เข้าสู่ระบบสระหยกมณี
ร่างอ้วนป้อมของเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกปีเท่านั้น กำลังเดินลัดเลาะมาจากอุทยานหลวงจนมาถึงสระหยกมณีซึ่งน้ำในสระใสดั่งกระจกจนเห็นตัวปลาแหวกว่ายอยู่ภายใต้สายธารา
และเด็กหญิงตัวน้อยก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่นางคือองค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ยจากแคว้นเย่ว พระราชธิดาองค์เล็กซึ่งประสูติจากเริ่นฮองเฮา อดีตฮองเฮาแคว้นเย่วนั้นเอง พระธิดาตัวน้อยเดินดูตัวปลาแหวกว่ายไปตามสายน้ำด้วยความไร้เดียงสา แต่น่าแปลกก็คือทันทีที่องค์หญิงน้อยก้าวเข้าสู่เขตสระหยกมณีซึ่งเป็นอาณาเขตของพระตำหนักลืมเลือน ฝูงปลามากมายต่างแหวกว่ายตรงไปหาโผล่ขึ้นมาให้เห็นตัวราวกับดีใจที่เห็นนางอย่างยิ่งยวด จนพระธิดาตัวน้อยเห็นฝูงปลาโผล่ขึ้นมาและเดินมาตามทางที่ทอดยาวข้ามสะพานสระหยกมณี จวบจนกระทั่งองค์หญิงน้อยมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูพระตำหนักลืมเลือน ดวงตากลมโตเบิกกว้างพลางเอื้อมมืออ้วนกลมไขว่คว้าผีเสื้อหลากสีมากมาย ที่จู่ๆ ก็บินมารวมตัวกันอยู่ตรงหน้าองค์หญิงน้อย ก่อนจะพากันบินนำหน้าลอดเข้าไปใต้รั้วที่มีรอยแตกของกำแพงพระตำหนัก จึงทำให้องค์หญิงน้อยมุดรั้วลอดเข้าไปตามรอยแตกเข้าไปภายในเขตของตำหนักลืมเลือนเพื่อติดตามฝูงผีเสื้อเหล่านั้น องค์หญิงน้อยกระโดดไขว่คว้าเหล่าผีเสื้อราวกับว่าพวกมันกำลังชวนนางเล่นด้วย โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าได้เดินพลัดหลงเข้ามาภายในพระตำหนักลืมเลือนจนลึกเข้าไปถึงเขตพระตำหนักชั้นใน อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของอุปราชเฟิงหลงอยู่ในเวลานี้ ทั่วทั้งบริเวณเงียบงันไร้สิ้นเสียงผู้คน ด้วยเหล่าข้าราชบริพารต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนที่องค์อุปราชจะตื่นพระบรรทมและต้องรีบออกจากบริเวณที่เป็นเขตหวงห้ามเพื่อมิให้ชีวิตต้องสลายกลายเป็นเถ้าธุลีเมื่ออุปราชเฟิงหลงปรากฏพระวรกาย องค์หญิงน้อยวิ่งจับผีเสื้อมาตามทางเดินที่ทอดยาว จวบจนกระทั่งมาถึงห้องกว้างที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้และสระน้ำที่เต็มไปด้วยตัวปลา ตรงกลางห้องมีโต๊ะหนังสือและตั่งขนาดใหญ่วางอยู่ พรั่งพร้อมไปด้วยกาน้ำและชุดถ้วยชาสำหรับดื่มกำลังส่งกลิ่นหอมพวยพุ่งออกมา และบริเวณกลางห้องดังกล่าวปรากฏบุรุษรูปร่างสูงใหญ่นั่งอยู่บนตั่งเห็นเพียงด้านหลังกำลังนั่งจิบชาอย่างเพลิดเพลิน กำลังจ้องสิ่งที่อยู่ภายในมือนั่นก็คือตำราไม้ไผ่ ดวงตาเฝ้าจับจ้องอยู่แต่ตัวอักษรโบราณตรงหน้า เส้นผมยาวสยายหากแต่ไม่ใช่สีดำแต่กลับเป็นสีเงินยวงยาวจนถึงบั้นเอว เกล้าขึ้นไว้ครึ่งศีรษะพับเป็นมวยเสียบปิ่นหยกขาวเนื้อดีเพียงหนึ่งอัน เส้นผมสีเงินส่องแสงประกายเงางามสาดแสงกระทบกับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า ทันทีที่องค์หญิงน้อยเห็นบุรุษคนดังกล่าวกำลังนั่งจิบชาอย่างละเมียดละไมอยู่ในเวลานั้น ร่างน้อยๆ ที่อ้วนกลมสมบูรณ์สวมอาภรณ์องค์หญิงชั้นเอกเดินตรงเข้าไปหาบุรุษผู้นั้นอย่างรวดเร็วด้วยเพราะนางกระหายน้ำอย่างยิ่งยวดเสียเหลือเกิน เสียงฝีเท้าของเด็กหญิงตัวน้อยเบาและเงียบกริบจนทำให้บุรุษที่กำลังนั่งหันหลังอยู่ในขณะนั้นไม่ได้ใส่ใจอะไร สาเหตุเพราะภายในบริเวณดังกล่าวจะเป็นอุทยานดอกไม้ ดังนั้นบรรดากระรอกมักจะวิ่งผ่านไปมาอยู่เสมอ และทันทีที่องค์หญิงตัวน้อยเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของบุรุษคนดังกล่าว ตุบ! ตุบ! ตุบ! มือน้อยอ้วนกลมตบลงบนไหล่กว้างภายใต้อาภรณ์ขาวสีงาช้างเหลื่อมระยับพร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านปู่! ท่านปู่! ข้าขอดื่มชาสักถ้วยจะได้หรือไม่”เสียงขององค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ยเอ่ยขึ้น ตึก! มือใหญ่ที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบอยู่ในเวลานั้นหยุดชะงักไปโดยพลัน ทันทีที่ถูกเด็กหญิงตัวน้อยใช้มือของนางตบลงบนบ่ากว้างราวเขาคือเพื่อนสนิทของนาง ควับ!!! ใบหน้าหล่อเหลาหันกลับมาตามเสียงเรียกของเด็กน้อยโดยพลันด้วยความตกใจอย่างยิ่งยวดเมื่อได้เห็นเด็กหญิงตัวน้อยกำลังยืนอยู่ตรงหน้าในระยะใกล้ไม่ถึงหนึ่งฉื่อเสียด้วยซ้ำไป และที่สำคัญร่างขององค์หญิงน้อยหาได้สลายกลายเป็นเถ้าธุลีขาวดั่งที่ควรจะเป็น ดวงเนตรสีนิลกาฬคมกล้าจับจ้องใบหน้ากลมของเด็กหญิงตัวน้อย ที่กำลังส่งยิ้มให้จนแก้มนวลเนียนอมชมพูทั้งสองข้างเห็นลักยิ้มได้อย่างชัดเจนอยู่เป็นเวลานานด้วยความตกใจไม่รู้วาย องค์หญิงตัวน้อยไม่ล่วงรู้เลยว่าบัดนี้นางกำลังเผชิญหน้ากับอุปราชเฟิงหลงในตำนานของแคว้นเป่ยถังด้วยความบังเอิญหรือสวรรค์เบื้องบนลิขิตให้ทั้งสองได้มาพานพบกันก็มิอาจรู้ได้ พระองค์คืออุปราชปีศาจที่ผู้ใดเพียงแค่เข้าใกล้ร่างจะต้องสลายกลายเป็นเถ้าธุลีขาวไปชั่วพริบตา ทว่าองค์หญิงน้อยกลับไม่เป็นเช่นนั้น เวลาผ่านไปไม่รู้เนินนานเพียงใดที่อุปราชปีศาจจับจ้องใบหน้าขององค์หญิงน้อยอยู่เช่นนั้น ร่างของนางยังคงอยู่รอดปลอดภัยไม่สลายไปดั่งที่ควรจะเป็น พร้อมหันพระวรกายกลับมาเผชิญหน้ากับองค์หญิงน้อยที่พลัดหลงเข้ามาในตำหนักลืมเลือนของพระองค์ ครั้นทอดพระเนตรอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่บนร่างขององค์หญิงน้อยก็ทรงล่วงรู้ได้ทันทีว่าเป็นองค์หญิงชั้นเอกของพระราชธิดาฮ่องเต้ซึ่งประสูติจากฮองเฮา “เด็กน้อยผู้นี้เป็นเหลนรุ่นปัจจุบันในเวลานี้ของข้าเองหรือนี่”อุปราชปีศาจรำพึงอยู่ในพระทัยพร้อมมีรับสั่งถาม “เจ้ามีนามว่าอะไรองค์หญิงน้อย”รับสั่งถามเสียงนุ่ม องค์หญิงน้อยฉีกยิ้มกว้างส่งกลับไปให้จนเห็นไรฟันขาว แก้มยุ้ยน่าเอ็นดูเป็นยิ่งนัก “ข้ามีนามว่าเพ่ยเพ่ย...เย่วเพ่ยเพ่ยคือนามเต็มของข้าท่านปู่!”องค์หญิงน้อยตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ อุปราชหนุ่มพยักพระพักตร์ขึ้นลงเมื่อองค์หญิงน้อยตอบกลับมาก่อนจะรับสั่งถามขึ้นอีกครั้ง “ปีนี้เจ้ากี่ขวบแล้วองค์หญิง”รับสั่งถามกลับไปด้วยความอยากรู้ “ปีนี้ข้าหกขวบแล้วท่านปู่”องค์หญิงน้อยตอบกลับไป อุปราชปีศาจชะงักงันไปทันทีครั้นทรงได้ยินเช่นนั้น เมื่อล่วงรู้ว่าองค์หญิงน้อยตรงพระพักตร์มีอายุปีนี้เท่ากับหกพระชันษา ซึ่งเมื่อหกปีก่อนมีปรากฏการณ์สำคัญบางอย่างเกิดขึ้นและมีผลต่อพระองค์อย่างยิ่งยวด หากแต่ยังไม่ทันที่จะมีรับสั่งถามเสียงขององค์หญิงน้อยก็ดังแทรกขึ้นมาทันใด “พี่หญิงของเพ่ยเพ่ยเล่าให้ฟังว่า ข้าเกิดในวันที่ดวงดาวไท่อี๋ปรากกฎ”สิ้นเสียงขององค์หญิงน้อย พระเนตรคมกล้าและเต็มไปด้วยความดุดันของอุปราชปีศาจแปรเปลี่ยนไปทันใดเมื่อได้ยินองค์หญิงน้อยกล่าวออกมาเช่นนั้น “ผู้มาจากดวงดาวหรือนี่”อุปราชปีศาจรับสั่งพึมพำ รอยยกยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอุปราชผู้กล้าที่ยังหล่อเหลาและรูปงามดั่งเช่นในครั้งอดีตกาลไม่มีเปลี่ยน พระพักตร์ในขณะที่มีพระชันษาปีที่ 23 ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด พระวรกายสูงใหญ่กำยำยังเต็มไปด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของวัยหนุ่มเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนอย่างไรก็อย่างนั้น มีเพียงเส้นผมสีดำสนิทเท่านั้นที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีเงินยวงไม่เหมือนเดิมดั่งเช่นกาลก่อน พระหัตถ์เรียวยาวยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อจับจูงองค์หญิงน้อยให้เข้ามาหาพระองค์ “มาหาข้าเพ่ยเพ่ย...เด็กดี!!!”รับสั่งพร้อมกวักพระหัตถ์ขึ้นลงให้นางก้าวเข้ามา องค์หญิงน้อยด้วยความไร้เดียงสายื่นมืออ้วนกลมของนางไปให้อุปราชเฟิงหลงอย่างว่าง่าย ก่อนจะถูกดึงร่างน้อยๆ เข้ามาหาพระองค์จนหยุดยืนอยู่ตรงพระพักตร์ รอยแย้มเยือนด้วยความดีใจปรากฏขึ้นบนพระพักตร์หล่อเหลานั้นมิคลาดครา “เพ่ยเพ่ยของข้า!”รับสั่งสุระเสียงเต็มไปด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด พระเนตรจับจ้องอยู่แต่ใบหน้าอ้วนกลมขององค์หญิงน้อยอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน ประหนึ่งได้พานพบสิ่งที่เฝ้ารอคอยมาตลอดสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ด้วยวิชาอมตะนั้นจะทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้พระองค์ได้เลยเพราะร่างต้องสลายกลายเป็นเถ้าธุลีก่อนจะถึงตัวเสมอ แต่มีเพียงผู้ที่เกิดในวันที่ดาวไทอี๋ปรากฏ ซึ่งถือว่าเป็นจักรพรรดิแห่งดวงดาวที่สามารถเข้าใกล้และสัมผัสพระองค์ได้ และผู้ที่ถือกำเนิดในวันดังกล่าว คือผู้ที่ถูกสวรรค์ลิขิตให้มาพานพบอุปราชปีศาจ ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดสามารถเข้าใกล้ได้เลยแม้แต่เพียงผู้เดียวสี่ปีผ่านไป ทั่วทั้งพระราชวังหลวงของถังเฉี่ยนในเวลานี้เต็มไปด้วยหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย มองไปแห่งหนใดขาวโพลนละลานตาไปจนหมด อากาศเย็นยะเยียบช่างจับไปจนถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว ภายในแต่ละตำหนักต้องจุดโคมไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่น และก่อกองไฟเอาไว้เพื่อมิให้ไอเย็นเข้าสู่ร่างกายไปมากกว่านี้ อากาศในฤดูหนาวของแคว้นเป่ยถังในปีนี้เย็นยะเยือกกว่าทุกปีที่ผ่านมา ชาวเมืองต่างพากันล้มป่วยเป็นไข้ลมหนาวกันอย่างถ้วนหน้า ด้วยเพราะอากาศที่เย็นจัดกว่าทุกปีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไข้ลมหนาวเริ่มแผ่ออกเป็นวงกว้าง ไม่เว้นแม้กระทั่งภายในพระราชวังถังเฉี่ยนก็ด้วยเช่นกัน ต่างพากันล้มป่วยกันอย่างถ้วนหน้า ทุกตำหนักเต็มไปด้วยคนป่วย จนหมอหลวงต่างพากันทำงานหนัก ด้วยเพราะฮ่องเต้เฟิงอวิ๋น ซึ่งมีพระชนมายุเข้าปีที่ 46 พระองค์ประชวรด้วยไข้ลมหนาวเช่นกัน และยังพลอยทำให้เย่วฮองเฮาซึ่งกำลังตั้งพระครรภ์ย่างเข้าสู่เดือนที่แปด และเป็นการตั้งพระครรภ์ครั้งแรกอีกด้วย ก็ทรงประชวรด้วยไข้ลมหนาวพร้อมก
และทุกถ้อยเจรจาของเย่วฮองเฮาหาได้รอดพ้นหรือตกหล่นไปแม้แต่เพียงประโยคเดียว รอยแย้มเยือนปรากฏขึ้นที่มุมปากบางเบาครั้นอุปราชปีศาจได้ยินทุกอย่างจนหมดสิ้นพระวรกายสูงสง่าฉลองพระองค์สีขาวงาช้าง กำลังยืนเอามือไพล่หลังไว้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างกำลังจับผีเสื้อและปล่อยไปทางองค์หญิงน้อยที่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อหลากสีมากมายอย่างสนุกสนานอยู่ในเวลานี้วิชาอมตะของพระองค์ นอกจากจะได้มอบชีวิตที่เป็นนิรันดร์ให้แล้ว ยังสามารถทำให้พระองค์มีหูทิพย์สามารถได้ยินการสนทนาของผู้คนร่วมไปถึงความในใจทุกอย่าง“ดูท่าฮองเฮาผู้นี้จะรักและหวงน้องสาวของนางเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว”รับสั่งพลางหันหลังกลับไปทอดพระเนตรองค์หญิงน้อยที่กำลังส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานอยู่ในเวลานั้น“เพ่ยเพ่ย”สุรเสียงนุ่มรับสั่งเพรียกหาองค์หญิงน้อยร่างอ้วนกลมสมบูรณ์ที่กำลังวิ่งไล่จับเหล่าผีเสื้ออยู่ในเวลานั้น หยุดชะงักก่อนจะหันกลับไปมองทางด้านหลังครั้นได้ยินเสียงเพรียกหาดังกล่าว ก่อนจะเห็นอุปราชปีศาจยื่นพระหัตถ์ออกมา“มาหาข้าเด็กดี!&rdquo
ยามเซิน ร่างสูงกำยำของอุปราชปีศาจทรงยืนทอดพระเนตร องค์หญิงน้อยจากแคว้นเย่วกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานภายในอุทยานตำหนักลืมเลือนมาตั้งแต่ช่วงเช้า จนล่วงเลยมาถึงยามเซินโดยไม่รู้ตัว องค์หญิงน้อยช่างพูด ช่างเจรจาและฉลาดเฉลียวเป็นยิ่งนัก เรียนรู้อะไรได้เร็วและที่สำคัญนางเป็นผู้มาจากดวงดาว อุปราชปีศาจฝึกวิชาอมตะ ซึ่งเป็นวิชาโบราณสุดยอดของวรยุทธ์ ไม่เคยมีผู้ใดฝึกสำเร็จมาก่อนด้วยเพราะจะต้องจบชีวิตลงทุกคนเมื่อฝึกถึงขั้นสุดท้าย หากแต่อุปราชรูปงามเป็นเพียงผู้เดียวที่ฝึกวิชาอมตะนี้เป็นผลสำเร็จ ทั่วหล้าไร้ผู้ใดเทียมทานไม่มีคู่ต่อสู้ใดที่จะสามารถเปรียบเทียบวรยุทธ์ด้วยได้ มีชีวิตที่ไม่มีวันตายและยังคงรูปกายเดิมเป็นอุปราชหนุ่มในวัย 23 พระชันษาไปชั่วกาลนานเพราะสำเร็จวิชาอมตะในขณะที่ยังหนุ่มแน่นทว่าพระองค์ต้องแลกกับการมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว และความอ้างว้างเดียวดาย ผ่านกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต้องพบเห็นคนรอบข้างล้มตายไปคนแล้วคนเล่าด้วยเพราะอายุขัยที่เป็นไปตามกลไกของธรรมชาต
สระหยกมณี ร่างอ้วนป้อมของเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกปีเท่านั้น กำลังเดินลัดเลาะมาจากอุทยานหลวงจนมาถึงสระหยกมณีซึ่งน้ำในสระใสดั่งกระจกจนเห็นตัวปลาแหวกว่ายอยู่ภายใต้สายธารา และเด็กหญิงตัวน้อยก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่นางคือองค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ยจากแคว้นเย่ว พระราชธิดาองค์เล็กซึ่งประสูติจากเริ่นฮองเฮา อดีตฮองเฮาแคว้นเย่วนั้นเอง พระธิดาตัวน้อยเดินดูตัวปลาแหวกว่ายไปตามสายน้ำด้วยความไร้เดียงสา แต่น่าแปลกก็คือทันทีที่องค์หญิงน้อยก้าวเข้าสู่เขตสระหยกมณีซึ่งเป็นอาณาเขตของพระตำหนักลืมเลือน ฝูงปลามากมายต่างแหวกว่ายตรงไปหาโผล่ขึ้นมาให้เห็นตัวราวกับดีใจที่เห็นนางอย่างยิ่งยวด จนพระธิดาตัวน้อยเห็นฝูงปลาโผล่ขึ้นมาและเดินมาตามทางที่ทอดยาวข้ามสะพานสระหยกมณี จวบจนกระทั่งองค์หญิงน้อยมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูพระตำหนักลืมเลือน ดวงตากลมโตเบิกกว้างพลางเอื้อมมืออ้วนกลมไขว่คว้าผีเสื้อหลากสีมากมาย ที่จู่ๆ ก็บินมารวมตัวกันอยู่ตรงหน้าองค์หญิงน้อย ก่อนจะพากันบินนำหน้าลอดเข้าไปใต้รั้วที่มีรอยแตกของกำแพงพระตำหนัก จึงทำให้องค์หญิงน้อยมุดรั้วลอดเข้าไปตามรอยแตกเข้าไปภายในเขตของตำหนักลืมเลือนเพื่อติดตามฝูงผีเสื้อเหล่านั้น
พระตำหนักลู่เหวิน พระตำหนักลู่เหวินเป็นที่ประทับของฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยถัง ในยามนี้เซวียนฮองเฮาได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยทรงประชวรมาเป็นเวลานานเพราะพระพลานามัยอ่อนแอมาโดยตลอด สามวันดีสี่วันไข้จนไม่อาจปกครองวังหลังได้ทำให้อำนาจของวังหลังตกมาอยู่กับจีฟูเหรินซึ่งถูกสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งฟูเหรินอันดับหนึ่งเป็นรองเพียงแค่เซวียนฮองเฮา และจีฟูเหรินหมายมั่นตำแหน่งฮองเฮาว่าจะต้องตกมาอยู่ในกำมือของนางอย่างแน่นอน หากแต่เกิดเหตุพลิกผันอย่างไม่คาดฝันเมื่อเฟิงอวิ๋นฮ่องเต้ กลับทรงตัดสินพระทัยเลือกองค์หญิงเย่วซูเจินจากแคว้นเย่วเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระนาง เพื่อต้องการจะครอบครองแคว้นเย่วเอาไว้ในกำมือ อีกทั้งองค์หญิงเย่วซูเจินนี้มีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือจึงทำให้ฮ่องเต้เฟิงอวิ๋นนักรักผู้ยิ่งใหญ่หลงใหลนางยิ่งนัก ครั้นนางพลาดจากตำแหน่งฮองเฮาไปอย่างไม่คาดฝัน ทำให้จีฟูเหรินเจ็บแค้นอยู่ในใจอย่างยิ่งยวด แต่จำต้องถอยกลับไปตั้งหลักเพื่อรอดูลาดเลาว่าฮองเฮาพระองค์ใหม่จะสามารถกำจัดได้โดยง่ายหรือไม่ เพราะเซวียนฮองเฮาที่สิ้นพระชนม์ลงไม่ใช่มาจากเพราะสุขภาพของพระนางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะจีฟูเหรินเป็นผ
แคว้นเป่ยถัง แคว้นเป่ยถังตั้งอยู่ระหว่างกลางแคว้นต้าซาง ต้าเย่วและต้าเหยี่ยน มีพรมแดนติดกับต้าเหยี่ยนเสียเป็นส่วนใหญ่ และติดกับชายแดนของคนเถื่อนหรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือชาวทุ่งหญ้า ท่ามกลางแคว้นใหญ่ที่ล้อมรอบและชาวเผ่าทุ่งหญ้าที่ต้องการครอบครองเป่ยถังมาโดยตลอด มาจากสาเหตุที่เป่ยถังมีพื้นที่ราบเหมาะทำการเกษตรและให้พืชผลเป็นอย่างดีเยี่ยม อีกทั้งอากาศภายในแคว้นไม่แปรปรวน มีครบทั้งฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว จึงทำให้พืชผลทางการเกษตรมีออกมาครบทุกฤดูกาล มีเทือกเขาสูงและอากาศที่เย็นจัดจนเป็นเทือกเขาน้ำแข็งเฉพาะที่มีชายแดนติดต่อต้าเหยี่ยนเท่านั้นซึ่งตั้งอยู่ตอนเหนือสุด และที่สำคัญเป่ยถังมีทองคำและหยกสูงค่าเนื้องามหายากอย่างยิ่งยวดที่เกิดจากธรรมชาติซุกซ่อนอยู่ในเทือกเขาสูงทั้งลูก และด้วยสาเหตุที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีภูมิประเทศคล้ายหัวมังกรเกือบครึ่งตัวเลยที่เดียว ส่วนหัวคือเทือกเขาสูงเสียดฟ้า ส่วนลำตัวนั้นคือพื้นที่ราบและมีแม่น้ำฉางเจียงซึ่งไหลมาจากตอนเหนือสุดพาดผ่านมาจากดินแดนแห่งคนเถื่อน(ทิเบต) หรือในปัจจุบันเรียกแม่น้ำสายนี้ว่าแม่น้ำแ







