บทที่ 7 คนที่อยู่เบื้องหลัง
สาวใช้ผู้นั้นถูกมัดมือไว้ด้านหลัง คุกเข่าอยู่กลางห้องเก็บของเล็ก ๆ หลังเรือนชิงซง นางอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สี เมื่อเห็นเสิ่นจิ่งเหิงเดินเข้ามา ขาทั้งสองก็สั่นอย่างห้ามไม่อยู่ แต่สิ่งที่ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนหนักกว่าเดิม—คือเสิ่นชิงหลันซึ่งเดินตามเข้ามาด้านหลัง “คุณหนูสี่...” เสียงนั้นเบาราวกับคนหมดแรงเสิ่นชิงหลันหยุดอยู่ไม่ไกล สาวใช้คนนี้นางจำได้ ชื่อชุ่ยเอ๋อร์ เป็นคนจากเรือนมารดา ชาติก่อนเคยพบอยู่บ้าง แต่ไม่เคยสนใจเป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช่เพราะกลับมาอีกครั้ง นางคงไม่มีวันคิดว่าใต้หลังคาจวนที่ดูสงบเรียบร้อยแห่งนี้ จะมีมือของคนมากมายคอยขยับหมากอยู่เงียบ ๆ “เจ้าค้นหาอะไรในเรือนข้า” เสิ่นชิงหลันถาม ชุ่ยเอ๋อร์กัดริมฝีปาก “บ่าว...บ่าวไม่ได้ค้นเจ้าค่ะ” ฉินเฟิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างกล่าวเรียบ ๆ “พบเจ้าอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง กล่องเครื่องประดับถูกเปิดออกสามใบ ยังจะบอกว่าไม่ได้ค้น?” ชุ่ยเอ๋อร์หน้าซีดลงอีก “บ่าวเพียง...เพียงทำตามคำสั่ง” เสิ่นชิงหลันมองนางนิ่ง “คำสั่งของใคร” ไม่มีคำตอบ หญิงสาวไม่ได้เร่งเสิ่นจิ่งเหิงเองก็ไม่พูด ความเงียบกลับน่ากลัวกว่าคำขู่ใด ชุ่ยเอ๋อร์ค่อย ๆ เหงื่อซึมตามขมับ สุดท้ายทนไม่ไหวจึงเอ่ยออกมา “บ่าวไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ มีคนส่งข้อความมาให้ บอกเพียงว่าให้เข้าไปหาของชิ้นหนึ่งในเรือนคุณหนูสี่ หากหาเจอจะมีเงินให้” เสิ่นชิงหลันขมวดคิ้ว “ของอะไร” สาวใช้ลังเล ก่อนตอบเสียงเบา “ปิ่นหยกขาวเจ้าค่ะ” หัวใจของนางเย็นวาบ ในห้องเงียบลงทันที ปิ่นอีกแล้ว ชิ้นเดียวกับที่ชาติก่อนหล่นในงานชมบุปผา ชิ้นเดียวกับที่มารดากำชับให้นางใช้ และวันนี้ หลังกลับจากงาน มีคนเข้ามาค้นหามันทันที เสิ่นจิ่งเหิงมองน้องสาวเพียงแวบเดียว “ปิ่นอยู่ที่ใด” เสิ่นชิงหลันยกมือแตะศีรษะ ยังอยู่ตรงนั้น นางยังไม่ได้ถอด ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ “อยู่นิ่ง ๆ” มือของเขายกขึ้น ปลายนิ้วแตะเส้นผมข้างขมับนางอย่างระมัดระวัง ก่อนถอนปิ่นหยกออกมา เสิ่นชิงหลันเงยหน้ามอง การกระทำนั้นธรรมดามาก แต่ชั่วขณะหนึ่ง นางกลับนึกถึงวัยเด็กที่เขาเคยช่วยแกะเชือกผูกผมซึ่งพันกันให้นาง เขาทำเหมือนเดิมทุกอย่าง เบาและระวัง เสิ่นจิ่งเหิงวางปิ่นลงบนโต๊ะ “ฉินอันตรวจ” ฉินอันรับไป ใช้เวลาไม่นานนักก็ขมวดคิ้ว “คุณชาย” เขาหมุนปลายปิ่นเล็กน้อย ส่วนหัวหยกพลันแยกออก ด้านในเป็นช่องว่างเล็กมาก เล็กจนแทบมองไม่เห็น เสิ่นชิงหลันนิ่งมอง ชุ่ยเอ๋อร์เองก็เบิกตากว้าง “บ่าวไม่รู้! บ่าวไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ!” ฉินอันเทสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในออกบนผ้าสีขาว เป็นกระดาษม้วนเล็กเท่าเส้นด้าย
เสิ่นจิ่งเหิงคลี่ออก บนกระดาษไม่มีข้อความยาว มีเพียงตัวเลขสามชุดกับสัญลักษณ์หนึ่งอย่าง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “พี่ใหญ่?” ชายหนุ่มพับกระดาษกลับ “ไม่มีอะไร” คำตอบแบบเดียวกับที่เขาใช้เสมอเมื่อไม่ต้องการให้นางกังวลชาติก่อนนางคงหยุดถามแล้ว แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน “ท่านรู้ว่ามันคืออะไร” “ยังไม่แน่ใจ” “แต่ท่านสงสัย” เขามองนาง เสิ่นชิงหลันก็มองกลับ สุดท้ายชายหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อย “เหมือนรหัสเส้นทางขนส่ง” คำตอบทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้น เส้นทางขนส่ง ปิ่นหยก งานชมบุปผา องค์ชายหก ทุกอย่างเริ่มเชื่อมกันอย่างช้า ๆ “เกี่ยวกับคดีของท่านหรือไม่” เสิ่นจิ่งเหิงหลุบตา นางรู้ทันทีว่าถูก “หลันหลันเรื่องบางเรื่องเจ้ายังไม่ควรรู้” คำพูดนั้นทำให้นางเงียบ ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะนึกถึงชาติที่แล้วตอนนั้นเขาก็กันนางออกจากเรื่องอันตรายเช่นนี้เสมอ เขาคงคิดว่ากำลังปกป้อง ส่วนนางกลับคิดว่าเขาไม่ไว้ใจ ครั้งนี้นางไม่อยากเข้าใจผิดอีก “ได้เจ้าค่ะ” เสิ่นจิ่งเหิงชะงักเล็กน้อย คงไม่คิดว่านางจะยอมง่ายดาย หญิงสาวเดินไปหยุดข้างเขา “หากท่านยังไม่อยากบอก ข้าจะไม่บังคับ” แล้วกล่าวต่อช้า ๆ “แต่วันหนึ่ง...หากท่านต้องการคนช่วย จำไว้ว่าข้าอยู่ตรงนี้” ดวงตาชายหนุ่มลึกลงเล็กน้อย “เจ้าช่วยพี่เรื่องใดได้” คำถามนั้นไม่ได้ดูแคลน เหมือนเพียงถามจริง ๆ เสิ่นชิงหลันยิ้ม “มากกว่าที่ท่านคิด” ฉินอันเงยหน้าขึ้นแวบหนึ่ง ฉินเฟิงทำเหมือนไม่ได้ยิน เสิ่นจิ่งเหิงเองกลับมองนางนานขึ้น “พี่จะจำไว้” เพียงเท่านี้เสิ่นชิงหลันก็พอใจแล้วไม่จำเป็นต้องรีบ นางมีเวลา และครั้งนี้จะค่อย ๆ ทำให้เขาเห็นเองว่า นางไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กที่มีหน้าที่เพียงรอให้เขาปกป้องอีกต่อไป
ชุ่ยเอ๋อร์ถูกพาตัวออกไปสอบต่อ เสิ่นชิงหลันไม่ได้ถามว่าเสิ่นจิ่งเหิงจะจัดการอย่างไร นางรู้ว่าเขามีวิธีของเขา แต่ก่อนออกจากห้องกลับนึกอะไรขึ้นได้ “พี่ใหญ่อย่าฆ่านาง” เสิ่นจิ่งเหิงมองนาง “เหตุผล” “นางไม่รู้เรื่องปิ่น” “เจ้ารู้ได้อย่างไร” “สีหน้าตอนเห็นช่องลับไม่เหมือนคนที่รู้อยู่ก่อน” ชายหนุ่มไม่ตอบเสิ่นชิงหลันกล่าวต่อ “อีกอย่าง คนที่ใช้คนเช่นนางทำงาน ย่อมเตรียมทิ้งอยู่แล้ว หากเราฆ่านางก็เพียงช่วยเก็บกวาดให้คนเบื้องหลัง” แววตาของเสิ่นจิ่งเหิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย คราวนี้ไม่ใช่ความสงสัย แต่คล้ายกำลังประเมินใหม่ “ใครสอนเจ้าเรื่องนี้” คำถามนั้นทำให้นางพูดไม่ถูกอยู่บ้าง ใครสอนหรือ? ชีวิตชาติที่แล้วต่างหาก ความโง่ของตนเอง ความเจ็บปวด และคนมากมายที่เคยใช้ประโยชน์จากนาง เสิ่นชิงหลันยิ้มบาง “ไม่มีใครเจ้าค่ะ” เขามองเด็กสาวตรงหน้า อายุเพียงสิบห้า เพิ่งปักปิ่น แต่ในแววตากลับมีบางอย่างที่ไม่ควรปรากฏในหญิงสาววัยนี้ ความเหนื่อยล้า ความระวังตัว และบางครั้ง—ความเศร้าลึกจนเขาไม่เข้าใจ
เสิ่นจิ่งเหิงไม่ได้ถามต่อ เพียงกล่าวกับฉินเฟิง “เก็บนางไว้” เสิ่นชิงหลันหันกลับทันที “ท่านเชื่อข้าหรือ” เขาเดินผ่านนางไป “เรื่องของเจ้า พี่เชื่อ” หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบตามค่ำแล้ว แต่เสิ่นชิงหลันยังไม่ยอมกลับเรือน นางนั่งอยู่ข้างโต๊ะเตี้ยในห้องหนังสือ ดูเสิ่นจิ่งเหิงกับคนสนิทสองคนตรวจเอกสาร ตอนแรกเขาไม่อนุญาตให้นางอยู่ นางจึงนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ยังอยู่ หนึ่งชั่วยาม ก็ยังอยู่ สุดท้ายเสิ่นจิ่งเหิงเงยหน้าขึ้น “หลันหลัน” “เจ้าคะ?” “ดึกแล้ว” “ข้ารู้” นางตอบเสียงใส “กลับเรือน” “ไม่อยากกลับ” นางยังตอบหน้าตาย “เหตุใด” เสิ่นชิงหลันวางหนังสือลง “อยากอยู่กับท่านอีกหน่อย” ห้องเงียบลง ฉินอันไอเบา ๆ ก่อนก้มหน้าไปมองเอกสาร เสิ่นจิ่งเหิงนิ่งไปเล็กน้อย “พรุ่งนี้ค่อยมา” “พรุ่งนี้ท่านอาจไม่อยู่” “พี่ไปกรมอาญา” “นั่นไง”นางตอบทันที เขาเหมือนจะปวดศีรษะขึ้นมา “หลันหลัน” น้ำเสียงเริ่มมีความเด็ดขาด หญิงสาวกลับไม่กลัวเลยสักนิด “อย่าดื้อ” เสิ่นชิงหลันมองเขา แล้วจู่ ๆ ก็ฟุบศีรษะลงบนโต๊ะ “ข้าง่วงแล้ว” “...” “ไม่มีแรงเดินกลับ” ฉินอันก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ฉินเฟิงยังคงนิ่งราวรูปสลัก เสิ่นจิ่งเหิงมองน้องสาว “ “กลับไปนอนที่เรือน” ไม่มีคำตอบหญิงสาวหลับตาเสียแล้ว ชายหนุ่มเรียกอีกครั้ง “หลันหลัน” เงียบ เขารู้อยู่เต็มอกว่านางแกล้ง เพราะคนหลับจริงไม่มีทางขยับตัวเข้าหาเตาผิงอย่างพอดิบพอดีเช่นนั้น เสิ่นจิ่งเหิงหลับตาชั่วครู่สุดท้ายจึงหันไปมองคนสนิท “พวกเจ้าออกไปก่อน” ฉินอันรับคำเร็วผิดปกติ “ขอรับ” สองคนออกไปประตูปิดลง ห้องกลับมาเงียบ เสิ่นชิงหลันยังแกล้งหลับ กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจากนั้นมีบางอย่างคลุมลงบนไหล่ เสื้อคลุมของเขากลิ่นไม้สนจาง ๆ ลอยเข้ามา เหมือนกลิ่นที่ติดอยู่ในความทรงจำคืนก่อนตาย นางลืมตาขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เสิ่นจิ่งเหิงกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะ
“ตื่นแล้ว?” ถูกจับได้ หญิงสาวจึงไม่แกล้งต่อ “พี่ใหญ่” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบามาก“คืนนี้ข้าอยู่ที่นี่ได้หรือไม่” คิ้วเขาขมวดทันที “ไม่ได้” คำตอบรวดเร็วเสียจนเสิ่นชิงหลันหลุดหัวเราะ “เหตุใด” “เจ้าปักปิ่นแล้ว” กลับเป็นคำเดียวกับบิดามารดา แต่ครั้งนี้นางรู้ว่าเหตุผลไม่เหมือนกัน เสิ่นชิงหลันยิ้ม “ข้าไม่ได้จะนอนกับท่านเสียหน่อย” “หลันหลัน” น้ำเสียงเข้มขึ้น “ข้าหมายถึงให้เสี่ยวเถาปูที่ห้องด้านข้าง” เสิ่นจิ่งเหิงเงียบหญิงสาวมองเขาแล้วหัวเราะมากกว่าเดิม “พี่ใหญ่คิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” “ไม่มีอะไร” ตอบเร็วเกินไปนางยิ่งขำ คนที่ปกติแทบไม่มีผู้ใดทำให้เสียจังหวะได้ กลับถูกน้องสาวตัวเองแกล้งจนพูดน้อยกว่าเดิม เสิ่นชิงหลันยกเสื้อคลุมขึ้นห่อตัว “วันนี้ข้าไม่อยากอยู่คนเดียวจริง ๆ” รอยยิ้มหายไป เสิ่นจิ่งเหิงมองนาง “ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?” นางพยักหน้าเบา ๆ แม้ยังไม่หลับ แต่ความทรงจำเหล่านั้นต่างหากคือฝันร้ายที่ติดตามมาทั้งยามตื่น
“หลับตาทีไร ข้าเห็นแต่เลือด” ชายหนุ่มนิ่ง “เห็นท่านบาดเจ็บ” มือที่อยู่ข้างกายเขากำแน่นเพียงน้อย “ข้ารู้ว่าเป็นแค่ความฝัน” นางพูดต่อ “แต่ข้ายังกลัว” คราวนี้ไม่มีการออดอ้อน ไม่มีการแกล้ง เหลือเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังมองเขาด้วยดวงตาไม่มั่นคง เสิ่นจิ่งเหิงจึงพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดเขาเพียงวางมือบนศีรษะนาง ลูบเบา ๆ หนึ่งครั้ง “อยู่เถอะ” เสิ่นชิงหลันเงยหน้าทันที “จริงหรือเจ้าคะ” “ห้องด้านข้างให้เสี่ยวเถาอยู่ด้วย พรุ่งนี้เช้ากลับเรือนก่อนคนอื่นเห็น” นางพยักหน้ารัว เสิ่นจิ่งเหิงมองแล้วรู้ทันทีว่าถึงห้ามเพิ่มก็ไร้ประโยชน์ เสิ่นชิงหลันกลับยิ้มจนดวงตาโค้ง “พี่ใหญ่ดีที่สุด” เขาถอนหายใจ “ประโยคนี้เจ้าใช้ตอนอยากได้อะไรจากพี่ทุกครั้ง” “แล้วได้ผลหรือไม่เจ้าคะ” ชายหนุ่มมองนาง “เจ้าคิดว่าอย่างไร” นางหัวเราะเบา ๆ คืนนี้เป็นคืนแรกหลังกลับมาเกิดใหม่ที่เสิ่นชิงหลันรู้สึกว่า—ตนเองอาจหลับได้โดยไม่ต้องกลัว เพียงเพราะอีกด้านของกำแพงมีคนคนหนึ่งอยู่ คนที่ชาติที่แล้วพยายามมาหานางจนถึงลมหายใจสุดท้าย และคนที่ชาตินี้...นางจะไม่มีวันปล่อยให้เขาเดินไปตายเพียงลำพังอีก
ยามดึก เมื่อเสิ่นชิงหลันหลับไปแล้ว เสิ่นจิ่งเหิงยังคงอยู่ในห้องหนังสือ ฉินเฟิงกลับเข้ามาอีกครั้ง “คุณชาย” “ได้เรื่องหรือ” เขาวางกระดาษใบหนึ่งบนโต๊ะ “ชุ่ยเอ๋อร์ยอมพูดแล้ว เงินถูกส่งผ่านคนกลางสามทอด แต่คนหนึ่งในนั้นเป็นคนของร้านผ้าเหอเซียง” เสิ่นจิ่งเหิงมองชื่อ “ร้านของใคร” “เบื้องหน้าเป็นพ่อค้าธรรมดา” ฉินเฟิงหยุดเล็กน้อย “แต่เราเพิ่งพบว่าเงินก้อนใหญ่ของร้านนี้มาจากจวนองค์ชายหก” ดวงตาของเสิ่นจิ่งเหิงเย็นลง “ส่วนปิ่น?” “เส้นทางของมันแปลกกว่านั้นขอรับ ปิ่นหยกขาวชิ้นนี้ไม่ได้มาจากร้านเครื่องประดับที่ฮูหยินใช้ประจำ” ฉินเฟิงลดเสียง “ก่อนมาถึงมือฮูหยิน มันถูกส่งมาจากร้านหยกแห่งหนึ่งร้านนั้นเป็นของ...” เขาชะงัก เสิ่นจิ่งเหิงเงยหน้า “ตระกูลเดิมของฮูหยินขอรับ” ความเงียบปกคลุมห้อง เสิ่นจิ่งเหิงมองกระดาษอยู่ครู่ใหญ่ องค์ชายหก ตระกูลของเสิ่นฮูหยิน ปิ่นซ่อนรหัส และหลันหลัน ทุกอย่างกำลังมาบรรจบกันที่เด็กสาวคนเดียว นอกหน้าต่าง ลมกลางคืนพัดกิ่งไผ่ไหว เสิ่นจิ่งเหิงวางกระดาษลง “เพิ่มคนรอบตัวหลันหลัน” “ขอรับ” “อย่าให้นางรู้” ฉินเฟิงรับคำ ก่อนลังเลเล็กน้อย “คุณชาย...หากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฮูหยินจริง ๆ” มือของเสิ่นจิ่งเหิงหยุดบนโต๊ะ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย “แล้วอย่างไร” ฉินเฟิงเงียบ ไม่ต้องถามต่อแล้ว เพราะเขารู้คำตอบ สำหรับเสิ่นจิ่งเหิง คนในจวนแห่งนี้มีค่าต่างกัน บางคนเป็นเพียงคนที่ยังต้องอดทนอยู่ร่วมชายคา บางคนเป็นศัตรูที่ยังไม่ถึงเวลาลงมือ แต่มีอยู่คนเดียว—ที่ไม่ว่าใครแตะต้องเขาจะไม่ยอม แม้คนผู้นั้นจะเป็นผู้ที่เขาเรียกว่า มารดา ก็ตาม.