LOGINพระตำหนักลู่เหวิน
พระตำหนักลู่เหวินเป็นที่ประทับของฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยถัง ในยามนี้เซวียนฮองเฮาได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยทรงประชวรมาเป็นเวลานานเพราะพระพลานามัยอ่อนแอมาโดยตลอด สามวันดีสี่วันไข้จนไม่อาจปกครองวังหลังได้ทำให้อำนาจของวังหลังตกมาอยู่กับจีฟูเหรินซึ่งถูกสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งฟูเหรินอันดับหนึ่งเป็นรองเพียงแค่เซวียนฮองเฮา
และจีฟูเหรินหมายมั่นตำแหน่งฮองเฮาว่าจะต้องตกมาอยู่ในกำมือของนางอย่างแน่นอน หากแต่เกิดเหตุพลิกผันอย่างไม่คาดฝันเมื่อเฟิงอวิ๋นฮ่องเต้ กลับทรงตัดสินพระทัยเลือกองค์หญิงเย่วซูเจินจากแคว้นเย่วเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระนาง เพื่อต้องการจะครอบครองแคว้นเย่วเอาไว้ในกำมือ อีกทั้งองค์หญิงเย่วซูเจินนี้มีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือจึงทำให้ฮ่องเต้เฟิงอวิ๋นนักรักผู้ยิ่งใหญ่หลงใหลนางยิ่งนัก ครั้นนางพลาดจากตำแหน่งฮองเฮาไปอย่างไม่คาดฝัน ทำให้จีฟูเหรินเจ็บแค้นอยู่ในใจอย่างยิ่งยวด แต่จำต้องถอยกลับไปตั้งหลักเพื่อรอดูลาดเลาว่าฮองเฮาพระองค์ใหม่จะสามารถกำจัดได้โดยง่ายหรือไม่ เพราะเซวียนฮองเฮาที่สิ้นพระชนม์ลงไม่ใช่มาจากเพราะสุขภาพของพระนางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะจีฟูเหรินเป็นผู้วางแผนทำให้พระนางสิ้นพระชนม์ลงไปเองด้วยเพราะล่วงรู้มาว่าอดีตฮองเฮานั้นทรงแพ้อะไรง่าย จึงพยายามหาสิ่งที่ระคายเคืองต่อสุขภาพของพระนางเร่งให้สิ้นพระชนม์ลงโดยเร็ว ซึ่งนั้นก็คือละอองเกสรดอกไม้ทุกชนิดมารวมตัวกันนั้นเอง และนั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้เซวียนฮองเฮาเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เมื่อละอองเกสรดอกไม้รวมทุกชนิดถูกนำไปปล่อยใกล้ห้องพระบรรทม ทำทีดูคล้ายสายลมนำละอองเกสรดอกไม้นั้นพาดผ่านมาด้วยความบังเอิญ จึงเป็นเหตุทำให้เซวียนฮองเฮาสิ้นพระชนม์ลงในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าสำหรับฮองเฮาพระองค์ใหม่จากแคว้นเย่วนี้ดูท่าจะทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดีมาก อีกทั้งยังมีพระชนมายุเพียง 20 พระชันษาเท่านั้น ทั้งงดงามและอ่อนเยาว์อย่างยิ่งยวด และแน่นอนว่าฮ่องเต้เฟิงอวิ๋นทั้งรักทั้งหวงเหนือสิ่งอื่นใด จีฟูเหรินจึงจำต้องเฝ้ารอคอยโอกาสที่จะกำจัดฮองเฮาพระองค์ใหม่อย่างเงียบเงียบ “เพ่ยเพ่ย! เพ่ยเพ่ย!เพ่ยเพ่ย!!!”สุระเสียงของฮองเฮาสาวร้องเรียกหาชื่อของสตรีนางหนึ่งจนดังกึกก้องไปจนทั่วพระตำหนักลู่เหวิน พระวรกายบอบบางของฮองเฮาสาวเสด็จออกมาจากห้องทรงพระสำราญด้วยท่าทีร้อนรน เป็นเหตุให้นางกำนัลคนสนิทที่ติดตามมาจากแคว้นเย่วด้วยนั้น รีบก้าวเข้ามาภายในห้องดังกล่าวอย่างรวดเร็ว “พระนางรับสั่งต้องการสิ่งใดหรือเพคะ เอ็ดอึงเสียใหญ่เชียว”นางกำนัลคนสนิทซึ่งอยู่วัยกลางคนเอ่ยทูลถามกลับไปพลางรีบเดินตรงเข้าไปหา “เพ่ยเพ่ยไปไหนเหตุใดนางจึงไม่มาหาข้า! นี่ข้าเดินไปที่ห้องของนางแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่พระพี่เลี้ยงไปไหนกันหมด”ฮองเฮาสาวรับสั่งถามด้วยเป็นห่วงอย่างยิ่งยวด “โธ่ฮองเฮาเพคะ องค์หญิงยังทรงพระเยาว์เพิ่งจะหกพระชันษาเท่านั้น ย่อมซุกซนเป็นเรื่องปกติ ดูท่าคงจะไปวิ่งเล่นในอุทยานหลวงกระมังเพคะ”นางกำนัลคนสนิทกราบทูลกลับไป “ก็เพราะนางยังเยาว์นะสิข้าจึงต้องห่วง เสด็จแม่กำชับหนักหนาก่อนสิ้นพระชนม์ให้ข้าคอยดูแลนางให้ดีๆ อย่าให้คลาดสายตาจากนางเป็นอันขาด”เย่วฮองเฮารับสั่งถึงพระมารดาซึ่งเป็นถึงอดีตฮองเฮาแห่งแคว้นเย่วซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว อดีตฮองเฮาแคว้นเย่วซึ่งคือพระมารดาของฮองเฮาเย่วซูเจินและองค์หญิงน้อย ทรงมีพระนามว่าเริ่นหลิ่งเฟย เริ่นฮองเฮาภายหลังจากประสูติองค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ย พระธิดาองค์เล็กลำดับที่ห้าให้แก่ฮ่องเต้ต้าเย่วแล้วก็ทรงไม่ค่อยแข็งแรงมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ลงหลังจากมีพระประสูติกาลพระธิดาองค์เล็กมาแล้วสิบเดือน ก่อนจะสิ้นพระชนม์ได้มอบให้พระธิดาองค์รองทำหน้าที่คอยดูแลพระธิดาองค์เล็กแทนพระนาง และยังกำชับให้คอยดูแลองค์หญิงเยว่เพ่ยเพ่ย ไม่ให้คลาดสายตาเป็นอันขาดพร้อมบอกความลับสุดยอดให้แก่พระธิดาองค์รองให้ล่วงรู้ ทำให้องค์หญิงเย่วซูเจินไม่คาดคิดว่าน้องสาวตัวน้อยของพระนางจะเกิดมาพร้อมลักษณะพิเศษคู่กายเช่นนี้ และนับตั้งแต่พระมารดาสิ้นพระชนม์พระนางจึงเป็นผู้เฝ้าดูแลองค์หญิงน้อยร่วมกับแม่นมและพระพี่เลี้ยงมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งต้องอภิเษกสมรสกับฮ่องเต้เฟิงอวิ๋นมาที่แคว้นเป่ยถัง เย่วฮองเฮาจึงได้กราบทูลร้องขอพระราชบิดานำพระขนิษฐาที่ยังเยาว์วัยไปประทับอยู่ที่แคว้นเป่ยถังด้วยพร้อมกัน จนกว่าองค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ยจะครบสิบพระชันษาก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะเมื่ออายุครบสิบพระชันษาทุกอย่างก็จะปลอดภัยไม่ต้องห่วงอีกต่อไป “แยกย้ายออกตามหานางให้ทั่ว! รีบนำเพ่ยเพ่ยกลับมาหาข้าโดยเร็ว!!!”เย่วฮองเฮารับสั่งสุระเสียงดังก้อง “พ่ะย่ะค่ะ! เพคะ!”เสียงของเหล่านางกำนัลและขันทีรวมไปถึงทหารองครักษ์ต่างพากันขานรับก่อนจะแยกย้ายออกตามหากันจ้าละหวั่นบริเวณหน้าประตูวังหลวง “พวกเจ้าเปิดประตูให้ข้าเข้าไปภายในเขตพระราชฐานเดี๋ยวนี้เลยนะ! ข้าจะไปหาบุตรสาวของข้าเพื่ออวยพรไม่รู้อย่างนั้นเหรอว่าข้าคือบิดาแท้ๆของฮองเฮาพระองค์ปัจจุบัน”เจ้าเมืองหยวนไท่ไม่วายโอ้อวดทหารหลวงที่กำลังยืนรักษาการณ์อยู่ในขณะนั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของบรรดาทหารหลวงที่ตรึงกำลังเอาไว้หน้าประตูวังอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันคนร้ายแปลกปลอมเข้ามาภายในวังหลวงถังเฉี่ยนซึ่งมีอายุนับหลายพันปี ทหารแต่ละนายต่างพากันส่ายหน้าไปมาด้วยความระอาและเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายเพราะเจ้าเมืองหยวนไท่ตะโกนก้องอยู่เช่นนี้มานานสองชั่วยามแล้ว “ท่านกลับไปเสียเถิดวันนี้เป็นวันมงคลของฝ่าบาทและฮองเฮา ทั้งสองพระองค์ไม่ลงมาเล่นอะไรกับเจ้าหรอกนะ แล้วจะบอกอะไรให้อย่างฮองเฮาของพวกข้าเป็นธิดาบุญธรรมของราชครูไป๋ เป็นชาวต้าเฟิงไม่ใช่ขาวต้าซ่งเช่นเจ้าเข้าใจผิดแล้ว แซ่ของเจ้ามีใช้เพียงแค่นี้อย่างนั้นเหรอทั่วหล้าไม่มีใช้เหมือนกับเจ้าหรืออย่างไง ไป! ไป!ไป! เกะกะหากยังขืนดื้อดึงอยู่เช่นนี้พวกข้าทำอะไรรุนแรงลงไปมาว่ากันไม่ได้หรอกนะ ข้าทำตามหน้าที่ที่ไ
แคว้นต้าเฟิงพิธีอภิเษกสมรส ในยามนี้แผ่นดินต้าเฟิงเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขและความรักแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง พิธีอภิเษกสมรสของเฟิงหลงฮ่องเต้ผู้รูปงามดั่งชาวสวรรค์และท่านหญิงไป๋เพ่ยอิง ธิดาคนโตของเจ้าเมืองหยวนไท่ซึ่งเฟิงหลงฮ่องเต้มีพระบัญชาให้นางเป็นผู้มีตัวตนในแผ่นดินต้าเฟิง เป็นชาวเมืองต้าเฟิงจากการรับรองของพระองค์เอง ซึ่งตระกูลไป๋ในแผ่นดินต้าเฟิงนั้นใช่ว่าจะไม่มี และในราชสำนักต้าเฟิงนั้นมีขุนนางที่มาจากตระกูลไป๋ด้วยเช่นกันนั้นก็คือราชครูไป๋หวางนั่นเอง ซึ่งราชครูผู้นี้จงรักภักดีและศรัทธาต่ออุปราชในตำนานสร้างแคว้นเป็นยิ่งนัก เป็นอีกผู้หนึ่งที่ล่วงรู้ว่าเฟิงหลงฮ่องเต้แท้จริงแล้วคืออุปราชในตำนาน จึงคอยเฝ้าถวายงานอย่างใกล้ชิดและได้เข้ามารับรองสถานะการมีตัวตนในแผ่นดินต้าเฟิงของท่านหญิงคนงามโดยการรับนางมาเป็นธิดาบุญธรรม ฮ่องเต้หนุ่มมีพระบัญชาให้ราชครูไป๋หวางรับรองสถานะการมีตัวตนของคนรัก โดยรับนางมาเป็นบุตรบุญธรรมให้บันทึกเอาไว้ว่าได้เก็บนางมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นทารกวัยเพียงหกเดือนเท่านั
ร่างอรชรต้องเข้าสวมกอดร่างใหญ่องอาจที่กำลังอ้าแขนทั้งสองข้างออกกว้างรับร่างของท่านหญิงคนงามนำมาสวมกอดเอาไว้แนบอกอย่างรวดเร็ว “เพ่ยเอ๋อร์ของข้า! ในที่สุดเจ้าก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของข้าแล้ว! เจ้ากลับมาหาข้าแล้ว”ฮ่องเต้หนุ่มรูปงามเฝ้าเพียรรับสั่งกับโฉมตรูอยู่เช่นนั้นมิรู้วาย “ข้าเฝ้ารอท่านมาโดยตลอด รอทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังรอคอยอยู่นั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ชาติที่แล้วข้าอยากจะเป็นพระชายาของท่านมากแค่ไหน ชาตินี้ก็ไม่ต่างกันแต่พี่หลงจะมาขอข้าไปเป็นชายาได้อย่างไรเจ้าคะเพราะไม่เคยเสมือนคนไม่มีตัวตน” พระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มแย้มยิ้มออกมา ฝ่าพระหัตถ์ที่กำลังโอบกอดร่างระหงเอาไว้แนบอกยังคงเฝ้าลูบไล้แผ่นหลังของนางไปมาอยู่เช่นนั้นไม่คลาดครา “เป็นเช่นนั้นแหละดีแล้วเพราะข้าจะจัดการให้เจ้าเป็นผู้มีตัวตนในแผ่นดินต้าเฟิง ในขณะที่บิดาของเจ้าจะไม่มีทางแสวงหาประโยชน์จากการที่เจ้าได้เป็นฮองเฮาเคียงข้างกายข้าแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไปตระกูลไป๋และเจ้าไม่เกี่ยวข้องกันอีกถูกตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ให้สมกับที่บิดาของเจ้าต้องการให้ไป๋เพ่ยอิงตายไปตั้งแต่อ
เรือนท้ายจวนภายในห้องหนังสือ ปลายพู่กันสะบัดสีลงบนภาพวาดของสถานที่แลดูคล้ายตำหนักขนาดใหญ่ ภาพในความทรงจำที่ท่านหญิงคนงามได้เห็นในความฝันมาโดยตลอดนับตั้งแต่วัยเยาว์จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นทุกวัน ครั้นเมื่ออายุครบยี่สิบปีภาพในความฝันที่เคยเห็นเลือนลางกลับชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด และถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ราวกับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับนางมาแล้วในครั้งอดีต บุรุษรูปงาม ผู้มีร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามสวมอาภรณ์ขาวและมีเส้นผมสีเงินยวงตลอดทั่วทั้งศีรษะกำลังจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยเดินเล่นอยู่ภายในสวนเคียงคู่ไปด้วยกัน จวบจนกระทั่งเด็กหญิงตัวน้อยเติบใหญ่กลายเป็นสาวสะพรั่งบุรุษรูปงามที่เคยจูงมือนางเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน บัดนี้กลับกลายเป็นว่าถูกบุรุษรูปงามประทับจุมพิตลงบนหน้าผากกว้างด้วยความรักที่มีต่อกันระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวในฐานะคนรัก ท่านหญิงคนงามกำลังเพลิดเพลินไปกับการวาดภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากความฝันของนาง จนไม่ล่วงรู้เลยว่าบัดนี้สองพี่เลี้ยงคนซื่อได้นำ
ร้านปักผ้า“อะไรกันเนี่ย!!!”เสียงของสองพี่เลี้ยงต่างพูดออกมาพร้อมกัน เมื่อทั้งสองนับเงินค่าจ้างตรงหน้าที่ได้รับจากการปักผ้าไม่ตรงตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ และในเวลานี้สายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของทั้งสองพี่เลี้ยงกำลังจับจ้องเจ้าของร้านปักผ้าด้วยความรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งยวด “เหตุใดท่านจึงจ่ายค่าจ้างให้พวกเราสองคนเพียงเท่านี้ ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าหากสามารถทำงานเสร็จและส่งมอบงานทั้งหมดให้ท่านภายในหนึ่งเดือน จะเพิ่มค่าแรงให้พวกเราจากห้าสิบตำลึงเป็นแปดสิบตำลึงแล้วเหตุใดจึงจ่ายให้พวกข้าเพียงแค่หกสิบตำลึงเท่านั้น แบบนี้ข้าไม่ยอมนะ” ฮุ่ยหลันพูดพลางถลึงดวงตาของนางแทบจะถลนออกมานอกเบ้าเลยทีเดียว “แต่ไหนแต่ไรทำการค้าด้วยกันก็มานาน พอเงินมากเข้าหน่อย ท่านก็ส่อสันดานคดโกงออกมาแล้วอย่างนั้นเหรอ คิดว่าทำเช่นนี้จะสามารถเปิดร้านดำรงอยู่ได้อีกต่อไปอย่างนั้นสิ!!!”ฉิงซู่ถามกลับไปอย่างเอาเรื่อง ในขณะที่เจ้าของร้านปักผ้าไม่สะทกทะท้านและมีความรู้สึกใดๆ ออกมาทั้งสิ้น นางไม่ยี่หระกับความโกรธที่สองพี่เลี้ยงกำลังระเบิดออกม
หนึ่งเดือนผ่านไปจวนตระกูลมู่ ร่างสันทัดของมู่เหยียนเจิ้งกำลังก้าวเดินไปตามทางที่ทอดยาวภายในจวนที่ได้ซื้อต่อจากเจ้าของเดิมในราคาที่ยุติธรรมทั้งสองฝ่ายไม่ถูกจนเกินไปและไม่แพงจนทำให้คนซื้อรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จวนแห่งนี้ถูกเปลี่ยนมาใช้ตามแซ่ของมู่เหยียนเจิ้งหัวหน้าองครักษ์ดำซึ่งรับผิดชอบทำหน้าที่คอยหาข่าวในแผ่นดินต้าซ่งเพื่อถวายรายงานกลับไปให้แก่ฮ่องเต้ต้าเฟิง ซึ่งฮ่องเต้หนุ่มได้มีพระบัญชาให้จัดหาสถานที่พำนักถาวรเพื่อให้สายข่าวของพระองค์ได้ปักหลักแทรกซึมอยู่ภายในต้าซ่งราวกับเป็นชาวต้าซ่งโดยกำเนิดเพื่อความแนบเนียน และนับตั้งแต่วันแรกที่เสด็จมาถึงจนเวลานี้เวลาผ่านไปนานนับเดือนแล้วก็ยังไม่มีข่าวคืบหน้าของชายาผู้เป็นที่รักในครั้งอดีตแต่อย่างใด มิหนำซ้ำฮ่องเต้หนุ่มต้องคอยหลีกหนีธิดาของเจ้าเมืองหยวนไท่ซึ่งอยู่ในวัยออกเรือนแล้วถึงห้าคน อีกสามคนยังเยาว์วัย ธิดาเจ้าเมืองหยวนไท่ทั้งห้าต่างพากันหลงใหล คลั่งไคล้ อาจารย์หนุ่มผู้หล่อเหลาของนางเป็นยิ่งนัก เวลาในการเรียนหนังสือจากที่เบื่อ







