LOGIN“หลี่เจียง สุดท้ายท่านก็ไม่คิดเชื่อถือไว้วางใจข้าเลยสักนิด” หว่านหนิงตอบกลับไป สายใยเส้นสุดท้ายของนางที่มีต่อหลี่เจียงขาดสะบั้นลงตรงนั้น
View More‘ตุ่บบ ตุ่บบ ตุ่บบ’ เสียงไม้กระบองฟาดลงไปบนหลังของหญิงสาวร่างกายบอบบางซึ่งยามนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หญิงสาวโฉมงามที่กำลังถูกทุบตีนางนั้นมีนามว่าจางหว่านหนิงหรือท่านหญิงผิงอันบุตรีอันเป็นที่รักของจางกั๋วกงหรือจางซุนเช่อ ขุนศึกผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉู่
ซึ่งยามนี้ย้ายครอบครัวกลับไปปกปักรักษาชายแดนเหนือ สถานที่อันเคยเกิดศึกสงครามต่อเนื่องกับแคว้นเหยียนศัตรูคู่แค้นยาวนานนับปี
แต่ราวหกปีก่อนแคว้นเหยียนกลับพ่ายศึกตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นฉู่ด้วยฝีมือการนำทัพอันเก่งกาจของจางกั๋วกง ภายใต้กลยุทธ์ทางการศึกที่ได้รับการชี้นำจากกุนซือมากความสามารถ
เมื่อบ้านเมืองสงบสุขจางกั๋วกงจึงวางใจฝากฝังบุตรสาวให้แก่สกุลจิ้ง ของจิ้งโหวหรือจิ้งม่อเฉิงสหายรักที่ร่วมออกรบทัพจับศึกมาด้วยกันนานนับสิบปี สองครอบครัวรู้จักคุ้นเคยมาช้านาน
หว่านหนิงได้หมั้นหมายกับคู่รักวัยเยาว์บุตรชายจิ้งโหว นามว่าจิ้งหลี่เจียง สหายรุ่นพี่มาตั้งแต่นางอายุได้ 14 ปี ส่วนหลี่เจียงยามนั้นอยู่ในวัย 16 ปีเป็นแม่ทัพหนุ่มที่องอาจกล้าหาญ
โดยทั้งสกุลจางกับสกุลจี้ออกรบทำลายล้างศัตรูร่วมกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว จวบจนเมื่อ 2 ปีก่อนทั้งสองตระกูลจึงได้เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างเป็นทางการ
หว่านหนิงกับหลี่เจียงรักใคร่กลมเกลียวเป็นคู่สามีภรรยาที่ผู้คนต่างชื่นชมและพากันอิจฉาทั่วทั้งเมืองหลวง
เมื่อหว่านหนิงลงหลักปักฐานให้สกุลจางวางใจได้แล้ว จางกั๋วกงจึงขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาทขอย้ายไปอยู่ชายแดนเหนือเพื่อปกป้องบ้านเมืองต่อไปอย่างซื่อสัตย์ภักดี
ปล่อยบุตรีแสนรักเพียงหนึ่งเดียวให้อยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของสกุลจิ้งอันเป็นสหายที่เชื่อถือและไว้วางใจ
หลังจากสกุลจางย้ายไปประจำเมืองต้าโจวชายแดนเหนือได้เพียงครึ่งปี ชะตากรรมของหว่านหนิงก็กลับตาลปัตร เมื่อหลี่เจียงต้องนำทัพไปช่วยแคว้นเซี่ย แคว้นเมืองขึ้นในปกครองของแคว้นฉู่ปราบกบฏภายใน
ผ่านไปราวสามเดือนหลี่เจียงรบชนะและกลับมายังเมืองหลวงอย่างสง่าผ่าเผย หากแต่ครั้งนี้เขากลับนำองค์หญิงโฉมงาม นามเถียนซูหมี่ องค์หญิงแห่งแคว้นเซี่ยกลับมาด้วยในฐานะฮูหยินอีกคนของสกุลจิ้ง
“หลี่เจียง ท่านทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไรกัน ไหนท่านเคยสาบานว่าจะรักและยกย่องข้าเป็นภรรยาเพียงผู้เดียวอย่างไรเล่า”
หว่านหนิงเอ่ยถามสามีด้วยสีหน้า แววตาและน้ำเสียงตัดพ้อเจ็บปวดใจ หลังเห็นเขาซึ่งออกทัพห่างหายกันไปนานกว่าสามเดือนกลับมาพร้อมสตรีอื่น
อีกทั้งหลี่เจียงยังดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี ถึงกับโอบอุ้มสตรีนางนั้นลงมาจากรถม้าเลยทีเดียว
“หนิงเอ๋อ นี่องค์หญิงซูหมี่ พระธิดาในฮ่องเต้แคว้นเซี่ย”
“ฮ่องเต้เถียนบิดานางทรงพระราชทานพระธิดาให้สมรสกับข้าเพื่อตอบแทนบุญคุณในการนำทัพไปปราบกบฏภายในแคว้นเซี่ยสำเร็จซึ่งข้าไม่อาจปฏิเสธได้จริงๆ”
“ ในฐานะบุตรีแม่ทัพใหญ่ เจ้าย่อมน่าจะรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นมีค่าและสำคัญมากเพียงใด”
“หากการที่ข้าสมรสกับองค์หญิงซูหมี่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดศึกสงครามได้ ก็จะสามารถรักษาชีวิตความสงบสุขของราษฎร รวมทั้งเลือดเนื้อเหล่าทหารกล้าได้อีกหลายหมื่นหลายแสนนายเลยนะ”
หลี่เจียงเอ่ยอ้างเหตุผลที่ทำให้หว่านหนิงถึงกับพูดไม่ออก จำต้องอดทนยอมรับองค์หญิงต่างแคว้นมาร่วมปรนนิบัติรับใช้สามีร่วมกันกับนาง
หากแต่หลังองค์หญิงแคว้นเซี่ยเข้ามาในจวนได้ไม่ถึงเดือน นางก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮูหยินเอกของเรือน
โดยจิ้งฮูหยินมารดาของหลี่เจียงให้เหตุผลว่าซูหมี่มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงแม้นจะเป็นแคว้นในปกครอง แต่สกุลจิ้งจะด้อยค่านางให้เป็นเพียงแค่ฮูหยินรองย่อมไม่เหมาะสม
สุดท้ายหว่านหนิงจำต้องยอมรับถูกลดสถานะเป็นเพียงฮูหยินรองอย่างกล้ำกลืนฝืนทน เพราะเมื่อแต่งเข้ามาในสกุลจิ้งแล้ว นางก็นับเป็นคนสกุลจิ้งต้องเชื่อฟังแม่สามีตามธรรมเนียมประเพณีอันเหมาะสม
โดยสามีนางจิ้งหลี่เจียงเองก็ไม่ได้คัดค้านมารดาแม้นเพียงครึ่งคำ ส่วนจิ้งโหวบิดาของหลี่เจียงที่รักเอ็นดูหว่านหนิงดั่งเช่นบุตรีแท้ๆจากไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วยป่วยหนักเรื้อรังจากอาการบาดเจ็บในสนามรบ
ทำให้หว่านหนิงโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิงอย่างแท้จริง หากแต่เมื่อครึ่งปีก่อนนับว่าสกุลจิ้งสองแม่ลูกยังคงทำดีต่อนาง ต่างจากเวลานี้หลังเถียนซูหมี่ก้าวเข้ามาในจวนจิ้งโหวทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อหลี่เจียงออกไปแล้ว ซูหมี่ก็กระทืบเท้าเต้นเร่าอย่างไม่พอใจ พร้อมตะโกนเรียกซุนลี่เข้ามาหา “ซุนลี่ เจ้าตามไปแอบฟังดูซิว่านังท่านหญิงนั่นพูดอะไรกับสามีข้าบ้าง” “เพคะองค์หญิง” ซุนลี่รับคำสั่งและตรงไปยังเรือนเล็กหลังจวนทันที “หนิงเอ๋อ เจ้ามีเรื่องอะไรสำคัญจะพูดกับข้างั้นหรือ” หลี่เจียงเอ่ยถามหว่านหนิง ซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะ สีหน้าท่าทางเรียบเฉย “ชิงเอ๋อ เจ้าออกไปเฝ้าหน้าประตูอย่าให้ใครมารบกวน” หว่านหนิงบอกคนสนิท “เจ้าค่ะ” อ้ายชิงรับคำสั่ง “แม่ทัพจิ้ง เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิด” หว่านหนิงเอ่ยเรียกหลี่เจียงอย่างห่างเหิน ทำให้เขารู้สึกประหลาดและเจ็บแปลบใจขึ้นมาแวบหนึ่ง “หนิงเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงเรียกข้าห่างเหินเช่นนั้นเล่า” หลี่เจียงถามนางกลับไป “ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามท่าน” หว่านหนิงไม่ตอบแต่เกริ่นเข้าเรื่องสำคัญแทน หลี่เจียงถอนใจเล็กน้อย “อืม เจ้ามีอะไรก็ว่ามาเถอะ” “ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่ทัพกับจิ้งฮูหยินจะกักขังลงโทษข้าเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”หว่านหนิงถามในสิ่งที่ตั้งใจเอ
“ชิงเอ๋อ เจ้าไปตามหลี่เจียงมาพบข้าทีเถอะ” หว่านหนิงเอ่ยกับคนสนิท “ได้เจ้าค่ะคุณหนู ว่าแต่ท่านต้องการเรียกแม่ทัพจิ้งมาพบด้วยเรื่องใดงั้นหรือเจ้าคะ” อ้ายชิงถามออกไปตามตรง “ข้าอยากรู้ว่าเขาจะปล่อยให้ข้าถูกกักตัวอยู่ที่นี่ไปอีกนานเท่าไหร่” “เจ้าค่ะ ข้าจะไปตามแม่ทัพจิ้งมาพบคุณหนูเดี๋ยวนี้” หลังได้ยินคำตอบอ้ายชิงก็รีบออกไปทันที “ท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ คุณหนูของข้ามีเรื่องต้องการสนทนากับท่านเจ้าค่ะ” อ้ายชิงมาตามหลี่เจียงที่เรือนซูหมี่ ซึ่งช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนมานี้เขามักจะขลุกตัวอยู่ที่นี่แทบไม่ได้ออกไปไหน นอกจากไปค่ายทหารที่ดูแลในเมืองหลวง เข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วก็มักจะกลับมาอยู่กับซูหมี่ แม้นแต่กับจิ้งฮูหยินมารดาเขาก็แทบจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าจิ้งฮูหยินกลับยิ่งพอใจ เมื่อเห็นบุตรชายหลงใหล เข้ากันได้ดีกับลูกสะใภ้สูงศักดิ์เป็นองค์หญิงต่างแคว้นเช่นนี้ จึงไม่ได้ว่ากล่าวหรือคิดตำหนิติเตียนอะไรบุตรชาย ส่วนหว่านหนิงที่นางสั่งลงโทษกักขังเอาไว้นานนับเดือนจนลืมไปแล้ว นางก็ไม่คิดใส่ใจ ปล่อยให้หว่านหนิง
ทางด้านหลี่เจียงหลังกลับออกมาจากเรือนหว่านหนิงก็รีบร้อนตรงมาหาซูหมี่ที่กำลังนอนหลับตาอย่างผ่อนคลายอยู่บนเตียงทันที “หมี่เอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ แล้วตามหมอหรือยัง” หลี่เจียงตรงเข้ามาหาซูหมี่ ถามไถ่นางด้วยความเป็นห่วง “ท่านพี่ ข้ามิได้เป็นอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ นี่ก็อุตส่าห์บอกซุนลี่แล้วว่าอย่ารบกวนท่านที่ไปเยี่ยมเยียนพี่หญิงที่เรือนหลัง นางก็ไม่ฟัง”ซูหมี่ทำเป็นอ่อนแรงค่อยๆขยับเขยื้อนกายขึ้นมาโดยมีหลี่เจียงช่วยประคับประคองอย่างใส่ใจ“ไม่เป็นไรมากอะไรกัน ใบหน้าเจ้าซีดเซียวถึงเพียงนี้ ซุนลี่คิดถูกแล้วล่ะที่รีบไปตามข้ามา”หลี่เจียงเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วงเป็นใยซูหมี่ ซึ่งมีใบหน้าหน้าซีดเซียวจากการแต่งแต้มให้ดูเหมือนคนป่วย ก่อนสั่งสาวใช้ให้ไปตามหลี่เจียงมานั่นเองทั้งนี้ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้หลี่เจียงใช้เวลาอยู่กันตามลำพังกับหว่านหนิง เพราะเกรงว่านางจะพูดจาเปิดโปงตัวเองแล้วบุรุษโง่งมเชื่อน้ำคำสตรีง่ายดายอย่างเขาจะหันกลับไปหาคนรักเก่า“ท่านพี่ข้าไม่เป็นอะไรมากจริงๆเจ้าค่ะ เพียงแค่พักผ่อนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้..ก็เป็นเพราะท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ”ซูหมี่เอ่ยด้วยท่าทางเขินอายกร
หลี่เจียงแม่ทัพจิ้งที่เคยรักทะนุถนอมคุณหนูของนางมากว่าผู้ใด ตามใจและยกย่องเทิดทูนนางเหนือผู้อื่น ไม่เคยเหลียวมองสตรีที่ไหน หากแต่ยามนี้กลับมีสายตาเฝ้ามองไปยังองค์หญิงแคว้นเซี่ย ซึ่งผู้คนในเมืองหลวงต่างเล่าลือว่าเป็นสตรีงามล่มเมือง ยากจะหาหญิงใดมาเปรียบได้ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ “หนิงเอ๋อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่เจียงเดินทางมาพบหว่านหนิงหลังผ่านคืนวันสมรสกับซูหมี่ไปได้สัปดาห์หนึ่งเต็มๆ โดยก่อนหน้านี้ไม่คิดจะถามไถ่หรือแวะเวียนมาเยี่ยมนางเลยแม้นแต่น้อย “ท่านพี่ ท่านมาพบข้าได้แล้วหรือเจ้าคะ” หว่านหนิงถามสามีด้วยสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงเย็นชาเรียบเฉย “อ้ายชิง เจ้าออกไปก่อน ข้าต้องการพูดคุยกับหนิงเอ๋อตามลำพัง” หลี่เจียงไม่ตอบหว่านหนิงแต่หันไปไล่สาวใช้คนสนิทของนางให้ออกจากห้องไปซึ่งอ้ายชิงไม่ยอมขยับแต่เมื่อเห็นหว่านหนิงพยักหน้าส่งสัญญาณให้นางออกไปจึงยอมปฏิบัติตามโดยดี“หนิงเอ๋อ เจ้าอย่าโกรธเคืองข้าเลยนะ เจ้าเองไม่น่าไปทำร้ายหมี่เอ๋อเช่นนั้นเลยนี่นา”หลี่เจียงเอ่ยพร้อมขยับตัวเข้ามานั่งข้างกายหว่านหนิงบนเตียง พร้อมยื่นมือเข้าไปโอบไหล่บอบบางขอ











