LOGIN“พริม เป็นแฟนพี่นะ”คำขอของธามดังขึ้นง่าย ๆไม่มีดอกไม้ไม่มีแหวนไม่มีร้านอาหารวิวดีมีแค่ผู้ชายอายุสามสิบเอ็ดที่เพิ่งปีนรั้วมาอย่างทุลักทุเล เสื้อยังยับตรงชายเพราะเกี่ยวกิ่งไม้ และมือหนึ่งกำลังจับมือฉันแน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อย ฉันจะขึ้นเครื่องหนีไปคืนนี้เลยฉันมองหน้าเขา“แค่นี้เหรอคะ”ธามชะงัก“อะไร”“ขอเป็นแฟน”“แล้วต้องมีอะไรอีก”“ไม่รู้สิคะ คนขอควรเตรียมคำพูดมามากกว่านี้หรือเปล่า”“พี่เตรียมมาแล้ว”“ไหนคะ”เขาถอนหายใจ“เมื่อกี้พริมขัดตลอด”ฉันหลุดหัวเราะ“อ้าว โทษพริมอีก”“ไม่ได้โทษ”ธามขยับเข้ามาใกล้ขึ้น“งั้นฟังดี ๆ”รอยยิ้มฉันค่อย ๆ หายไปเองคราวนี้น้ำเสียงเขาจริงจัง“พี่ชอบพริม”หัวใจฉันเต้นแรงทันที ทั้งที่รู้อยู่แล้วบางคำพูดต่อให้รู้คำตอบ การได้ยินจากปากเจ้าตัวก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี“ไม่ได้เพิ่งชอบตอนพริมกลับมา”เขาพูดต่อ“แล้วก็ไม่ได้ชอบเพราะพริมจีบ”ฉันเงียบ“พี่ชอบมาตั้งแต่ก่อนพี่ไป แต่ตอนนั้นคิดว่าพริมไม่คิดอะไร พอกลับมาแล้วรู้ว่าตัวเองยังรู้สึกเหมือนเดิม พี่ก็กลัวทุกอย่างไปหมด”ธามเม้มปากนิดหนึ่ง“กลัวทำตามที่รับปากพ่อพริมไม่ได้ กลัวถ้าคบกันแล้วเลิก พริมจะเสียทั้งแฟน ท
คืนสุดท้ายก่อนเดินทาง ฉันนอนไม่หลับกระเป๋าสองใบถูกปิดเรียบร้อย วางพิงผนังข้างประตูห้อง เอกสารทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าถือ พาสปอร์ตเช็กแล้วสามรอบ แม่เดินขึ้นมาถามอีกสองรอบว่าลืมอะไรไหมฉันตอบว่าไม่มีแต่พอไฟในบ้านดับเกือบหมด ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค้างอยู่เต็มไปหมดสุดท้ายเลยเดินลงมาข้างล่างแม่หลับแล้ว บ้านเงียบ ฉันเปิดประตูหลังออกไปในสวนอากาศกลางคืนเย็นกว่าปกติเล็กน้อยรั้วเตี้ยระหว่างบ้านสองหลังยังอยู่ตรงเดิมสีตรงขอบลอกไปนิดหนึ่งเพราะโดนแดดโดนฝนมาหลายปี เสาต้นหนึ่งยังมีรอยขีดที่ฉันเคยเอาดินสอวัดความสูงตัวเองตอนเด็กฉันเดินเข้าไปแตะมันตอนนั้นฉันเตี้ยกว่ารั้วตั้งเยอะแต่ก็ยังปีนเคยเกี่ยวชายกระโปรงนักเรียนเคยทำรองเท้าแตะตกอีกฝั่งเคยปีนไปขอยืมหนังสือ แล้วอยู่กินข้าวบ้านเขาจนแม่ต้องมาตามป้านวลเคยบอกว่า ถ้าจะมาบ่อยขนาดนี้ วันหลังเปิดประตูหน้ามาก็ได้แต่ฉันชอบปีนรู้สึกว่ามันเร็วกว่าหรือจริง ๆ แค่อยากทำตัววุ่นวายใส่พี่ชายบ้านข้าง ๆ ก็ไม่รู้ฉันวางแขนบนรั้วบ้านธามยังเปิดไฟห้องทำงานอยู่พรุ่งนี้เช้าเขาจะไปส่งฉันที่สนามบินทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้วเหลือแค่สิ่งเดียวที่ยังไม่เรีย
อีกสามสัปดาห์แล้วที่ฉันจะบินประโยคนี้ดูไม่จริงทุกครั้งที่คิดจนกระทั่งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกลากออกมาวางกลางห้องนอนฉันยืนมองมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันไปมองกองเสื้อผ้าบนเตียงแล้วตัดสินใจว่าไม่อยากแพ็กแล้ว“พริม”เสียงธามดังมาจากหน้าประตูฉันหันไปเห็นเขายืนพิงวงกบ มือถือกล่องกระดาษสองใบ“อะไรคะ”“แม่พริมบอกให้เอากล่องมาให้”“วางไว้เลยค่ะ”ธามเดินเข้ามา มองสภาพห้องแล้วเลิกคิ้ว“นี่แพ็กของหรือรื้อบ้าน”“กำลังคัดค่ะ”“คัดอะไร”ฉันชี้สามกองบนเตียง“เอาไป เอาไว้ แล้วก็ยังไม่รู้”เขามอง“กองยังไม่รู้ใหญ่สุด”“เพราะชีวิตคนเรามีความไม่แน่นอนค่ะ”“พูดดีไปงั้น”“ค่ะ ขี้เกียจตัดสินใจ”ธามวางกล่องลงแล้วนั่งยอง ๆ ข้างกระเป๋า“เอาไปหนึ่งปี ไม่ใช่ย้ายถาวร”“รู้ค่ะ แต่เสื้อผ้าก็ต้องใส่”“ซื้อที่นั่นได้”ฉันหรี่ตา“คนพูดไม่ใช่คนจ่าย”“พี่จ่ายก็ได้”ฉันชะงัก“หยุดเลยค่ะ”“อะไร”“อย่าเพิ่งซื้อคะแนนด้วยบัตรเครดิต”มุมปากเขาขยับ“คะแนนยังติดลบอยู่?”“ความลับค่ะ”“กรรมการลำเอียง”“ผู้สมัครมีประวัติ”ธามส่ายหน้า ก่อนหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนึ่งขึ้นมา“อันนี้เอา”“ทำไม”“พริมขี้หนาว”“พี่รู้ได้ไงว่าที่นั่นหนาวแค่
“พี่ไม่ได้อยากให้ไป”ประโยคแรกของธามทำฉันนิ่งไปทันทีเมื่อคืนคนเดียวกันเพิ่งบอก “งั้นไป” ง่าย ๆ จนฉันกลับบ้านพร้อมความหงุดหงิดแต่วันนี้ เขากลับเรียกฉันมาคุยที่โต๊ะในสวน แล้วพูดสิ่งที่ฉันอยากได้ยินออกมาตรง ๆฉันมองหน้าเขา“แล้วทำไมเมื่อคืนไม่พูด”“เพราะพี่กลัวว่าถ้าพูด พริมจะเอามันไปเป็นเหตุผลให้อยู่”“พริมบอกแล้วว่าอยากไป”“พี่รู้”“งั้นพี่ก็น่าจะรู้ว่าพริมไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ”“รู้”ธามหยุดนิดหนึ่ง“แต่ถ้าพี่พูดว่าอย่าไป พริมจะเอาไปคิดไหม”ฉันเงียบเพราะคิดแน่เขาพยักหน้าเหมือนเห็นคำตอบแล้ว“พี่ไม่อยากให้วันหนึ่งพริมกลับมาคิดว่า ถ้าวันนั้นไม่มีพี่รั้งไว้ ชีวิตอาจไปได้อีกทาง”“แล้วถ้าพริมไม่เสียดายล่ะ”“ก็ดี”“แต่พี่ไม่รู้”“ใช่”ฉันมองเขา“งั้นพี่ก็ตัดสินใจแทนพริมอีกหรือเปล่า”คราวนี้ธามเงียบฉันไม่ได้ถามเพื่อเอาชนะ มันเป็นสิ่งที่สงสัยจริง ๆ หลังจากเพิ่งคุยกันเรื่องนี้ไปไม่กี่วันเขาก้มมองแก้วน้ำ“ถ้าพี่บอกว่าพริมต้องไป นั่นคือตัดสินใจแทน”“แล้วที่บอกงั้นไป?”“พี่ฟังคำตอบพริม”เขาเงยหน้าขึ้น“พริมบอกว่าอยากไป พี่เลยไม่คิดว่าความรู้สึกของพี่ควรหนักกว่าความต้องการของพริม”ฉันนิ่งไป“พี่
สามวันหลังจากมื้อเย็นวันนั้น ธามไม่ถามเรื่องต่างประเทศอีกเลยไม่ถามจริง ๆทั้งที่ฉันแอบเตรียมคำตอบไว้ในหัวประมาณสิบเจ็ดแบบตอนเช้าเจอกันหน้าบ้าน เขาถามแค่ว่า“วันนี้เข้าสตูดิโอ?”“ค่ะ”“กลับดึกไหม”“ไม่น่าค่ะ”“อือ ขับรถดี ๆ”จบตอนบ่ายเขาส่งรูปชั้นวางที่เคยช่วยประกอบมาให้ เพราะเจอร้านขายกล่องจัดของที่คิดว่าน่าจะเข้ากันตอนเย็นถามว่ากินข้าวหรือยังแต่ไม่มีคำว่า เรื่องนั้นคิดถึงไหนแล้วไม่มี จะไปจริงเหรอไม่มีแม้แต่การเลียบเคียงทั้งที่ฉันรู้ว่าเขาอยากรู้ฉันเห็นจากสายตาทุกครั้งที่เจอกันปัญหาคือพอเขาไม่ถาม ฉันกลับหงุดหงิดเอง“มึงต้องการอะไรจากชีวิต”มินถามหลังจากฟังฉันบ่นได้ห้านาทีฉันนั่งอยู่บนพื้นสตูดิโอ มีเอกสารโครงการกองอยู่รอบตัว“กูไม่ได้ต้องการอะไร”“มึงเพิ่งบ่นว่าพี่ธามไม่ถาม”“ก็มันแปลก”“ตอนเขาถามเยอะ มึงก็ว่าเขายุ่ง”“อันนั้นถามเหมือนผู้ปกครอง”“ตอนนี้เขาไม่ถามเพราะเคารพการตัดสินใจมึง”ฉันเงียบมินยกกาแฟขึ้นดูด“ก็ถูกแล้วนี่”“รู้”“แล้วหงุดหงิดทำไม”“ไม่รู้”มันจ้องหน้าฉันถอนหายใจ“โอเค รู้ก็ได้”“ว่า?”ฉันหยิบกระดาษม้วนตีเข่าตัวเองเบา ๆ“ส่วนหนึ่งกูอยากให้เขาห้าม”มินทำ
43 เรื่องสำคัญที่พี่รู้เป็นคนสุดท้าย“พริมจะไปต่างประเทศหนึ่งปีเหรอลูก”ช้อนในมือฉันหยุดกลางอากาศแม่ถามขึ้นระหว่างมื้อเย็นธรรมดามาก ธรรมดาจนถ้าไม่ได้มีธาม ป้านวล และลุงธีร์นั่งอยู่ด้วย ฉันคงตอบไปแล้วว่า “ยังไม่รู้ค่ะ”แต่ตอนนี้ฉันเงยหน้าขึ้นช้า ๆสายตาแรกที่เจอไม่ใช่แม่เป็นธามเขานั่งฝั่งตรงข้าม สีหน้าไม่เปลี่ยนมากนัก มีเพียงมือที่กำลังจะยกแก้วน้ำหยุดอยู่ตรงนั้นโอเคงานเข้าแล้ว“แม่รู้ได้ไงคะ”ฉันถามแม่ทำหน้าประหลาดใจ“ก็เมื่อวานลูกคุยโทรศัพท์กับมินเรื่องเอกสารอยู่ในครัว แม่ได้ยิน”ฉันหลับตาดีมากบ้านนี้ผนังบางกว่าที่คิดป้านวลหันมาทางฉันทันที“ไปไหนลูก”“ยังไม่ได้ไปค่ะป้า”ฉันรีบตอบ“แค่มีข้อเสนอเข้ามา”“ประเทศไหน”ลุงธีร์ถามฉันบอกชื่อประเทศไปแม่พยักหน้าเหมือนรู้อยู่แล้ว“โครงการหนึ่งปีใช่ไหม”ฉันหันขวับ“แม่รู้ละเอียดกว่าที่พริมคิดอีกนะ”“ก็ลูกพูดเสียงดัง”“พริมจะติดแผ่นซับเสียงในครัวแล้วค่ะ”ป้านวลหัวเราะเบา ๆมีคนเดียวที่ไม่หัวเราะฉันเหลือบมองธามเขากำลังวางแก้วน้ำลงช้า ๆไม่ถามอะไรยิ่งไม่ถามยิ่งน่ากลัวฉันเลยก้มกินข้าวต่อแบบทำเป็นไม่มีอะไรไม่สำเร็จแม่พูดอีก“ถ้าเป็นโอ







