต์ ทว่าพอปรึกษาหมอกลับได้คำตอบว่าการจะทำกิฟต์ได้เขากับผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นถึงจะทำได้เพื่อยืนยันสิทธิ และป้องกันปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบุตร
หมายความว่าเขาต้องจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเขาไม่ยอมเด็ดขาด หากจดทะเบียนกันแล้วพอทุกอย่างสำเร็จแล้วเขาจะหย่า แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมหย่าก็มีปัญหาตามมาอีกไม่รู้จบ อีกวิธีที่หมอแนะนำคือมีแบบธรรมชาติ จะให้เขาไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงคนนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
เขาพยายามให้ลูกน้องติดต่อหมอไปเกือบทุกที่เพื่อจ้างให้ทำกิฟต์ให้โดยไม่ต้องจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนนั้น ไม่ว่าจะต้องใช้เงินมากเท่าไรเขาก็พร้อมจ่ายไม่อั้น แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ต่างจากหมอคนแรก ไม่มีหมอคนไหนกล้าเสี่ยงลักลอบทำให้สักคน
"พ่อควรทำยังไงดี" เสียงทุ้มพึมพำกับทารกน้อยในตู้อบอย่างจนปัญญา นอกจากสองวิธีนี้เขาก็มองไม่เห็นทางไหนอีกเลย
แกร็ก~
เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้ภารัณหลุดจากภวังค์ความคิดอันหนักอึ้ง ละสายตาจากบุตรชายหันไปมองทางประตูก็เห็นหมอวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมด้วยพยาบาลอีกคนเดิตามหลัง
"คุณพ่อได้ปรึกษากับแม่ของน้องหรือยังว่าจะจดทะเบียนสมรสแล้วทำกิฟต์ หรือจะลองวิธีธรรมชาติก่อน" หมอเดินมาหยุดริมตู้อบอีกฝั่งแล้วถามไถ่
"ยังเลยครับ" เขาตอบตามความจริง ทว่าหมอกลับมีสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
"คุณพ่อต้องรีบแล้วนะไม่อย่างนั้นการรักษาลูกจะล่าช้าออกไปอีก ซึ่งมันไม่เป็นผลดีเท่าไร" เอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
"ครับ"
"หวังว่าคุณพ่อกับคุณแม่จะให้ความร่วมมือในการรักษาลูกกับหมอนะครับ เพราะถ้าคุณทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือหมอก็รักษาลูกให้ต่อไม่ได้"
หมอมองหน้าเขาแล้วเอ่ยต่อราวกับกดดันกันทางอ้อม ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
"ได้ยินไหมตาภัทร เราไม่มีเวลาอีกแล้ว ลูกต้องทำให้ผู้หญิงคนนั้นท้องให้เร็วที่สุดเข้าใจไหม ถ้าลูกยังชักช้าแล้วหลานแม่เป็นอะไรไปเราจะได้เห็นดีกัน"
แม่ของเขาพูดกดดันอีกคน
นี่เขาต้องเลือกสักทางใช่ไหม เขาจะต้องกลับไปข้องเกี่ยวกับผู้หญิงใจทรามคนนั้นจริง ๆ หรือ สองมือหนากำแน่นด้วยความรู้สึกโกรธที่กำลังปะทุออกมา ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ ออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
"ตาภัทรมาคุยกับแม่ให้รู้เรื่องก่อน" พิมพ์ผกาพยายามร้องเรียกบุตรชายที่เดินตัวปลิวออกไป แต่ก็เปล่าประโยชน์
"ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ลูกคนนี้" เธอบ่นอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะหยิบมือถือในกระเป๋าออกมากดเบอร์ลูกน้องคนสนิทของบุตรชายเพื่อทำอะไรบางอย่างเพราะเธอไม่วางใจบุตรชาย
กลัวทุกอย่างจะล่าช้าจนสายไปเธอจึงต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งแม้ไม่อยากทำก็ตาม
ส่วนภารัณหลังออกจากโรงพยาบาลก็ขับรถตรงไปยังบ้านหลังนั้นอีกครั้งด้วยอารมณ์โกรธจัด
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
คืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหวเขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมาแม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว ส
หนึ่งปีก่อน...ทางเดินของโรงแรมห้าดาวสว่างไสวด้วยไฟสีทอง แต่สำหรับณัฐนรีที่กำลังเข็นรถรูมเซอร์วิสไปตามทางกลับรู้สึกว่ารอบตัวมันกลับมืดมนกว่าที่เคยเป็นรถรูมเซอร์วิสที่เธอเข็นอยู่ทุกวัน วันละหลายรอบก็หนักกว่าปกติ สาเหตุไม่ใช่อาหาร หรือเครื่องดื่มที่อยู่บนรถ แต่เพราะสิ่งที่เธอแอบผสมลงไปต่างหากทำให้รู
ปัง!ประตูห้องชั้นสองถูกเปิดออกอย่างแรงจนผนังสะเทือนทำณัฐนรีที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นปลายเตียงสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองประตูด้วยความตกใจ ร่างกายผุดลุกขึ้นยืนในทันทีเมื่อเห็นสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า"เธอนี่มันสารเลว
เรื่องราวในอดีตที่ไหลย้อนกลับไปไม่รู้จบค่อย ๆ ดูดพลังของณัฐนรีทีละนิดจนเปลือกตาหนักอึ้ง บวกกับร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอผล็อยบนโซฟาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก "เฮ้อ.." เธอถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา มือยกขึ้นประสานเหนือหัวแล้วบิดตัวไปมาไล่อาการเมื่อยขบ จากนั้นก็เดินไปเลิกผ้าม่านหน้าต่างเล็







