LOGINนางเกิดใหม่เพื่อมาสร้างตำนาน ให้ได้กล่าวขานและจารึก วีรกรรมสุดป่วนและตำนานบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นต่อจากนี้ ...
View Moreผู้เชี่ยวชาญอ้าง “อีฟ” ถูกสร้างจาก “กระดูกองคชาติของอดัม” ไม่ใช่กระดูกซี่โครง !
“วอท ดา เฮล! มันมีความเชื่อแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย” หลีซูมี่สาวร่างอวบอั๋นอุทานออกมาเสียงดังพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เมื่อดันตาดีไปเห็นบทความหนึ่งในอินเตอร์เน็ตเข้า “แต่ก็นะ ไม่ว่าจะถูกสร้างจากกระดูกซี่โครงหรือกระดูกองคชาติก็เถอะ เรื่องนี้เป็นแค่ความเชื่อทางศาสนาในพระคัมภีร์ไบเบิล ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา แต่แท้จริงแล้วมนุษย์มีวิวัฒนาการจากมนุษย์สปีชีส์ โฮโมเซเปียนส์ต่างหากเล่า เอ! แต่ล่าสุดมีการค้นพบใหม่นี่นา ว่าสกุลออสตราโลพิเธคัสในฟอสซิลที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบใหม่ว่า มีตัวตนอยู่บนโลกประมาณ 2.2 ล้านปีซึ่งยาวนานกว่าโฮโมเซเปียนส์ อาจเป็นไปได้ว่าสกุลออสตราโล พิเธคัสมีต้นกำเนิดมาก่อนและอาจเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ อืม ๆใช่แล้ว!” เธอเอ่ยพึมพำและเถียงกับความคิดในหัวของตัวเองที่กำลังตีกันให้วุ่น หลีซูมี่เป็นนักศึกษาสาวร่างอวบ สาขาชีววิทยาชั้นปีที่ 4 วัย 21 ปี เธอได้รับทุนการศึกษาให้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐบาล และเธอก็สอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศอเมริกาได้อีกด้วย ขณะที่กำลังนอนหงายด้วยท่วงท่าแสนสบายอยู่บนเตียงนุ่ม มือซ้ายถือไอแพด มือขวาถือแอปเปิล เพนซิลในการจดบันทึกข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “ต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของมนุษย์” และเมื่อครู่เธอบังเอิญไปเจอบทความว่าด้วยความเชื่อของมนุษย์คู่แรกที่ถือกำเนิดบนโลกเข้า จึงหยุดอ่านเพื่อเก็บเป็นคลังข้อมูลเพิ่มเติม จากนั้นมืออวบคลำไปข้าง ๆกาย เพื่อควานหาตำแหน่งจานแอปเปิล ผลไม้ของโปรดที่หั่นเป็นชิ้นอย่างลวก ๆ บนจานเมลามีนสีขาวครีมที่วางอยู่บนเตียงนอน “อ่า! ได้แล้ว” เธอหยิบชิ้นแอปเปิลพันธุ์แอมโบรเซียสีแดงอมเหลือง ที่ไม่ได้ปอกเปลือกออกขึ้นมา แล้วกดยิ้มมุมปากพร้อมกับเสียงหัวเราะขบขันในลำคอ ‘อะไรจะบังเอิญขนาดนี้’ “หึ! นี่คงไม่ใช่แอปเปิลจากสวนเอเดนหรอกนะ” เธอคิดพลางส่ายหน้าแล้วเอ่ยพึมพำแบบติดตลก พร้อมกับกัดชิ้นแอปเปิลเข้าปากเคี้ยวกร้วม ๆก่อนกลืนลงคอ แค่ก ๆ! หลีซูมี่ยกกำปั้นขึ้นมาทุบที่หน้าอกรุนแรง ชิ้นแอปเปิลดันหลุดมาติดคอเสียได้ “น้ำ ๆ อยู่ไหน อ่อก...”ร่างอวบกระเสือกกระสนเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำแอปเปิลที่ถูกรินตั้งไว้บนโต๊ะหัวเตียง หมับ! เธอคว้าหมับมาได้แล้วรีบดื่มอั้ก ๆด้วยความรวดเร็ว น้ำแอปเปิลจึงได้กวาดชะเอาเศษเนื้อแอปเปิลที่ติดในลำคอไหลลงไปในท้องอย่างรวดเร็ว “เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย ตะกละเกินไปแล้วฉัน เกือบไปแล้วสิ” เธอส่ายหน้าแล้วบ่นปอดแปดเป็นหมีกินผึ้ง จากนั้นก็นอนราบไปที่เตียงนุ่มตามเดิม คราวนี้หยิบตำราที่ยืมมาจากห้องสมุดขึ้นมาอ่านเพิ่มเติม จนเวลาล่วงเลยไปราวสิบนาทีเห็นจะได้ หลีซูมี่เริ่มรู้สึกตัวว่ามีบางสิ่งผิดปกติกับร่างกายของตนเอง เธอยกมือกุมขมับนวดคลึงวน ๆรู้สึกวิงเวียนศีรษะฉับพลัน และตอนนี้ก็เริ่มหายใจหายคอลำบาก ร่างบางอ้าปากพะงาบ ๆสูบเอาลมเข้าทางปากอีกทาง เนื่องจากลมหายใจทางจมูกเริ่มติดขัด จู่ ๆร่างอวบก็อาเจียนเอาเศษอาหารที่กินไปออกมา กลิ่นอาหารที่ถูกกรดและน้ำย่อยในกระเพาะย่อยยังไม่สมบูรณ์ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งชวนสังเวช กองอ้วกที่อยู่ตรงหน้า ยิ่งเร่งปฏิกิริยาให้พะอืดพะอมจนอยากจะคลื่นเหียนอาเจียนอีกระรอก ฝ่ามืออวบทั้งสองข้างถูกยกมากุมไว้ที่หน้าท้องแล้วด้วยความทรมาณ แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ...เมื่อต่อมาร่างกายของเธอเริ่มเกร็ง สมรรถภาพในการควบคุมร่างกายตนเองเริ่มต่ำลง และจากนั้นก็เริ่มชักกระตุก... . .. แกร็ก! ประกายนัยน์ตาฉายแววขึ้นมาวูบหนึ่ง เป็นความหวังอันริบหรี่ที่เธออาจจะรอด ร่างอวบยกมือขึ้นไขว่คว้าเรียกให้คนตรงหน้าที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องช่วย ด้วยเสียงแหบโหยไร้ซึ่งเรี่ยวแรง “ช่วย ช่วย ด้วย!” สายตาเธอของพร่าเลือนมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ชัดเจนนักว่าเป็นใคร แต่คล้ายราวกับว่าเธอคนนั้น ... มุมปากข้างหนึ่งยกยิ้มราวกับกำลังเยาะหยันด้วยความสะใจ ... ไม่ฟังคำวิงวอนใด ๆ และใครคนนั้นเลือกที่จะปิดประตูลงและเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ.. ทำไม? เหตุใดกัน? เธอหมดหวัง... เธอกำลังจะตาย... แม้แต่กำลังจะตาย ยังไม่มีใครให้คิดถึงเลย ช่างน่าขันสิ้นดี... พ่อ? แม่? ไม่มี ไม่มีเลยสักคน... แค่เพียงเสี้ยวนาทีก่อนที่จะหมดลมหายใจ กลิ่นที่ติดอยู่ที่ปลายจมูกตีรวนขึ้นมาจากช่องท้องในเฮือกสุดท้ายก่อนที่ภาพจะตัดไป เธอระลึกได้ว่ากลิ่นของมันคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกลิ่นของเม็ดอัลมอนด์... . .. ... “จับนางไปเป็นเป้ายิงธนูให้ข้า!” หลีลี่ชุนคุณชายใหญ่สกุลหลีสั่งการ บ่าวรับใช้คนสนิทของหลีลี่อินผู้เป็นน้องสาว นามว่าถิงถิงและถงถงรับคำสั่ง รีบเข้าไปจับตัวหญิงสาวนางนั้นไว้แล้วลากทึ้งนางไปยังบริเวณจุดยิงธนู พวกนางกดไหล่หญิงสาวไว้คนละข้าง ดันตัวนางไปชิดติดกับไม้กระดานขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นเป้านิ่งในการยิงธนู ส่วนหลีลี่อินยืนเหยียดยิ้มอยู่ใกล้ ๆกับพี่ชาย มองดูเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นเบื้องหน้า โซ่ตรวนกุญแจมือที่ติดกับแผ่นไม้นั้นถูกนำมาจองจำมือและเท้าทั้งสองของนางไว้แน่นเพื่อไม่ให้ขยับไปไหนได้หลีซูมี่ร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง เมื่อรู้แล้วว่าหญิงสาวที่มีท่าทีจองหองชูคออยู่เบื้องหน้าเป็นใคร แต่ทว่าไม่ได้แยแสต่อหลีลี่อิน นางเมินหน้าหนี แล้วหันกลับมาเก็บดอกจวี๋ฮวาต่อ“ข้าถาม ไยไม่ตอบ!” หลีลี่อินไม่ยอมเลิกรา ยังคงหาเรื่องต่อ นางวางก้ามฮึดฮัดเกรี้ยวกราดใส่ หาได้เคารพยำเกรงหลีซูมี่ที่เป็นพี่สาวต่างมารดาไม่ หลีซูมี่กดยิ้มลึกมุมปาก ‘เอาสิ!จะเอาอย่างนี้ก็ได้’ นางก็สู้คนเหมือนกัน แรงมา แรงกลับ ไม่โกง!“ข้าจะหัวเราะเรื่องอันใด ไยเจ้าต้องอยากรู้เล่า น้ำบ่อ ไม่ยุ่งน้ำคลอง เช่นนั้นต่างคนต่างอยู่”“สงสัยคงจะอยากเจอดีอีกเป็นแน่ ยังไม่เข็ดหรือ คราวที่แล้วกล้าขัดคำสั่ง ครานี้ขวัญกล้าต่อปากต่อคำกับข้า อยากให้ข้าฟ้องพี่ใหญ่กับท่านย่าอีกใช่หรือไม่” หลีลี่อินเอ่ยพลางถลึงตาใส่“จะไปฟ้องก็ตามใจเลย ชิ่ว ๆ” หลีซูมีสะบัดข้อมือไล่ไม่สนใจต่อคำนาง ออกจะหนวกหูและรู้สึกรำคาญเสียงแว้ด ๆของนางเสียด้วยซ้ำ คราวนี้จะมาหาเรื่องอะไรกันอีก ?ส่วนเสี่ยวจูยิ้มหยันสะใจที่หลีซูมี่กล้าสู้คนขึ้นมาพร้อมกับกระซิบกระซาบให้กำลังใจว่าคุณหนูทำเช่นนี้ดีแล้ว อย่าให้ใครมารังแกได้อีก ส่วนหลีลี่อินนั้นกระทืบเท้าเต้นเร่า ๆเป็นเจ้
“เอาเถอะ ข้าจะไม่ถือสาหาความอะไร ในเมื่อคุณหนูของเจ้ายังเป็น “เด็ก” เขากดยิ้มมุมปากน่าหมั่นไส้ก่อนเอ่ยตอบโดยเน้นคำว่า “เด็ก” ราวกับกำลังประชดประชันกัน เอ่ยจบก็หันหลังกลับไปสั่งการบ่าวรับใช้ต่อ “อี้เฉินรีบเอาตัวเขาไปส่งทางการ” “ขอรับนายท่าน” อี้เฉินค้อมศีรษะ รับคำสั่งแล้วรีบพาหัวขโมยไปส่งทางการ เมื่ออี้เฉินจากไป แล้วหลีซูมี่เองก็ต้องออกไปจากสถานการณ์ที่ดูอึมครึมเหมือนเมฆดำทะมึนปกคลุมและกำลังจะเกิดพายุฝนห่าใหญ่ตรงนี้เช่นเดียวกัน“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ” หลีซูมี่ใช้จังหวะที่เขาละสายตาจากนางนางแล้วรีบค้อมศีรษะให้เขาอีกครั้ง ไม่ทันให้คนตรงหน้าตอบกลับ หลีซูมี่ก็รีบดึงแขนบ่าวรับใช้ของตนออกจากจุดเกิดเหตุทันทีเขาหันกลับมาอีกทีนางก็ไม่อยู่เสียแล้ว ชื่อเสียงเรียงนามก็ยังไม่ทันได้ถามไถ่ แต่ดูท่าว่านางน่าจะลืมเอาบางสิ่งบางอย่างกลับไปด้วย เขาเดินไปหยิบรองเท้าข้างหนึ่งของนางที่ทำตกอยู่ในบริเวณนั้นขึ้นมาแล้วลอบยิ้มมุมปากด้วยความขบขัน คงไม่ใช่ว่านี่เป็นมารยาบุปผาหรอกนะ สตรีนางอื่นอาจจะทิ้งผ้าเช็ดหน้า แต่นางทิ้งรองเท้าไว้ให้เขาหนึ่งข้างไว้ดูต่างหน้าเช่นนั้นหรือ?
ถ้าหากในยุคนี้ ทางการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าได้ก็น่าจะเป็นการดีไม่น้อย หลีซูมี่ตัดพ้ออยู่ในใจ กระทั่งเสี่ยวจูพาหลีซูมี่มาหยุดที่ร้านหนึ่งเมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าของสวย ๆ งาม ๆที่ว่านั้นวางเรียงรายอยู่โต๊ะไม้ขนาดยาวที่คลุมด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำ ที่มีทั้งเครื่องประดับและเครื่องประทินโฉม ทั้งตุ้มหู หวี ปิ่นปักผม เครื่องหอม ชาดและอีกมากมาย หลีซูมี่เอื้อมมือไปหยิบหวีอันหนึ่งขึ้นมาพินิจพิจารณา“คุณหนูช่างตาแหลมคมนัก หวีชนิดนี้ทำจากเขาจามรี ข้านำมาจากธิเบตเป็นของหายาก ได้มาเพียงไม่กี่ชิ้นขอรับ” หลีซูมี่มองอย่างพึงพอใจ เป็นที่รู้กันว่าหวีที่ทำจากเขาจามรีแตกต่างจากหวีชนิดอื่นเพราะหวีชนิดนี้ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนหนังศีรษะ ไม่ทำให้ผมหลุดร่วงง่าย และยังทำให้ผมสุขภาพดีและเงางามอีกด้วย หลีซูมี่คลี่รอยยิ้มบางก่อนจะบอกกับพ่อค้า“พ่อค้าเช่นนั้นข้าเอาหวีจามรีอันนี้ อ้อ! แล้วก็เอากัวซาหยกสองอันนี้เพิ่มด้วย” นางชี้นิ้วไปยังกัวซาหยกที่วางเรียงรายอยู่ใกล้ ๆกับหวีที่ทำจากไม้“ได้ขอรับ” พ่อค้ายิ้มแป้นรีบหยิบกัวซาหยกสีเขียวมรกตมันเลื่อมแวววาวรูปทรงปีกนกและรูปทรงหัวใจอย่างละหนึ่งชิ้นและรับหว
และโดยวัฒนธรรมการกินของจีนแล้ว พวกเขาต้องการจะเห็นอาหารที่พวกเขากินโดยให้หั่นต่อหน้าเพราะต้องการจะแน่ใจว่าเขาจะได้รับสิ่งที่เขาได้จ่ายเงินไปจริง ๆ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผิวหนังของสัตว์ที่ตายแล้วกระจายไปในอากาศและเชื้อโรคกระเด็นเข้าสู่ตัวผู้ซื้อนั่นเอง ข้อมูลต่าง ๆไหลผ่านเข้ามาในหัว หลีซูมี่รับรู้ได้โดยอัตโนมัติเพียงแค่เธอนึกถึง ในหัวประมวลผลออกมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้จากระบบสืบค้นข้อมูลในกูเกิลรู้อะไรไม่สู้รู้วิชาจริง ๆ สิ่งนี้จะทำให้นางกลายเป็นอัจฉริยะ เพียงแค่นางต้องนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์เพื่อให้ใช้งานได้ในยุคโบราณเพียงเท่านั้น“พี่รู้ไหม ของแปลกพวกนี้อาจจะนำพาโรคระบาดมาสู่พวกเราได้” ทั้งคู่ยืนอยู่ไกลจากร้านขายสัตว์ป่าประมานหนึ่ง หลีซูมี่บุ้ยปากไปที่ร้านค้าเนื้อ พ่อค้ากำลังหยิบตัวนิ่มที่ดึงเกล็ดแข็งห่อหุ้มรอบตัวมันออกไปแล้ว มาสับให้ดูกันสด ๆโดยไม่ผ่านกระบวนการทำให้สุกแต่อย่างใด ลูกค้าก็รอซื้ออยู่หน้าร้านเพื่อเอาไปประกอบอาหารเปิบพิสดาร เขารอดูด้วยใจจดจ่อราวกับดูการแสดงกายกรรมอันน่าตื่นเต้น“ก็เห็นคนอื่นกินไปทั่วก็ไม่ได้เจ็บไข้อันใดนะเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยแย้ง หลีซูมี่พรูลมหายใจ