Masuk‘การที่ผมหลุดมายังโลกนิยายนักล่าสาปบาปนั้น ทำให้ผมได้เจอความแตกต่างระหว่างโลกเดิมและโลกนี้อย่างเห็นได้ชัด’
‘แต่มันมีบางอย่างที่ยังคงเหมือนเดิม’
สายฝนโปรยปรายลงมาจากกลุ่มเมฆครึ้มก่อตัวทั่วท้องฟ้า ไม่เข้ากับฤดูกาลยามนี้ซึ่งอยู่ช่วงหน้าร้อน หยาดน้ำร่วงกระทบร่างหนุ่มผมยาวดำที่ยืนอยู่เบื้องหน้าศิลาสลักชื่อ ‘คาเบิล แบรนดอน’ ชายผู้เป็นบิดาของร่างนี้ในโลกนี้ได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่อนุสรณ์ที่เรียกว่า ‘หลุมศพ’ เท่านั้น
“นี่มันอะไร...”
คาเลนพูดออกมาเสียงแผ่วคล้ายรำพันกับตนเอง สายตาจดจ้องไปยังอักษรบ่งบอกชื่อผู้เสียชีวิต คาเบิลถือว่าเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมอยู่พอตัว ก่อนหน้าจึงมีคนมากมายมาร่วมพิธีฝังศพเยอะประมาณหนึ่ง แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นออกไปกันหมดแล้ว สุสานเลยเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวปราศจากใครอื่น หรือบางทีก็เป็นเขาเองที่ไม่ได้สนใจว่ามีบุคคลอื่นอยู่รอบข้าง
‘ความตายก็ยังคงเป็นความตาย’
‘มันไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงกันได้ก็จริง แต่การต้องมานั่งจัดการความรู้สึกตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่ผมชอบเท่าไหร่ มันไม่ง่ายเหมือนเดิม มันไม่เคยง่ายเลยสักครั้ง’
คาเลนยืนมองนิ่งอยู่เช่นนี้มานาน ไม่อาจนับได้ว่าผ่านไปกี่นาทีหรือชั่วโมง บรรยากาศอึมครึมทำให้ความรู้สึกภายในจมดิ่ง เส้นผมเริ่มจับเป็นกีบผนวกด้วยน้ำฝนที่ไหลหยดจากปลาย ชายหนุ่มแทบไม่ใส่ใจเลยว่าตัวเองจะเป็นหวัดหรือไม่ เพราะตอนนี้มีสิ่งอื่นที่ควรคิดหนักมากกว่านั้น
คาเบิลเป็นมะเร็งมานานและตายไปด้วยโรคนี้ ในยุคปัจจุบันโลกเดิมของเขาก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ แล้วจะให้มาหวังอะไรกับยุคสมัยนี้ที่การแพทย์เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้ามากขนาดนั้น คาเลนรู้ดีว่านิยายเรื่องนักล่าสาปบาปไม่ใช่นิยายที่ถนอมน้ำใจคนอ่าน
ตัวละครตายเป็นเบือ สร้างแผลให้กับตัวละครอื่นที่เหลืออยู่ไม่หยุดไม่หย่อน
‘เห็นว่าคาเบิลเป็นตัวละครลับเลยหลงคิดว่าคงไม่มาตายเอาตอนเริ่มเรื่อง แต่สุดท้ายก็โดนตลบหลังสินะ ถ้าไม่นับว่านี้เป็นโลกนิยายที่เขียนขึ้นมา จริงๆ ผมก็คงมองว่ามันเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ทุกๆ คนมีชีวิตอยู่จริงๆ’
‘ผมชะล่าใจเกินไป’
นึกแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาพลางเสยผมยาวดำขึ้น สายตาปรายละจากป้ายหลุมศพ เริ่มสาวเท้าไปเรียกรถม้าเพื่อกลับบ้านตนเอง คาเลนรับรู้ถึงความเศร้าหมองมากมายที่อัดแน่นอยู่ภายใน ไม่อาจเอ่ยได้ว่ามันมากแค่ไหน เพราะเขาไม่แน่ใจนักว่ามันวัดจากอะไร
วัดจากปริมาณน้ำตาเหรอ?
หรือวัดจากเวลายืนตากฝนเพื่อไว้อาลัย?
เขาไม่รู้... แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกมันกำลังขยายอยู่ข้างใน จนเหมือนว่าจะฉีกกระชากร่างกายเขาออกจากกัน ถ้าความเศร้าคือระเบิดในร่างมนุษย์ ตอนนี้คาเลนคงแหลกเป็นชิ้นอีกครั้ง ไม่ต่างจากตอนเสียคนใกล้ชิดในโลกเดิม
‘ยิ่งเนื้อเรื่องของนิยายเริ่มดำเนินไปไกลเท่าไหร่ เหตุการณ์พวกนี้คงมีมาอีกเรื่อยๆ’
‘ดังนั้นปัญหาตอนนี้คือ นิยายเรื่องนี้กำลังเกิดช่องว่างการหายไปของตัวละครลับ มันเป็นเพราะผมเข้ามาแทรกแซงเนื้อเรื่องเหรอ? ไม่สิ... ตามปกติในเนื้อเรื่องคาเบิลเข้ามามีส่วนกับเนื้อเรื่องหลักเสมอ แต่ตัวคาเบิลกลับไม่เคยปรากฏให้เห็นเป็นตัวเป็นตนเลยสักครั้ง’
‘หรือจริงๆ แล้วคาเบิลตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่นิยายยังไม่ได้เล่าถึง?’
“วางใจอะไรไม่ได้เลยแฮะ”
ชายหนุ่มบ่นอุบอิบขณะที่ลงจากรถม้าอย่างอิดโรย ฝนเริ่มซาแต่บรรยากาศมืดครึ้มยังคงอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเลื่อนจับจ้องไปยังบ้านตนเอง แต่พอเลื่อนมองข้างๆ ประตูก็เห็นชายร่างสูงอันคุ้นตายืนพิงรออยู่
“มารอจีบผมอีกแล้วเหรอครับ?”
“นายควรหัดพูดทักทายแบบคนปกติบ้างนะ คาเลน”
“งั้นอรุณสวัสดิ์ คุณโลฮาส”
คนฟังได้ยินคำทักทายนั้นถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม “นี่มันตอนเที่ยงแล้ว” คาเลนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะส่งเสียง ‘โอ้ว’ ออกมาเหมือนเพิ่งจะนึกเอะใจได้ว่าตอนนี้เวลากี่โมงกี่ยาม
“สายัณห์สวัสดิ์ครับ”
“...”
บิทเทอเพ่งสายตามองไม่หัวเราะสักแอะ ถึงอย่างนั้นคาเลนกลับยิ้มแฉ่งออกมาพร้อมกับเอียงหัวมองอย่างทองไม่รู้ร้อน ฮันเตอร์หนุ่มคร้านจะต่อว่าจึงไม่ท้วงเรื่องการทักทายต่อ เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตั้งใจกวนประสาท
“สวมชุดไว้ทุกข์ยังยิ้มออกอยู่อีกเหรอ?”
“อยากเห็นหน้าตอนผมเศร้ารึไง?”
“เปล่า คิดว่าถ้านายไม่ทำท่าทางแบบนั้น ฉันคงชอบนายมากกว่านี้”
‘เอาแล้วไง จะมาพูดหวานๆ เซอร์วิสทั้งทีทำไมต้องวันนี้ด้วยเนี่ย’
‘แบบนี้มันน่าแหย่เล่นชะมัด’
“ถ้าผมไม่ทำ ‘ท่าทางแบบนั้น’ คุณจะ ‘ชอบ’ ผมใช่ไหมครับ?” คาเลนพูดย้ำอย่างจงใจแล้วหรี่ตามอง บิทเทอไม่ได้ให้คำตอบใดๆ คนทะเล้นจึงพูดต่อ “ไม่ต้องเลิกทำแบบนั้น เดี๋ยวคุณก็ชอบผมอยู่ดีแหละครับ”
“มั่นใจกับเรื่องไร้สาระซะจริง”
“แล้วมีธุระอะไรเหรอ?” คาเลนไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่าเลยออกปากถามเข้าประเด็นทันที ถ้าตามปกติเขาคงใช้เวลาหยอกล้อแกล้งพระเอกนานกว่านี้ แต่วันนี้คงไม่เหมาะนัก
“มีเรื่องสำคัญที่ฉันต้องบอกกับนายน่ะ”
พอได้ความแบบนั้น เจ้าบ้านจึงไขเปิดประตูพลางสาวเท้าเข้ามาพร้อมๆ กับแขกผู้ซึ่งเป็นฮันเตอร์ ทั้งสองตรงไปยังห้องรับแขกเริ่มสนทนาธุระที่คุณพระเอกพูดถึง สายตาบิทเทอนั้นเรียบนิ่งคอยพินิจตัวคาเลนต่างจากทุกครา เพราะธรรมชาติของอีกฝ่ายนั้นจะเป็นคนปากจ้อพูดไม่หยุด แต่วันนี้กลับเงียบผิดปกติ
‘คงเป็นเพราะเรื่องคาเบิลสินะ’
บิทเทอคาดเดาเหตุผลที่ทำให้คาเลนแสดงพฤติกรรมสุขุม ถึงแม้นักล่าเสพติดภูตจะรู้จักมักจี่ชายคนนี้ไม่นานนัก แต่เทียบจากท่าทีเดิมมันก็ออกจะแปลกหูแปลกตาเหลือเกิน ในทางกลับกัน ชายผมยาวดำเดินมานั่งลงตรงข้ามแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มบาง
“ยะ...อยากบอกอะไรเหรอครับ?”
‘แม่ง...ทำไงถึงจะไม่เขินออร่าพระเอกวะ?! จะกลั้นยิ้มไม่อยู่แล้วโว้ยยย!’
คาเลนมองตาแข็งผนวกกับมุมปากซึ่งกระตุกบ้างบางครั้ง เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะรับรู้ได้ถึงสายตาบิทเทอที่มองมาอย่างห่วงใย (มโนเอง) นั่นมันทำให้หัวใจนายบอดี้การ์ดจากต่างโลกฟูนุ่มพิกล ถ้าไม่ติดว่าพระเอกคนนี้กำลังจ้องตนอยู่ เขาคงยกมือขึ้นกุมอกกุมใจตัวเองไปแล้ว
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปรับท่าทางให้สงบนิ่งกว่าเก่า ชายผมบลอนด์ขาวมองก่อนเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมาทันที “คาเบิลไม่ได้ตายเพราะโรคมะเร็ง”
คาเลนชะงักไปพร้อมย่นคิ้วมอง บิทเทอสบตากลับแล้วพูดต่อ
“นายคงรู้จักโรค ‘สาปกายศิลา’ ใช่ไหม?”
‘สาปกายศิลา เป็นโรคที่รักษาไม่หายไม่ต่างจากโรคมะเร็ง แต่ความต่างคือคนป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการที่ยากสังเกตในช่วงแรก ช่วงปลายตามร่างกายจะมีบางส่วนกลายเป็นหินแข็งจนขยับแทบไม่ได้ พอตายไปร่างกายจะค่อยๆ กลายเป็นหินแข็งทั่วทั้งหมดไม่ต่างจากรูปปั้น’
‘ผมรู้จักโรคนี้ดี เพราะว่ามันเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดจากคำสาปหายาก และแอนนาลิสต์หลายๆ คนก็ให้ความสนใจกันมาก อย่างผมก็ศึกษาเรื่องนี้ตามโอกาสเพราะมันมีส่วนเกี่ยวกับนิยายพอตัว แต่ถึงจะวิเคราะห์วิจัยหายังไง ก็หาต้นตอโรคนี้แทบไม่เจอ มีแต่ทฤษฎีที่ยากจะพิสูจน์ เพราะงั้นไม่ต้องหวังการหาวิธีรักษาหรอก’
สายตาคาเลนหยุดมองบิทเทอ ‘ทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้ล่ะ? สรุปแล้วเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับคาเบิลกันแน่? ผมเคยคิดว่าการอ่านได้นิยายมันได้เปรียบแท้ๆ แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่า รู้เรื่องไอ้หมอนี่ลึกตื้นหนาบางแค่ไหน’
“รู้จัก จะบอกว่าคาเบิลเป็นโรคนั้นสินะ…”
“นายรู้อยู่แล้วเหรอ?”
คาเลนเค้นเสียงหัวเราะแห้งออกมา
“เกริ่นมาขนาดนี้ทำไมจะเดาไม่ออกล่ะ ถามอะไรแปลกจริงๆ” บิทเทอเงียบไม่ตอบอะไรจึงเป็นเขาที่ออกปากถาม “ทำไมถึงบอกเรื่องนี้กับผมล่ะ?”
“แค่คิดว่านายควรจะรู้เรื่องนี้ไว้”
คนถามแทบไม่เชื่อหูที่ได้ยินคำตอบแบบนั้น เพราะปกติแล้วคุณพระเอกเป็นคนทำตัวเย็นชาผิดที่ผิดเวลาอยู่ก็บ่อยครั้ง ไหงตอนนี้กลับทำได้ดีจนเขาอยากแปลงร่างเป็นโทรโข่งป่าวประกาศให้โลกรู้ว่า ‘บิทเทอ โลฮาส ได้เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจมนุษย์มากขึ้นแล้วค้าบ~’
‘ว่าไปเถอะ~ ไอ้คำพูดเมื่อกี้เกือบทำผมตกหลุมรักอีกแล้วนะ ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ไม่สามารถเอนจอยกับเซอร์วิสนี้ได้ ผมคงเดินเข้าไปหยิกแก้มเขาสักที’
“พูดแบบนี้เดี๋ยวผมก็เข้าใจว่าคุณเป็นห่วงผมหรอก” คาเลนแซวเหมือนกับทุกครั้งพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา บิทเทอกอดอกมองนิ่งแล้วตอบกลับเสียงเรียบ
“ใช่ ฉันเป็นห่วงนาย”
“... ครับ?”
คาเลนยิ้มค้างแล้วถามกลับเหมือนฟังไม่ถนัด
“ฉันบอกว่า ‘ฉันเป็นห่วงนาย’ ”
‘เมื่อกี้...ผมหูฝาดใช่ไหม?’
แอ๊ด…ในยามเช้าที่ท้องฟ้านั่นยังไม่สางมากนัก จึงไม่มีการต้อนรับแสงอาทิตย์ลงมาสู่เมืองธาน ประตูบ้านหลังหนึ่งเปิดออกมา ปรากฏร่างชายผมยาวดำมัดรวบยุ่งเล็กน้อยสาวเท้ามาหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางเอาไว้หน้าบ้าน เขาอ้าปากหาวอย่างงัวเงียก่อนจะหางตาชายเห็นเงาตะคุ่มที่อยู่ข้างประตูอีกฟากว้ายยย!?คาเลนหวีดร้องพร้อมออกแรงบีบกำหนังสือพิมพ์ด้วยความตกใจจนยับยู้ไปหมด ไม่แน่ใจเลยว่าจะยังอ่านต่อได้อยู่หรือไม่ คาเลนสะบัดหัวไปมาแล้วมองร่างที่ยืนอยู่ข้างประตู จึงเห็นว่าเป็นหญิงสาวผมยาวสีน้ำตาล สวมเสื้อหมองๆ ขาดๆ ไม่ต่างจะคนไร้บ้านข้างทาง‘โอเค อย่างน้อยดูทรงแล้วยัยนี้คงไม่ใช่ผีแน่นอน’“เธอ…เป็นใคร?”ชายหนุ่มที่เพิ่งหายจากอาการตระหนกออกปากถามไป หญิงสาวแปลกหน้าใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมผนวกกับริมฝีปากยู่ ใช้ความคิดไปพักหนึ่งเธอก็พูดด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจทันที“นะ นายคือคนที่มาจากอีกโลกหนึ่งเหมือนกันใช่ไหม!?”“ครับ?”
ณ สำนักงานฮันเตอร์ซึ่งมีเหล่าผู้จำกัดภูตเดินทางมาบันทึกภารกิจ เครื่องแบบโทนสีทมิฬที่สวมใส่กันนั้นมีความคล้ายแต่ก็ต่างกันไปตามความสะดวกของการจัดสรร เสียงพูดคุยเป็นบรรยากาศอันปกติของสถานที่แห่งนี้ ไม่นานบานประตูก็เปิดเข้ามาพร้อมปรากฏฮันเตอร์หนุ่มผู้หนึ่งไอออนย่ำเท้าเดินเข้ามาอย่างเคยชินโดยระหว่างทางก็มีเหล่าฮันเตอร์กล่าวทักทายบ้าง เพราะอย่างไรก็ตามฮันเตอร์ทุกๆ คนต่างก็ทำหน้าที่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน จึงสามารถเห็นหน้าได้จนชินตา“ไอออนริส โรเดนเวอร์เขารอนายอยู่ที่ห้องประชุมน่ะ”“วันนี้มีประชุมด้วยเหรอครับ?”“ไม่รู้สิ คนในกลุ่มบอกว่าเป็นประชุมด่วน เมื่อกี้เห็นวิ่งเข้าไปกันให้วุ่นเลย”“ขอบคุณที่บอกครับ”ไอออนรับรู้สาส์นจากฮันเตอร์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมา จึงไม่รอนานช้าที่จะจัดการกิจตัวเองให้เสร็จเสีย เมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์ซึ่งมียานรัมประจำอยู่ เธอก็ส่งยิ้มอ่อนละไมมาให้ดั่งเช่นทุกครั้ง “วันนี้คุณน่าจะยุ่งเหมือนเคยสินะคะ” หญิงสาวว่าพลางยื่นใบบันทึกภารกิจแนบกับกระดานส่งให้พร้อมปากกา“ผมเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองว่างเลยนะ”“
ณ เมืองธานยามค่ำคืนอันเงียบเหงาที่สำนักงานฮันเตอร์ ปรากฏชายหนุ่มผมขาวจางถือแก้วใสบรรจุของเหลวสีอำพันประมาณครึ่งหนึ่ง เขานั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ภายในห้องโถงใหญ่ที่มีบานหน้าต่างกว้างรอบๆ พาให้แสงไฟจากในเมืองส่องทอดเข้ามา บรรยากาศยามดึกเหมือนสงบแต่มันไม่ใช่สำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย“สภาพแย่มากกว่าทุกวันเลยนะ”“...”“ไม่ได้เจอภูตที่ถูกตาต้องใจ เลยมาซึมอยู่กับฉันรึไง”“เงียบทีเถอะ ยานรัม”เสียงหวานของหญิงสาวเอ่ยถามพร้อมกับหมุนข้อมือให้เครื่องดื่มในแก้วไหลวนไปมาสะท้อนต้องกับแสง บิทเทอสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเอาซองบุหรี่ออกมา เมื่อเคาะทีหนึ่งจนมวนบุหรี่เด้งขึ้นก็คาบไว้แต่ยังไม่ทันได้จุดสูบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังตึ่กนัยน์ตาสีฟ้าปรายมองผู้มาเยือนพร้อมๆ กับยานรัมที่มองตาม ก่อนเธอจะแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา “ไอออนริส? คุณมาทำอะไรที่นี่?” ครั้นคุณพระเอกเห็นคนมาเยือนเป็นใครก็หันกลับมาจุดสูบบุหรี่ด้วยไม้ขีดต่อ ทางชายหนุ่มในเครื่องแบบฮันเตอร์เดินย่ำมานั่งลงข้างๆ บิทเทอ“เมื่อกี้ไปเจอเพื่อนมาน่ะ”
“ท่าน…คาเลน?”ราวินเว้นช่วงไปสักพัก เมื่อเห็นว่าชายผมยาวดำเดินเข้ามาพร้อมกับแขกแปลกหน้า อัศวินหนุ่มมองไปคล้ายสงสัยแต่คงไม่เท่ากับนั่มนั่ม เจ้าหมาร็อตไวเลอร์ที่ตอนนี้เอียงหัวมองหน้ามึนๆ ตามสไตล์หมา เพื่อไม่ให้ทั้งคู่งงไปมากกว่านี้ คาเลนจึงแนะนำตัวคนมาเยือนให้ได้รู้ว่าชื่อเสียงเรียงนามทันที“หมอนี้เป็นเพื่อนฉันเองน่ะ นายไม่ต้องเกร็งหรอก”ชายผมแดงเลือดหมูเผยยิ้มบาง แนะนำตัวกับราวินด้วยอัธยาศัยอันดีพร้อมยื่นมือไป “ไอออนริส คาร์ลตันครับ” ราวินจับมือตอบแม้ว่าสายตาของเขาจะเรียบนิ่งอย่างเดิมไม่มีเปลี่ยน แต่เมื่อสบกับนัยน์ตาสีแดงอิฐของไอออนริสแล้ว อัศวินหนุ่มก็ชะงักไปเหมือนมีบางอย่างเกิดตะขิดตะขวงภายในใจ“ราวิน เคิร์ต รามุสครับ”“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณรามุส”“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”พอเห็นว่าทั้งสองคนทำความรู้จักกันเสร็จ ชายผมยาวดำจึงถอดเสื้อโค้ทห้อยกับเสาแขวนผ้า เท้าสาวเดินเข้าไปในห้องรับแขกด้วยท่าทางอ่อนล้าไม่รักษาภาพพจน์ตนเองแต่อย่างใด เพราะตอนนี้คนที่อยู่ในบ้านเขาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เลยเลือกที่จะปล่อยตัวได้แบบไม่ใส
แสงสลัวภายนอกส่องผ่านบานหน้าต่างตกกระทบกับพื้นห้อง บนเตียงปรากฏร่างคาเลนนอนตะแคงหันหลังให้กับแสงอรุณยามเช้า เส้นผมดำยาวถูกปล่อยละยุ่งเหยิงไม่น้อยจากกิจกรรมยามดึกคืนก่อน เปลือกตาค่อยๆ เลื่อนเปิดเผยนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ฉายแววงัวเงียปนอ่อนล้าฟู่ว…กลุ่มควันจางถูกพ่นออกมาฟุ้งไปทั่ว คาเลนกลอกตามองเห็นว่าเกิดมาจากคนข้างกาย บิทเทอในสภาพเปลือยท่อนบนกำลังสูบบุหรี่ด้วยท่าทางเหม่อลอย พอเคลื่อนสายตาลงพบว่าท่อนล่างถูกคลุมปิดด้วยผ้าห่มขาวผืนเดียวกับที่เขาห่มคาเลนช้อนสายตาเลื่อนกลับไปพินิจใบหน้าของฮันเตอร์หนุ่มอีกครั้ง เส้นผมขาวจางยุ่งไม่เป็นทรงนัก ซึ่งก็คงไม่ได้ต่างอะไรจากเขามาก นัยน์ตาสีฟ้าแลดูเฉยชาเหมือนกับทุกครั้ง ภาพตรงหน้านั้นถึงจะดูต่างไปจากปกติเพียงเล็กน้อยแต่มันก็มีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง‘ลุคคุณพระเอกเพิ่งตื่น…โคตรหล่อเลย’“สูบบุหรี่แต่เช้าเลยนะ” คาเลนพูดทักหลังจากที่ได้พินิจรูปลักษณ์คุณพระเอกเสร็จสิ้น ก่อนบิทเทอที่เหมือนล่องลอยอยู่ในภวังค์ความคิดตนเองอยู่นาน ก็เปลี่ยนเหลียวกลับมามองคนที่นอนอยู่ข้างๆ คาเลนส่งยิ้มบางๆ ใ
“เมื่อกี้...นายยังไม่ ทำไม...อะ”คาเลนพยายามถามด้วยน้ำเสียงติดขัดไม่ค่อยได้ความ ในขณะที่คุณพระเอกสาละวนกับการกดจูบลงคอคอยกวนสมาธิคนพูด เสียงริมฝีปากประทับและผละออกดังคลอเคลียอยู่ในหู ทั้งสัมผัสทั้งลมหายใจกระทบผิวกายสร้างความกระด้างแก่เขามากขึ้นเรื่อยๆ“บิทเทอ...นี่มัน…”“ทำไม?”บิทเทอถามกลับพลางไล่ลิ้นเลียตามลำคอลากมาหยุดหยอกล้อหลังใบหูขึ้นสีแดงเถือก ทิ้งร่องรอยชื้นแฉะรวมถึงสัมผัสไอลมหายใจอุ่น ริมฝีปากคาเลนเผยอขึ้นไม่รู้ว่าจังหวะหายใจตนเองจะถูกคุณพระเอกขัดยามใด สัมผัสทั้งมวลกำลังเร้าอารมณ์ปลุกความกระสัน‘ผมชอบ ผมอยากทำกับบิทเทอมาตลอด แต่แปลก… น่าแปลกที่บิทเทอเสนออะไรแบบนี้กับผม หมอนี่ดูไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องอย่างว่าเลยสักนิดเดียว ขอแค่เพราะอยากปลอบผมจริงๆ? หรือขอเพราะตัวเองไม่ได้ปลดปล่อยนาน? บางทีอาจจะเป็นไปได้ว่าบิทเทอมีรสนิยมแบบที่ผมไม่รู้มาก่อน? —’“อะ!?”เสียงเปล่งหลุดดังครั้นถูกกัดติงหูด้วยคมฟันที่ฝังฝากรอยอย่างมันเขี้ยว บิทเทอส่งมือลอดสอดสัมผัสผิวกายใต้ร่มผ้า คลำลูบหน้าท้องขึ้นลอนกล้ามอ่อ
![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






