บทที่ 1 ก่อนสิ้นลมหายใจ
กลิ่นเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ร่างของเสิ่นชิงหลันเย็นเฉียบเสียจนแทบไม่รู้สึกถึงพื้นหินใต้แผ่นหลังอีกแล้ว โลหิตสีแดงเข้มไหลออกจากบาดแผลอย่างช้า ๆ ซึมผ่านอาภรณ์บางเบาแล้วแผ่เป็นวงกว้างอยู่ใต้กาย นางไม่รู้ว่าเลือดเหล่านั้นเป็นของตนเองทั้งหมดหรือไม่ และไม่คิดจะสนใจอีกแล้ว ดวงตาคู่งามซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนในเมืองหลวงกล่าวขานว่าสุกใสประหนึ่งมีดวงดาวนับพันซ่อนอยู่ภายใน บัดนี้กลับอับแสง มองเพดานเหนือศีรษะอย่างไร้จุดหมาย เสียงการต่อสู้ยังดังอยู่ไกล ๆ บางครั้งใกล้ บางครั้งห่าง เสียงเหล็กกระทบเหล็ก เสียงคนร้อง เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวาย ทุกอย่างเหมือนถูกกั้นด้วยม่านหนาหลายชั้น เสิ่นชิงหลันไม่ได้ยินมันชัดเจนนัก หรือบางที...นางเพียงไม่อยากได้ยินอีกแล้ว วิญญาณของนางถอยร่นเข้าไปในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าถึง ที่นั่นไม่มีเสียงหัวเราะของบุรุษ ไม่มีมือสกปรก ไม่มีโซ่เย็นเฉียบไม่มีคำหวานที่เคยทำให้นางยอมมอบหัวใจให้ทั้งดวง ไม่มีคำว่า ครอบครัว ที่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในชีวิต มีเพียงความว่างเปล่า และความว่างเปล่านั้นช่างสงบเหลือเกิน เสิ่นชิงหลันกำลังตาย นางรู้ดี ชีพจรตรงลำคอเต้นแผ่วลงทุกขณะ ลมหายใจแต่ละครั้งสั้นกว่าเดิม ความหนาวเย็นกำลังคืบคลานจากปลายเท้าขึ้นมาทีละน้อยนางกลับไม่หวาดกลัว ความตายจะน่ากลัวกว่าสิ่งที่นางเพิ่งผ่านมาสักเพียงใดกัน หากปรโลกมีจริง... ก็คงไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าที่นี่อีกแล้ว ริมฝีปากซีดขาวยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายต้องการหัวเราะเยาะตนเอง ช่างน่าขัน เสิ่นชิงหลันผู้ได้รับคำชมมาตั้งแต่เยาว์วัยว่าเฉลียวฉลาด มีความสามารถเหนือสตรีรุ่นเดียวกัน ผู้ใดพบเห็นต่างกล่าวว่านางมีพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญา มองสิ่งใดเพียงไม่กี่ครั้งก็แทบไม่มีวันลืม นางสามารถจดจำหมากทั้งกระดานหลังมองเพียงครู่เดียว สามารถวาดลวดลายบนแจกันซึ่งเคยเห็นเพียงครั้งเดียวได้แทบไม่ผิดเพี้ยน ทว่าเรื่องง่ายที่สุด...นางกลับมองไม่เห็น
หัวใจคน ต่อให้มีดวงตาที่จดจำทุกสิ่งได้ แล้วอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาตลอด นางกลับไม่เคยมองมันอย่างแท้จริง พี่ใหญ่เตือนนางแล้ว หลายครั้งเสียด้วย อย่าเข้าใกล้เขา คนผู้นั้นมิได้จริงใจต่อเจ้า หลันหลัน เชื่อพี่สักครั้ง แต่ตอนนั้นนางทำอย่างไร? นางโกรธเขา คิดว่าเขาเย็นชาเกินไป มองมนุษย์ทุกคนเป็นศัตรู มองโลกในแง่ร้ายเสียจนไม่มีผู้ใดควรค่าแก่ความไว้วางใจ นางถึงกับเคยคิดว่า...คนเช่นพี่ใหญ่จะเข้าใจความรักได้อย่างไร เขาพูดน้อย ไม่เคยเอาใจ ไม่เคยพร่ำคำหวาน ยามนางงอน เขาก็เพียงปล่อยให้งอนอยู่อย่างนั้น ยามนางร้องไห้ เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าควรปลอบอย่างไร บางครั้งเพียงวางผ้าเช็ดหน้าไว้ข้างมือนางแล้วนั่งเงียบ ๆ อยู่ไม่ไกล
ผิดกับคนผู้นั้น เพียงนางขมวดคิ้ว เขาก็ถามว่าเป็นอะไร เพียงนางชอบดอกไม้ชนิดใด ไม่กี่วันต่อมาก็มีดอกไม้ชนิดนั้นส่งถึงจวน เขาบอกว่านางแตกต่างจากหญิงอื่น บอกว่าเขารักนางที่เป็นนาง บอกว่าวันหนึ่งจะมารับนางไปอย่างสมเกียรติสำหรับเด็กสาวผู้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความสมบูรณ์พร้อม แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตนเป็นที่รักอย่างแท้จริง...คำพูดเหล่านั้นช่างหอมหวานเหลือเกินมันหวานจนบดบังทุกสิ่ง หวานซึ้งจนกระทั่งคำเตือนของพี่ชายกลายเป็นสิ่งน่ารำคาญ หวานจน...ทำให้นางเดินเข้ามาในนรกด้วยเท้าของตนเอง ความทรงจำเมื่อคืนก่อนวาบผ่านขึ้นมา ไม่ชัดเจน เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่แตกกระจาย ฉากกั้นไม้จันทน์ แสงโคมสลัว กลิ่นควันจากฝิ่น เสียงจอกสุรากระทบกัน เสียงหัวเราะของคนหลายคน และตัวนาง...นอนอยู่หลังฉากกั้นโดยมีโซ่เหล็กคล้องข้อเท้า ทุกคนคิดว่านางหมดสติ แต่แท้จริงนางตื่นแล้ว ตื่นทันเวลาได้ยินทุกอย่าง ทุกคำ ทุกเสียง ทุกความจริงที่ไม่ควรรู้
“ถึงอย่างไรก็คุ้มแล้ว...” เสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ จากนั้นเป็นเสียงหัวเราะ “เรื่องมาถึงขั้นนี้ นางจะรู้หรือไม่รู้แล้วต่างกันตรงไหน” เสิ่นชิงหลันหลับตาลง ไม่ นางไม่อยากคิดต่อ พอแล้วเรื่องบางเรื่อง ต่อให้กำลังจะตาย นางก็ไม่อยากทบทวนมันเป็นครั้งที่สอง เพราะเพียงนึกถึง—สิ่งที่นางเคยเรียกว่าชีวิตทั้งชีวิตก็กลายเป็นเรื่องตลกบิดา มารดา พี่สาวทั้งสองคนและคนรัก แม้กระทั่งชื่อแซ่ที่นางใช้มาตลอดสิบหกปี จริงเท็จเพียงใด...นางไม่รู้แล้ว หรืออาจรู้เพียงไม่อยากยอมรับมันอีก สิ่งเดียวที่ชัดเจนที่สุดกลับเป็นใบหน้าของคนผู้หนึ่ง....พี่ใหญ่ เมื่อคืนเมื่อได้ยินความจริงเหล่านั้น คนแรกที่นางนึกถึงกลับเป็นเขา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน นางเพิ่งพูดกับเขาว่า—ต่อไปเรื่องของข้าไม่เกี่ยวกับท่าน วันนั้นสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน ยังคงสงบนิ่ง เพียงมองนางอยู่เนิ่นนานนางจำสายตานั้นได้ เพราะนางเป็นคนที่แทบไม่ลืมสิ่งใด แต่ครั้งนั้นกลับไม่เคยพยายามทำความเข้าใจความหมายในดวงตาของเขา สุดท้ายชายหนุ่มเพียงตอบ “ได้” แล้วหลีกทางให้นาง ง่ายดายเสียจนตอนนั้นนางยิ่งโกรธ คิดว่าเขาไม่สนใจนางจริง ๆ คิดว่าหากนางจะเดินไปหาผู้ใด เขาก็คงไม่สนใจ นางจึงเดินผ่านเขาไป โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นเขาในฐานะเสิ่นชิงหลันผู้ยังมีชีวิตที่สมบูรณ์
หากย้อนกลับไปได้...เพียงครั้งเดียวก็ดีนางจะไม่เดินผ่านเขาไป เปลือกตาของหญิงสาวสั่นไหว หยาดน้ำใสไหลออกจากหางตา ผ่านขมับก่อนซึมหายเข้าไปในเส้นผม สายเกินไปแล้ว ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ความหนาวเย็นคืบขึ้นมาถึงหัวเข่า เสิ่นชิงหลันรู้ว่าตนเหลือเวลาอีกไม่มาก แปลกเหลือเกิน ยิ่งใกล้ตาย ภาพในวัยเด็กกลับยิ่งชัดเจน นางเห็นตนเองตอนห้าหกขวบ วิ่งเตาะแตะตามเด็กชายที่โตกว่าหลายปีไปตามระเบียง เห็นตัวเองดึงชายเสื้อเขา “พี่ใหญ่ รอข้าด้วย” เด็กหนุ่มชะงักฝีเท้า ใบหน้าในวัยเยาว์ก็เย็นชาไม่ต่างจากตอนโต เขามองมือน้อย ๆ ที่กำชายเสื้อของตน ก่อนถอนหายใจอย่างคนแก่เกินวัย แล้วเดินช้าลงโดยไม่พูดอะไร นางกลับยิ้มกว้าง เพราะรู้ว่าเขากำลังรอ ภาพเปลี่ยนไป ฤดูหนาวปีหนึ่ง พี่ใหญ่คุกเข่าอยู่หน้าหอบรรพชน หลังมือมีเลือดซึม นางแอบเอาขนมที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อไปให้เขา “พี่ใหญ่ เจ็บหรือไม่” เขามองนางแล้วตอบว่า “ไม่เจ็บ” โกหก ตอนนี้นางรู้แล้ว เขาโกหกเก่งกว่าที่นางคิดเพราะหลังจากนั้นไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บหนักเพียงใด คำตอบของเขาก็เหมือนเดิมเสมอ ไม่เจ็บ ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง จนท้ายที่สุดนางก็เชื่อจริง ๆ ว่าเขาไม่ต้องการใคร นางช่างโง่เหลือเกิน “หลันหลัน!” เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาในความมืด หญิงสาวไม่ตอบสนอง นางคิดว่าตนเริ่มเห็นภาพหลอนแล้ว ก่อนตาย คนเรามักเห็นสิ่งที่อยากเห็นที่สุดมิใช่หรือ
“หลันหลัน!” ครั้งนี้ชัดขึ้น เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยบางสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินจากคนผู้นั้นมาก่อน ความหวาดกลัว หัวใจซึ่งเต้นแผ่วจนแทบหยุดพลันกระตุก นางพยายามลืมตาแต่ไม่มีแรงเสียงดาบกระทบกันดังขึ้น เสียงฝีเท้าพุ่งเข้ามา ใครบางคนล้มลงไม่ไกล แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก “หลันหลัน!” พี่ใหญ่...เป็นไปไม่ได้ เขาจะมาได้อย่างไร นางไม่ได้บอกเขาว่าตนอยู่ที่ใด นางถึงกับช่วยปกปิดเรื่องบางอย่างจากเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะกลัวเขาจะขัดขวาง อีกอย่าง...เขาควรเกลียดนางแล้วมิใช่หรือ นางพูดกับเขาร้ายกาจถึงเพียงนั้นเลือกเชื่อคนอื่นแทนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ในวันที่เขายื่นมือมาหา นางยังเป็นฝ่ายปัดมือนั้นทิ้ง เขาจะมาทำไม เสียงการต่อสู้ใกล้เข้ามา จากนั้น—เงียบเงียบอย่างฉับพลัน เสิ่นชิงหลันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย เปิดเปลือกตาขึ้นเพียงเล็กน้อย ภาพตรงหน้าพร่ามัว มีเพียงสีแดง สีแดงเต็มไปหมด
กระทั่งเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางสีเลือดนั้น ชายหนุ่มก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ดาบยาวในมือหยดเลือดเป็นทาง อาภรณ์สีเข้มของเขาแทบไม่เหลือสีเดิม ไม่รู้ว่าเลือดที่ชุ่มอยู่บนกายนั้นเป็นของศัตรูหรือของเขาเอง เส้นผมที่เคยรวบเรียบร้อยหลุดลุ่ย ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นชิงหลันจำเขาแทบไม่ได้—คือดวงตา ดวงตาของพี่ใหญ่ซึ่งปกติเย็นสงบราวน้ำในบ่อลึก บัดนี้กลับแดงก่ำ เหมือนอาบยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกหล้า เปี่ยมด้วยไอสังหาร เปี่ยมด้วยความคลุ้มคลั่ง และเปี่ยมด้วยความสิ้นหวังเสียจนหัวใจนางเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง เขามองเห็นนางฝีเท้าหยุดชะงัก ดาบในมือหลุดลงพื้น เคร้ง! ความเงียบแผ่ปกคลุม เสิ่นชิงหลันเห็นริมฝีปากของเขาขยับ แต่ไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร ชายหนุ่มเดินเข้ามา หนึ่งก้าวแล้วอีกหนึ่งก้าว จากเดินกลายเป็นวิ่ง ก่อนทรุดลงข้างกายนางอย่างหมดสภาพ มือของเขายื่นมา แต่หยุดกลางอากาศ เขาไม่กล้าแตะ ชายผู้กล้าฝ่าคมดาบเข้ามาจนทั่วร่างอาบเลือด กลับไม่กล้าแตะต้องหญิงสาวที่นอนอยู่ตรงหน้า เสิ่นชิงหลันมองเขาผ่านดวงตาพร่ามัว นางอยากยิ้ม ท่านยังมาอีกหรือ พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงดื้อดึงถึงเพียงนี้ ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าเรื่องของข้าไม่เกี่ยวกับท่าน เหตุใดไม่เชื่อข้าบ้าง เหตุใด...ต้องมาเห็นข้าในสภาพนี้ด้วย ความอับอายซึ่งนางคิดว่าตายไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมา เสิ่นชิงหลันพยายามเบือนหน้าแต่ไม่มีแรง ชายหนุ่มกลับถอดเสื้อคลุมออกอย่างรวดเร็ว เพียงใช้เสื้อคลุมผืนนั้นห่อร่างนางอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วของเขาสั่น นางเห็นมันชัดเจนพี่ใหญ่กำลังสั่น คนที่แม้ถูกคมดาบกรีดจนเห็นกระดูกยังไม่เคยขมวดคิ้ว...กำลังสั่นเพราะนาง
“หลันหลัน” ครั้งนี้เสียงของเขาอยู่ใกล้มากใกล้เสียจนเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก “มองพี่” นางพยายามฝืนมอง ดวงตาค่อย ๆ เปิดขึ้น ใบหน้าของเขาพร่ามัวอยู่ตรงหน้า มือเปื้อนเลือดยกขึ้นเช็ดคราบตรงมุมปากให้นาง เบาเหลือเกิน ราวกับนางเป็นสิ่งที่แตกสลายได้ด้วยสัมผัสเพียงนิดเดียว เสิ่นชิงหลันอยากพูด ลำคอกลับมีเพียงเสียงลมเขาก้มลงใกล้ “ไม่ต้องพูด” นางส่ายหน้าเล็กน้อยต้องพูดหากไม่พูดตอนนี้...คงไม่มีโอกาสอีกแล้วริมฝีปากขยับอยู่นาน กว่าจะเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาได้ “พี่...ใหญ่...” ดวงตาของชายหนุ่มแดงขึ้นกว่าเดิม นางไม่เคยเห็นเขาร้องไห้ คืนนี้ก็ยังไม่มีน้ำตา แต่กลับทำให้นางเจ็บยิ่งกว่าเห็นเขาร้องไห้เสียอีก เสิ่นชิงหลันพยายามยกมือ แต่ยกไม่ขึ้น เขาจึงเป็นฝ่ายจับมือนางขึ้นมากุมไว้แน่นความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นทำให้นางรู้สึกว่าตนยังมีชีวิตอยู่เป็นครั้งสุดท้าย “ข้า...” นางหยุดหอบ “ข้าผิดไปแล้ว”
ชายหนุ่มนิ่งเพียงครู่เดียว นิ้วที่กุมมือนางกลับแน่นขึ้น “ไม่เป็นไร” เขาตอบง่ายดายเหลือเกินน้ำตาของเสิ่นชิงหลันไหลออกมา เหตุใด...เหตุใดนางเพิ่งเข้าใจเอาตอนนี้ ในโลกที่ทุกคนต้องการบางสิ่งจากนาง คนคนนี้ไม่เคยขออะไรเลย แม้แต่คำขอโทษ เขาก็ไม่ต้องการ “พี่ใหญ่...” “พี่อยู่นี่” “ท่านเจ็บหรือไม่...” คำถามนั้นทำให้เขาชะงัก ราวกับชายหนุ่มเองก็นึกถึงฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนขนมไว้ในแขนเสื้อเด็กชายที่คุกเข่าอยู่กลางหิมะ ผ่านมานานถึงเพียงนี้แล้ว คำตอบของเขากลับไม่เคยเปลี่ยน “ไม่เจ็บ” คนโกหก นางเห็นเลือดไหลจากสีข้างเขา เห็นลูกธนูหักคาอยู่ตรงหัวไหล่ เห็นมือที่กุมมือนางเย็นลงเรื่อย ๆ เขาเองก็.......
เสิ่นชิงหลันไม่กล้าคิดต่อ “กลับกันเถอะ”เขาพูดขึ้น ชายหนุ่มช้อนร่างนางขึ้นอย่างระมัดระวัง “พี่จะพาเจ้ากลับ”นางซบอยู่กับอกเขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ใต้แผ่นอก กลับที่ใดกัน จวนเสิ่นหรือ? สถานที่แห่งนั้นยังเรียกว่าบ้านได้อีกหรือ พี่ใหญ่เอง...ท่านยังมีบ้านให้กลับจริงหรือ เศษเสี้ยวของคำพูดเมื่อคืนวาบกลับมาอีกครั้ง “เด็กคนนั้น...” “...ไม่ใช่...” “เรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อน...” นางรีบปิดกั้นมัน ยังไม่อยากคิดหากสวรรค์ยังเมตตาให้นางมีเวลาอีกสักนิด...นางอยากถามเขาด้วยตนเอง อยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา เรื่องที่ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา นางไม่เคยคิดจะถาม แต่ความมืดกำลังคืบเข้ามาแล้ว เสียงหัวใจของเขาเริ่มไกล “พี่ใหญ่...” “อืม” “หาก...” นางสูดลมหายใจเจ็บเหลือเกิน “หากมีชาติหน้า...” ชายหนุ่มก้มมองนาง เสิ่นชิงหลันกลับพูดต่อไม่ไหว หากมีชาติหน้าแล้วอย่างไร? จะเชื่อเขาหรือ?จะไม่ทิ้งเขาหรือ? จะตอบแทนเขาหรือ? มีสิ่งมากมายเหลือเกินที่นางอยากทำ มากจนคำพูดใดก็ดูเล็กเกินไป สุดท้ายหญิงสาวเพียงขยับนิ้ว กำชายเสื้อของเขาไว้ เหมือนเด็กหญิงเมื่อสิบกว่าปีก่อน พี่ใหญ่ รอข้าด้วย เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง ลมหายใจสุดท้ายหลุดออกจากริมฝีปาก มือที่กำชายเสื้อคลายออก ชายหนุ่มหยุดเดิน “หลันหลัน!!”
ไม่มีคำตอบเขาก้มลง “หลันหลัน” ยังคงไม่มีเสียง ความเงียบยาวนานอย่างน่ากลัว แขนที่อุ้มร่างนางกระชับขึ้นช้า ๆ ชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด ไม่ขยับไปไหน ก่อนก้มหน้าลงแนบหน้าผากกับหน้าผากเย็นเฉียบของหญิงสาว ครั้งแรกในชีวิตที่ไม่มีใครอยู่รอเขา และเป็นครั้งแรกเช่นกัน... ที่คำว่า ไม่เป็นไร ของเขา กลายเป็นคำโกหกอย่างแท้จริง เสิ่นชิงหลันไม่รู้ว่า หลังจากนางสิ้นลมหายใจแล้วเกิดอะไรขึ้นอีก ไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นพานางออกไปได้หรือไม่ ไม่รู้ว่าเขารอดชีวิตหรือเปล่า และยิ่งไม่รู้ว่า—คืนที่นางคิดว่าตนสูญเสียทุกสิ่งไปแล้ว แท้จริงยังมีความจริงอีกมากมายที่นางไม่เคยล่วงรู้ กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืด
“คุณหนูสี่...” เสียงนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน “คุณหนูสี่ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ” ใครกัน...นางตายแล้วมิใช่หรือ “หากยังไม่ตื่น ฮูหยินจะส่งคนมาตามแล้วนะเจ้าคะ” ฮูหยิน? หัวใจที่ควรหยุดเต้นไปแล้วพลันกระตุกอย่างรุนแรง เสิ่นชิงหลันลืมตาขึ้นแสงแดดยามเช้าสาดผ่านม่านโปร่งเข้ามาจนต้องหรี่ตา เหนือศีรษะไม่มีเพดานเปื้อนเลือด ไม่มีควันไม่มีเสียงดาบ ไม่มีความหนาวเย็นของพื้นหิน มีเพียงม่านเตียงสีเขียวอ่อนซึ่งปักดอกไห่ถังด้วยไหมเงิน นางจ้องมันนิ่ง ลายปักนี้...นางจำได้ จำได้แม้กระทั่งด้ายไหมเส้นหนึ่งตรงกลีบดอกที่ปักผิดทิศ เพราะนี่คือม่านเตียงที่นางใช้เมื่ออายุสิบหกปีเสิ่นชิงหลันค่อย ๆ ยกมือขึ้น ผิวเนียนสะอาด ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีเลือด นางพลิกฝ่ามือ นิ้วทั้งห้าสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ สาวใช้ข้างเตียงตกใจ “คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ?” เสิ่นชิงหลันไม่ได้ตอบ นางหันไปมองกระจกทองเหลืองบนโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวในกระจกมีใบหน้าอ่อนเยาว์ผิวขาวผ่อง ริมฝีปากแดงระเรื่อ เส้นผมดำยาวสยายอยู่บนบ่า ไม่มีร่องรอยของหญิงที่กำลังจะตายอยู่ในกองเลือดแม้แต่น้อย นางกลับมาแล้วความคิดนั้นทำให้ทั้งร่างเย็นวาบ แต่สิ่งแรกที่หลุดออกจากปากกลับไม่ใช่คำถามว่าปีนี้เป็นปีใด ไม่ใช่ถามว่าที่นี่คือที่ไหน เสิ่นชิงหลันกำผ้าห่มแน่น เงยหน้าขึ้นทันที “พี่ใหญ่เล่า” สาวใช้ชะงัก “เจ้าคะ?” เสียงของนางสั่น “พี่ใหญ่ของข้า...” ภาพชายหนุ่มอาบเลือดซ้อนทับกับแสงแดดยามเช้า นางแทบหายใจไม่ออก “ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”