Mag-log in"ก็หรือไม่จริง นี่ถ้าแกไม่เกิดพลาดขึ้นมา ฉันคงจะไล่มันออกโทษฐานที่มาเจาะไข่แดงลูกสาวฉัน เผลอ ๆ จะจับมันเข้าคุกด้วย"
"ชลอายุ 27 แล้วนะ แม่จะเอาติเข้าคุกข้อหาอะไรไม่ทราบ" "ถ้าฉันจะทำ จะข้อหาอะไรก็หายัดมันได้ทั้งนั้นแหละ" วิภาตอบตาเขียว หล่อนมีลูกสาวแค่สองคนคือชลธิชา กับโชติรส ลำพังไม่มีลูกชายให้ตระกูลสามี ก็รู้สึกเสียหน้าพออยู่แล้ว นี่ลูกสาวคนโตยังจะท้องก่อนแต่ง แถมพ่อของเด็กก็เป็นแค่ลูกจ้างในบริษัทตัวเอง หล่อนนี่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เกือบเดือน กระทั่งตอนนี้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ไม่หาย ชลธิชาหน้างอที่แม่ว่าคนรัก ส่วนโชติรสก็ยังคงยิ้มขัน เธอสนุกเสมอเวลาได้เห็นคนในครอบครัวโดยเฉพาะแม่กับพี่สาวโต้คารมกัน วิภาหันมาตาเขียวใส่ลูกสาวคนเล็กบ้าง "แล้วแกล่ะ มานั่งเจ๋อทำอะไร ไม่ต้องรีบไปสนามบินหรือไง เชียงใหม่เดี๋ยวนี้รถมันติดหนักนะยะโดยเฉพาะเส้นนั้นน่ะ" "แหมแม่ โชเป็นแอร์ฯ นะ คนเป็นแอร์ฯ ไม่รู้จักบริหารเวลา ไปไม่ทันเช็คอินก็ตลกตายล่ะ" "เออ ๆ ลูกแต่ละคนมันเก่งกันทั้งนั้น แล้วพักบินทั้งทีแทนที่จะอยู่บ้าน จะไปทำไมนักหนาก็ไม่รู้กรุงเทพฯ น่ะ" "แล้วกรุงเทพไม่ใช่บ้านหรือไงล่ะ" "บ้านป๊าแกกับอีพวกกะหรี่ปั๊บพวกนั้นน่ะเหรอ อย่างนั้นฉันไม่เรียกว่าบ้านหรอก ฉันเรียกว่าซ่อง" วิภาพูดถึงสามีกับบรรดาเมียรองของเขาทีไรก็เป็นฟืนเป็นไฟพูดจาแรง ๆ ขึ้นมาทุกที โชติรสรีบลุกขึ้นก่อนแม่จะด่าพ่อให้ฟังยาวเหยียดกว่านี้ "โชไปดีกว่า แล้วจะบอกป๊าให้นะคะว่าแม่ฝากความคิดทึ้งคิดถึงมาให้..." วิภาหยิบหมอนปาใส่ลูกสาวคนเล็กแต่ไม่โดนเพราะโชติรสหลบทัน แอร์โฮสเตสสาววัยเพียง 25 ปีหัวเราะคิกคักพอใจที่ยั่วแม่ได้ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้าน คนเป็นแม่ส่ายหน้า ก่อนจะหันกลับมาหาลูกสาวคนโตที่ยืนทำตาปรอย ๆ อยู่หน้ากระจก วิภาถอนหายใจก่อนจะเรียกช่างคนสนิทให้เข้ามาทำงานต่อ แม้จะรังเกียจเดียดฉันท์ลูกเขยคนนี้มากแค่ไหน แต่ถึงยังไงหน้าที่แม่ก็ต้องช่วยให้งานแต่งของลูกสาวสำเร็จออกมาอย่างสวยงามที่สุดให้ได้นั่นแหละ * * * * * สนามบินสุวรรณภูมิ อธิปรู้ว่าเดือนกุมภาพันธ์ที่ลอนดอนตอนนี้ หนาวจนอุณหภูมิแค่องศาเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเขาเห็น "สภาพ" ของเพื่อนรักที่เดินเข็นกระเป๋าออกมาจากประตูผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ เขาก็ถึงกับหยิบแว่นกันแดดสีดำมาสวม เมินเฉย และเตรียมจะหันหลังกลับ "อาร์ตี้! เฮลโล่ คัมมอนเบบี้ ไอมิสยูโซมัชหั่นหนี..." "ไอ้เวร กูไม่รู้จักมึง" อธิปคำราม แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะหนุ่มร่างสูงเท่า ๆ กันกับเขาคนที่มีผมสีทองยาวเคลียบ่าคนนั้นกระโดดยาว ๆ มาถึงตัวเขาแล้วสวมกอดอย่างแนบแน่นทันที ร่างสูงที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของอธิปยังสามารถถูกคนที่สวมเสื้อโค้ทตัวหนาโอบแทบมิด โอเวอร์โค้ทขนเป็ดหนานุ่มสีแดงสดยาวถึงเข่าสวมทับสเวตเตอร์ไหมพรมสีเขียวเข้มดูเหมือนต้นคริสมาสต์เดินได้ ท่อนบนยังพอทน แต่ท่อนล่างที่เป็นกางเกงหนังสีดำเป็นมันเงากับรองเท้าบู๊ตหนังสีเหลืองทอง ทุกอย่างมันดูหวือหวาจัดจ้านจนไม่แปลกที่ผู้โดยสารทุกคนที่เดินออกมาพร้อมกันยังคงอดปรายตามองซ้ำไม่ได้ทั้งที่เดินทางด้วยกันมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว "ไอ้บอม ปล่อยกู กูกลัวแล้ว" "จูบทีแล้วกูจะปล่อย" บอมหรือบพิตรเอ่ยอย่างร่าเริงด้วยเสียงไม่เบา แอร์โฮสเตสสาวที่ลากกระเป๋าเดินทางผ่านไปพร้อมกันสี่ห้าคนถึงกับเหลือบมองพวกเขาแล้วหันไปหัวเราะคิกคักให้กัน "จูบเตี่ยมึงสิ ปล่อยได้แล้วไอ้เวร เสียเวลา" อธิปอดด่าไม่ได้ บพิตรยอมปล่อยไม่ใช่เพราะโดนด่าพ่อ แต่เพราะมือจะได้ว่างเสยผมทั้งสองข้างด้วยท่วงท่าที่คิดว่าดูดีที่สุดในชีวิต "ขอต้อนรับกลับเมืองไทยครับเบ่บี๋" "กูต้องพูดมั้ย ไม่ใช่มึง" อธิปว่าเข้าให้อีก บพิตรส่งยิ้มให้สาว ๆ ที่เผลอเหลือบมองเขาเหมือนเห็นตัวประหลาด ใครที่จิตแข็งหน่อยก็อาจจะส่งยิ้มกลับมาให้ แต่ส่วนมากจะก้มหน้างุดแล้วรีบ ๆ เดินไปให้ไกลสองหนุ่มมากที่สุด...ทั้งที่จะว่าไปสองคนนี้รูปร่างหน้าตาระดับประกวดมิสเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนลได้เลย "ทำไมต้องให้กูมารับด้วย แถมยังไม่ให้บอกพ่อกับแม่มึงอีก" อธิปถามระหว่างที่ช่วยเข็นรถเข็นใส่กระเป๋าเดินทางหนักอึ้งออกมาตามทางเดินเพื่อจะไปลานจอดรถ ในใจก็คะเนว่ารถของเขาจะใส่กระเป๋าของบพิตรได้หมดหรือเปล่า ถ้ารถสปอร์ตใส่ได้ไม่หมด ก็จะขนแต่กระเป๋า ทิ้งให้ไอ้บอมหารถตามไปเองก็แล้วกัน สภาพมันตอนนี้เอาไปปล่อยไว้กลางทะเลทรายคงยังไม่หลงเลยมั้ง ยังไงดาวเทียมก็หาเจอ "เซอร์ไพรส์ไง ไม่รู้จักเหรอเซอร์ไพรส์" "ก็แม่มึงเขาเป็นคนเรียกมึงกลับมาเองเขายังจะเซอร์ไพรส์อีกหรอ" "เออ มันก็ใช่ แต่กูไม่ยอมบอกไงว่าจะเป็นวันไหนไฟลต์ไหน ขอไปปาร์ตี้ให้หนำใจก่อนแล้วค่อยเข้าบ้าน" บพิตรเอ่ยด้วยดวงตาแวววาว "นั่งเครื่องมาสิบกว่าชั่วโมง ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงวะ" "เหนื่อยอะไร กูนั่งชั้นหนึ่ง กินแล้วก็นอนมาตลอดทาง จนอยากยืดเส้นยืดสายจะตายอยู่แล้วเนี่ย" บพิตรเอ่ยอย่างคึกคัก แค่สองเท้าสัมผัสแผ่นดินกรุงเทพฯ ก็พร้อมจะออกฉลองได้ทันที แม้แต่คนที่ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงอย่างอธิปก็ยังส่ายหน้า อธิป บพิตร ชนะศึก และไม้เอก ทายาทชายทั้งสี่จากตระกูลมหาเศรษฐีของไทย พวกเขาสนิทกันตอนเรียนมัธยมฯ ที่โรงเรียนประจำชายล้วนในนิวซีแลนด์ การที่แต่ละครอบครัวส่งลูกชายไปเรียนที่เดียวกัน ปีเดียวกัน ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ แต่ทายาททั้งสี่คนนั้นก็ได้คบหาเป็นเพื่อนกันอย่างเหนียวแน่นมาจนถึงตอนนี้ * * * * * "อ้าว จะออกไปไหนอีกล่ะโช เพิ่งมาถึงไม่ใช่เหรอ" ชาญเอ่ยถามลูกสาวที่เพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ คิดว่าเย็นนี้ลูกจะกินข้าวร่วมโต๊ะกับครอบครัว แต่โชติรสที่กำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้านหันมายิ้มหวานให้ "ไปหาเพื่อนน่ะป๊า" "ไม่คิดจะพักบ้างหรือลูก ช่วงพักร้อนป๊านึกว่าจะอยู่ติดบ้านบ้าง" คนเป็นลูกสาวหัวเราะคิก "แม่กับป๊านี่พูดเหมือนกันเด๊ะเลย เหมือนกันขนาดนี้ เวลาเจอกันไม่น่าทะเลาะกันเลยนะ" "ป๊าเคยทะเลาะกับแม่เขาที่ไหน แม่ต่างหากที่ทะเลาะกับป๊าเรื่อย" นายชาญตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ตามอุปนิสัย แม้เป็นคนทำงานหนัก เขี้ยวลากดินในทางธุรกิจ แต่บุคลิกส่วนตัวกลับแพรวพราวมีเสน่ห์เหมือนหนุ่มรุ่น ๆ ที่รักสนุก รายชื่อเมียเล็กเมียน้อยของเขาจึงยาวเป็นหางว่าว นี่ถ้าไม่เพราะเตี่ยของเขาเคยสอนไว้ว่า 'จะมีเมียกี่คนก็ได้ แต่ถ้าลื้อจะมีลูก ลูกต้องมีแม่คนเดียวกันเท่านั้น' เขาก็คงมีพี่น้องต่างแม่ให้ลูกสาวทั้งสองคนอีกเป็นโขยง ก็ไม่เข้าใจว่าวิภา เมียรักเมียแต่งของเขาจะงอนอะไรนักหนา งอนจนไม่ยอมมาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเขาออกจะรักลูกรักเมีย และทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขามีก็ต้องเป็นของชลธิชากับโชติรสแค่สองคนเท่านั้น ไม่ได้จะแบ่งให้ใครสักหน่อย "โชไปก่อนนะป๊า ถ้าดึกเกินไปอาจจะนอนกับแยมนะ" แอร์โฮสเตสสาวยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มบิดาสองทีอย่างเป็นธรรมชาติ "ส่งโชแล้วไม่ต้องรอรับนะ คืนนี้จะค้างกับเพื่อน" โชติรสบอกคนขับรถของที่บ้านทันทีที่ขึ้นรถเก๋งรุ่นใหม่ล่าสุด บิดาของเธอไม่เคยห้ามว่าลูกสาวจะเที่ยวสุดเหวี่ยงข้ามคืนแค่ไหน ขออย่างเดียวต้องให้คนขับรถขับให้ห้ามขับเอง หญิงสาวไม่คิดจะเถียงอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่ออกมาปาร์ตี้กับเพื่อน ก็เมาแอ๋จนจำชื่อตัวเองแทบไม่ได้ อย่าว่าแต่จะให้ขับรถเองเลย คืนนี้หญิงสาวสวมเสื้อคลุมออกจากบ้าน แตแต่พอมาถึงร้านก็ถอดเสื้อคลุม เสื้อที่โชติรสสวมคืนนี้เป็นสีดำ มองด้านหน้าปิดมิดชิดจนถึงปลายคาง แต่ด้านหลังคือเปลือยเปล่าเว้าลงไปจนถึงเนินสะโพก เผยแผ่นหลังขาวผ่องนวลเนียนไร้ไฝฝ้าราคี ที่ชวนให้หายใจสะดุดคือทุกครั้งที่หญิงสาวขยับตัว ด้านข้างของชุดจะเผยให้เห็นฐานหน้าอกวับแวบชวนให้จินตนาการไปถึงไหนต่อไหน "แซ่บไม่แผ่วเลยนะมึง...อีโช" ยลดาหรือแยมเอ่ยแซวเพื่อนรัก พวกเธอสนิทกันชนิดที่สามารถพูดมึงกูใส่กันได้ เธอเป็นคนคะยั้นคะยอให้โชติรสที่เพิ่งกลับจากเชียงใหม่ออกมาปาร์ตี้ด้วยกันให้ได้ในคืนนี้ ร้านนี้พี่ชายของยลดาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ และเพราะรุ่นพี่คนหนึ่งของพี่ชายเพิ่งกลับมาจากลอนดอน เขาจึงเหมาโต๊ะในโซนวีไอพีไว้ทั้งหมดเพื่อฉลองให้เพื่อนรุ่นพี่คนนั้น "เพื่อนพี่ยศยังไม่มา แต่มันบอกว่าใครมาแล้วให้ขึ้นไปชั้นลอยได้เลย เขาเหมาไว้หมดแล้ว" "แต่กูไม่รู้จักเจ้าของงาน ไม่น่าเกลียดจริง ๆหรือมึง" "ก็เพราะไม่รู้จักน่ะสิถึงได้ชวนมา จะได้รู้จักกันไว้" ยลดาหัวเราะ "อีกอย่างมีคนมาเยอะ ๆ เขาคงยิ่งชอบ ใครจะอยากปาร์ตี้เหงา ๆ ล่ะจริงปะ" พูดพลางดึงแขนเพื่อนให้เดินขึ้นไปชั้นลอยด้วยกัน ยศกรพี่ชายของยลดาเห็นเพื่อนน้องสาวก็เข้ามาทักด้วยความดีใจและดูแลให้สาว ๆ มีเครื่องดื่มพร้อมในมือ "เพื่อนพี่ยศเป็นใครหรือคะ" แอร์โฮสเตสสาวถามอย่างชวนคุยมากกว่าจะสนใจจริงจัง แต่ยศกรดูภูมิใจมากที่จะบอก "พี่บอม รู้จักกันตอนพี่ไปเทคคอร์สที่ลอนดอน โชรู้จักไหม บพิตร บ่อภักดีน่ะ" "คุ้นๆ นะคะ" หญิงสาวตอบ ยลดาย่นจมูก เอ่ยเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง "อะไรบ่อ ๆ นะ ทำไมฟังดูบ้านนอกจัง เศรษฐีภูธรเหรอ" "นอกหรือในไม่รู้ รู้แต่ว่าโคตรหล่อ โคตรรวย แล้วก็โคตรป๋ามาก ตอนอยู่ลอนดอนพี่บอมแกมีฉายาว่าป๋าเพราะแกใจกว้างสุด ๆ" "ทำอะไรถึงรวยล่ะ" ยลดาถามอีก ยศกรมองหน้าน้องสาวพลางถอนหายใจเหมือนว่ายัยแยมนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย "แกเสิร์ชกูเกิ้ลดูสิไอ้แยม พ่อพี่บอมชื่อบรรพ์ บอใบไม้ รอหัน พอพานการันต์ นามสกุลบ่อภักดี" ยลดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด ไม่ได้อยากรู้มากนักแค่ทำไปเพื่อฆ่าเวลา แต่เมื่อเห็นโปรไฟล์ของนายบรรพ์ บ่อภักดี ปรากฏขึ้นมาเป็นพรืด เธอก็ถึงกับเงยหน้ามองพี่ชาย "โม้แล้ว เพื่อนพี่ยศคือลูกชายคนนี้เหรอ คนนี้โคตรรวยเลยนะ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอะไรสักอย่างนี่แหละ" "ก็เออน่ะสิ...เฮ้ยโน่นไง พี่เขามาแล้ว" ยศกรยิ้มดีใจเมื่อหันไปเห็นรุ่นพี่ที่เคารพรักเดินผ่านประตูผับเข้ามา ชายหนุ่มสั่งพนักงานไว้แล้วว่าถ้าแขกวีไอพีของตัวเองมาถึงให้ต้อนรับเป็นอย่างดี กระนั้นเขาก็รีบเดินไปต้อนรับด้วยตัวเอง "พี่บอม ๆ ทางนี้พี่!""หมู่นี้ไม่มีลูกค้าเลยหรือลูก...แม่ไม่เห็นลูกออกไปส่งขนมที่ไหนเลย"ลินดาถาม มื้อเที่ยงวันนี้หล่อนให้แม่บ้านยกถาดขนมจีนกับแกงเขียวหวานไก่หม้อย่อมๆ มานั่งกินกับลูกสาวที่บ้านฝรั่ง น้ำตาลที่กินอิ่มเรียบร้อยแล้วก็ป้วนเปี้ยนทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ อยู่แถวนั้นพอให้บรรยากาศไม่เงียบเหงา"ก็พอมีจ้ะแม่ แต่ลูกแค่อยากพักบ้างน่ะค่ะก็เลยยังไม่ค่อยได้รับทำ ได้แต่ส่งออเดอร์ให้เพื่อนๆ ร้านอื่นไปก่อน""แล้วเราจะไม่เสียโอกาสหรือ ถ้าเขาไม่กลับมาจ้างลูกอีกแล้วล่ะ""ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินแล้วนี่จ๊ะแม่"ลลิตราตอบตามตรงพร้อมรอยยิ้มขบขัน ลินดาร้องอ้อเบาๆ แล้วกินขนมจีนต่อคนเป็นลูกสาวนึกละอายอยู่ในใจ... เธอไม่ได้โกหกแม่ เพียงแต่พูดความจริงไม่หมดก็จะพูดได้อย่างไรว่าที่ช่วงนี้แทบไม่ได้ทำขนมเลยเพราะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ อธิปเข้ามาหาเธอทุกคืนและคืนที่แค่นอนกอดกันจนหลับไปเฉยๆ โดยไม่ได้โรมรัมพันตูนั้นก็แทบจะนับนิ้วได้บางวันลลิตราตื่นมาอย่างเมื่อยขบไปทั้งตัว แค่จะลุกไปอาบน้ำยังเหนื่อย นับประสาอะไรกับทำขนมทั้งที่อยากจะโมโห แต่เธอกลับวูบวาบในช่องท้องจนหน้าแดงนี่โชคดีที่สัปดาห์นี้อธิปติดตามบิดาของ
"คุณโชคะ...ท่านประธานคะ..."ผู้ช่วยเอ่ยเรียกซ้ำเบา ๆ อย่างกังวล เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของคนเป็นเจ้านายตั้งแต่แขกคนสำคัญกลับไป โชติรสก็ดูเหมือนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และสมาธิก็หลุดลอยไปจากงานที่อยู่ตรงหน้า"เอ่อ...มีอะไรหรือเปล่าครับท่านประธาน"ผู้ช่วยสองคนพร้อมใจกันถาม โชติรสกลืนน้ำลาย ฝืนยิ้ม"เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ ช่วยบอกแม่บ้านให้ยกน้ำส้มมาให้ทีนะ ฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บ"หญิงสาวสั่งเสียงเบาก่อนลุกออกจากห้องประชุมเล็กเธอเข้าไปในใช้ห้องน้ำส่วนตัวในห้องทำงานของตัวเอง ห้องน้ำปูหินโมเสกสีดำดูหรูหรา และตอนนี้มันยิ่งขับให้ผิวที่ขาวเผือดของเธอยิ่งซีดเหมือนกระดาษ...'...ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาสัญญาอะไรกับคุณ แต่ถ้าเขาบอกว่าจะหย่า...คุณคงฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันเชื่อถือได้แค่ไหน...'เสียงเอเวลินที่เอ่ยกับเธออย่างเนิบนาบใจเย็นตอนที่อยู่ในห้องรับรองเมื่อชั่วโมงก่อน ยังดังอยู่ข้างหูตอนนั้นโชติรสตัวชา ขาชา ได้แต่ยืนแข็งทื่อ ใจเต้นแรง พูดอะไรไม่ออก ไม่ต่างกับคนทำผิดร้ายแรงที่โดนจับได้คาหนังคาเขายิ่งเอเวลินยิ้มหวานให้ โชติรสก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านนี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เธอจะรับมือได้เลย'ฉันไม่แคร์หรอก
เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าตอนที่โชติรสเพิ่งเดินออกจากลิฟต์พร้อมผู้ช่วยที่เธอไว้ใจอีก 2 คนที่เดินตามออกมา แต่ละคนสีหน้าเหมือนเพิ่งเอาชีวิตรอดจากการถูกกองเอกสารหลายพันตันถล่มทับ"สองวันนี้พักให้เต็มที่เลยนะ ขอบใจมากที่อยู่ช่วยฉัน"ประธานฯ สาวหันไปบอกผู้ช่วยทั้งสองคน ก่อนจะให้สั่งให้คนขับรถของบริษัทไปส่งคนทั้งคู่ให้ถึงบ้าน"คุณดูเป็นเจ้านายที่ใจดีกว่าที่ผมคิดนะ"โชติรสสะดุ้งเฮือก เมื่อจู่ ๆ มีเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นด้านข้าง เธอหันขวับ ใจเต้นแรงยิ่งขึ้น แต่สีหน้ากลับบึ้งตึงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร"คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง""ผมก็มารอพบท่านประธานน่ะสิครับ" ภพธรตอบยิ้ม ๆ โชติรสเชิดหน้าขึ้น"ฉันคงต้องโละทีมรักษาความปลอดภัยออกให้หมด โทษฐานที่ปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามายุ่มย่าม...""ขอโทษถ้าทำให้คุณโกรธ แต่ผมแค่อยากเจอคุณจริง ๆ"ภพธรเอ่ยเสียงนุ่ม และก้าวเข้ามาใกล้เธออีกก้าว โชติรสเหลียวซ้ายแลขวา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ล็อบบี้ยังอยู่ครบทุกจุด และเหมือนกำลังมองมาทางนี้ด้วยหางตา...ถ้าหญิงสาวเอ่ยเสียงดังขึ้นกว่านี้อีกนิด เธอก็รู้ว่าพนักงานกะดึกของเธอจะต้องวิ่งเข้ามาพาตัวภพธรออกไปแน่นอนโชติรสกลืนน้ำลาย สูดลม
"ไม่! ฉันคบกับพี่ต้นแล้ว นายจะมาทำแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว!" คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิด "ใครอีกล่ะ คราวนี้เธอให้ใครมาเล่นละครอีก" "ครั้งนี้ไม่ใช่ คราวก่อนฉันยอมรับว่าฉันโกหกนาย แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แล้ว" "งั้นเหรอ งั้นคราวนี้มันเป็นใครล่ะ" เขาถามอย่างอดทน ทั้งที่อยากกดเธอลงบนเตียงเต็มทีแล้ว ลลิตราขยุ้มคอเสื้อแน่นโดยอัตโนมัติ ราวกับว่าแค่สายตาของเขาก็จะทำให้เสื้อผ้าเธอหลุดลุ่ยล่อนจ้อนได้ "เขาเป็นรุ่นพี่ของฉันสมัยเรียน ฉันเคยชอบเขามาก่อนแต่ตอนนั้นเราเด็กเกินไปเลยไม่ได้คบกัน ฉันเพิ่งกลับไปเจอพี่ต้นที่ตราด...ใช่ฉันเพิ่งไปเที่ยวทะเลที่ตราดมา โรงแรมนั่นเป็นของพี่ต้น และฉันกับเขาก็...ตกลงเป็นแฟนกัน" อธิปหัวเราะพรืดทั้งที่แววตาไม่ขำด้วยสักนิด ก็เธอเล่นบอกเขาเหมือนท่องเตรียมมาแล้ว "เลิกตั้งแง่ใส่กันเถอะนะลูกอม เราทั้งคู่ก็รู้อยู่แล้วว่าเรารู้สึกยังไงกัน โชติรสไม่ใช่ปัญหาเลย โชก็อยากถอนหมั้นพอ ๆ กับฉันนั่นแหละ แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้เพราะ..." อธิปหยุดไปเล็กน้อย ถอนหายใจ เขาสัญญากับโชติรสว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับ "เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ ที่ฉันกับโชยังไม่ถอนหมั้นเพราะมันมีเรื่องธุร
"อาร์ต เมื่อไหร่แม่จะได้รู้จักคู่หมั้นของลูกล่ะ"ออเดรย์ถามขึ้นมาระหว่างที่มือกำลังหั่นสเต๊ก ลลิตราทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามนั้น กินอาหารของเธอไปตามปกติแม้จะรู้สึกว่าสายตาของอธิปพุ่งตรงมาที่ตัวเองก็ตามอธิปแทบไม่ชะงักเลยเหมือนกันตอนที่ตอบ"ไม่จำเป็นหรอก เพราะอีกไม่นานผมกับเขาก็จะถอนหมั้นกัน"คราวนี้นายอรรถเงยหน้ามองทันที แม้แต่ลินดาก็ยังอดหันมาด้วยไม่ได้"หมายความว่ายังไง อาร์ต""ตามนั้นแหละครับ"อธิปตอบ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างใจเย็น และเมื่อเห็นว่าพ่อยังคงจ้องเขาอยู่ เขาจึงขยายความ"ยังไม่เป็นทางการหรอกนะครับพ่อ และยังไม่ได้บอกใคร แต่ผมกับโช เราตกลงกันแล้วว่าถ้าผ่านเรื่องยุ่ง ๆ ไปสักระยะ เราค่อยถอนหมั้นกันเงียบ ๆ""เหตุผล?""เหตุผลก็คือ ผมกับโชไม่ได้รักกันตั้งแต่แรก เราแค่หมั้นกันด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่วันหนึ่งเมื่อทุกอย่างคลึ่คลาย เราก็จะคืนอิสรภาพให้กัน""ตอนลูกมาขอให้พ่อไปสู่ขอเขา ลูกไม่ได้พูดแบบนี้นี่"อรรถอดตำหนิไม่ได้ อาจเพราะเขาเห็นว่าบนโต๊ะนี้ก็มีแต่คนกันเองจึงเผลอพูดออกมา"ผมทราบ แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว...เอาเป็นว่าผมกับโชเราคิดตรงกัน ผมไม่ได้ทำร้ายใจเธอ ถ้าพ่อคิดว่าผม
ลลิตรากลับจากตราดพร้อมของฝากเกินสองมือจะถือได้ไหว เมื่อรถแท็กซี่มาจอด คมสันต์ต้องวิ่งลงมาช่วยหิ้วด้วยหลายถุง เธอยอมรับกับตัวเองว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน คงไม่สามารถจับจ่ายอะไรได้มือเติบแบบนี้"ฉันซื้อขนมของกินมาฝาก เดี๋ยวคมสันต์แบ่งไปได้เลยนะจ๊ะ"ลลิตราบอก รปภ. หนุ่มรุ่นน้อง คมสันต์ตะเบ๊ะแข็งขัน"ครับผม ขอบคุณครับ""แม่อยู่บ้านใช่ไหมจ๊ะ"เธอถามทั้งที่ก็รู้ว่าลินดาคงไม่ได้มีธุระที่ไหน แม่ของลลิตราไม่ใช่คนชอบเที่ยว แม้อรรถจะคะยั้นคะยอให้ออกไปใช้เงินบ้างแต่ลินดาก็พอใจจะนั่งดูโทรทัศน์อยู่บ้าน และเดี๋ยวนี้หล่อนกลับมาถักไหมพรมอีกครั้งอย่างที่จิตแพทย์เคยแนะนำ เวลาเดียวที่ลินดาจะออกไปห้างสรรพสินค้าก็คือตอนที่จะไปซื้อไหมพรมเซ็ตใหม่ ๆ นั่นแหละ"ครับผม คุณผู้ชายก็อยู่ครับ""คุณอรรถอยู่บ้านงั้นหรือ"ลลิตราแปลกใจเพราะนี่ไม่ใช่วันหยุด ปกติอรรถยังไม่กลับจากบริษัทเลยไม่ใช่หรือ คมสันต์รีบอธิบายต่อ"ตอนแรกมีแขกมาหาคุณผู้หญิงครับ แล้วสักพักคุณผู้ชายก็รีบกลับมา""แขก? มาหาแม่เหรอ""ครับ มาหาคุณลินดาครับ คุณผู้ชายโทรบอกผมเองว่าให้เข้าไปได้"คมสันต์รีบบอกเพราะกลัวจะโดนตำหนิว่าปล่อยคนแปลกหน้าเข้าบ้านโดยพลการลลิต
แม้จะได้เป็น 'ว่าที่สะใภ้' ของเจ้าของสายการบิน แต่โชติรสยังวางตัวปกติ และขอร้องแกมบังคับให้เพื่อนฝูงทุกคนในสยามเจ็ตทำตัวปกติกับเธอด้วย "ก็แค่คู่หมั้น ใครจะรู้อีกไม่กี่เดือนโชอาจถอนหมั้นก็ได้" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ รุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าหลายปีถึงกับตีมือเบาๆ "ทำไมพูดอะไรแบบนั้นฮึ ยัยโช เพิ
ในห้องพิเศษ โชติรสฟื้นจากฤทธิ์ยานอนหลับมาได้หลายชั่วโมงแล้ว ใบหน้าซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดขึ้นบ้างเมื่อได้กินข้าวต้มกับน้ำผลไม้ที่เธอกระหาย ยลดาเห็นเพื่อนกินข้าวกินน้ำได้ก็ค่อยสบายใจ "เดี๋ยวกูออกไปหาอะไรกินก่อนนะมึง...มึงอยู่ได้ใช่ไหม"ยลดากระซิบถามเบาๆ เพราะในห้องไม่ได้มีแค่เธออยู่กับโชติรสตามลำพัง
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อธิปคิดว่าเขามีความรัก...เมื่อก่อนเขารู้จักแต่ความต้องการทางกาย ความปรารถนาในเรือนร่างของผู้หญิง และความสุขสมในเรื่องอย่างว่า...แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอยากนอนกอดใครสักคนโดยไม่มีความรู้สึกอยากร่วมรัก...มีแค่กอดด้วยความรู้สึกรักที่หอมหวานแสนสุข"หิวหรือยัง ฉันมีร้านอร่อยๆ แถว
อธิปไม่ลังเลหรือชะงักให้เสียเวลาสักวินาทีเดียว เหมือนเขาก็รออยู่แล้ว ทันทีที่เธอจูบเขา เขาก็จูบตอบกลับไปอย่างร้อนแรงยิ่งกว่า มืออีกข้างรั้งเอวบางให้เข้ามาแนบชิด"...ไปที่ห้องเถอะ"เขากระซิบและไม่รอคำตอบ ดึงมือเธอไปยังห้องนอนแล้วลงกลอนทันทีดวงตาสองคู่ที่กำลังลุกโชนเหมือนไฟสบมองกันในความมืด อธิปถอดเ







