LOGINบทที่ 6
“แต่ก็ไม่ผิดนะที่จะบอกใครบางคนว่าเราชอบเขา” ลักขณาพยายามเสนอ เพราะไม่อยากให้ภัทรานิษฐ์เก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียวจนวันตาย
“ก็ไม่ผิด แต่ติดที่เราไม่กล้าเอง จบไหมเพื่อน” “เออ…จบประเด็น” พอได้ยินคำตอบของเพื่อนสาวก็ทำเอาคนฟังไปไม่เป็นเหมือนกัน แต่ยิ่งรู้แบบนี้พัฒน์ชนะก็ยิ่งอยากได้อยากจะเอาชนะภัทรานิษฐ์มากขึ้นเท่านั้น มันคือความท้าทายแบบผิดๆ ของชายหนุ่มที่จะเป็นโซ่ผูกเขาไปจนวันตาย “เออนี่เก๋…เห็นกระเป๋าเราไหม” พูดจบสายตาของภัทรานิษฐ์ก็มองหากระเป๋าตัวเอง “ไม่นี่…ลืมไว้บนโต๊ะที่ห้องจัดเลี้ยงหรือเปล่า” “ท่าทางจะเป็นแบบนั้น เดี๋ยวเราลงไปเอาก่อนนะ ฝากยายฝนด้วย” คำพูดของภัทรานิษฐ์ทำให้พัฒน์ชนะรีบหลบออกไป “อืม” ลักขณาเอ่ยรับ ก่อนจะมองภัทรานิษฐ์ที่เดินออกจากห้องไป แล้วมองคนขี้เมาที่นอนอยู่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกไปโทรหาแฟนหนุ่มของเธอ และเลือกออกไปคุยที่ระเบียงห้องพักอย่างกระหนุง กระหนิงตามประสาคนรักเพื่อรอภัทรานิษฐ์ ส่วนคนขี้ลืมทั้งๆ ที่ไม่น่าลืมก็กดลิฟต์ลงไปยังห้องจัดเลี้ยง ซึ่งตอนนี้ภายในห้องจัดเลี้ยงค่อนข้างมืดเพราะปิดไฟเกือบหมดเพื่อให้ทุกคนที่มางานออกสเต็ปแดนซ์ตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม พัฒน์ชนะนั้นตามภัทรานิษฐ์มาไม่ห่างเหมือนกัน ยิ่งได้ยินว่าเธอชอบเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแบบนี้ก็ยิ่งเข้าทาง อนุภพเองก็พยายามตามหาเพื่อนเพื่อจะยกเลิกในเรื่องที่วางเดิมพันกันไว้แต่ก็หาไม่พบ และเพราะความเป็นเพื่อนกันมานานหลายปี ทำให้อนุภพนั้นรู้นิสัยของ พัฒน์ชนะเป็นอย่างดี หนุ่มหล่อรวยและเพลย์บอย ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ยังไม่มีคนรักจนถึงตอนนี้ก็เพราะรักชีวิตสนุก ไม่คิดผูกมัดกับใคร ชอบก็ฟันถ้าผู้หญิงยอม ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยเป็นต้องยอมเพราะพัฒน์ชนะหน้าตาดี แต่เขาไม่อยากให้เพื่อนทำร้ายภัทรานิษฐ์แบบนั้น เพราะรู้ว่าหญิงสาวเป็นคนดีคนหนึ่ง พัฒน์ชนะไม่ควรเอาความดีและน่ารักของเธอมาล้อเล่นเพียงเพราะต้องการเอาชนะด้วยการพนันที่เขาก็บ้าไปเล่นกับมันด้วย “หาอะไรอยู่ครับน้องยี่หวา” เสียงทุ้มๆ ของพัฒน์ชนะเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาแทบกลบเสียงเพลงภายในห้องจัดเลี้ยงได้ด้วยซ้ำภัทรานิษฐ์ถึงกับสะดุ้ง เพราะไม่คิดว่าจะเจอกับชายหนุ่มในตอนนี้ “เอ๊ะ” “พี่ทำให้ตกใจเหรอครับ” รู้ทั้งรู้แต่พัฒน์ชนะก็ยังถาม ชายหนุ่มลอบยิ้มเจ้าเล่ห์กับท่าทางของภัทรานิษฐ์ที่แสดงออกว่าเธอกำลังตกใจที่ได้เจอเขาอยู่ “ไม่เป็นไรค่ะ” “ว่าแต่กำลังหาอะไรอยู่ครับ ให้พี่ช่วยไหม” “เอ่อ…กระเป๋าค่ะ” ภัทรานิษฐ์เอ่ยบอก ใจเธอสั่นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับพัฒน์ชนะ ไม่รู้มาก่อนว่าชายหนุ่มจะรู้จักชื่อของเธอ ตอนที่เขาเรียกว่าน้องยี่หวา เธอดีใจอย่างบอกไม่ถูก “ใบนี้หรือเปล่า” มือใหญ่ของพัฒน์ชนะส่งกระเป๋าถือใบสวยมาให้ภัทรานิษฐ์ หญิงสาวจึงรีบยื่นมือไปรับ “ใช่…ขอบคุณค่ะ” จังหวะที่คว้ากระเป๋ามาถือไว้ มือของภัทรานิษฐ์ที่สั่นเทาก็ทำให้กุญแจห้องที่ถืออยู่หล่นกับพื้น เธอรีบก้มเก็บทันที ซึ่งเข้าทางพัฒน์ชนะที่ใช้โอกาสนี้สลับกุญแจห้องให้เธอทันที เพราะความมืดจึงทำให้หญิงสาวไม่ได้มองว่ากุญแจที่พัฒน์ชนะจงใจยัดเยียดให้นั้นถูกห้องหรือไม่เพียงแค่สัมผัสถูกมือชายหนุ่มหญิงสาวก็สะดุ้งแล้ว ภัทรานิษฐ์โค้งศีรษะให้พัฒน์ชนะนิดหน่อย เพราะไม่มีอะไรจะต้องพูดกับเขาอีก รู้สึกอายและเขินเขาไปหมด หญิงสาวรีบเดินออกจากห้องจัดเลี้ยง ตรงไปยังลิฟต์ก่อนจะยืนงงว่าเมื่อครู่เธอลงมาจากชั้นไหน สงสัยจะประหม่ากับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นกับพัฒน์ชนะเพียงเล็กน้อยนั่นเกินไปจนสติหลุดไปแล้วก็เป็นได้ “บ้าไปแล้วเหรอยี่หวา แค่นี้ก็ประหม่าซะได้” ภัทรานิษฐ์เอ่ยกับตัวเอง ก่อนจะนึกออกว่าเธอมีกุญแจห้องอยู่ในมือ หญิงสาวกดลิฟต์จากหมายเลขห้องที่โชว์อยู่ เพราะสองตัวหน้าคือหมายเลยชั้นที่พักนั่นเอง พัฒน์ชนะยืนยิ้มกริ่มกับแผนการที่เขาวางไว้ ชายหนุ่มกดลิฟต์ขึ้นไปบนห้องตามภัทรานิษฐ์ไปเหมือนกัน ความที่ไม่ได้คิดอะไร ทำให้หญิงสาวไขกุญแจเข้าไปในห้องที่ถูกพัฒน์ชนะเตรียมไว้รอ หญิงสาวออกอาการงง เพราะในห้องมันหรูหราต่างจากเมื่อครู่ตอนที่เธอเข้ามากับลักขณาและศิรดาลิบลับ แถมภายในยังไม่มีเพื่อนของเธออยู่สักคน ภัทรานิษฐ์จึงคิดว่ากุญแจนี่น่าจะสลับกับของใครสักคนที่ทำหล่นไว้ก่อนหน้า หญิงสาวกำลังจะก้าวไปยังประตู แต่ประตูกลับถูกเปิดออกพร้อมคนที่เธอไม่คาดคิด “พี่แพท” “อ้าว…เจอกันอีกแล้วนะครับ” พัฒน์ชนะทำเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ “อะ…เอ่อ ยี่หวาคงเข้าผิดห้อง” คนที่ไม่รู้เรื่องอย่างภัทรานิษฐ์ เริ่มทำตัวไม่ถูก หญิงสาวยืนหลบมุม สะดุ้งอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลง เธอถึงกับหน้าซีดมองไปยังประตูที่มีชายหนุ่มยืนขวางอยู่ “อะไรครับ ไม่ดีเหรอที่เราจะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองแบบนี้” “เอ๊ะ…หมายความว่ายังไงคะ”คำพูดของพัฒน์ชนะเรียกสติของภัทรานิษฐ์กลับมา หญิงสาวชักสีหน้าให้คำพูดแบบนั้นทันที “พี่ได้ยินมาว่าน้องยี่หวา แอบชอบพี่มาตั้งหลายปี เรื่องนี้จริงหรือเปล่าครับ” สิ่งที่ได้ยินทำให้ภัทรานิษฐ์รู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งตัว พัฒน์ชนะรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่ถึงเขาจะรู้เธอก็ไม่ยอมรับ “แค่เรื่องที่เขาอำกันเล่นๆ เท่านั้นเอง พี่แพทไม่ต้องไปซีเรียสหรอกค่ะ” “ต้องซีเรียสสิ เพราะพี่ก็ชอบน้องยี่หวาเหมือนกัน” คำว่าชอบจอมปลอมดังออกมาจากปากของชายหนุ่ม ยิ่งทำให้คนฟังตกใจ แต่ลึกๆ คือดีใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินแบบนี้ “เอ๊ะ”“ดีมากจ้ะ” ภัทรานิษฐ์ลูบใบหน้าพลอยประภัสเบาๆ เด็กหญิงจึงได้ทีถามแม่เรื่องการแต่งตัว เพราะอยากให้ชม“แม่จ๋า… น้องพราวแต่งตัวเสร็จแล้ว เก่งไหมคะ”“เก่งค่ะ ว่าแต่วันนี้ใครแต่งตัวให้น้องพราวของแม่นะ” ภัทรานิษฐ์มองชุดที่ลูกสาวสวมอยู่ ไม่มีอะไรเกินความคาดหมายวันนี้พลอยประภัสมาในชุดเสื้อยืดเท่ๆ กางเกงยีนส์ขายาว คาดเข็มขัด ผมยาวเลยบ่าไปแล้ว มัดสูงขึ้นรวบตึงที่ด้านหลัง ใส่หมวกอีกใบคงเท่ขึ้นเป็นกอง“พี่พลอย”“ขอบคุณพี่หรือยังคะ”“ยังค่ะ”“หนูต้องทำยังไง” คนเป็นแม่เอ่ยถามลูก พลอยประภัสหันมองหาพลอยไพลิน เมื่อเห็นว่ากำลังเดินลงมาจากบันไดก็เข้าไปกอดและเขย่งเท้าขึ้นหอมแก้ม ก่อนจะเอ่ยบอก“ขอบคุณค่ะ พี่สาวของน้องพราว” พลอยไพลินที่ลงมาช้า เพราะพึ่งแต่งตัวเสร็จ หลังจับน้องจอมซนใส่เสื้อผ้าแล้ว เด็กหญิงยิ้มให้น้องทันที ก่อนจะจูงมือไปยังโต๊ะอาหารที่พ่อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งภัทรานิษฐ์และพัฒน์ชนะยิ้มให้ เพราะทั้งสองคนมักจะบอกลูกๆ ว่าใ
ห้าปี ต่อมาครอบครัวของพัฒน์ชนะและภัทรานิษฐ์ สมบูรณ์แบบตามคำว่าครอบครัว มีความรักลอยอบอวลอยู่รอบข้างของเหล่าสมาชิกที่ตอนนี้เพิ่มมาเป็นสี่คนและอีกหนึ่งคนกำลังเติบโตอยู่ในท้องของภัทรานิษฐ์รอเวลาลืมตาดูโลก ภาพตอนนี้ คือทั้งสี่คนกำลังยืนแปรงฟันหน้ากระจกและอ่างล่างหน้าที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดไปตามความสูง เริ่มที่พัฒน์ชนะ ภัทรานิษฐ์ พลอยไพลินและพลอยประภัส สมาชิกคนที่สี่ที่ตอนนี้อายุได้สามขวบแล้ว ส่วนพลอยไพลินเป็นพี่ใหญ่อายุเจ็ดขวบครึ่ง“แปรงให้สะอาดนะคะ” เสียงอบอุ่นของแม่เอ่ยบอก ทั้งสามีและลูกๆ ของเธอ“ค่ะ/ค่ะแม่” เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวทั้งสองคนเอ่ยตอบภัทรานิษฐ์กลับไป ยิ่งนานวันครอบครัวนี้ก็ยิ่งมีแต่ความสุขและความน่ารักของสมาชิก“ไหน… อ้าปากให้พ่อดูหน่อย น้องพลอย น้องพราว” พัฒน์ชนะที่แปรงฟันเสร็จแล้ว ลงไปนั่งยองๆ มองหน้าลูกทั้งสองคน“อ้า...” พลอยไพลินและพลอยประภัสอ้าปากให้ผู้เป็นพ่อดูความสะอาด ก่อนจะยิ้มแฉ่งอวดฟันซี่เล็กๆ สีขาวที่ดูแลเป็นอย่างดี“โอ้โห้...ฟันขาวสะอาดกั
“คุณเก๋!” น้ำเสียงตึงๆ ของศุภวุฒิดังขึ้นไปอีก ชายหนุ่มกำลังโกรธเพราะหึงอยู่นั่นเอง ลักขณาจึงเอ่ยดักทางไว้“ทำเสียงเข้มๆ แบบนั้นทำไมคะ หึงหรือไง”“เปล่า ไม่ได้หึง” ศุภวุฒิรีบปฏิเสธทันที ก่อนจะกลับไปทำ หน้าตาย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ลักขณาส่ายหน้าให้ผู้ชายปากแข็ง ลักขณาขี้เกียจจะซักต่อ จึงเอ่ยถามถึงที่หลับที่นอนของเขาแทน“เปล่าก็เปล่า แล้วนี่คุณวุฒิจะพักที่ไหน”“ที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยตอบแบบไม่รีรอ คนฟังอุทานเสียงดังทันที“เอ๋…ได้ไงคะ”“ทำไมจะไม่ได้ ผมจะนอนที่นี่”“เก๋…พึ่งรู้ว่าคุณวุฒิเอาแต่ใจ”“อืม จะว่าไปที่นี่มีโรงเรียนอนุบาลหรือยังนะ” ศุภวุฒิไม่ตอบคำถามนั้นของลักขณา ก่อนจะทำท่าคิด เรื่องที่เขาต้องการจะทำอีกอย่าง“ถามทำไมคะ”“คงต้องสำรวจตลาดกันสักหน่อย เผื่อจะมีคู่แข่ง” สีหน้าของชายหนุ่มดูจริงจังมาก ก่อนจะควานหาอะไรในกระเป๋
หลังเสร็จงานแต่งงานของพัฒน์ชนะและภัทรานิษฐ์ที่แสนเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความทรงจำที่แสนล้ำค่า พอเห็นลูกมีความสุขจรรยาและทวี รวมทั้งวสุวัสก็ขอตัวกลับบ้าน ภัทรานิษฐ์อยากให้ครอบครัวเธออยู่ต่ออีกหน่อย แต่ทุกคนกลับส่ายหน้าให้ เพราะสามสี่วันที่ได้อยู่ดัวยกันมันก็มีค่ามากพอแล้ว อีกอย่างกรุงเทพฯ - ตราดก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ ไปมาหาสู่ได้สบาย อนุภพมีงานก็ขอตัวกลับด้วยเหมือนกันส่วนศิรดาและรัชยศก็ขอตัวกลับกรุงเทพฯ เพราะศิรดามีนัดตรวจครรภ์ ลักขณาเองก็ต้องกลับโดยมีศุภวุฒิขับรถไปส่งเธอใจจริงหญิงสาวอยากอยู่นานๆ แต่ด้วยงานที่ต้องรับผิดชอบจึงทำแบบนั้นไม่ได้ ที่ชะอำในตอนนี้จึงมีแต่เหล่าสมาชิกของบ้านสุนทรโรจน์อยู่กันพร้อมหน้า พวกเขาจะอยู่ต่ออีกวัน พรุ่งเช้าค่อยกลับกรุงเทพฯ ศุภวุฒิขับรถมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ชายหนุ่มเข้าไปรับตั๋วเครื่องบินให้ลักขณา เพราะเขาจองตั๋วไว้แล้ว แต่ในมือศุภวุฒิลับมีตั๋วถึงสองใบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะส่งตั๋วเครื่องบินใบหนึ่งให้เธอ“คุณวุฒิ… จะบินไปไหนคะ”“ผมมีงานน่ะครับ” ศุภวุฒิ ไม่ได้บอกว่าเขามีงานที่ไหน ลักขณาออกอาการงง
“พี่รักยี่หวา”“ยี่หวาก็รักพี่แพทค่ะ”“เราจะรักกันไปจนวันตาย”“ค่ะ” ภัทรานิษฐ์เอ่ยรับคำพูดนั้น ทุกคนที่ได้ยินทั้งสองเอ่ยคำรักกันและกัน ถึงกับยิ้มอย่างตื้นตัน เมื่อสวมแหวนเรียบร้อย บ่าวสาวก็เดินไปนั่งตรงซุ้มที่ประดับประดาอย่างสวยงาม ให้ทุกคนได้รดน้ำสังข์ แต่น้ำสังข์ของงานแต่งงานครั้งนี้เป็นทรายสีชมพูที่ผ่านการอวยพรมาจากทุกคนที่ทั้งสองรักบรรยากาศรดน้ำสังข์ทำเอาน้ำตาของภัทรานิษฐ์ไหลนองหน้า คำอวยพรจากพ่อแม่ของเธอ รวมทั้งพ่อและแม่ของพัฒน์ชนะ มันทำให้หญิงสาวมีความสุขจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ เพราะทุกคนล้วนอวยพรให้เธอและพัฒน์ชนะมีความสุขทั้งนั้น ลักขณาและศิรดาก็แอบปาดน้ำตาเหมือนกัน เธอดีใจที่ภัทรานิษฐ์มีวันนี้ วันที่เพื่อนเธอมีความสุข และคนรอบข้างก็อวยพรให้อย่างจริงใจและปรารถนาดีเมื่อผ่านการรดน้ำสังข์และได้รับคำอวยพรจากทุกคน ภัทรานิษฐ์ก็โยนช่อดอกไม้ โดยมีบรรดาสาวโสดที่เป็นพนักงานของรีสอร์ตมายืนรอกันไม่น้อย แต่กลับไม่มีลักขณา เพราะเธอเขินจึงยืนหลบอยู่กลังศุภวุฒิ แต่โชคชะตาก็ได้กำหนดให้ช่อกอดไม้ของภัทรานิษฐ์ มาหล่
“หวา… อย่าพึ่งร้องไห้สิ เดี๋ยวไม่สวยนะ” ศิรดาเอ่ยบอกเพื่อน ซึ่งมันดูยากที่จะห้ามเหลือเกิน เพราะเธอเคยผ่านอารมณ์การแต่งงานมาแล้ว จึงพอเข้าใจว่าตื่นเต้นมากแค่ไหน แถมพัฒน์ชนะยังทำเซอร์ไพรส์ใหญ่แบบนี้ ไม่ตกใจก็ให้มันรู้ไปสิ“ก็คนมันอดไม่ได้ แกสองคนรู้เรื่องนี้กันตั้งแต่ตอนไหน”“เรื่องอะไร ฉันไม่รู้” ลักขณาปฏิเสธตาใส ภัทรานิษฐ์จึงคาดคั้น“ฝน เก๋ เล่ามา”“เสร็จงานก่อน แล้วพวกฉันจะสารภาพนะเพื่อน” ศิรดายิ้มให้ ก่อนจะบรรจงแต่งหน้าภัทรานิษฐ์ให้สวยที่สุด ลักขณาหยิบดอกไม้สีขาวขึ้นมาปักบนเส้นผมที่จัดแต่งอย่างสวยงามของเพื่อน ตามด้วยมงกุฎเพชร ที่เข้ากับชุดแต่งงานสีขาวนั่นเป็นที่สุดเมื่อหน้าผมพร้อม ภัทรานิษฐ์ก็เปลี่ยนชุด เธอยืนมองตัวเองหน้ากระจกเป็นนาน ลูบชุดแต่งงานเกาะอกสีขาวบริสุทธิ์ที่สวมอยู่อย่างเบามือ มุกและคริสตัลทุกเม็ด รวมทั้งลูกไม้ที่ปักอยู่สวยงามไม่มีที่ติ ที่สำคัญเธอใส่มันได้พอดี จึงชวนให้คิดวันที่ศิรดาขอวัดตัวเธอ แล้วบอกว่าจะตัดชุดส่งไปให้ญาติที่ต่างประเทศ ที่แท้ก็เ
“อย่าเข้ามาใกล้นะ” คนเป็นยายรีบห้าม พลอยไพลินชะงักหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้ ทวีจึงรั้งตัวพลอยไพลินเข้าไปโอบ แล้วเอ่ยบอกภรรยา“แม่… ทำไมพูดแบบนั้น หลานเสียใจนะ”“แม่จ๋า… ยี่หวาขอโทษจริงๆ นะจ๊ะ หวาขอโทษ” นี่คือสิ่งที่ภัทรานิษฐ์พอจ
“ตอนนี้อยู่ไหน ตามเขามาพบแม่ เดี๋ยวนี้”“แม่… ใจเย็นก่อน” ทวีเอ่ยปรามภรรยา พยายามทำให้อารมณ์เย็นลง“พ่อ แม่คะ หวารู้ตัวเองดี ว่าทำให้พ่อกับแม่เสียใจและผิดหวัง ในตัวหวา ขอโทษจริงๆนะคะ”“ผ่านมาตั้งหลายปี ทำไมถึงไม่บอก
“ถ้าโทร มาบอก พี่จะทำหน้าแบบนี้เหรอครับ ตกใจล่ะสิจริงไหมแม่”“เลิกแกล้งพี่เขาได้แล้ว ไปเอาของฝากลงจากรถด้วยแม็ค” จรรยาตีต้นแขนลูกชายที่ไม่รู้จักโตของเธอเบาๆ“ครับๆ” วสุวัสเอ่ยรับ ก่อนจะเดินออกไปจากร้าน ขนของฝากเข้าไปไว้ที่ด้านหลัง แปลกใจกับรองเท
ครอบครัวของภัทรานิษฐ์กำลังวุ่นอยู่กับการจัดของ เพราะงานของวสุวัสเสร็จเร็ว จึงได้ลงไปหาภัทรานิษฐ์ได้เร็วขึ้นตามไปด้วย แม้จะเพียงแค่วันเดียวก็ตามของส่วนใหญ่ที่เอาขึ้นรถ ล้วนเป็นของฝากที่จะเอาไปให้ภัทรานิษฐ์ทั้งนั้น ลูกสาวเธอชอบกินกล้วยไข่ ทวีจึงไปซื้อมาเป็นเครือ เพราะจะได้เอาไปฝากลูกน้องของภัทรานิษ







