Share

บทที่ 2

last update publish date: 2026-09-04 04:03:26

บทที่ 2 วันที่พี่ใหญ่ยังมีชีวิต

“ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?” สาวใช้เบื้องหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูของตนจึงถามถึงคุณชายใหญ่ทันทีที่ลืมตาตื่น ทั้งยังมีสีหน้าซีดขาวราวกับเพิ่งพบเรื่องน่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิต “คุณชายใหญ่หรือเจ้าคะ?” “ใช่” เสิ่นชิงหลันกำผ้าห่มแน่น “พี่ใหญ่ของข้าอยู่ที่ใด” “ยามนี้...” สาวใช้รีบคิด “น่าจะอยู่เรือนชิงซงเจ้าค่ะ เมื่อวานคุณชายใหญ่กลับจากกรมอาญาค่อนข้างดึก เช้านี้บ่าวได้ยินว่าคุณชายยังมิได้ออกจากจวน—” ประโยคที่เหลือ เสิ่นชิงหลันไม่ได้ฟังแล้ว ยังอยู่ เขายังอยู่ในจวน หัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บอยู่ในอกพลันเหมือนมีบางสิ่งกระแทกเข้าใส่อย่างรุนแรง นางเปิดผ้าห่มออกทันที “คุณหนู!” เท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้น ความเย็นจากกระเบื้องแล่นขึ้นมาตามฝ่าเท้า แต่ความรู้สึกนั้นกลับทำให้ดวงตาของนางร้อนผ่าว เย็น...นางรู้สึกได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะยืนยันว่าทุกอย่างมิใช่ความฝัน “คุณหนู รองเท้ายังไม่ได้สวมเลยเจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบคว้ารองเท้าแล้ววิ่งตาม ทว่าเสิ่นชิงหลันไม่แม้แต่จะหันกลับไป นางเปิดประตูเรือน แสงแดดยามเช้าสาดส่องจนต้องหรี่ตา ลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดกลิ่นดอกไห่ถังเข้ามาเจือจาง ทุกอย่างช่างคุ้นเคย ทางเดินหิน ต้นหลิวริมสระ ศาลากลางน้ำ กำแพงสีขาวกระเบื้องหลังคาสีดำ นี่คือจวนที่นางเติบโตมา สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเป็นบ้าน แต่หลังจากคืนสุดท้ายในชีวิตก่อน...ทุกอย่างกลับดูแปลกตาไปหมด

เสิ่นชิงหลันชะงักเพียงชั่วขณะเมื่อสายตาเหลือบเห็นเรือนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป สถานที่ซึ่งบิดาและมารดาของนางอาศัยอยู่ ความทรงจำบางอย่างพยายามแทรกเข้ามา เสียงจอกสุรา เสียงหัวเราะ และเสียงหนึ่งที่นางจำได้แม่นยำกว่าสิ่งใด—หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ยังไม่ใช่ตอนนี้ นางไม่ยอมให้พวกเขาพรากเวลาแม้เพียงชั่วอึดใจไปจากสิ่งที่สำคัญกว่า พี่ใหญ่ นางต้องเห็นเขาก่อนต้องเห็นกับตาว่าเขายังมีชีวิต เสิ่นชิงหลันยกชายกระโปรงขึ้นแล้วออกวิ่ง สาวใช้ด้านหลังตกใจจนหน้าซีด “คุณหนู! ช้าหน่อยเจ้าค่ะ!” นางไม่ได้ยินหรือไม่คิดจะฟัง ตลอดทางมีบ่าวไพร่หลายคนหยุดคำนับอย่างประหลาดใจ คุณหนูสี่แห่งจวนเสิ่นถูกอบรมกิริยามารยาทมาตั้งแต่จำความได้ ทุกย่างก้าวงดงาม ทุกท่วงท่าสมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่เคยมีผู้ใดเห็นนางวิ่งผ่านระเบียงด้วยเท้าเปล่า เส้นผมยังมิได้เกล้า อาภรณ์เพียงชุดบางสำหรับอยู่ในเรือน แต่เสิ่นชิงหลันไม่สนใจแล้วชาติก่อนนางรักษากิริยามาตลอดสิบหกปี แล้วอย่างไร สุดท้ายยังถูกคนเหล่านั้นตีราคาเหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่งอยู่ดี นางวิ่งผ่านประตูวงเดือนเรือนชิงซงอยู่ไม่ไกลแล้ว หัวใจเต้นเร็วขึ้นทุกขณะ สิบกว่าก้าว ห้าก้าว สามก้าว นางหอบอล้วหยุดอยู่หน้าประตู องครักษ์สองคนที่ยืนอยู่ใต้ชายคาหันมามองพร้อมกัน คนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ สีหน้าเคร่งขรึม อีกคนดูอ่อนวัยกว่าเล็กน้อย ใบหน้าธรรมดาจนแทบไม่มีสิ่งใดน่าจดจำ แต่เสิ่นชิงหลันจำพวกเขาได้ ฉินเฟิง ฉินอัน คนสนิทของพี่ใหญ่

ชาติก่อนคนทั้งสองหายไปจากจวนในช่วงท้าย นางไม่เคยรู้ว่าไปไหน และไม่เคยถาม เมื่อเห็นนาง ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณหนูสี่?” สายตาของเขาเลื่อนลงไปยังเท้าเปล่าของนาง เสิ่นชิงหลันไม่สนใจ “พี่ใหญ่อยู่ข้างในหรือไม่” “คุณชายกำลัง—” นางผลักประตูเข้าไปเสียแล้ว ชายทั้งสองมองหน้ากัน หากเป็นผู้อื่น ต่อให้เป็นนายในจวนก็คงไม่มีผู้ใดกล้าบุกเข้าห้องหนังสือของคุณชายใหญ่เช่นนี้ แต่ผู้ที่เข้าไปคือคุณหนูสี่ ฉินเฟิงจึงเพียงถอนหายใจ ก่อนยกมือห้ามสาวใช้ที่กำลังจะวิ่งตามเข้าไป “รอด้านนอก” สาวใช้ชะงัก “แต่ว่าคุณหนูของข้า—” “ไม่เป็นไร” ฉินอันพูดขึ้นเบา ๆ “คุณชายไม่ว่า” เหมือนที่ผ่านมาเสมอ ในเรือนชิงซงมีกฎมากมาย แต่กฎเหล่านั้นไม่เคยใช้กับคุณหนูสี่ กลิ่นหมึกจาง ๆ ลอยอยู่ภายในห้อง แสงเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาตกบนโต๊ะไม้สีเข้ม ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะ อาภรณ์สีดำสนิทเรียบง่ายไร้ลวดลาย เส้นผมดำรวบไว้ด้วยกวานหยกสีเข้ม ใบหน้าคมคายก้มลงเหนือเอกสารในมือ ทุกอย่างสะอาดเรียบร้อย สงบนิ่ง ไม่มีเลือด ไม่มีลูกธนู ไม่มีบาดแผล ไม่มีดวงตาแดงก่ำที่มองนางราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลาย มือของเสิ่นชิงหลันสั่น ลมหายใจหยุดไปชั่วขณะ คนที่อยู่ตรงหน้า...ยังมีชีวิต

เสิ่นจิ่งเหิงได้ยินเสียงประตูเปิดแรงผิดปกติจึงเงยหน้าขึ้น คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย เมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่ตรงประตู แววตาเย็นชากลับอ่อนลงโดยแทบสังเกตไม่เห็น แต่เพียงครู่เดียว เขาก็มองเห็นสิ่งผิดปกติ เส้นผมของนางยังไม่เกล้า อาภรณ์ไม่เรียบร้อย ใบหน้าซีดเผือด และ—เท้าเปล่า เอกสารในมือถูกวางลงทันที “เหตุใดไม่สวมรองเท้า” น้ำเสียงยังเหมือนเดิม เรียบนิ่ง คล้ายไม่เคยมีเรื่องใดทำให้ชายผู้นี้หวั่นไหวได้ เสิ่นชิงหลันกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกระแทกเข้ากลางอก เมื่อคืน...ไม่สิสำหรับเขา มันยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่สำหรับนาง เพียงไม่กี่อึดใจก่อน คนคนนี้ยังอุ้มร่างเปื้อนเลือดของนางไว้ หลันหลัน มองพี่ ไม่เป็นไร พี่จะพาเจ้ากลับ นางยืนนิ่ง เสิ่นจิ่งเหิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของหญิงสาวผิดปกติเกินไป เขาลุกขึ้น “หลันหลัน?” เพียงสองพยางค์ เสิ่นชิงหลันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางวิ่งเข้าไปหาเขา ชายหนุ่มชะงักก่อนจะทันตั้งตัว ร่างบอบบางก็พุ่งเข้ามากอดเอวเขาแน่น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เสิ่นจิ่งเหิงแข็งค้าง มือที่กำลังจะยกขึ้นหยุดกลางอากาศ นานเท่าใดแล้วที่นางไม่ได้เข้าหาเขาเช่นนี้ ตอนยังเด็ก หลันหลันชอบตามเขา ชอบดึงชายเสื้อ ชอบนั่งรออยู่หน้าห้องหนังสือ บางครั้งเหนื่อยจนหลับก็ยังไม่ยอมกลับเรือน แต่เมื่อโตขึ้น... โดยเฉพาะหลายเดือนมานี้ นางกลับค่อย ๆ ถอยห่าง เขารู้เหตุผลดีและรู้ยิ่งกว่าว่าผู้ใดเป็นต้นเหตุ ดวงตาของชายหนุ่มมืดลงเล็กน้อย แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับเป็นปกติ

“เกิดอะไรขึ้น” ไม่มีคำตอบ หญิงสาวเพียงกอดเขาแน่นกว่าเดิม แน่นจนเสิ่นจิ่งเหิงสัมผัสได้ถึงการสั่นของร่างในอ้อมแขน เขาจึงค่อย ๆ วางมือลงบนแผ่นหลังนาง “หลันหลัน” นางซุกหน้าเข้ากับอกเขา กลิ่นจาง ๆ ของไม้สนและหมึกเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยเหลือเกิน ไม่มีเลือด ไม่มีควัน ไม่มีความตาย มีเพียงความอบอุ่นจากร่างของคนเป็น เสิ่นชิงหลันหลับตา น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว ตัวเขายังอุ่น ยังหายใจ หัวใจยังเต้นอยู่ใต้แก้มนาง นางฟังมันราวกับเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก “พี่ใหญ่...” “อืม” “ท่านยังอยู่” เสิ่นจิ่งเหิงนิ่งไป “พี่จะไปที่ใด” นางไม่ตอบ จะบอกเขาอย่างไร จะบอกหรือว่านางเพิ่งตายในอ้อมแขนของเขา จะบอกหรือว่านางเห็นเขาอาบเลือด ฝ่าคมดาบเข้ามาหา ทั้งที่นางเป็นคนผลักไสเขาออกไปด้วยตัวเอง จะบอกหรือว่า ก่อนสิ้นลมหายใจนางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารอดหรือไม่ พูดไม่ได้ อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่ได้ เสิ่นชิงหลันเพียงส่ายหน้า มือเล็กกำอาภรณ์ด้านหลังเขาแน่นเสิ่นจิ่งเหิงปล่อยให้นางกอดอยู่เช่นนั้น เขาไม่ถามซ้ำ นิสัยของเขาเป็นเช่นนี้เสมอ หากนางไม่อยากพูด เขาก็ไม่บังคับ เพียงแต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มกลับก้มมองพื้น คิ้วขมวดอีกครั้ง “หลันหลัน” “เจ้าคะ” “เท้าเจ้า” นางกะพริบตา ยังไม่ทันเข้าใจ ร่างก็พลันลอยขึ้นจากพื้น “พี่ใหญ่!”เสิ่นจิ่งเหิงช้อนตัวนางขึ้นอย่างง่ายดาย หญิงสาวตกใจจนเผลอคล้องแขนรอบคอเขา ภาพบางอย่างวาบเข้ามา อ้อมแขนเดียวกัน เสื้อคลุมเปื้อนเลือด หัวใจที่เต้นผิดจังหวะ พี่จะพาเจ้ากลับ ใบหน้าของนางซีดลง เสิ่นจิ่งเหิงสังเกตเห็น “ไม่สบายหรือ” นางรีบส่ายหน้า “ข้าเพียง...” เสียงขาดหาย ชายหนุ่มไม่ได้ถามต่อ เขาอุ้มนางไปวางบนตั่งข้างหน้าต่าง ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าใเสิ่นชิงหลันเบิกตาใ“พี่ใหญ่?”เขาจับข้อเท้านางขึ้นตรวจ ฝ่าเท้าขาวนุ่มมีรอยแดงจากการวิ่งบนพื้นหิน บางแห่งถูกกรวดบาดจนมีเลือดซึมเล็กน้อย สีหน้าของชายหนุ่มเย็นลงใ“ฉินเฟิง" ประตูเปิดแทบจะทันที “ขอรับ” “เอายามา” ฉินเฟิงเหลือบมองคุณหนูสี่บนตั่ง ก่อนก้มศีรษะ “ขอรับ”ใเสิ่นชิงหลันมองทุกอย่างเงียบ ๆ

ชาติก่อน...นางเคยเห็นสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เคย เขาดูแลนางเช่นนี้มาตลอด เพียงแต่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเงียบงันเกินไป จนหญิงสาวซึ่งโหยหาคำรักกลับไม่เคยมองเห็นคุณค่าของมัน คนหนึ่งส่งดอกไม้ให้นางหนึ่งกระถาง นางจำได้เป็นเดือนอีกคนคอยกันลมกันฝนให้นางนับสิบปี นางกลับคิดว่าเป็นเรื่องที่พี่ชายควรทำ น่าขันเพียงใด ไม่นานฉินเฟิงก็นำยาเข้ามาใเสิ่นจิ่งเหิงรับมาเอง“พี่ใหญ่ ข้าทำเองได้” “อยู่นิ่ง ๆ” นางเงียบทันทีเขาใช้น้ำสะอาดเช็ดคราบฝุ่นตรงฝ่าเท้า ก่อนทายาบาง ๆ ลงบนรอยแผล ปลายนิ้วของเขาเย็นเล็กน้อยฝแต่สัมผัสเบามาก เสิ่นชิงหลันก้มมองชายหนุ่มตรงหน้า ในชาติก่อนนางไม่เคยสังเกตจริง ๆ ว่าเขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษเช่นไร เสิ่นจิ่งเหิงอายุยี่สิบสามปีแล้ว ใบหน้าคมชัด คิ้วเข้มทอดยาว ดวงตาลึกสงบนิ่ง สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง มองเพียงภายนอกก็ให้ความรู้สึกเย็นชาจนยากเข้าใกล้ทเขาไม่เหมือนบิดา ไม่เหมือนมารดา และไม่เหมือนผู้ใดในตระกูลเสิ่น ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา หัวใจของนางเย็นวาบ “เด็กคนนั้น...” “...ไม่ใช่...” “เรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อน...” มือของเสิ่นชิงหลันกำชายกระโปรงแน่น นางรู้แล้ว เมื่อคืนก่อนตาย นางได้ยินทุกอย่าง รวมถึงความจริงเกี่ยวกับชายที่กำลังคุกเข่าทายาให้นางอยู่ในขณะนี้

แต่เขา...รู้หรือไม่? เสิ่นชิงหลันมองใบหน้าของเขา ชายหนุ่มยังคงสงบนิ่ง นางไม่อาจมองอะไรออก ชาติก่อนนางคิดเสมอว่าตนรู้จักพี่ใหญ่ดีมาวันนี้จึงเพิ่งเข้าใจว่า—นางแทบไม่เคยรู้จักเขาเลย “มองอะไร” เสียงทุ้มดังขึ้น เสิ่นชิงหลันสะดุ้งเขาทายาเสร็จแล้ว “พี่ใหญ่” “อืม” นางเกือบถามออกไป ท่านรู้หรือไม่ว่าตนไม่ใช่บุตรของตระกูลเสิ่น แต่กลืนกลับลงไป ไม่ได้ ยังถามไม่ได้ หากเขาไม่รู้ นางจะเป็นคนทำลายทุกอย่างเสียเอง แต่หากเขารู้...เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่? มีเรื่องมากเกินไปที่นางยังไม่เข้าใจ และครั้งนี้ นางจะไม่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์อีก นางมีชีวิตที่สองแล้ว จะไม่ใช้มันอย่างโง่งมเหมือนครั้งแรก “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” เสิ่นจิ่งเหิงมองนางนานกว่าปกติ ชัดเจนว่าไม่เชื่อ แต่ไม่ซักถาม เขาปิดตลับยา “กลับเรือนเสีย” หัวใจของนางหล่นวูบ “ท่านไล่ข้าหรือ?” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าแปลกไปเล็กน้อย “พี่พูดเมื่อใดว่าไล่” “ท่านบอกให้ข้ากลับ” “เจ้ายังไม่ได้แต่งตัว” เขามองเส้นผมยาวสยายของนาง “แล้วอีกครู่ต้องไปคารวะท่านแม่” คำว่า ท่านแม่ ทำให้สีหน้าของเสิ่นชิงหลันแข็งค้าง เพียงชั่วขณะ แต่เสิ่นจิ่งเหิงเห็น “มีเรื่องกับท่านแม่หรือ?” “ไม่มีเจ้าค่ะ” นางตอบเร็วเกินไปเขายิ่งมองนาง เสิ่นชิงหลันหลบสายตานางยังไม่พร้อมพบคนเหล่านั้น ไม่พร้อมมองใบหน้าที่เคยเรียกว่าบิดามารดา แล้วแสร้งทำเหมือนไม่รู้ว่าคืนหนึ่งในอนาคตพวกเขาจะพูดถึงชีวิตของนางอย่างไร แต่ต้องไป นางต้องรู้ว่าตนกลับมาอยู่ช่วงเวลาใด และที่สำคัญ—เหลือเวลาอีกเท่าใดก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้น

“วันนี้วันที่เท่าใดหรือเจ้าคะ” คราวนี้เสิ่นจิ่งเหิงนิ่งจริง ๆ “หลันหลัน” “ข้าเพิ่งตื่น จึงมึนงงเล็กน้อย” เขายกมือขึ้นแตะหน้าผากนาง การกระทำนั้นเป็นธรรมชาติเสียจนหญิงสาวชะงัก “ข้าไม่ได้ป่วย” “แต่เจ้าวิ่งเท้าเปล่ามาหาพี่ กอดพี่แล้วร้องไห้ จากนั้นถามว่าวันนี้วันใด” เขาพูดเรียบ ๆ “จะให้พี่คิดอย่างไร” เสิ่นชิงหลันพูดไม่ออก เมื่อฟังเช่นนี้...นางก็ดูเหมือนคนเสียสติจริง ๆ ริมฝีปากชายหนุ่มเหมือนจะขยับเล็กน้อย เล็กน้อยเสียจนไม่แน่ใจว่าเป็นรอยยิ้มหรือไม่ “วันที่สิบสอง เดือนสาม” สิบสองเดือนสาม เสิ่นชิงหลันคิดอย่างรวดเร็ว ปีนี้นางอายุสิบหก เดือนสาม...หัวใจพลันกระตุก นางจำได้แล้ว อีกเจ็ดวัน อีกเพียงเจ็ดวันเท่านั้น จะมีงานเลี้ยงชมบุปผาที่จวนองค์หญิงใหญ่ และในงานเลี้ยงครั้งนั้น—นางจะพบเขา บุรุษที่ชาติก่อนนางเคยคิดว่าเป็นรักแรกและรักเดียวของตน องค์ชายหก เสิ่นชิงหลันนิ่งไป ชาติก่อนทุกอย่างเริ่มต้นจากวันนั้น เขาเก็บปิ่นของนางได้ตามมาส่งคืน พูดกับนางเพียงไม่กี่ประโยค จากนั้นการพบกันครั้งที่สอง ครั้งที่สามก็ตามมาอย่าง “บังเอิญ” นางเคยเชื่อว่ามันเป็นวาสนา แต่หลังจากรู้ความจริงก่อนตาย...คำว่า บังเอิญ กลับน่าขันเหลือเกิน เจ็ดวัน สวรรค์ส่งนางกลับมาก่อนทุกอย่างเริ่มต้นเพียงเจ็ดวัน เพียงพอแล้ว มากเกินพอเสียด้วยซ้ำ

“หลันหลัน?” นางเงยหน้าขึ้น เสิ่นจิ่งเหิงกำลังมองนาง “ท่านจะไปงานเลี้ยงจวนองค์หญิงใหญ่หรือไม่” คำถามนี้ทำให้ดวงตาชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ไม่ไป” คำตอบสั้นมาก เสิ่นชิงหลันจำได้ ชาติก่อนเขาก็ไม่ได้ไป วันนั้นนางจึงได้พบองค์ชายหกโดยไม่มีเขาอยู่ด้วย หลังจากนั้นเมื่อพี่ใหญ่รู้ เขาก็เริ่มห้ามนางเข้าใกล้องค์ชาย นางกลับคิดว่าเขาไม่มีเหตุผล หญิงสาวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นอย่างสงบ “เช่นนั้นปีนี้ท่านไปกับข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” เสิ่นจิ่งเหิงชะงัก “ว่าอย่างไรนะ” “งานชมบุปผาไปกับข้า” ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง เสิ่นชิงหลันไม่รู้ว่าในใจเขาคิดอะไร แต่สำหรับนาง เหตุผลเรียบง่ายมาก ชาติก่อนวันนั้นคือจุดเริ่มต้นของความพินาศ ชาตินี้นางจะกลับไปยังจุดเดิม แต่จะไม่เดินเส้นทางเดิมอีกแล้ว และคนที่นางอยากให้ยืนอยู่ข้างกายในวันนั้น—ไม่ใช่องค์ชาย เป็นเขา “เพราะเหตุใด” เสิ่นจิ่งเหิงถาม หญิงสาวมองดวงตาของเขา นางอยากตอบว่า เพราะข้าไม่อยากทิ้งท่านไว้ข้างหลังอีกแล้ว แต่ยังเร็วเกินไปสุดท้ายจึงเพียงยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มแรกหลังจากได้ชีวิตคืนมา “เพราะข้าอยากให้พี่ใหญ่ไปกับข้า” ชายหนุ่มนิ่งไปนาน นานจนเสิ่นชิงหลันเริ่มคิดว่าเขาจะปฏิเสธ ก่อนเขาจะตอบเพียง “ได้” คำเดิม คำเดียวกับวันที่ชาติก่อนนางบอกว่าเรื่องของตนไม่เกี่ยวกับเขาอีก ตอนนั้นเขาตอบว่า ได้ แล้วปล่อยให้นางเดินจากไป แต่ครั้งนี้—นางเป็นฝ่ายขอให้เขาเดินไปด้วยกัน เสิ่นชิงหลันก้มหน้าลงซ่อนดวงตาที่ร้อนผ่าว ดีเหลือเกิน ครั้งนี้ยังทัน ทุกอย่างยังทัน

เมื่อกลับถึงเรือน สาวใช้รีบเข้ามาช่วยแต่งตัว เสิ่นชิงหลันนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก เส้นผมดำยาวถูกหวีอย่างช้า ๆ หญิงสาวในกระจกยังเยาว์วัย อายุสิบห้าย่างสิบหกปี ยังไม่เคยพบองค์ชายหก ยังไม่เคยหลงรัก ยังไม่เคยทะเลาะกับพี่ใหญ่เพราะบุรุษผู้นั้น ยังไม่เคยถูกส่งเข้าไปในนรก ทุกอย่างยังไม่เกิด แต่สำหรับนาง...ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว

“คุณหนู วันนี้จะใช้ปิ่นอันใดดีเจ้าคะ” สาวใช้เปิดกล่องเครื่องประดับ เสิ่นชิงหลันมองผ่าน ๆก่อนสายตาหยุดลงบนปิ่นหยกขาวอันหนึ่ง หัวใจพลันเย็นเยียบ นางจำมันได้ ปิ่นที่ชาติก่อนทำหล่นในงานชมบุปผา ปิ่นที่องค์ชายหกเป็นผู้เก็บได้สาวใช้กำลังจะหยิบมันขึ้นมา “อันนี้เหมาะกับชุดวันนี้—” “เอาออกไป” มือของสาวใช้หยุด “เจ้าคะ?”“ปิ่นอันนี้” เสิ่นชิงหลันมองมันนิ่ง “ข้าไม่ต้องการอีกแล้ว” สาวใช้ไม่เข้าใจ แต่ก็รับคำ “เจ้าค่ะ” กล่องถูกปิดลง เสิ่นชิงหลันมองเงาของตนในกระจก เจ็ดวันต่อจากนี้ งานเลี้ยงยังคงเกิดขึ้น องค์ชายหกอาจยังปรากฏตัว คนในจวนอาจยังมีแผนการของตน ทุกอย่างอาจดูเหมือนเดิม แต่มีสิ่งหนึ่งไม่เหมือนเดิมแล้ว เสิ่นชิงหลันคนเดิมตายไปแล้วตายอยู่ในกองเลือดคืนนั้น หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงนี้—จะไม่ยอมให้ผู้ใดกำหนดราคาของนางอีก เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านนอก “คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินส่งคนมาเร่งแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าคุณหนูรองกับคุณหนูสามมาถึงเรือนใหญ่กันหมดแล้ว เหลือเพียงคุณหนู” มือของเสิ่นชิงหลันที่วางอยู่บนโต๊ะหยุดนิ่งคุณหนูรอง คุณหนูสาม พี่สาวทั้งสองของนาง เศษเสียงจากคืนก่อนตายพลันลอดผ่านความทรงจำอีกครั้ง ครั้งนี้ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย เสียงของสตรีที่นางเรียกว่า มารดา มาตลอดสิบห้าปี พร้อมเสียงหัวเราะแผ่วเบา “เด็กหญิงสามคนนี้....อย่างไรก็ต้องมีประโยชน์สักวัน” เสิ่นชิงหลันหลับตาลง เพียงครู่เดียวก็ลืมขึ้นอีกครั้ง แววตาอ่อนแอเมื่อครู่หายไปหมดแล้ว “รู้แล้ว” นางลุกขึ้น “ไปกันเถอะ”ถึงเวลาพบครอบครัวของนางแล้ว ครอบครัวที่ชาติก่อน...นางเพิ่งรู้ความจริงเอาในคืนก่อนตาย.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 75

    ในเวลาเดียวกัน จิ่งเหิงได้รับข่าวว่าคนดูแลเส้นทางเงินของสกุลกู้กำลังหนีออกจากเมืองหลวง นี่เป็นปลาตัวใหญ่ที่สุดที่โผล่มาตั้งแต่เริ่มคดี หากจับได้เส้นเงินจากเหมืองไปยังค่ายลับจะสมบูรณ์ เขาจึงออกจากจวนในคืนนั้น ก่อนออกไปแวะเรือนตะวันออก ชิงหลันกำลังอ่านบันทึกเรื่องมารดา เมื่อเห็นเขาก็วางหนังสือลง นางเด

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 74

    บทที่ 34 ช่องว่างที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น หลังพบจดหมายของกู้เยี่ยนฉือ ทุกอย่างกลับง่ายขึ้นจนน่าแปลก เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลตราสำรองของตำหนักบูรพายอมเปิดปากภายในคืนเดียว เขายืนยันว่าตราขององค์รัชทายาทถูกขโมยไปเมื่อสามปีก่อน อุบัติเหตุซึ่งทำให้เขา “ตาย” ก็เป็นเพียงฉากบังหน้า หลังจากนั้นคนของสกุลกู้จัดหาที่พั

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 73

    บทที่ 33 คนที่อยู่ใกล้บัลลังก์ที่สุด ตราประทับขององค์รัชทายาททำให้คลังอาวุธทั้งหลังเงียบลง ไม่มีผู้ใดกล้าตีความทันทียิ่งหลักฐานใหญ่เท่าใด—ยิ่งต้องระวังว่ามันถูกวางไว้ให้เห็นหรือไม่ จิ่งเหิงไม่แตะบัญชีด้วยมือเปล่า เขาเพียงยืนมองตราประทับตรงหน้าสุดท้ายอยู่นาน ก่อนสั่งให้ปิดค่ายทั้งหมด แยกคนในค่ายออกส

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 72

    ชิงหลันเงยหน้า ครั้งหนึ่งนางคงดีใจจนหัวใจเต้นแรงหากเขาพูดเช่นนี้ วันนี้กลับเพียงยิ้ม “ไม่เคยเพคะ” ที่จริงแล้วเคยเมื่อหลายปีก่อนแวบหนึ่ง ตอนที่นางทำปิ่นตกในจวนองค์หญิงใหญ่ นางรู้ว่าเขาจำได้ แต่ก็เพียงแวบเดียว บางทีเขาอาจไม่ใส่ใจหรือลืมไปแล้ว ทว่าคำตอบว่าไม่เคย เป็นคำตอบธรรมดาแต่บางอย่างในดวงตาทำให้

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 71

    จิ่งเหิงมองรายชื่อทั้งหมด แล้วพบสิ่งที่น่าสนใจกว่า คนอีกผู้หนึ่งซึ่งร่วมลงนาม—เป็นขุนนางตระกูลฝ่ายมารดาขององค์ชายหก เส้นสองเส้นที่พวกเขาเคยคิดว่าเพิ่งมาบรรจบกันในยุคนี้—อาจพันกันมานานก่อนองค์ชายหกกับกู้เยี่ยนฉือเกิดเสียอีก ข่าวถูกปิดไม่ถึงหนึ่งวัน ฝ่ายตรงข้ามก็ขยับตอนบ่าย มีไฟไหม้คลังเอกสารเก่าของกร

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 70

    บทที่ 32 สิ่งที่มารดาทิ้งไว้ คำว่า ลูกของนางเอง ทำให้ห้องหนังสือเงียบอยู่นาน ชิงหลันไม่ได้รีบค้นสิ่งของ เพราะหากมารดาซ่อนบางอย่างไว้กับนางจริง สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ของที่เห็นได้ง่าย ตอนนางถูกพาเข้าจวนเสิ่นยังเป็นเพียงทารก ของติดตัวมีไม่มาก สร้อยเงินหนึ่งเส้น ผ้าห่อตัว กำไลข้อเท้า และเสื้อชั้นในเด็กซึ่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status