Masuk‘การที่ผมหลุดมายังโลกนิยายนักล่าสาปบาปนั้น ทำให้ผมได้เจอความแตกต่างระหว่างโลกเดิมและโลกนี้อย่างเห็นได้ชัด’
‘แต่มันมีบางอย่างที่ยังคงเหมือนเดิม’
สายฝนโปรยปรายลงมาจากกลุ่มเมฆครึ้มก่อตัวทั่วท้องฟ้า ไม่เข้ากับฤดูกาลยามนี้ซึ่งอยู่ช่วงหน้าร้อน หยาดน้ำร่วงกระทบร่างหนุ่มผมยาวดำที่ยืนอยู่เบื้องหน้าศิลาสลักชื่อ ‘คาเบิล แบรนดอน’ ชายผู้เป็นบิดาของร่างนี้ในโลกนี้ได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่อนุสรณ์ที่เรียกว่า ‘หลุมศพ’ เท่านั้น
“นี่มันอะไร...”
คาเลนพูดออกมาเสียงแผ่วคล้ายรำพันกับตนเอง สายตาจดจ้องไปยังอักษรบ่งบอกชื่อผู้เสียชีวิต คาเบิลถือว่าเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมอยู่พอตัว ก่อนหน้าจึงมีคนมากมายมาร่วมพิธีฝังศพเยอะประมาณหนึ่ง แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นออกไปกันหมดแล้ว สุสานเลยเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวปราศจากใครอื่น หรือบางทีก็เป็นเขาเองที่ไม่ได้สนใจว่ามีบุคคลอื่นอยู่รอบข้าง
‘ความตายก็ยังคงเป็นความตาย’
‘มันไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงกันได้ก็จริง แต่การต้องมานั่งจัดการความรู้สึกตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่ผมชอบเท่าไหร่ มันไม่ง่ายเหมือนเดิม มันไม่เคยง่ายเลยสักครั้ง’
คาเลนยืนมองนิ่งอยู่เช่นนี้มานาน ไม่อาจนับได้ว่าผ่านไปกี่นาทีหรือชั่วโมง บรรยากาศอึมครึมทำให้ความรู้สึกภายในจมดิ่ง เส้นผมเริ่มจับเป็นกีบผนวกด้วยน้ำฝนที่ไหลหยดจากปลาย ชายหนุ่มแทบไม่ใส่ใจเลยว่าตัวเองจะเป็นหวัดหรือไม่ เพราะตอนนี้มีสิ่งอื่นที่ควรคิดหนักมากกว่านั้น
คาเบิลเป็นมะเร็งมานานและตายไปด้วยโรคนี้ ในยุคปัจจุบันโลกเดิมของเขาก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ แล้วจะให้มาหวังอะไรกับยุคสมัยนี้ที่การแพทย์เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้ามากขนาดนั้น คาเลนรู้ดีว่านิยายเรื่องนักล่าสาปบาปไม่ใช่นิยายที่ถนอมน้ำใจคนอ่าน
ตัวละครตายเป็นเบือ สร้างแผลให้กับตัวละครอื่นที่เหลืออยู่ไม่หยุดไม่หย่อน
‘เห็นว่าคาเบิลเป็นตัวละครลับเลยหลงคิดว่าคงไม่มาตายเอาตอนเริ่มเรื่อง แต่สุดท้ายก็โดนตลบหลังสินะ ถ้าไม่นับว่านี้เป็นโลกนิยายที่เขียนขึ้นมา จริงๆ ผมก็คงมองว่ามันเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ทุกๆ คนมีชีวิตอยู่จริงๆ’
‘ผมชะล่าใจเกินไป’
นึกแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาพลางเสยผมยาวดำขึ้น สายตาปรายละจากป้ายหลุมศพ เริ่มสาวเท้าไปเรียกรถม้าเพื่อกลับบ้านตนเอง คาเลนรับรู้ถึงความเศร้าหมองมากมายที่อัดแน่นอยู่ภายใน ไม่อาจเอ่ยได้ว่ามันมากแค่ไหน เพราะเขาไม่แน่ใจนักว่ามันวัดจากอะไร
วัดจากปริมาณน้ำตาเหรอ?
หรือวัดจากเวลายืนตากฝนเพื่อไว้อาลัย?
เขาไม่รู้... แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกมันกำลังขยายอยู่ข้างใน จนเหมือนว่าจะฉีกกระชากร่างกายเขาออกจากกัน ถ้าความเศร้าคือระเบิดในร่างมนุษย์ ตอนนี้คาเลนคงแหลกเป็นชิ้นอีกครั้ง ไม่ต่างจากตอนเสียคนใกล้ชิดในโลกเดิม
‘ยิ่งเนื้อเรื่องของนิยายเริ่มดำเนินไปไกลเท่าไหร่ เหตุการณ์พวกนี้คงมีมาอีกเรื่อยๆ’
‘ดังนั้นปัญหาตอนนี้คือ นิยายเรื่องนี้กำลังเกิดช่องว่างการหายไปของตัวละครลับ มันเป็นเพราะผมเข้ามาแทรกแซงเนื้อเรื่องเหรอ? ไม่สิ... ตามปกติในเนื้อเรื่องคาเบิลเข้ามามีส่วนกับเนื้อเรื่องหลักเสมอ แต่ตัวคาเบิลกลับไม่เคยปรากฏให้เห็นเป็นตัวเป็นตนเลยสักครั้ง’
‘หรือจริงๆ แล้วคาเบิลตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่นิยายยังไม่ได้เล่าถึง?’
“วางใจอะไรไม่ได้เลยแฮะ”
ชายหนุ่มบ่นอุบอิบขณะที่ลงจากรถม้าอย่างอิดโรย ฝนเริ่มซาแต่บรรยากาศมืดครึ้มยังคงอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเลื่อนจับจ้องไปยังบ้านตนเอง แต่พอเลื่อนมองข้างๆ ประตูก็เห็นชายร่างสูงอันคุ้นตายืนพิงรออยู่
“มารอจีบผมอีกแล้วเหรอครับ?”
“นายควรหัดพูดทักทายแบบคนปกติบ้างนะ คาเลน”
“งั้นอรุณสวัสดิ์ คุณโลฮาส”
คนฟังได้ยินคำทักทายนั้นถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม “นี่มันตอนเที่ยงแล้ว” คาเลนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะส่งเสียง ‘โอ้ว’ ออกมาเหมือนเพิ่งจะนึกเอะใจได้ว่าตอนนี้เวลากี่โมงกี่ยาม
“สายัณห์สวัสดิ์ครับ”
“...”
บิทเทอเพ่งสายตามองไม่หัวเราะสักแอะ ถึงอย่างนั้นคาเลนกลับยิ้มแฉ่งออกมาพร้อมกับเอียงหัวมองอย่างทองไม่รู้ร้อน ฮันเตอร์หนุ่มคร้านจะต่อว่าจึงไม่ท้วงเรื่องการทักทายต่อ เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตั้งใจกวนประสาท
“สวมชุดไว้ทุกข์ยังยิ้มออกอยู่อีกเหรอ?”
“อยากเห็นหน้าตอนผมเศร้ารึไง?”
“เปล่า คิดว่าถ้านายไม่ทำท่าทางแบบนั้น ฉันคงชอบนายมากกว่านี้”
‘เอาแล้วไง จะมาพูดหวานๆ เซอร์วิสทั้งทีทำไมต้องวันนี้ด้วยเนี่ย’
‘แบบนี้มันน่าแหย่เล่นชะมัด’
“ถ้าผมไม่ทำ ‘ท่าทางแบบนั้น’ คุณจะ ‘ชอบ’ ผมใช่ไหมครับ?” คาเลนพูดย้ำอย่างจงใจแล้วหรี่ตามอง บิทเทอไม่ได้ให้คำตอบใดๆ คนทะเล้นจึงพูดต่อ “ไม่ต้องเลิกทำแบบนั้น เดี๋ยวคุณก็ชอบผมอยู่ดีแหละครับ”
“มั่นใจกับเรื่องไร้สาระซะจริง”
“แล้วมีธุระอะไรเหรอ?” คาเลนไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่าเลยออกปากถามเข้าประเด็นทันที ถ้าตามปกติเขาคงใช้เวลาหยอกล้อแกล้งพระเอกนานกว่านี้ แต่วันนี้คงไม่เหมาะนัก
“มีเรื่องสำคัญที่ฉันต้องบอกกับนายน่ะ”
พอได้ความแบบนั้น เจ้าบ้านจึงไขเปิดประตูพลางสาวเท้าเข้ามาพร้อมๆ กับแขกผู้ซึ่งเป็นฮันเตอร์ ทั้งสองตรงไปยังห้องรับแขกเริ่มสนทนาธุระที่คุณพระเอกพูดถึง สายตาบิทเทอนั้นเรียบนิ่งคอยพินิจตัวคาเลนต่างจากทุกครา เพราะธรรมชาติของอีกฝ่ายนั้นจะเป็นคนปากจ้อพูดไม่หยุด แต่วันนี้กลับเงียบผิดปกติ
‘คงเป็นเพราะเรื่องคาเบิลสินะ’
บิทเทอคาดเดาเหตุผลที่ทำให้คาเลนแสดงพฤติกรรมสุขุม ถึงแม้นักล่าเสพติดภูตจะรู้จักมักจี่ชายคนนี้ไม่นานนัก แต่เทียบจากท่าทีเดิมมันก็ออกจะแปลกหูแปลกตาเหลือเกิน ในทางกลับกัน ชายผมยาวดำเดินมานั่งลงตรงข้ามแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มบาง
“ยะ...อยากบอกอะไรเหรอครับ?”
‘แม่ง...ทำไงถึงจะไม่เขินออร่าพระเอกวะ?! จะกลั้นยิ้มไม่อยู่แล้วโว้ยยย!’
คาเลนมองตาแข็งผนวกกับมุมปากซึ่งกระตุกบ้างบางครั้ง เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะรับรู้ได้ถึงสายตาบิทเทอที่มองมาอย่างห่วงใย (มโนเอง) นั่นมันทำให้หัวใจนายบอดี้การ์ดจากต่างโลกฟูนุ่มพิกล ถ้าไม่ติดว่าพระเอกคนนี้กำลังจ้องตนอยู่ เขาคงยกมือขึ้นกุมอกกุมใจตัวเองไปแล้ว
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปรับท่าทางให้สงบนิ่งกว่าเก่า ชายผมบลอนด์ขาวมองก่อนเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมาทันที “คาเบิลไม่ได้ตายเพราะโรคมะเร็ง”
คาเลนชะงักไปพร้อมย่นคิ้วมอง บิทเทอสบตากลับแล้วพูดต่อ
“นายคงรู้จักโรค ‘สาปกายศิลา’ ใช่ไหม?”
‘สาปกายศิลา เป็นโรคที่รักษาไม่หายไม่ต่างจากโรคมะเร็ง แต่ความต่างคือคนป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการที่ยากสังเกตในช่วงแรก ช่วงปลายตามร่างกายจะมีบางส่วนกลายเป็นหินแข็งจนขยับแทบไม่ได้ พอตายไปร่างกายจะค่อยๆ กลายเป็นหินแข็งทั่วทั้งหมดไม่ต่างจากรูปปั้น’
‘ผมรู้จักโรคนี้ดี เพราะว่ามันเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดจากคำสาปหายาก และแอนนาลิสต์หลายๆ คนก็ให้ความสนใจกันมาก อย่างผมก็ศึกษาเรื่องนี้ตามโอกาสเพราะมันมีส่วนเกี่ยวกับนิยายพอตัว แต่ถึงจะวิเคราะห์วิจัยหายังไง ก็หาต้นตอโรคนี้แทบไม่เจอ มีแต่ทฤษฎีที่ยากจะพิสูจน์ เพราะงั้นไม่ต้องหวังการหาวิธีรักษาหรอก’
สายตาคาเลนหยุดมองบิทเทอ ‘ทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้ล่ะ? สรุปแล้วเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับคาเบิลกันแน่? ผมเคยคิดว่าการอ่านได้นิยายมันได้เปรียบแท้ๆ แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่า รู้เรื่องไอ้หมอนี่ลึกตื้นหนาบางแค่ไหน’
“รู้จัก จะบอกว่าคาเบิลเป็นโรคนั้นสินะ…”
“นายรู้อยู่แล้วเหรอ?”
คาเลนเค้นเสียงหัวเราะแห้งออกมา
“เกริ่นมาขนาดนี้ทำไมจะเดาไม่ออกล่ะ ถามอะไรแปลกจริงๆ” บิทเทอเงียบไม่ตอบอะไรจึงเป็นเขาที่ออกปากถาม “ทำไมถึงบอกเรื่องนี้กับผมล่ะ?”
“แค่คิดว่านายควรจะรู้เรื่องนี้ไว้”
คนถามแทบไม่เชื่อหูที่ได้ยินคำตอบแบบนั้น เพราะปกติแล้วคุณพระเอกเป็นคนทำตัวเย็นชาผิดที่ผิดเวลาอยู่ก็บ่อยครั้ง ไหงตอนนี้กลับทำได้ดีจนเขาอยากแปลงร่างเป็นโทรโข่งป่าวประกาศให้โลกรู้ว่า ‘บิทเทอ โลฮาส ได้เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจมนุษย์มากขึ้นแล้วค้าบ~’
‘ว่าไปเถอะ~ ไอ้คำพูดเมื่อกี้เกือบทำผมตกหลุมรักอีกแล้วนะ ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ไม่สามารถเอนจอยกับเซอร์วิสนี้ได้ ผมคงเดินเข้าไปหยิกแก้มเขาสักที’
“พูดแบบนี้เดี๋ยวผมก็เข้าใจว่าคุณเป็นห่วงผมหรอก” คาเลนแซวเหมือนกับทุกครั้งพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา บิทเทอกอดอกมองนิ่งแล้วตอบกลับเสียงเรียบ
“ใช่ ฉันเป็นห่วงนาย”
“... ครับ?”
คาเลนยิ้มค้างแล้วถามกลับเหมือนฟังไม่ถนัด
“ฉันบอกว่า ‘ฉันเป็นห่วงนาย’ ”
‘เมื่อกี้...ผมหูฝาดใช่ไหม?’
ก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะไม่นานก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าบ้านอย่างอดีตนักล่าเสพติดภูต บุรุษผมบลอนด์ขาวยาวมัดรวบต่ำสำรวจผู้มาเยือนทั้งสาม เขากอดอกซึ่งมือซ้ายสวมทับด้วยถุงมือดำปกปิดส่วนที่เป็นศิลา บรรยากาศแผ่ออกมาบ่งบอกความไม่เป็นมิตรต้อนรับแขกด้วยซ้ำ“ฉันไม่ได้บอกไปรึไงว่าห้ามมาที่นี่”“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”หนึ่งในสามผู้มาเยือนกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นั่นคือนางร้ายอย่างรานนามิด ส่วนอีกสองคนข้างหลังเธอคือราวิน อัศวินประจำกลุ่มกบฏ และอีกคนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโรเดนเวอร์ หัวหน้ากรงเล็บเพลิงฝ่ายกบฏ“ฉันเคยบอกไปชัดแล้วว่าเราจะไม่ยุ่งเรื่องพวกนั้น”“ฉันเข้าใจค่ะ แต่อย่างน้อยคุณควรจะฟัง”“อย่าทำตัวน่ารำคาญให้มาก ทาร์เมา”“ใจเย็นสิ เราแค่ต้องการคุย... ไม่นานหรอก”“พวกแกมาที่นี่เพื่อที่รบกวนพวกเรา และฉันมีสิทธิ์จะไล่ออกไป”บิทเทอพูดเสียงต่ำพร้อมกับเพ่งสายตาคมมองทั้งสาม วางท่าข่มขู่ไม่คิดเปิดทางให้คนนอกเข้ามา พลันทำบุรุษสตรีที่ถ่อมาถึงบ้านปลีกวิเวกจากเมืองใหญ่อดผละออกไม่ได้
สายลมพัดผ่านลูบใบหน้าเปื้อนฝุ่น เลือด และคราบน้ำตา ได้กลิ่นเกสรดอกประกอบใบไม้หญ้า ความอุดมสมบูรณ์ตามฤดูกาลคือสิ่งที่คาเลนสัมผัสได้แม้จะไม่ลืมตา เขาอยากลืมตามองเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว แต่ด้วยเรี่ยวแรงและบาดแผลตามตัว เหมือนถูกร่างกายสั่งว่าควรพักเสีย‘ผมรอด? หรือผมตายแล้วกันแน่?’นั่นคือคำถามดังก้องในหัวตั้งแต่สติเริ่มกลับมา เขายังคงรับรู้ความเจ็บปวดตามตัว แต่มันไม่ได้หนักหนาอย่างที่คิดคาดไว้ มันเบาบางลงมากจนน่าประหลาดใจ แล้วนอกจากความสงสัยซึ่งกำเนิด คงเป็นความกลัวนั่นแลที่กำลังเกาะกินเขากลัวว่าตื่นมาแล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยความสลด อาจเหลือเขาเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต กลัวว่าตื่นมาต้องเจอกับความจริงที่ว่าสูญเสียใครบางคน กลัวต้องเผชิญกับความผิดหวังซึ่งไม่ต้องการเห็น เขากลัวและนึกแม้แต่ว่า...ตื่นมาตนอาจเป็นศิลาคำสาปอย่างข้อตกลงเดียอามาลัมกลายเป็น ศิลาแห่งฟูลเนสศิลาซึ่งโหยหาความสมบูรณ์สงบที่ไม่มีอยู่จริง‘จริงๆ นี่อาจจะเป็นโลกหลังความตายก็ได้’
ตู้ม! พลั่ก!รูปปั้นไซอาร์วาดมือส่งออร่าเวทใส่สองเป้าหมาย บิทเทอไหวตัวหลบ ในขณะที่คาเลนสร้างโล่เงาหวังต้านพลังชะลอเวลา แต่ความพยายามทั้งสองไม่เป็นผล ฉับพลันพวกเขาถูกหยุดการเคลื่อนไหว จังหวะนั้นอดีตเพชฌฆาตละความสนใจจากบิทเทอ สองเท้าวิ่งไปเหวี่ยงหมัดใส่สีข้างคาเลนกระเด็นกลิ้งพื้น จนแผ่นหลังกระแทกผนังกระอักจุก รายต่อไปเป็นบิทเทอที่ถูกไซอาร์ส่งกระแสเวทสีทองผลักล้ม จากนั้นยกร่างเขาลอยกลางอากาศแล้วกระแทกพื้นจนแตกเป็นหลุม“แค่ก! อั่ก! แม่งเอ๊ย...”พระเอกร่างสะบักสะบอมหัวแตกเลือดไหล เขาเดาะลิ้นไม่พอใจหลังหลุดจากพลังชะลอซัสพิช สายตาพลันเหลือบเห็นเพรลคราบศิลากำลังเข้าไปซ้ำคนรักตน เขาไม่รอช้ารีบลุกขึ้นวิ่งตามไป แต่ฝ่ายตรงข้ามเร็วเสียจนความเร็วที่เขาใช้แลอ่อนด้อยเพอร์เซเว่ถึงตัวคาเลนก่อน มือกระชากคอเสื้อชายต่างโลกจนเท้าลอย แล้วฟาดร่างหนุ่มผมดำใส่กำแพงราวกับเขวี้ยงลูกบอล คาเลนไม่ทันตั้งตัวไม่สามารถหนีหรือขัดขืน ตัวเขาร่วงจากผนังลงมาไอเลือดอีกครั้งปัง!บิทเทอทนไม่ได้ จัดการยิงดวงแสงใส่ขาอดีตเพชฌฆาตให้ชะงัก มันหันไปมองเคือง
“มาพิสูจน์กัน ลูกรักของข้า”พลั่ก!ครั้นสิ้นการประกาศกร้าว ร่างโปร่งทั้งสองพลันทรุดฮวบลงไปกับพื้น บิทเทอเงยหน้าขึ้นไม่ทันไร เพรลในคราบศิลาก็พุ่งเข้ามาปล่อยหมัดตรง พระเอกตอบสนองเบี่ยงตัวหลบพร้อมฉวยดาบขาวออกมา เรียกดวงแสงยิงกลับจนเพอร์เซเว่ผงะออกไปทางด้านคาเลนกำลังพะวงสถานการณ์อีกคน พอเบือนมองข้างหน้าจึงพบศิลาไซอาร์สะบัดมือปล่อยออร่าเวทสีทอง ชายหนุ่มจะวิ่งหลบแต่ไม่ทัน ก่อนร่างกายจะถูกชะลอการเคลื่อนไหวแทบหยุดกับที่ เตือนความจำว่านี่คือพลังของไซอาร์ตู้ม! พลั่ก!ระลึกไม่ทันไร ซัสพิชหรือรูปปั้นไซอาร์ใช้กลุ่มพลังเวทกุมร่างคาเลนปาอัดใส่กำแพง สร้างรอยแตกร้าวบนผนังมหาวิหารวงกว้าง ชายผมดำร่วงมาคลานกับพื้นกระอักเลือดออกปาก ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วกลางตัว ทั้งที่เพิ่งเริ่มกลับรู้ชัดว่าใครได้หรือเสียเปรียบ‘ทำไมต้องเป็นสองคนนี้ด้วย!?’“เดียอามาลัม!”เขายันตัวลุกตวาดลั่นอย่างพิโรธ ทุกสิ่งอย่างผิดเพี้ยนไปหมดตั้งแต่หล่อนปรากฏตัว กระนั้นเทพหญิงทรงอำนาจหาได้ทุกข
‘นี่คงเป็นการต่อสู้ที่ผมรู้สึกกลัวที่สุด’กรับ กรับ กรับเสียงฝีเท้าม้ากระทบดินดังหลายคู่ในผืนป่าธาน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นฤดูกาลอากาศดีที่สุดเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่ง สวนกับห้วงเวลาของกลุ่มล่าศิลาเหลือเกิน เกือบตลอดการเดินทางทุกคนนั้นอยู่ในบรรยากาศสงบ และภายใต้ความสงัดนั้นแฝงด้วยความกังวลมหาศาลโดยเฉพาะคาเลน…“คาเลน”“...”“คาเลน แบรนดอน”“...”“ที่รัก”“หะ ฮะ...” คาเลนถึงกับสะดุ้งพลางปรายตามองคนขี่ม้าขนาบข้างด้วยใบหน้าเหลอหลาเลิกคิ้วมึนๆ บิทเทอที่เห็นแบบนั้นก็รับรู้ว่าคนรักตนคงจมไปในความคิดบางอย่าง ซึ่งอาจทั้งรู้ทั้งไม่รู้ในเวลาเดียวกัน ทำได้เพียงคาดเดา “เมื่อกี้เรียกฉันว่าที่รักเหรอ คุณโลฮาส~”คาเลนกลบเกลื่อนท่าทีวิตกด้วยรอยยิ้มบางแฝงทะเล้น แต่นั่นไม่อาจปกปิดความจริงจากสายตาคุณพระเอกได้ กระนั้นเจ้าของผมบลอนด์ขาวก็ไม่ได้ถือโทษ เขาเอื้อมมือไปลูบหูพลางเสนอความเ
ณ ป่าธานช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อวานยามบ่ายแก่ กลุ่มล่าศิลาได้สูญเสียสมาชิกนามว่า ไซอาร์ แม้นสลดแต่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอย่างใด เพราะผู้จากหายบอกกล่าวชัดเจนเสมอมาว่าชีวิตตนนั้นสั้นยาวเท่าไหร่ กระนั้นใช่ว่าจะไม่เหลือบาดแผลไว้ให้ใครสองบุรุษอย่างราวินกับคาเลนแทบสิ้นสติ คนหนึ่งมองเป็นเหมือนน้องชาย อีกคนยึดถือเป็นเจ้านายเหนือหัว ความเศร้าโศกโถมแทรกซึมบรรยากาศสงบที่มีตลอดการเดินทาง แต่นั่นไม่สามารถหยุดยั้งการตามล่าศิลาสุดท้ายครั้งนี้ หนำซ้ำยังเป็นชนวนให้พวกเขาเร่งไปยังจุดหมายกรับ กรับ แซ่ก…เสียงฝีเท้าม้าหลายคู่ผนวกกับเสียงใบไม้กระทบดังเนือง สายตาคาเลนเหม่อมองธรรมชาติรอบตัวอย่างว่างเปล่า ตั้งแต่อยู่โลกนี้ตลอดเวลา 5 ปีจนถึงเมื่อวาน สิ่งที่เขาพอดื่มด่ำกับมันได้คือทิวทัศน์สวยงามอันหาไม่ได้จากโลกปัจจุบัน กระทั่งตอนนี้เขาได้คำตอบว่า...ภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์มันไร้ประโยชน์เหลือเกินทำได้แค่เยียวยาแต่ไม่อาจพาหนีจากความจริง‘มันกำลังกวนประสาท เดียอามาลัม มันเห็นพวกเราเหมือนลูกไก่ในกำมือ คิดว่าจะบีบจนแหลกเมื่อไรก็ได้ตามใจมัน… นัง
รุ่งสางมาถึงในที่สุด ราวินนั่งเอนหลังพิงพนักในห้องรับแขกทั้งคืน รับรู้ได้ทันทีว่าวันใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง อันที่จริงเขาก็ไม่ใช่คนตื่นเช้าหรืออะไร แต่อาจเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ได้หลับเอาแรงไปเยอะแล้วเลยไม่มีอาการง่วงใดๆ“ทำท่าทำทางเหมือนตัวเองเป็นรูปปั้นไปได้&r
“อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านคาเลน”“อรุณสวัสดิ์~ ยินดีต้อนรับกลับ~”เมื่อยามเช้ามาถึงราวิน นั่มนั่ม และเบนจามินก็กลับมายังบ้านแบรนดอน ทั้งสองคนเห็นเจ้าบ้านสวมเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวดำคล้ายภาพลักษณ์เดิม แต่ที่ต่างออกไปหน่อยคือวันนี้คาเลนปล่อยผมยาวดำ ซึ่งปกติปล่อยทีไรก็บ่นรำคาญ
“คาเลน?”บิทเทอซึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างเอ่ยเรียกเสียงแหบ สายตาช้อนมองชายผมยาวดำคร่อมบนตัวช่วงหน้าตักอย่างเสน่หา นัยน์ตาสีน้ำตาลเพ่งมองกลับด้วยท่าทางขุ่นเคือง“เมื่อกี้...แฮ่ก กล้ามากที่รุกทีเผลอ”คุณพระเอกมองนิ่งไม่มีท่าสำนึกผิด จากนั้
“จริงๆ แล้วผมแพ้ครับ ท่านคาเลน”ราวินเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่ยังคงร่องรอยความผิดหวังเอาไว้ ถ้าหากเป็นหมาคงเห็นหางกับหูที่ลู่ตกลงหมด คาเลนเลิกคิ้วมองเล็กน้อย พักหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคืออะไร‘ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร’&







