LOGIN“รั้วบ้านพริมหายไปไหน”ฉันตะโกนดังพอให้คนในบ้านข้าง ๆ ได้ยินแน่นอนแม่ที่ยืนอยู่ตรงประตูหลังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้“ถามแม่ทำไม”“ก็รั้วมันหายไปทั้งแถบเลยนะคะ!”“เห็นแล้ว”“แล้วแม่ไม่ตกใจ?”“ไม่”คำตอบสั้นมากมีพิรุธมากด้วยฉันหันกลับไปมองพื้นที่ตรงกลางระหว่างสองสวนอีกครั้งรั้วเตี้ยที่อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ฉันจำความได้หายไปจริง ๆ เหลือเพียงแนวพื้นใหม่ทอดจากบ้านฉันไปถึงบ้านธาม มีต้นไม้เล็ก ๆ ปลูกริมสองข้าง แล้วตรงกลางยังทำเป็นทางเดินหินอย่างดีไม่ใช่เพิ่งรื้อเมื่อวานแน่งานเรียบร้อยขนาดนี้ต้องวางแผนมาสักพักแล้วฉันหันกลับไปหาแม่“ใครทำ”แม่ยกคิ้ว“คิดว่าใครล่ะ”โอเคไม่ต้องเดาฉันลากกระเป๋าทิ้งไว้ตรงชานบ้าน แล้วเดินข้ามพื้นที่ที่เมื่อก่อนต้องปีนทันทียังไม่ถึงอีกฝั่ง คนต้นเหตุก็เปิดประตูหลังบ้านออกมาพอดีธามอยู่ในเสื้อเชิ้ตกับกางเกงทำงาน แขนเสื้อพับถึงข้อศอกเหมือนเพิ่งกลับมาจากบริษัทพอเห็นฉัน เขาหยุดฉันก็หยุดหนึ่งปีที่เห็นกันผ่านหน้าจอเป็นหลักไม่ได้ช่วยอะไรเลยตัวจริงยังทำให้ใจเต้นแรงกว่าอยู่ดีธามมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังเช็กว่ากลับมาครบทุกชิ้นส่วนหรือเปล่าก่อนยิ้มออกมา“กลับมาแ
การมีแฟนอยู่คนละประเทศทำให้ฉันค้นพบเรื่องหนึ่งภายในสัปดาห์แรกความรักไม่แพ้ระยะทางหรอกแต่มันอาจแพ้เขตเวลาได้“พี่ธาม”“อือ”“พี่รู้ไหมว่าตอนนี้ที่นี่กี่โมง”คนในหน้าจอเงียบไปนิดหนึ่ง“ห้าทุ่ม?”ฉันหันกล้องไปที่หน้าต่างข้างนอกยังสว่าง“ห้าโมงเย็นค่ะ”“อ้าว”“นี่พี่โทรมาถามว่าทำไมยังไม่นอนเมื่อกี้”ธามก้มมองโทรศัพท์ตัวเองเหมือนมันเป็นฝ่ายผิด“จำสลับ”“เราเป็นแฟนกันมาสิบวัน พี่จำเวลาประเทศแฟนไม่ได้แล้ว?”“ช่วงนี้ประชุมเยอะ”“หักคะแนนค่ะ”“เป็นแฟนแล้วยังมีคะแนนอีก?”“ระบบนี้อยู่ตลอดชีพค่ะ”ธามถอนหายใจฉันหัวเราะแล้ววางโทรศัพท์พิงแก้วน้ำ สิบวันแรกเราวิดีโอคอลเกือบทุกวัน หลังจากนั้นความจริงก็เริ่มเข้ามาวันที่ฉันว่าง เขาประชุมวันที่เขากลับบ้านเร็ว ฉันต้องไปดูงานบางคืนฉันเปิดกล้องทิ้งไว้ระหว่างทำงาน ส่วนธามนั่งดูแบบของตัวเองเงียบ ๆแทบไม่ได้คุยกันแต่ก็ยังเปิดไว้จนคืนหนึ่งฉันเงยหน้าจากจอคอมแล้วเห็นเขาหลับคาโต๊ะ“พี่ธาม”เงียบ“พี่ธาม”ยังเงียบฉันแคปภาพทันทีเช้าวันต่อมาส่งให้พร้อมข้อความสถาปนิกชื่อดังหลับน้ำลายไหลค่ะเขาตอบกลับมาสามคำลบ เดี๋ยว นี้แน่นอนว่าฉันไม่ลบเดือนที่สอง ธามพยา
“พริม เป็นแฟนพี่นะ”คำขอของธามดังขึ้นง่าย ๆไม่มีดอกไม้ไม่มีแหวนไม่มีร้านอาหารวิวดีมีแค่ผู้ชายอายุสามสิบเอ็ดที่เพิ่งปีนรั้วมาอย่างทุลักทุเล เสื้อยังยับตรงชายเพราะเกี่ยวกิ่งไม้ และมือหนึ่งกำลังจับมือฉันแน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อย ฉันจะขึ้นเครื่องหนีไปคืนนี้เลยฉันมองหน้าเขา“แค่นี้เหรอคะ”ธามชะงัก“อะไร”“ขอเป็นแฟน”“แล้วต้องมีอะไรอีก”“ไม่รู้สิคะ คนขอควรเตรียมคำพูดมามากกว่านี้หรือเปล่า”“พี่เตรียมมาแล้ว”“ไหนคะ”เขาถอนหายใจ“เมื่อกี้พริมขัดตลอด”ฉันหลุดหัวเราะ“อ้าว โทษพริมอีก”“ไม่ได้โทษ”ธามขยับเข้ามาใกล้ขึ้น“งั้นฟังดี ๆ”รอยยิ้มฉันค่อย ๆ หายไปเองคราวนี้น้ำเสียงเขาจริงจัง“พี่ชอบพริม”หัวใจฉันเต้นแรงทันที ทั้งที่รู้อยู่แล้วบางคำพูดต่อให้รู้คำตอบ การได้ยินจากปากเจ้าตัวก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี“ไม่ได้เพิ่งชอบตอนพริมกลับมา”เขาพูดต่อ“แล้วก็ไม่ได้ชอบเพราะพริมจีบ”ฉันเงียบ“พี่ชอบมาตั้งแต่ก่อนพี่ไป แต่ตอนนั้นคิดว่าพริมไม่คิดอะไร พอกลับมาแล้วรู้ว่าตัวเองยังรู้สึกเหมือนเดิม พี่ก็กลัวทุกอย่างไปหมด”ธามเม้มปากนิดหนึ่ง“กลัวทำตามที่รับปากพ่อพริมไม่ได้ กลัวถ้าคบกันแล้วเลิก พริมจะเสียทั้งแฟน ท
คืนสุดท้ายก่อนเดินทาง ฉันนอนไม่หลับกระเป๋าสองใบถูกปิดเรียบร้อย วางพิงผนังข้างประตูห้อง เอกสารทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าถือ พาสปอร์ตเช็กแล้วสามรอบ แม่เดินขึ้นมาถามอีกสองรอบว่าลืมอะไรไหมฉันตอบว่าไม่มีแต่พอไฟในบ้านดับเกือบหมด ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค้างอยู่เต็มไปหมดสุดท้ายเลยเดินลงมาข้างล่างแม่หลับแล้ว บ้านเงียบ ฉันเปิดประตูหลังออกไปในสวนอากาศกลางคืนเย็นกว่าปกติเล็กน้อยรั้วเตี้ยระหว่างบ้านสองหลังยังอยู่ตรงเดิมสีตรงขอบลอกไปนิดหนึ่งเพราะโดนแดดโดนฝนมาหลายปี เสาต้นหนึ่งยังมีรอยขีดที่ฉันเคยเอาดินสอวัดความสูงตัวเองตอนเด็กฉันเดินเข้าไปแตะมันตอนนั้นฉันเตี้ยกว่ารั้วตั้งเยอะแต่ก็ยังปีนเคยเกี่ยวชายกระโปรงนักเรียนเคยทำรองเท้าแตะตกอีกฝั่งเคยปีนไปขอยืมหนังสือ แล้วอยู่กินข้าวบ้านเขาจนแม่ต้องมาตามป้านวลเคยบอกว่า ถ้าจะมาบ่อยขนาดนี้ วันหลังเปิดประตูหน้ามาก็ได้แต่ฉันชอบปีนรู้สึกว่ามันเร็วกว่าหรือจริง ๆ แค่อยากทำตัววุ่นวายใส่พี่ชายบ้านข้าง ๆ ก็ไม่รู้ฉันวางแขนบนรั้วบ้านธามยังเปิดไฟห้องทำงานอยู่พรุ่งนี้เช้าเขาจะไปส่งฉันที่สนามบินทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้วเหลือแค่สิ่งเดียวที่ยังไม่เรีย
อีกสามสัปดาห์แล้วที่ฉันจะบินประโยคนี้ดูไม่จริงทุกครั้งที่คิดจนกระทั่งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกลากออกมาวางกลางห้องนอนฉันยืนมองมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันไปมองกองเสื้อผ้าบนเตียงแล้วตัดสินใจว่าไม่อยากแพ็กแล้ว“พริม”เสียงธามดังมาจากหน้าประตูฉันหันไปเห็นเขายืนพิงวงกบ มือถือกล่องกระดาษสองใบ“อะไรคะ”“แม่พริมบอกให้เอากล่องมาให้”“วางไว้เลยค่ะ”ธามเดินเข้ามา มองสภาพห้องแล้วเลิกคิ้ว“นี่แพ็กของหรือรื้อบ้าน”“กำลังคัดค่ะ”“คัดอะไร”ฉันชี้สามกองบนเตียง“เอาไป เอาไว้ แล้วก็ยังไม่รู้”เขามอง“กองยังไม่รู้ใหญ่สุด”“เพราะชีวิตคนเรามีความไม่แน่นอนค่ะ”“พูดดีไปงั้น”“ค่ะ ขี้เกียจตัดสินใจ”ธามวางกล่องลงแล้วนั่งยอง ๆ ข้างกระเป๋า“เอาไปหนึ่งปี ไม่ใช่ย้ายถาวร”“รู้ค่ะ แต่เสื้อผ้าก็ต้องใส่”“ซื้อที่นั่นได้”ฉันหรี่ตา“คนพูดไม่ใช่คนจ่าย”“พี่จ่ายก็ได้”ฉันชะงัก“หยุดเลยค่ะ”“อะไร”“อย่าเพิ่งซื้อคะแนนด้วยบัตรเครดิต”มุมปากเขาขยับ“คะแนนยังติดลบอยู่?”“ความลับค่ะ”“กรรมการลำเอียง”“ผู้สมัครมีประวัติ”ธามส่ายหน้า ก่อนหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนึ่งขึ้นมา“อันนี้เอา”“ทำไม”“พริมขี้หนาว”“พี่รู้ได้ไงว่าที่นั่นหนาวแค่
“พี่ไม่ได้อยากให้ไป”ประโยคแรกของธามทำฉันนิ่งไปทันทีเมื่อคืนคนเดียวกันเพิ่งบอก “งั้นไป” ง่าย ๆ จนฉันกลับบ้านพร้อมความหงุดหงิดแต่วันนี้ เขากลับเรียกฉันมาคุยที่โต๊ะในสวน แล้วพูดสิ่งที่ฉันอยากได้ยินออกมาตรง ๆฉันมองหน้าเขา“แล้วทำไมเมื่อคืนไม่พูด”“เพราะพี่กลัวว่าถ้าพูด พริมจะเอามันไปเป็นเหตุผลให้อยู่”“พริมบอกแล้วว่าอยากไป”“พี่รู้”“งั้นพี่ก็น่าจะรู้ว่าพริมไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ”“รู้”ธามหยุดนิดหนึ่ง“แต่ถ้าพี่พูดว่าอย่าไป พริมจะเอาไปคิดไหม”ฉันเงียบเพราะคิดแน่เขาพยักหน้าเหมือนเห็นคำตอบแล้ว“พี่ไม่อยากให้วันหนึ่งพริมกลับมาคิดว่า ถ้าวันนั้นไม่มีพี่รั้งไว้ ชีวิตอาจไปได้อีกทาง”“แล้วถ้าพริมไม่เสียดายล่ะ”“ก็ดี”“แต่พี่ไม่รู้”“ใช่”ฉันมองเขา“งั้นพี่ก็ตัดสินใจแทนพริมอีกหรือเปล่า”คราวนี้ธามเงียบฉันไม่ได้ถามเพื่อเอาชนะ มันเป็นสิ่งที่สงสัยจริง ๆ หลังจากเพิ่งคุยกันเรื่องนี้ไปไม่กี่วันเขาก้มมองแก้วน้ำ“ถ้าพี่บอกว่าพริมต้องไป นั่นคือตัดสินใจแทน”“แล้วที่บอกงั้นไป?”“พี่ฟังคำตอบพริม”เขาเงยหน้าขึ้น“พริมบอกว่าอยากไป พี่เลยไม่คิดว่าความรู้สึกของพี่ควรหนักกว่าความต้องการของพริม”ฉันนิ่งไป“พี่







