Masukตะวันที่อยู่ตรงกับศีรษะเริ่มจะเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก
ตอนที่แอร์โฮสเตสสาวแห่งสายการบินไซแอมเจ็ตถูกปลุก
ด้วยเสียงเครื่องดูดฝุ่นจากด้านนอกที่ดังเข้ามาในห้องนอน
โชติรสค่อย ๆ ปรือตาตื่น
เนื้อตัวปวดระบมโดยเฉพาะอวัยวะท่อนล่าง
แต่มันก็คุ้มค่ากับเรี่ยวแรงทุกหยาดหยดที่เสียไป
ถ้าเลือกได้ เธอก็อยากจะทำมันกับเขาอีกเรื่อย ๆ
"คุณอาร์ต..."
โชติรสครางเรียกชื่อเขาอย่างงัวเงีย แต่ไร้เสียงตอบ
เตียงนอนไร้เงาของเจ้าของห้อง มีเพียงเธอที่นอนเปลือยเปล่าอยู่คนเดียว
"คุณอาร์ตคะ!"
เสียงเครื่องดูดฝุ่นหยุดฉับพลัน ไม่ถึงนาทีประตูห้องนอนก็ค่อย ๆ เปิดออก
คนที่มาเปิดไม่ใช่อธิป
แต่เป็นหญิงกลางคนแต่งตัวเรียบร้อย หน้าตาใจดี ส่งยิ้มแหย ๆ มาให้โชติรส
"เมื่อกี้เรียกหาคุณอาร์ตหรือคะ"
"เอ่อ ใช่ ป้าเป็นใคร เป็นคนใช้ที่นี่เหรอ"
"เปล่าคะ คุณอาร์ตแค่จ้างฉันมาทำความสะอาดรายวัน"
"อ๋อ แล้วคุณอาร์ตอยู่ที่ไหนล่ะ" โชติถาม
คว้าผ้าห่มนวมมาปิดหน้าอกพลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง
"คุณอาร์ตออกไปตอนก่อนเที่ยงแล้วค่ะ บอกให้ฉันอยู่รอจนกว่าคุณจะตื่น...
คุณเค้าบอกให้คุณสั่งอาหารได้เลย ที่นี่มีรูมเซอร์วิสค่ะ..."
คนทำความสะอาดตอบก่อนจะกลับไปทำความสะอาดต่อ ปิดประตูห้องนอนไว้ตามเดิม
ที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติของวันไนต์สแตนด์
หลายครั้งเป็นเธอเองด้วยซ้ำที่เมื่อตื่นขึ้นมา ก็แค่ลุกมาล้างตัว สวมเสื้อผ้า
แล้วเดินออกจากโรงแรมโดยไม่คิดแม้แต่จะหันไปปลุกคู่นอนด้วยซ้ำไป
แต่ว่าครั้งนี้ โชติรสใจฟีบไปเล็กน้อยที่อธิปไม่อยู่รอเจอหน้าเธอตอนตื่น
แอร์โฮสเตสสาวรู้กติกาดีพอที่จะไม่คาดหวังว่าเขาจะขอเบอร์ติดต่อ...
แต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้...
ผู้ชายรูปหล่อ หุ่นดี ลีลาเผ็ชชอย่างกับเด็ดพริกมาร้อยสวนแบบนี้
ใครได้กินสักครั้งแล้วไม่อยากกินอีก ก็คงจะตายด้านเกินไปเสียแล้ว
* * * * *
รถพอร์ชสีเหลืองสดของอธิปแล่นผ่านประตูรั้วเข้ามาในตอนบ่าย
ลลิตรากำลังยืนคุยอะไรบางอย่างอยู่กับคนขับรถที่ชื่อน้าดาว
เมื่อเธอเห็นรถของเขาแล่นมาก็หน้าเปลี่ยนสี และรีบเดินออกไปจากตรงนั้นทันที
"เมื่อกี้คุยอะไรกันน่ะน้า"
อธิปถามนายดาวเมื่อเขาลงจากรถ มองเห็นลลิตราเดินออกไปจะถึงประตูรั้วแล้ว
บ้านนี้ไม่มีใครเดินเท้า
ความกว้างขวางของอาณาจักรบ้านรชตทำให้พ่อของเขาสั่งรถกอล์ฟมาใช้ถึงสองคัน
แล้วทำไมยัยเพิ้งนั่นถึงเดินดุ่มไปเองแบบนั้น?
"ผมจะไปส่งคุณหนูครับ คุณท่านสั่งเอาไว้ว่าถ้าคุณหนูกับคุณผู้หญิงจะไปไหน ให้พวกผมไปส่งทุกที่..."
"อ้าว! แล้วทำไมปล่อยให้เดินไป"
เขาพยักเพยิด เหมือนไม่อยากจะเอ่ยชื่อสมาชิกใหม่ของบ้าน
น้าดาวยิ้มแหย ๆ
"แกบอกว่าจะไปเองครับ ผมบอกจะไปส่งแกก็ดื้อ...คงยังไม่ชินน่ะครับ"
"หรือไม่ก็แค่อวดดี อยากสร้างภาพว่าเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัว"
อธิปเอ่ยอย่างดูแคลน น้าดาวส่ายหน้าอย่างพาซื่อ
"ผมว่าไม่น่าจะใช่อย่างนั้นหรอกนะครับ
จำได้ว่าตอนคุณนุชมาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ
เธอก็ไม่อยากให้ผมขับรถให้เหมือนกัน
เธอว่าเธอเกรงใจ"
น้าดาวหลุดเอ่ยถึงคุณผู้หญิงคนก่อนออกมาแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัว
เมื่อหันกลับมาเห็นสายตาเย็นชาของชายหนุ่มตัวสูงอย่างกับเสาไฟก้มมองอยู่
คนขับรถวัยกลางคนก็หัวเราะแหะ ๆ
เอ่ยขอตัวแล้วรีบเดินหนีไปทางเรือนทำครัวที่อยู่ด้านหลัง
อธิปมองไปทิศที่ลลิตราเดินไปอีกครั้งอย่างไร้อารมณ์
ผู้หญิง...ร้อยทั้งร้อยคงคิดว่ทำตัวหยิ่งผยอง เย็นชา แล้วเขาจะสนใจ
ยัยลูกแม่เลี้ยงนี่ก็เหมือนกัน คงคิดว่าจะเรียกร้องความสนใจได้ด้วยท่าทีแบบนั้น
อธิปเผลอยิ้มเหยียด... ตอนที่เขาจูบยั่ยนั่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัมผัสของริมฝีปากเธอมันเป็นอย่างไร
แค่เป็นปฏิกิริยาแรกที่เขาคิดได้ในการจะลงโทษผู้หญิงปากดีสักคน
* * * * *
ลลิตราเร่งฝีเท้าเดินออกมาจนพ้นรั้วบ้าน
เจอรถแท็กซี่ที่กดแอพฯ เรียกมารับพอดี
นึกโล่งใจที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับไอ้ผู้ชายชั้นต่ำป่าเถื่อนอย่างลูกชายของลุงอรรถ
เวลานี้อารมณ์เธอยิ่งกำลังเปราะบาง
คนที่ประกาศชัดว่าจะรังแกเธอทุกเวลาได้แบบนั้น หญิงสาวไม่คิดอยากเอาตัวเข้าใกล้เลยแม้แต่นิดเดียว
เพื่อนทั้งสองของลลิตรา นัดเธอที่ห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุด
เมื่อลลิตราไปถึง ก็เห็นกันตานั่งอยู่กับอมาวสี
"มาแล้ว"
อมาวสีทักสั้น ๆ แต่กันตาที่ตาแดงเรื่อ หน้าจ๋อย ได้แต่มองอย่างรู้สึกผิด ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาสักคำ
เป็นลลิตราเองที่กลับเป็นฝ่ายหัวเราะ
"อะไรยัยเกี๊ยว ทำไมทำหน้าแบบนั้น"
"ฮือ โฮ ลูกอม แก...ฉันขอโทษ"
กันตาสะอื้นออกมาทันที โชคดียังกลั้นเสียงไว้ได้ไม่อย่างนั้นคนคงหันมามองทั้งร้านกาแฟ
ลลิตราตกใจแท้จริง ๆ หันมามองอมาวสีสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม
ดวงตากลมเหมือนลูกแก้วที่อยู่ใต้เลนส์แว่นของอมาวสีกลอกไปมา ทั้งขบขันทั้งรำคาญ
"มันขอโทษเรื่องไอ้พี่...นั่นแหละ มันบอกว่ามันไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ"
"ฮือ ใช่ใช่" กันตาพยักหน้าหงึก ๆ น้ำตายังเอ่อคลอตามประสาคนอ่อนไหวง่าย
คงเพราะกิตติทัศน์เป็นลูกพี่ลูกน้องของกันตา เขาเข้ามารู้จักและคบหาเป็นคนรักกับเพื่อนได้ก็เพราะเธอเป็นสื่อกลาง
เมื่อวันหนึ่ง จู่ ๆ ญาติของเธอดันลุกมาประกาศว่าจะแต่งงานกับคนอื่นกะทันหันแบบนี้ กันตาตั้งตัวไม่ทัน และพาลคิดไปว่ามิตรภาพระหว่างเธอกับลลิตราคงจะมีปัญหาไปด้วยแน่ ๆ
"โถ่ ไอ้บ้า ใครจะไปว่าอะไรแกล่ะไอ้เกี๊ยว มันไม่เกี่ยวกับแกหรอก..."
"ฮือ...แก...แกจะยังคบฉันอยู่จริง ๆ ใช่ไหม"
"ก็เออสิ ไม่งั้นฉันจะมาหาเหรอ ไม่เอา อย่าแย่งซีนฉันสิ วันนี้คนที่ควรจะได้รับการเลี้ยงปลอบใจ คือฉันไม่ใช่เหรอ แกมาตัดหน้าแย่งซีนกันแบบนี้ ฉันก็อดได้เป็นนางเอกเอ็มวีเลย"
กันตาค่อยยิ้มออก แลบลิ้นอย่างขัดเขิน
อมาวสีหันมาจ้องหน้าลลิตราเพื่อความแน่ใจ
"แล้วแกเป็นไงบ้าง"
"ก็ร้องไห้ทั้งคืน" ลลิตราบอกตรง ๆ ก่อนยิ้ม
"แต่จบแล้ว จะไม่กลับไปข้องเกี่ยวอะไรกันอีกทั้งนั้น"
"ไอ้พี่ติมันก็เลวจริง ๆ นะ...ตอนโทรคุยกับป้า พ่อแม่ฉันยังด่ามันไม่หยุดเลย มีอย่างที่ไหน นอกใจแฟน แถมยังจะแต่งงานเฉย..."
กันตาเผลอพูดออกมา เมื่อนึกขึ้นได้ก็ยิ้มเจื่อนอีกรอบ
เธอเกือบจะบอกไปแล้วว่า คนที่ด่าคือพ่อเธอที่เป็นน้าของกิตติทัศน์ก็จริง แต่ป้า...พี่สาวของพ่อ ที่เป็นแม่แท้ ๆ ของกิตติทัศน์ ออกอาการปกป้องลูกชาย...
'มันยังไม่ได้แต่งกัน ไอ้ติมันก็มีสิทธิ์เลือกคนที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ'
ป้าของกันตาแก้ตัวให้ลูกชายแบบนี้
กันตาคิดว่าไม่พูดต่อดีกว่า เพราะคงเป็นการซ้ำเติมให้เสียใจมากขึ้นไปอีก
"ช่างเหอะ เพราะถึงยังไงเขาก็ตัดสินใจไปแล้ว... ต่อไปนี้ไม่ต้องพูดเรื่องพี่ติอีกแล้วนะ ฉันเริ่มจะแสลงหูแล้วล่ะ"
"ได้สิ ได้ ๆ งั้นคุยเรื่องบ้านใหม่แกดีกว่า"
กันตาเปลี่ยนโหมดได้ทันที ดวงตาแดงก่ำเมื่อครู่กลับมาสดใสเหมือนตากวางได้อีกครั้ง อมาวสีก็สีหน้าตื่นเต้นตามไปด้วย
"ใช่ ๆ แกไม่ยอมให้ฉันไปช่วยขนของ เรียบร้อยดีใช่ไหม"
"ดีมาก ดีสุด ๆ ของของฉันกับแม่มีนิดเดียว แถมพ่อเลี้ยงยังจ้างคนมาขนของให้อีก แทบไม่ได้ทำอะไรเลย"
"ดีจังเลยนะ อย่างนี้แกก็ได้เป็นลูกสาวเศรษฐีเต็มตัวแล้วล่ะสิ"
อมาวสีหยอก
มีแค่สองคนนี้เท่านั้นที่รู้ว่าพ่อเลี้ยงของลลิตรา...เป็นใคร
ช่วงที่อรรถเทียวมาดูแลเธอกับแม่อยู่เป็นปี ๆ ก็เป็นอมาวสีที่คอยเช็คนู่นเช็คนี่ให้ เพราะกลัวว่าผู้ชายสูงวัยหน้าเข้มคนนั้นจะมาหลอกลลิตรากับแม่
ถึงตอนนี้แล้วก็คงจะเบาใจได้แล้วว่า พ่อเลี้ยงของลลิตรา จริงใจและเป็นตัวจริง
"ลูกสาวอะไรกันล่ะ ฉันก็แค่ลูกเลี้ยง...ขนาดแค่จะนัดแกสองคน ฉันยังต้องออกมาข้างนอกเลย ฉันไม่กล้านัดแกไปที่นั่นด้วยซ้ำ กลัวเขาว่าไปหมด"
"จนป่านนี้แล้ว ไว้ใจคุณลุงอรรถเถอะว่าเขาไม่ได้รังเกียจ และเต็มใจจะให้แกเป็นครอบครัวของเขาจริง ๆ"
อมาวสีบอก กันตาก็พยักหน้าตามหงึก ๆ
"แล้วบ้านของจริงมันใหญ่จริง ๆ ใช่ไหม สวยเหมือนในรูปหรือเปล่า"
ที่กันตาถามแบบนี้เพราะพวกเธอเคย 'เสิร์ช' หาข้อมูลเกี่ยวกับอรรถ รชต มาเกือบหมดแล้ว
แม้ไม่ถึงกับเปิดเผยชีวิตส่วนตัวทั้งหมด แต่ภาพถ่ายส่วนหนึ่งของ 'บ้านรชต' ที่ใหญ่โตอย่างกับโรงแรมและรีสอร์ตขนาดย่อม ก็ทำให้เพื่อนสาวทั้งสองตื่นเต้นจนอ้อนขอไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง
"อืม สวยจริง สวย...เวอร์วังอลังการ"
ลลิตราตอบแบบไม่ได้ประชด แต่สีหน้ากลับไม่ได้ตื่นเต้นเท่าที่เพื่อนคิดไว้
"งั้น...ฉันสองคนไปเที่ยวบ้านแกได้ไหมอะ คุณอรรถเขาห้ามหรือเปล่า"
"ไม่หรอก เขาใจดีมาก..." ผิดกับลูกชายเขาลิบลับ
ถ้าพ่อเลี้ยงของเธอเป็นเทพบุตรขี่ม้าขาวมาเพื่อช่วยแม่
ไอ้ลูกชายคนโตของเขามันก็มารผจญคอยขัดแข้งขัดขาไม่ให้คนอื่นมีความสุข เหมือนเปรตหรือสัมภเวสีชัด ๆ
แค่นึกขึ้นมา ลลิตราก็รู้สึกยะเยือกจนตัวสั่นไม่ได้ตั้งใจ
"เอาไว้...สักวันเราค่อยนัดกันที่บ้านลุงอรรถก็แล้วกันนะ เอาไว้ขอฉันปรับตัวอีกสักนิด"
หญิงสาวตอบเลี่ยง ๆ เพื่อนทั้งสองพยักหน้าอย่างเข้าใจ สำคัญที่สุดคือลลิตรากับลินดามีความสุขในบ้านหลังนั้นก็น่าจะพอแล้ว
* * * * * ขากลับ ลลิตราแวะซื้อข้าวของวัตถุดิบสำหรับทำขนมมาเต็มสองมือ และเรียกรถแท็กซี่ให้มาส่งถึงหน้าบ้านรชตอีกตามเคย"บ้านนี่ผมผ่านหลายครั้งเลย ข้างในสวยไหมครับ"
แท็กซี่ถามซื่อ ๆ
"ก็สวยค่ะ"
"น้องอยู่ที่นี่หรือครับ"
แท็กซี่ถามอีก
"เปล่าหรอกค่ะ หนูมาส่งของ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเมื่อวานนี้เอง นี่แม่บ้านเขาสั่งอุปกรณ์ทำขนมน่ะค่ะ"
"อ๋อครับ"
แท็กซี่ช่างคุยยิ้มแล้วช่วยหญิงสาวหิ้วถุงแป้ง แผงไข่ และอะไรอีกมากมายลงจากรถ เมื่อรับเงินค่าโดยสารพร้อมทิปจากลลิตราก็ขับรถออกไป
รปภ. หนุ่มที่ประจำอยู่หน้าป้อม เข้ามาช่วยลลิตราและกดวิทยุสื่อสารเรียกให้คนด้านในขับรถกอล์ฟมารับที่หน้าประตูด้วย
'นั่นปะไร อย่างกับมาอยู่รีสอร์ต'
ลลิตรานึกอย่างขบขัน
รปภ.ตะเบ๊ะให้หญิงสาวอย่างขันแข็ง
"สวัสดีครับ! คุณหนู!"
"เอิ่ม...สวัสดีค่ะ"
ลลิตรายิ้มเจื่อน ๆ เธอคงต้องรีบทำตัวให้ชินกับสรรพนามนี้ได้แล้วสินะ
"หมู่นี้ไม่มีลูกค้าเลยหรือลูก...แม่ไม่เห็นลูกออกไปส่งขนมที่ไหนเลย"ลินดาถาม มื้อเที่ยงวันนี้หล่อนให้แม่บ้านยกถาดขนมจีนกับแกงเขียวหวานไก่หม้อย่อมๆ มานั่งกินกับลูกสาวที่บ้านฝรั่ง น้ำตาลที่กินอิ่มเรียบร้อยแล้วก็ป้วนเปี้ยนทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ อยู่แถวนั้นพอให้บรรยากาศไม่เงียบเหงา"ก็พอมีจ้ะแม่ แต่ลูกแค่อยากพักบ้างน่ะค่ะก็เลยยังไม่ค่อยได้รับทำ ได้แต่ส่งออเดอร์ให้เพื่อนๆ ร้านอื่นไปก่อน""แล้วเราจะไม่เสียโอกาสหรือ ถ้าเขาไม่กลับมาจ้างลูกอีกแล้วล่ะ""ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินแล้วนี่จ๊ะแม่"ลลิตราตอบตามตรงพร้อมรอยยิ้มขบขัน ลินดาร้องอ้อเบาๆ แล้วกินขนมจีนต่อคนเป็นลูกสาวนึกละอายอยู่ในใจ... เธอไม่ได้โกหกแม่ เพียงแต่พูดความจริงไม่หมดก็จะพูดได้อย่างไรว่าที่ช่วงนี้แทบไม่ได้ทำขนมเลยเพราะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ อธิปเข้ามาหาเธอทุกคืนและคืนที่แค่นอนกอดกันจนหลับไปเฉยๆ โดยไม่ได้โรมรัมพันตูนั้นก็แทบจะนับนิ้วได้บางวันลลิตราตื่นมาอย่างเมื่อยขบไปทั้งตัว แค่จะลุกไปอาบน้ำยังเหนื่อย นับประสาอะไรกับทำขนมทั้งที่อยากจะโมโห แต่เธอกลับวูบวาบในช่องท้องจนหน้าแดงนี่โชคดีที่สัปดาห์นี้อธิปติดตามบิดาของ
"คุณโชคะ...ท่านประธานคะ..."ผู้ช่วยเอ่ยเรียกซ้ำเบา ๆ อย่างกังวล เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของคนเป็นเจ้านายตั้งแต่แขกคนสำคัญกลับไป โชติรสก็ดูเหมือนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และสมาธิก็หลุดลอยไปจากงานที่อยู่ตรงหน้า"เอ่อ...มีอะไรหรือเปล่าครับท่านประธาน"ผู้ช่วยสองคนพร้อมใจกันถาม โชติรสกลืนน้ำลาย ฝืนยิ้ม"เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ ช่วยบอกแม่บ้านให้ยกน้ำส้มมาให้ทีนะ ฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บ"หญิงสาวสั่งเสียงเบาก่อนลุกออกจากห้องประชุมเล็กเธอเข้าไปในใช้ห้องน้ำส่วนตัวในห้องทำงานของตัวเอง ห้องน้ำปูหินโมเสกสีดำดูหรูหรา และตอนนี้มันยิ่งขับให้ผิวที่ขาวเผือดของเธอยิ่งซีดเหมือนกระดาษ...'...ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาสัญญาอะไรกับคุณ แต่ถ้าเขาบอกว่าจะหย่า...คุณคงฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันเชื่อถือได้แค่ไหน...'เสียงเอเวลินที่เอ่ยกับเธออย่างเนิบนาบใจเย็นตอนที่อยู่ในห้องรับรองเมื่อชั่วโมงก่อน ยังดังอยู่ข้างหูตอนนั้นโชติรสตัวชา ขาชา ได้แต่ยืนแข็งทื่อ ใจเต้นแรง พูดอะไรไม่ออก ไม่ต่างกับคนทำผิดร้ายแรงที่โดนจับได้คาหนังคาเขายิ่งเอเวลินยิ้มหวานให้ โชติรสก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านนี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เธอจะรับมือได้เลย'ฉันไม่แคร์หรอก
เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าตอนที่โชติรสเพิ่งเดินออกจากลิฟต์พร้อมผู้ช่วยที่เธอไว้ใจอีก 2 คนที่เดินตามออกมา แต่ละคนสีหน้าเหมือนเพิ่งเอาชีวิตรอดจากการถูกกองเอกสารหลายพันตันถล่มทับ"สองวันนี้พักให้เต็มที่เลยนะ ขอบใจมากที่อยู่ช่วยฉัน"ประธานฯ สาวหันไปบอกผู้ช่วยทั้งสองคน ก่อนจะให้สั่งให้คนขับรถของบริษัทไปส่งคนทั้งคู่ให้ถึงบ้าน"คุณดูเป็นเจ้านายที่ใจดีกว่าที่ผมคิดนะ"โชติรสสะดุ้งเฮือก เมื่อจู่ ๆ มีเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นด้านข้าง เธอหันขวับ ใจเต้นแรงยิ่งขึ้น แต่สีหน้ากลับบึ้งตึงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร"คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง""ผมก็มารอพบท่านประธานน่ะสิครับ" ภพธรตอบยิ้ม ๆ โชติรสเชิดหน้าขึ้น"ฉันคงต้องโละทีมรักษาความปลอดภัยออกให้หมด โทษฐานที่ปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามายุ่มย่าม...""ขอโทษถ้าทำให้คุณโกรธ แต่ผมแค่อยากเจอคุณจริง ๆ"ภพธรเอ่ยเสียงนุ่ม และก้าวเข้ามาใกล้เธออีกก้าว โชติรสเหลียวซ้ายแลขวา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ล็อบบี้ยังอยู่ครบทุกจุด และเหมือนกำลังมองมาทางนี้ด้วยหางตา...ถ้าหญิงสาวเอ่ยเสียงดังขึ้นกว่านี้อีกนิด เธอก็รู้ว่าพนักงานกะดึกของเธอจะต้องวิ่งเข้ามาพาตัวภพธรออกไปแน่นอนโชติรสกลืนน้ำลาย สูดลม
"ไม่! ฉันคบกับพี่ต้นแล้ว นายจะมาทำแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว!" คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิด "ใครอีกล่ะ คราวนี้เธอให้ใครมาเล่นละครอีก" "ครั้งนี้ไม่ใช่ คราวก่อนฉันยอมรับว่าฉันโกหกนาย แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แล้ว" "งั้นเหรอ งั้นคราวนี้มันเป็นใครล่ะ" เขาถามอย่างอดทน ทั้งที่อยากกดเธอลงบนเตียงเต็มทีแล้ว ลลิตราขยุ้มคอเสื้อแน่นโดยอัตโนมัติ ราวกับว่าแค่สายตาของเขาก็จะทำให้เสื้อผ้าเธอหลุดลุ่ยล่อนจ้อนได้ "เขาเป็นรุ่นพี่ของฉันสมัยเรียน ฉันเคยชอบเขามาก่อนแต่ตอนนั้นเราเด็กเกินไปเลยไม่ได้คบกัน ฉันเพิ่งกลับไปเจอพี่ต้นที่ตราด...ใช่ฉันเพิ่งไปเที่ยวทะเลที่ตราดมา โรงแรมนั่นเป็นของพี่ต้น และฉันกับเขาก็...ตกลงเป็นแฟนกัน" อธิปหัวเราะพรืดทั้งที่แววตาไม่ขำด้วยสักนิด ก็เธอเล่นบอกเขาเหมือนท่องเตรียมมาแล้ว "เลิกตั้งแง่ใส่กันเถอะนะลูกอม เราทั้งคู่ก็รู้อยู่แล้วว่าเรารู้สึกยังไงกัน โชติรสไม่ใช่ปัญหาเลย โชก็อยากถอนหมั้นพอ ๆ กับฉันนั่นแหละ แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้เพราะ..." อธิปหยุดไปเล็กน้อย ถอนหายใจ เขาสัญญากับโชติรสว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับ "เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ ที่ฉันกับโชยังไม่ถอนหมั้นเพราะมันมีเรื่องธุร
"อาร์ต เมื่อไหร่แม่จะได้รู้จักคู่หมั้นของลูกล่ะ"ออเดรย์ถามขึ้นมาระหว่างที่มือกำลังหั่นสเต๊ก ลลิตราทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามนั้น กินอาหารของเธอไปตามปกติแม้จะรู้สึกว่าสายตาของอธิปพุ่งตรงมาที่ตัวเองก็ตามอธิปแทบไม่ชะงักเลยเหมือนกันตอนที่ตอบ"ไม่จำเป็นหรอก เพราะอีกไม่นานผมกับเขาก็จะถอนหมั้นกัน"คราวนี้นายอรรถเงยหน้ามองทันที แม้แต่ลินดาก็ยังอดหันมาด้วยไม่ได้"หมายความว่ายังไง อาร์ต""ตามนั้นแหละครับ"อธิปตอบ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างใจเย็น และเมื่อเห็นว่าพ่อยังคงจ้องเขาอยู่ เขาจึงขยายความ"ยังไม่เป็นทางการหรอกนะครับพ่อ และยังไม่ได้บอกใคร แต่ผมกับโช เราตกลงกันแล้วว่าถ้าผ่านเรื่องยุ่ง ๆ ไปสักระยะ เราค่อยถอนหมั้นกันเงียบ ๆ""เหตุผล?""เหตุผลก็คือ ผมกับโชไม่ได้รักกันตั้งแต่แรก เราแค่หมั้นกันด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่วันหนึ่งเมื่อทุกอย่างคลึ่คลาย เราก็จะคืนอิสรภาพให้กัน""ตอนลูกมาขอให้พ่อไปสู่ขอเขา ลูกไม่ได้พูดแบบนี้นี่"อรรถอดตำหนิไม่ได้ อาจเพราะเขาเห็นว่าบนโต๊ะนี้ก็มีแต่คนกันเองจึงเผลอพูดออกมา"ผมทราบ แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว...เอาเป็นว่าผมกับโชเราคิดตรงกัน ผมไม่ได้ทำร้ายใจเธอ ถ้าพ่อคิดว่าผม
ลลิตรากลับจากตราดพร้อมของฝากเกินสองมือจะถือได้ไหว เมื่อรถแท็กซี่มาจอด คมสันต์ต้องวิ่งลงมาช่วยหิ้วด้วยหลายถุง เธอยอมรับกับตัวเองว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน คงไม่สามารถจับจ่ายอะไรได้มือเติบแบบนี้"ฉันซื้อขนมของกินมาฝาก เดี๋ยวคมสันต์แบ่งไปได้เลยนะจ๊ะ"ลลิตราบอก รปภ. หนุ่มรุ่นน้อง คมสันต์ตะเบ๊ะแข็งขัน"ครับผม ขอบคุณครับ""แม่อยู่บ้านใช่ไหมจ๊ะ"เธอถามทั้งที่ก็รู้ว่าลินดาคงไม่ได้มีธุระที่ไหน แม่ของลลิตราไม่ใช่คนชอบเที่ยว แม้อรรถจะคะยั้นคะยอให้ออกไปใช้เงินบ้างแต่ลินดาก็พอใจจะนั่งดูโทรทัศน์อยู่บ้าน และเดี๋ยวนี้หล่อนกลับมาถักไหมพรมอีกครั้งอย่างที่จิตแพทย์เคยแนะนำ เวลาเดียวที่ลินดาจะออกไปห้างสรรพสินค้าก็คือตอนที่จะไปซื้อไหมพรมเซ็ตใหม่ ๆ นั่นแหละ"ครับผม คุณผู้ชายก็อยู่ครับ""คุณอรรถอยู่บ้านงั้นหรือ"ลลิตราแปลกใจเพราะนี่ไม่ใช่วันหยุด ปกติอรรถยังไม่กลับจากบริษัทเลยไม่ใช่หรือ คมสันต์รีบอธิบายต่อ"ตอนแรกมีแขกมาหาคุณผู้หญิงครับ แล้วสักพักคุณผู้ชายก็รีบกลับมา""แขก? มาหาแม่เหรอ""ครับ มาหาคุณลินดาครับ คุณผู้ชายโทรบอกผมเองว่าให้เข้าไปได้"คมสันต์รีบบอกเพราะกลัวจะโดนตำหนิว่าปล่อยคนแปลกหน้าเข้าบ้านโดยพลการลลิต
ชลธิชาที่ปกติออกโรงปกป้องสามีตัวเองเสมอแต่ตอนนี้หล่อนกลับทำเหมือนไม่ได้ยินที่น้องสาวพูด กิตติทัศน์รู้ทันทีว่าคงไม่ปกติแล้ว"โถ่...โช ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ งูฮงงูเห่าอะไรฟังดูไม่เป็นมงคลเลย""ถ้าไม่อยากให้พูดถึงงู พูดถึงนกก็ได้นะคะ นกสองหัวเป็นไง""นี่...โชกำลังว่าพี่เหรอ"กิตติทัศน์ฝืนทำเสียงแข็ง อย่า
การล้มป่วยของนายชาญ วรเศรษฐกุลเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเคยคาดคิด แม้แต่เจ้าตัวเองก็เช่นกัน แม้อายุจะเกือบเข้าเลขหกแล้วแต่ชาญเป็นคนสุขภาพแข็งแรง ดูแลตัวเองอย่างดีตลอดเวลาทั้งรูปร่างหน้าตาและสุขภาพภายใน ทุกหกเดือนที่ตรวจร่างกายไม่เคยมีสัญญาณความป่วยไข้ใดๆ แม้แต่น้อย เผลอๆ เขายังจะแข็งแรงกว่าวิภาที่เป็นเม
หากเป็นคู่อื่นที่รักกัน ยิ่งหมั้นหมายกันแล้วก็คงจะยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น หวานซึ้งมากขึ้น หรือพูดคุยกันมากขึ้นถึงแผนการในอนาคต...อย่างน้อยๆ ก็อนาคตอันใกล้เช่นเรื่องการแต่งงานแต่นี่เหมือนจะเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวออกมากินข้าวด้วยกันอธิปเลือกภัตตาคารในโรงแรมที่หรูหราแล
แม้จะได้เป็น 'ว่าที่สะใภ้' ของเจ้าของสายการบิน แต่โชติรสยังวางตัวปกติ และขอร้องแกมบังคับให้เพื่อนฝูงทุกคนในสยามเจ็ตทำตัวปกติกับเธอด้วย "ก็แค่คู่หมั้น ใครจะรู้อีกไม่กี่เดือนโชอาจถอนหมั้นก็ได้" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ รุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าหลายปีถึงกับตีมือเบาๆ "ทำไมพูดอะไรแบบนั้นฮึ ยัยโช เพิ







