Se connecter‘การที่ผมหลุดมายังโลกนิยายนักล่าสาปบาปนั้น ทำให้ผมได้เจอความแตกต่างระหว่างโลกเดิมและโลกนี้อย่างเห็นได้ชัด’
‘แต่มันมีบางอย่างที่ยังคงเหมือนเดิม’
สายฝนโปรยปรายลงมาจากกลุ่มเมฆครึ้มก่อตัวทั่วท้องฟ้า ไม่เข้ากับฤดูกาลยามนี้ซึ่งอยู่ช่วงหน้าร้อน หยาดน้ำร่วงกระทบร่างหนุ่มผมยาวดำที่ยืนอยู่เบื้องหน้าศิลาสลักชื่อ ‘คาเบิล แบรนดอน’ ชายผู้เป็นบิดาของร่างนี้ในโลกนี้ได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่อนุสรณ์ที่เรียกว่า ‘หลุมศพ’ เท่านั้น
“นี่มันอะไร...”
คาเลนพูดออกมาเสียงแผ่วคล้ายรำพันกับตนเอง สายตาจดจ้องไปยังอักษรบ่งบอกชื่อผู้เสียชีวิต คาเบิลถือว่าเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมอยู่พอตัว ก่อนหน้าจึงมีคนมากมายมาร่วมพิธีฝังศพเยอะประมาณหนึ่ง แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นออกไปกันหมดแล้ว สุสานเลยเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวปราศจากใครอื่น หรือบางทีก็เป็นเขาเองที่ไม่ได้สนใจว่ามีบุคคลอื่นอยู่รอบข้าง
‘ความตายก็ยังคงเป็นความตาย’
‘มันไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงกันได้ก็จริง แต่การต้องมานั่งจัดการความรู้สึกตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่ผมชอบเท่าไหร่ มันไม่ง่ายเหมือนเดิม มันไม่เคยง่ายเลยสักครั้ง’
คาเลนยืนมองนิ่งอยู่เช่นนี้มานาน ไม่อาจนับได้ว่าผ่านไปกี่นาทีหรือชั่วโมง บรรยากาศอึมครึมทำให้ความรู้สึกภายในจมดิ่ง เส้นผมเริ่มจับเป็นกีบผนวกด้วยน้ำฝนที่ไหลหยดจากปลาย ชายหนุ่มแทบไม่ใส่ใจเลยว่าตัวเองจะเป็นหวัดหรือไม่ เพราะตอนนี้มีสิ่งอื่นที่ควรคิดหนักมากกว่านั้น
คาเบิลเป็นมะเร็งมานานและตายไปด้วยโรคนี้ ในยุคปัจจุบันโลกเดิมของเขาก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ แล้วจะให้มาหวังอะไรกับยุคสมัยนี้ที่การแพทย์เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้ามากขนาดนั้น คาเลนรู้ดีว่านิยายเรื่องนักล่าสาปบาปไม่ใช่นิยายที่ถนอมน้ำใจคนอ่าน
ตัวละครตายเป็นเบือ สร้างแผลให้กับตัวละครอื่นที่เหลืออยู่ไม่หยุดไม่หย่อน
‘เห็นว่าคาเบิลเป็นตัวละครลับเลยหลงคิดว่าคงไม่มาตายเอาตอนเริ่มเรื่อง แต่สุดท้ายก็โดนตลบหลังสินะ ถ้าไม่นับว่านี้เป็นโลกนิยายที่เขียนขึ้นมา จริงๆ ผมก็คงมองว่ามันเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ทุกๆ คนมีชีวิตอยู่จริงๆ’
‘ผมชะล่าใจเกินไป’
นึกแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาพลางเสยผมยาวดำขึ้น สายตาปรายละจากป้ายหลุมศพ เริ่มสาวเท้าไปเรียกรถม้าเพื่อกลับบ้านตนเอง คาเลนรับรู้ถึงความเศร้าหมองมากมายที่อัดแน่นอยู่ภายใน ไม่อาจเอ่ยได้ว่ามันมากแค่ไหน เพราะเขาไม่แน่ใจนักว่ามันวัดจากอะไร
วัดจากปริมาณน้ำตาเหรอ?
หรือวัดจากเวลายืนตากฝนเพื่อไว้อาลัย?
เขาไม่รู้... แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกมันกำลังขยายอยู่ข้างใน จนเหมือนว่าจะฉีกกระชากร่างกายเขาออกจากกัน ถ้าความเศร้าคือระเบิดในร่างมนุษย์ ตอนนี้คาเลนคงแหลกเป็นชิ้นอีกครั้ง ไม่ต่างจากตอนเสียคนใกล้ชิดในโลกเดิม
‘ยิ่งเนื้อเรื่องของนิยายเริ่มดำเนินไปไกลเท่าไหร่ เหตุการณ์พวกนี้คงมีมาอีกเรื่อยๆ’
‘ดังนั้นปัญหาตอนนี้คือ นิยายเรื่องนี้กำลังเกิดช่องว่างการหายไปของตัวละครลับ มันเป็นเพราะผมเข้ามาแทรกแซงเนื้อเรื่องเหรอ? ไม่สิ... ตามปกติในเนื้อเรื่องคาเบิลเข้ามามีส่วนกับเนื้อเรื่องหลักเสมอ แต่ตัวคาเบิลกลับไม่เคยปรากฏให้เห็นเป็นตัวเป็นตนเลยสักครั้ง’
‘หรือจริงๆ แล้วคาเบิลตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่นิยายยังไม่ได้เล่าถึง?’
“วางใจอะไรไม่ได้เลยแฮะ”
ชายหนุ่มบ่นอุบอิบขณะที่ลงจากรถม้าอย่างอิดโรย ฝนเริ่มซาแต่บรรยากาศมืดครึ้มยังคงอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเลื่อนจับจ้องไปยังบ้านตนเอง แต่พอเลื่อนมองข้างๆ ประตูก็เห็นชายร่างสูงอันคุ้นตายืนพิงรออยู่
“มารอจีบผมอีกแล้วเหรอครับ?”
“นายควรหัดพูดทักทายแบบคนปกติบ้างนะ คาเลน”
“งั้นอรุณสวัสดิ์ คุณโลฮาส”
คนฟังได้ยินคำทักทายนั้นถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม “นี่มันตอนเที่ยงแล้ว” คาเลนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะส่งเสียง ‘โอ้ว’ ออกมาเหมือนเพิ่งจะนึกเอะใจได้ว่าตอนนี้เวลากี่โมงกี่ยาม
“สายัณห์สวัสดิ์ครับ”
“...”
บิทเทอเพ่งสายตามองไม่หัวเราะสักแอะ ถึงอย่างนั้นคาเลนกลับยิ้มแฉ่งออกมาพร้อมกับเอียงหัวมองอย่างทองไม่รู้ร้อน ฮันเตอร์หนุ่มคร้านจะต่อว่าจึงไม่ท้วงเรื่องการทักทายต่อ เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตั้งใจกวนประสาท
“สวมชุดไว้ทุกข์ยังยิ้มออกอยู่อีกเหรอ?”
“อยากเห็นหน้าตอนผมเศร้ารึไง?”
“เปล่า คิดว่าถ้านายไม่ทำท่าทางแบบนั้น ฉันคงชอบนายมากกว่านี้”
‘เอาแล้วไง จะมาพูดหวานๆ เซอร์วิสทั้งทีทำไมต้องวันนี้ด้วยเนี่ย’
‘แบบนี้มันน่าแหย่เล่นชะมัด’
“ถ้าผมไม่ทำ ‘ท่าทางแบบนั้น’ คุณจะ ‘ชอบ’ ผมใช่ไหมครับ?” คาเลนพูดย้ำอย่างจงใจแล้วหรี่ตามอง บิทเทอไม่ได้ให้คำตอบใดๆ คนทะเล้นจึงพูดต่อ “ไม่ต้องเลิกทำแบบนั้น เดี๋ยวคุณก็ชอบผมอยู่ดีแหละครับ”
“มั่นใจกับเรื่องไร้สาระซะจริง”
“แล้วมีธุระอะไรเหรอ?” คาเลนไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่าเลยออกปากถามเข้าประเด็นทันที ถ้าตามปกติเขาคงใช้เวลาหยอกล้อแกล้งพระเอกนานกว่านี้ แต่วันนี้คงไม่เหมาะนัก
“มีเรื่องสำคัญที่ฉันต้องบอกกับนายน่ะ”
พอได้ความแบบนั้น เจ้าบ้านจึงไขเปิดประตูพลางสาวเท้าเข้ามาพร้อมๆ กับแขกผู้ซึ่งเป็นฮันเตอร์ ทั้งสองตรงไปยังห้องรับแขกเริ่มสนทนาธุระที่คุณพระเอกพูดถึง สายตาบิทเทอนั้นเรียบนิ่งคอยพินิจตัวคาเลนต่างจากทุกครา เพราะธรรมชาติของอีกฝ่ายนั้นจะเป็นคนปากจ้อพูดไม่หยุด แต่วันนี้กลับเงียบผิดปกติ
‘คงเป็นเพราะเรื่องคาเบิลสินะ’
บิทเทอคาดเดาเหตุผลที่ทำให้คาเลนแสดงพฤติกรรมสุขุม ถึงแม้นักล่าเสพติดภูตจะรู้จักมักจี่ชายคนนี้ไม่นานนัก แต่เทียบจากท่าทีเดิมมันก็ออกจะแปลกหูแปลกตาเหลือเกิน ในทางกลับกัน ชายผมยาวดำเดินมานั่งลงตรงข้ามแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มบาง
“ยะ...อยากบอกอะไรเหรอครับ?”
‘แม่ง...ทำไงถึงจะไม่เขินออร่าพระเอกวะ?! จะกลั้นยิ้มไม่อยู่แล้วโว้ยยย!’
คาเลนมองตาแข็งผนวกกับมุมปากซึ่งกระตุกบ้างบางครั้ง เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะรับรู้ได้ถึงสายตาบิทเทอที่มองมาอย่างห่วงใย (มโนเอง) นั่นมันทำให้หัวใจนายบอดี้การ์ดจากต่างโลกฟูนุ่มพิกล ถ้าไม่ติดว่าพระเอกคนนี้กำลังจ้องตนอยู่ เขาคงยกมือขึ้นกุมอกกุมใจตัวเองไปแล้ว
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปรับท่าทางให้สงบนิ่งกว่าเก่า ชายผมบลอนด์ขาวมองก่อนเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมาทันที “คาเบิลไม่ได้ตายเพราะโรคมะเร็ง”
คาเลนชะงักไปพร้อมย่นคิ้วมอง บิทเทอสบตากลับแล้วพูดต่อ
“นายคงรู้จักโรค ‘สาปกายศิลา’ ใช่ไหม?”
‘สาปกายศิลา เป็นโรคที่รักษาไม่หายไม่ต่างจากโรคมะเร็ง แต่ความต่างคือคนป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการที่ยากสังเกตในช่วงแรก ช่วงปลายตามร่างกายจะมีบางส่วนกลายเป็นหินแข็งจนขยับแทบไม่ได้ พอตายไปร่างกายจะค่อยๆ กลายเป็นหินแข็งทั่วทั้งหมดไม่ต่างจากรูปปั้น’
‘ผมรู้จักโรคนี้ดี เพราะว่ามันเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดจากคำสาปหายาก และแอนนาลิสต์หลายๆ คนก็ให้ความสนใจกันมาก อย่างผมก็ศึกษาเรื่องนี้ตามโอกาสเพราะมันมีส่วนเกี่ยวกับนิยายพอตัว แต่ถึงจะวิเคราะห์วิจัยหายังไง ก็หาต้นตอโรคนี้แทบไม่เจอ มีแต่ทฤษฎีที่ยากจะพิสูจน์ เพราะงั้นไม่ต้องหวังการหาวิธีรักษาหรอก’
สายตาคาเลนหยุดมองบิทเทอ ‘ทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้ล่ะ? สรุปแล้วเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับคาเบิลกันแน่? ผมเคยคิดว่าการอ่านได้นิยายมันได้เปรียบแท้ๆ แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่า รู้เรื่องไอ้หมอนี่ลึกตื้นหนาบางแค่ไหน’
“รู้จัก จะบอกว่าคาเบิลเป็นโรคนั้นสินะ…”
“นายรู้อยู่แล้วเหรอ?”
คาเลนเค้นเสียงหัวเราะแห้งออกมา
“เกริ่นมาขนาดนี้ทำไมจะเดาไม่ออกล่ะ ถามอะไรแปลกจริงๆ” บิทเทอเงียบไม่ตอบอะไรจึงเป็นเขาที่ออกปากถาม “ทำไมถึงบอกเรื่องนี้กับผมล่ะ?”
“แค่คิดว่านายควรจะรู้เรื่องนี้ไว้”
คนถามแทบไม่เชื่อหูที่ได้ยินคำตอบแบบนั้น เพราะปกติแล้วคุณพระเอกเป็นคนทำตัวเย็นชาผิดที่ผิดเวลาอยู่ก็บ่อยครั้ง ไหงตอนนี้กลับทำได้ดีจนเขาอยากแปลงร่างเป็นโทรโข่งป่าวประกาศให้โลกรู้ว่า ‘บิทเทอ โลฮาส ได้เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจมนุษย์มากขึ้นแล้วค้าบ~’
‘ว่าไปเถอะ~ ไอ้คำพูดเมื่อกี้เกือบทำผมตกหลุมรักอีกแล้วนะ ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ไม่สามารถเอนจอยกับเซอร์วิสนี้ได้ ผมคงเดินเข้าไปหยิกแก้มเขาสักที’
“พูดแบบนี้เดี๋ยวผมก็เข้าใจว่าคุณเป็นห่วงผมหรอก” คาเลนแซวเหมือนกับทุกครั้งพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา บิทเทอกอดอกมองนิ่งแล้วตอบกลับเสียงเรียบ
“ใช่ ฉันเป็นห่วงนาย”
“... ครับ?”
คาเลนยิ้มค้างแล้วถามกลับเหมือนฟังไม่ถนัด
“ฉันบอกว่า ‘ฉันเป็นห่วงนาย’ ”
‘เมื่อกี้...ผมหูฝาดใช่ไหม?’
“อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านคาเลน”“อรุณสวัสดิ์~ ยินดีต้อนรับกลับ~”เมื่อยามเช้ามาถึงราวิน นั่มนั่ม และเบนจามินก็กลับมายังบ้านแบรนดอน ทั้งสองคนเห็นเจ้าบ้านสวมเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวดำคล้ายภาพลักษณ์เดิม แต่ที่ต่างออกไปหน่อยคือวันนี้คาเลนปล่อยผมยาวดำ ซึ่งปกติปล่อยทีไรก็บ่นรำคาญ แล้วขณะนี้อีกฝ่ายนั้นกำลังกินขนมปังทาแยมกับนมในห้องรับแขกชั้นล่างพอดี ท่าทีดูคารมดีมากกว่าทุกๆ ครา พลันให้อัศวินหนุ่มกับอดีตขอทานสาวต้องมองหน้ากันเองอย่างสงสัย‘อารมณ์ดีเกินคาด’อย่างกับว่าเข้าใจความคิดตรงกันได้โดยไม่ต้องปริปากพูด พวกเขาละสายตาจากกันเอง ก่อนเบนจามินจะเดินไปนั่งตรงข้าม คว้าขนมปังที่อีกคนเพิ่งทาเสร็จมากินหน้าตาเฉย แต่ชายผมยาวกลับไม่ถือโทษ แถมยังยอมมอบให้โดยไม่ต่อว่าอะไรอีกต่างหาก“หิวเหรอ~ เอานมเพิ่มด้วยเลยไหม? เดี๋ยวฉันจะเทให้เอง~”‘ปกติก็ทำตัวประหลาดกวนนั่นกวนนี่แท้ๆ มาทำดีแบบนี้ชวนน่าขนลุกชะมัด’การตอบสนองอีกคนทำเบนจามินที่หวังจะกวนบาทาถึงกับแสดงสีหน้าเหยเกอึ้งไป ราวินซึ่งเดินมานั่งเย
“คาเลน?”บิทเทอซึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างเอ่ยเรียกเสียงแหบ สายตาช้อนมองชายผมยาวดำคร่อมบนตัวช่วงหน้าตักอย่างเสน่หา นัยน์ตาสีน้ำตาลเพ่งมองกลับด้วยท่าทางขุ่นเคือง“เมื่อกี้...แฮ่ก กล้ามากที่รุกทีเผลอ”คุณพระเอกมองนิ่งไม่มีท่าสำนึกผิด จากนั้นจึงค่อยๆ ไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าแดงระเรื่อปรกด้วยเส้นผมดำกระเซิง ลงมาเห็นช่วงล่างเปลือยเปล่าเผยขาเรียวขาว บิทเทอยันตัวลุกกำลังจะยื่นหน้าไปประกบปากอีกครั้ง แต่ต้องพลาดเพราะฝ่ามือคาเลนที่ดันให้เอนล้มลงนอนหงายอย่างเดิม“ยังไม่หยุดอีก”“เมื่อกี้นายรู้สึกดี”“...แต่มันทำฉันตกใจ”ไม่ได้ปฏิเสธแต่เลือกจะเบี่ยงประเด็นไปทางอื่น คาเลนกระแอมไอแก้อาการกระด้างอายตนเอง ก่อนครู่ต่อมาสายตาจะหลุบมองส่วนชูชันคุณพระเอก ตั้งแต่เสร็จจากเมื่อครู่ผ่านไม่กี่นาทีมันก็ผงาดอีกครั้ง“ครั้งนี้ฉันรับเอง”“รับ?”บิทเทอเลิกคิ้วมองกลับคล้ายไม่เข้าใจมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นอีกคนก็ไม่ได้อธิบายเพิ่ม ลุกไปคว้าเอาถุงยางมาสวมส
“เปื่อยชะมัด”คาเลนบ่นขณะนอนบนโซฟาในห้องรับแขกอย่างเอื่อยเฉื่อย แล้วความขี้เกียจก็ได้เข้ามาครอบงำเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะหลังจากหายไปเป็นเดือน พอกลับมาอีกทีก็ต้องเคลียร์งานมหาศาลที่คั่งค้าง เช่นเดียวกันกับบิทเทอซึ่งปล่อยให้เขตตัวเองอยู่ในความดูแลคนอื่นมานาน เลยต้องกลับไปรับผิดชอบหน้าที่ฮันเตอร์ต่อตามเดิม“เป็นไงบ้าง~ ไอ้คนหนีงาน”“คนไม่มีงานทำอย่างเธออย่าบ่นให้มากเลย”คาเลนว่าแล้วปัดมือไล่เบนจามินที่ยืนพิงขอบประตู ก่อนเธอจะถอนหายใจอ่อน “วันนี้ฉันจะออกไปทำธุระกับราวินนะ นายเองก็หยุดนอนเปื่อยได้แล้ว เดี๋ยวคุณพระเอกสุดหวานใจจะมาหาแล้วไม่ใช่รึไง”“อะ นั่นสิ!”พูดถึงคุณพระเอกไม่ถึงวิ เขาก็ผุดลุกขึ้นเร็วจนเบนจามินสะดุ้งโหยง “ชิ เหม็นคนคลั่งรักพระเอก”“ขอโทษที่ความรักของฉันมันทำร้ายคนโสดแบบเธอ~”พอชายหนุ่มเสริมด้วยท่าทางสุดเสียใจ (แบบปลอมๆ) เบนจามินก็กลอกตามองบนพร้อมถอนหายใจ เธอส่ายหัวก่อนจะผละตัวเดินจากไปโดยทิ้งท้ายไว้แค่ว่า…“เอาเถอะ ขอให้รักกันนานๆ แล้วกันน้า~ พ่อหนุ่ม”เจ้าบ้านไม่ตอบอะ
“จริงๆ แล้วผมแพ้ครับ ท่านคาเลน”ราวินเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่ยังคงร่องรอยความผิดหวังเอาไว้ ถ้าหากเป็นหมาคงเห็นหางกับหูที่ลู่ตกลงหมด คาเลนเลิกคิ้วมองเล็กน้อย พักหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคืออะไร‘ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร’ชายผมยาวกอดอกก่อนจะถามไปอย่างไม่ทุกข์ร้อนหรือตำหนิในตัวอัศวิน“แล้วทำไมแมนดิวถึงบอกว่านายชนะล่ะ?”“ตอนนั้นผมหมดสภาพสู้ต่อแต่ไม่ยอมแพ้ เขาเลยยอมแพ้เพื่อจบการต่อสู้”‘นี่มันโคตรจะหยามเลยนี่หว่า~ ตาแก่บ้านั่น’พอได้ฟังคำบอกเล่าจากราวินก็อดหลุดปากอุทานออกมาไม่ได้ คาเลนจึงถอนหายใจอดสูต่อการกระทำของแมนดิว ชายผู้ครองตำแหน่งคนที่ฝึกสอนพระเอกและลาสต์บอสอย่างเขา แล้วเพิ่งจะได้สู้กับอัศวินเมื่อไม่นานมานี้“ผมต้องขออภัยหากท่านคาเลนผิดหวัง”“ไม่เป็นไ—”“คราวหน้าผมจะคว้าชัยชนะมาให้ได้ครับ”“...”ยังไม่ทันจะพูดปลอบใจอะไร ราวินกลับด่วนสรุปหวังจะลองประมือใหม่เสียแล้ว คาเลนได้แต่มองนิ่งพักหนึ่งก่อนจะยื่นมือ
ในช่วงเวลากลางวันปรากฏอัศวินหนุ่มยืนกลางทุ่งโล่งซึ่งห่างออกไปจากบ้านแมนดิว นัยน์ตาสีมรกตทอดมองวิวทิวทัศน์อย่างเหม่อลอย เห็นภูเขาเต็มไปด้วยผืนป่าทึบต่างกับสถานแห่งนี้ที่ทั้งโล่งทั้งปลอดโปร่ง รับอากาศสดชื่นและแสงแดดได้สบาย ก่อนชั่วขณะนั้นใบหน้าคมจะเบือนหันมองคนก้าวเข้ามาในบริเวณ“รอนานไหม ท่านอัศวิน”“ไม่ครับ”ความเงียบเข้ามาปกคลุมชั่วครู่ โดยต่างฝ่ายต่างประจันหน้าสร้างบรรยากาศหนัก แมนดิวจดจ้องเข้าไปในดวงตาเยือกเย็นคู่นั้นพักหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้น“เราต้องสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายและไม่มีกฎเกณฑ์ ส่วนการตัดสินนั้น…” รอยยิ้มจากอดีตกรงเล็บเพลิงเผยออกมา “ถ้าทำให้ใครหมอบหรือพูดว่ายอมแพ้ได้ก็ชนะไป”“...”“หวังว่ากฎแบบนี้จะไม่ทำให้นายกลัวแล้วกันนะ”ราวินสบตามองกลับพร้อมตะเบ็งเสียงเรียบนิ่ง “ผมไม่พูดคำว่ายอมแพ้หรอกครับ” ได้ฟังแบบนั้น คู่สนทนาจึงพลันยิ้มกว้างออกมาทันใด“มั่นใจซะจริง งั้นมาดูแล้วกัน”“จะตายแล้ว…”คาเลนบ่นออกมาขณะนอนหงายบนเตียงเดี่ยวในห้องห
เริ่มแรกเป็นเพียงความมืด สักพักพอเปลือกตาเลื่อนเปิดก็เห็นเพดานไม้มีแสงส่องตกกระทบ ปกติแล้วเขาพอจะรู้ว่าตั้งแต่ออกเดินทางทำลายแท่นศิลาคำสาปเป็นไปได้ที่จะเจอแต่เรื่องประหลาด แต่เหมือนการเดินทางครั้งนี้จะเจอเรื่องเหนือความคาดหมายเยอะเป็นพิเศษ“ตื่นมาก็ทำหน้าอย่างกับปลาตายเลยนะ”เสียงคุ้นหูพลันให้คาเลนปรายตามอง ก่อนจะเห็นหญิงสาวนั่งกินใบไม้มองมาทางเขาด้วยท่าทางใจเย็นสุดๆ เธอก็คือเบนจามินนั่นเอง เขาขมวดคิ้วยันกายลุกขึ้นนั่ง ใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลมองรอบข้าง“นี่ ฉันอยู่ที่ไหน”เธอขมวดคิ้วมอง “นายจำไม่ได้เหรอ?”คาเลนเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อที่จะรื้อฟื้นความทรงจำทั้งหมด สายตาเหม่อมองไล่เรียงสิ่งที่เกิดหลายต่อหลายอย่าง ก่อนในที่สุดเขาจะร้อง “อ๋อ~” ออกมาหลังจำทุกๆ อย่างได้“ฉันกับบิทเทอเดินตามนั่มนั่มมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มาถึงบ้านของแมนดิว เพอร่า”“อะฮะ”“แต่พอมาถึงฉันก็สลบ”“เพราะเหนื่อย…”“ไม่ ฉันสลบไปเพราะเห็นหน้าเธอต่างหาก”เบนจามินได้ยินแบบนั้นถึงกับยิ้มแหย่ออกมา “ทำไม~ ความสวยของฉันมันแยงตานายจนทนมองไม่ไ