บทที่ 6 คนของข้า
ขากลับจากจวนองค์หญิงใหญ่ เสิ่นชิงหลันไม่ได้ขึ้นรถม้าคันเดียวกับมารดาและพี่สาวทั้งสอง นางยืนอยู่หน้าประตูจวน มองรถม้าสองคันของตระกูลเสิ่น ก่อนหันไปหาร่างสูงซึ่งกำลังพูดอะไรบางอย่างกับฉินเฟิงอยู่ไม่ไกล “พี่ใหญ่” เสิ่นจิ่งเหิงหันมา หญิงสาวเดินตรงไปหาเขา “ข้าจะกลับกับท่าน” เสิ่นฮูหยินซึ่งกำลังจะขึ้นรถม้าชะงักทันที “รถม้าของพวกเราอยู่ทางนี้” “ลูกรู้เจ้าค่ะ”เสิ่นชิงหลันตอบอย่างว่าง่าย แต่เท้ากลับไม่ขยับ “วันนี้ลูกเหนื่อยนิดหน่อย อยากกลับกับพี่ใหญ่” เหตุผลฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย รถม้าของเสิ่นจิ่งเหิงไม่ได้สบายกว่าของสตรีในจวนด้วยซ้ำ เสิ่นฮูหยินจึงขมวดคิ้ว “เจ้าเพิ่งปักปิ่น—” “ท่านแม่” เสียงของเสิ่นจิ่งเหิงดังขึ้น เขาไม่ได้พูดดัง เพียงคำเดียวก็ทำให้ประโยคที่เหลือหยุดลง “ข้าจะดูแลหลันหลันเอง” เสิ่นฮูหยินมองบุตรชาย จากนั้นมองบุตรสาวคนเล็ก สุดท้ายจึงฝืนยิ้ม “ตามใจพวกเจ้า” เสิ่นชิงหลันยอบกาย นางหมุนตัวกลับทันทีเพียงพ้นสายตามารดา ริมฝีปากก็ยกขึ้นเล็กน้อยชาติก่อนนางใช้เวลาหลายเดือนพยายามถอยห่างจากพี่ใหญ่เพราะเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่เหมาะสมชาตินี้... ยิ่งพวกเขาไม่อยากให้นางอยู่ใกล้เขา นางยิ่งจะอยู่
ภายในรถม้าเงียบกว่าที่เสิ่นชิงหลันคิด เสิ่นจิ่งเหิงนั่งฝั่งตรงข้าม เขาหยิบเอกสารฉบับเล็กออกมาอ่านทันทีที่รถเคลื่อนตัว ราวกับการมีหญิงสาวงดงามนั่งอยู่ตรงหน้าไม่ได้สร้างความแตกต่างใด ๆ เสิ่นชิงหลันมองเขาครู่หนึ่ง นานจนคนถูกมองวางเอกสารลง ผ่านไปอีกครู่ เสิ่นจิ่งเหิงถอนหายใจ “หลันหลัน” เสิ่นชิงหลันยิ้ม “ข้าหิว” ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย คงไม่คิดว่าหลังจากถูกจ้องอยู่นาน นางจะพูดเรื่องนี้ เขาเคาะผนังรถม้า “ฉินอันแวะร้านข้างหน้า” เสิ่นชิงหลันรีบเอ่ย “ข้าอยากกินขนมร้านจิ่นฝู” เสียงด้านนอกเงียบไป เพราะร้านจิ่นฝูอยู่คนละทิศกับทางกลับจวน เสิ่นจิ่งเหิงมองนาง หญิงสาวขยับจากฝั่งตรงข้ามมานั่งด้านเดียวกับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่ใหญ่” คิ้วชายหนุ่มขยับ " ข้าอยากกินมาก” “...” เขามองใบหน้าเล็ก ๆ ที่เงยขึ้นมา นางไม่ได้ทำอะไรเกินเลย เพียงขยับเข้ามาใกล้แล้วใช้สายตาแบบเดียวกับเมื่อครั้งยังเด็กมองเขา ทว่าเสิ่นชิงหลันในวันนี้ไม่ใช่เด็กหญิงตัวกลมอายุห้าขวบแล้ว นางเพิ่งปักปิ่น คิ้วตางดงามเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์ และเมื่อจงใจทำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย กลับทำให้คนที่เคยชินกับการตามใจนางตั้งแต่เด็กปฏิเสธยากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
เสิ่นจิ่งเหิงเบือนสายตาออก “ฉินอันไปร้านจิ่นฝู” คนด้านนอกเงียบอีกครั้ง “...ขอรับ” เสิ่นชิงหลันยิ้มทันที “พี่ใหญ่ดีที่สุด” “เมื่อครู่ยังบอกว่าเหนื่อย” “ตอนนี้ไม่เหนื่อยแล้ว” เสิ่นจิ่งเหิงมองนาง หญิงสาวกลับทำเหมือนไม่เห็นความประหลาดใจในแววตานั้น นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้พูดกับเขาเช่นนี้? หลายเดือน? สำหรับเขาอาจเพียงหลายเดือน สำหรับนางกลับเหมือนผ่านมาทั้งชีวิต เสิ่นชิงหลันไม่อยากเสียเวลาอีก นางเอนตัวพิงผนังรถอย่างสบายใจ ก่อนนึกบางอย่างขึ้นได้ “พี่ใหญ่ท่านชอบกินอะไร” มือที่ถือเอกสารหยุดอีกครั้ง “ถามทำไมหรือ” “อยากรู้” เขาตอบเพียง “อะไรก็ได้” “ต้องมีสิ่งที่ชอบที่สุด” นางแย้ง “ไม่มี” เสิ่นชิงหลันขมวดคิ้วนางพยายามนึก แล้วกลับพบเรื่องน่าเศร้าอย่างหนึ่ง ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา นางไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาชอบกินอะไร นางรู้ว่าองค์ชายหกไม่ชอบอาหารรสหวาน รู้ว่าเขาชอบชาหลงจิ่ง รู้ว่าเขาชอบเครื่องหอมชนิดใด ชอบหมึกจากเมืองใด แม้แต่เวลาปวดศีรษะควรใช้มือนวดตรงจุดใด นางยังจำได้ เพราะชาติก่อนนางพยายามเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนผู้นั้น แต่พี่ใหญ่...นางรู้เพียงว่าเขาไม่เรื่องมาก กินอะไรก็ได้ ใช้สิ่งใดก็ได้ไม่เคยร้องขออะไร เสิ่นชิงหลันเงียบลง ความร่าเริงเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็วใเสิ่นจิ่งเหิงสังเกตเห็น “เป็นอะไรอีก” “ข้าเป็นน้องสาวที่ไม่ดี” “...” เขามองนางอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดจู่ ๆ จึงว่าตัวเอง” “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านชอบกินอะไร” ใบหน้านางสลดลง “ข้าเป็นน้องสาวท่านมาตั้งสิบห้าปีก็ควรรู้สิ” เสิ่นจิ่งเหิงนิ่งไป ก่อนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “พี่ไม่ค่อยมีสิ่งที่ชอบ” เสิ่นชิงหลันกลับรู้สึกเจ็บแปลบ
คนที่ไม่ค่อยมีสิ่งที่ชอบ หรือเพราะตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีผู้ใดสนใจว่าเขาชอบอะไร? บิดามารดาเลี้ยงเขาอย่างเข้มงวด เรียนบุ๋น ฝึกบู๊ ศึกษากลยุทธ์ ขี่ม้า ยิงธนู แม้แต่กินอาหารยังต้องรักษากฎ พวกเขาไม่ได้เลี้ยงบุตรชาย พวกเขากำลังสร้างทายาทที่สมบูรณ์แบบให้ตระกูลเสิ่น เสิ่นชิงหลันค่อย ๆ ขยับมือไปดึงชายแขนเสื้อเขา เหมือนตอนยังเด็ก เสิ่นจิ่งเหิงก้มมองมือเล็กนั้น “ทำอะไร” “ต่อไปหากท่านชอบอะไร ต้องบอกข้า ท่านตามใจข้ามาตั้งหลายปี” นางเงยหน้าขึ้น “ต่อไปให้ข้าตามใจท่านบ้างไม่ได้หรือ” ประโยคนั้นทำให้เขาเงียบ รถม้ายังคงเคลื่อนผ่านถนน เสียงผู้คนด้านนอกดังลอดเข้ามาเป็นระยะ แต่ภายในกลับเงียบอย่างประหลาด ท้ายที่สุดเสิ่นจิ่งเหิงเพียงกล่าว “ตามใจเจ้า” เสิ่นชิงหลันยิ้ม คำตอบนี้...นางชอบมาก
ร้านจิ่นฝูมีขนมกุ้ยฮวาที่เสิ่นชิงหลันชอบมาตั้งแต่เด็ก ฉินอันซื้อกลับมาสองกล่อง ทันทีที่เปิด กลิ่นหอมหวานก็ฟุ้งอยู่ในรถ เสิ่นชิงหลันหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนนึกอะไรได้จึงยื่นไปทางคนข้างกาย “พี่ใหญ่” “มันหวาน” นางชะงัก จากนั้นดวงตาสว่างขึ้น “ท่านไม่ชอบของหวาน?” “อืม”ราวกับค้นพบความลับยิ่งใหญ่ “ข้าจำไว้แล้ว”เสิ่นจิ่งเหิงมองนางอย่างจนใจ “เรื่องเพียงเท่านี้” “เรื่องของท่านไม่ใช่เรื่องเพียงเท่านี้” มือของชายหนุ่มที่กำลังจะหยิบเอกสารชะงัก เสิ่นชิงหลันเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป แต่ครั้งนี้นางไม่หลบสายตา ชาติก่อนพี่ใหญ่ทำให้นางสำคัญกว่าชีวิตของเขา ชาตินี้นางอยากให้เขารู้บ้างว่า—เขาก็สำคัญเช่นกัน หญิงสาวหยิบขนมเข้าปาก แก้มข้างหนึ่งนูนขึ้นเล็กน้อย เสิ่นจิ่งเหิงมองอยู่ครู่ ก่อนเบือนหน้ามองนอกหน้าต่าง “กินช้า ๆ” “อืม” “อย่าพูดตอนมีของอยู่ในปาก” เสิ่นชิงหลันเหลือบมองยังชอบสั่งเหมือนเดิม แต่น่าแปลก ชาติก่อนนางเคยรู้สึกรำคาญ วันนี้กลับฟังแล้วสบายใจ
เมื่อรถม้ากลับถึงจวน ฟ้ามืดแล้ว เสิ่นชิงหลันกำลังจะลง แต่เสียงของพี่ใหญ่ดังขึ้นเสียก่อน “หลันหลัน” นางหันกลับ เสิ่นจิ่งเหิงยังนั่งอยู่ด้านใน “เรื่องวันนี้” รอยยิ้มของนางจางลง รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร “เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วหรือ” คำถามตรงจนไม่มีที่ให้หลบ เสิ่นชิงหลันเงียบ “เรื่องสาวใช้ เรื่องปิ่น หรือองค์ชายหก” เขามองนาง “เจ้ารู้อะไร” นางกำกล่องขนมในมือแน่นขึ้น ยังบอกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อเขาใแต่หากนางพูดว่าตนตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาจะเชื่อหรือไม่? ต่อให้เชื่อ นางก็ไม่อยากให้เขารู้ว่านางเคยผ่านอะไรมา โดยเฉพาะ...สภาพที่เขาพบนางในคืนสุดท้าย เพียงคิดถึง ความอับอายก็เหมือนมีมือเย็นจัดบีบลำคอเสิ่นชิงหลันลดสายตา “ข้ายังบอกไม่ได้เจ้าค่ะ” เสิ่นจิ่งเหิงไม่พูด “แต่ข้าไม่ได้คิดร้ายกับท่าน” “พี่รู้”คำตอบมาเร็วมาก นางเงยหน้าทันที “ท่านเชื่อข้าหรือ” “อืม” “ทั้งที่ข้าไม่ยอมบอกอะไร?” เขาพยักหน้า เสิ่นชิงหลันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอุ่นขึ้นในอก “พี่ใหญ่ ท่านเชื่อคนง่ายเช่นนี้ ระวังถูกหลอกนะเจ้าคะ” เสิ่นจิ่งเหิงมองนางนิ่ง “พี่ไม่ได้เชื่อคนง่าย”ก่อนตอบเรียบ ๆ “แต่เพราะเป็นเจ้า” เพียงเท่านั้น หัวใจของหญิงสาวก็อ่อนยวบ คนโง่ ชาติก่อนนางต้องโง่เพียงใดจึงมองข้ามคนคนนี้ไปได้ “แต่มีข้อแม้” เสียงของเขาดึงนางกลับมา “อะไรเจ้าคะ” “ต่อไปห้ามเสี่ยงเช่นวันนี้” “ข้าไม่ได้—” นางอยากจะเถียงแต่เขากลับเอ่ยต่อว่า “หากเจ้ารู้อยู่แล้วว่าสาวใช้มีปัญหา แต่ยังเดินตามไป นั่นเรียกว่าเสี่ยง” ถูกจับได้จนไม่มีทางเถียงเสิ่นชิงหลันเม้มปาก “ก็มีท่านอยู่ด้วย” “หากวันหนึ่งพี่ไม่อยู่?” ประโยคนั้นทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนทันที “ท่านต้องอยู่” น้ำเสียงแข็งขึ้นอย่างกะทันหัน เสิ่นจิ่งเหิงชะงัก “หลันหลัน” “ข้าไม่สน” นางขยับกลับเข้าไปในรถ ทั้งที่เมื่อครู่กำลังจะลง “ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะอยู่” เด็กสาวขยับเข้ามาใกล้ ก่อนคว้าแขนเสื้อเขาไว้ “ท่านห้ามคืนคำ” เสิ่นจิ่งเหิงมองมือนางจากนั้นมองใบหน้าที่จริงจังเกินเหตุ “พี่ไม่ได้จะตายพรุ่งนี้” “วันไหนก็ไม่ได้” “คนเราย่อม—” “พี่ใหญ่!” เขาหยุด เสิ่นชิงหลันจ้องเขา ดวงตาเริ่มแดงขึ้นอีกแล้ว คราวนี้ชายหนุ่มถอนหายใจ “ได้” นางดึงแขนเสื้อเขาอีกครั้ง “รับปากข้า” เสิ่นจิ่งเหิงไม่เคยรู้เลยว่าน้องสาวคนเล็กดื้อได้ถึงเพียงนี้ หรือบางที...นางเคยดื้อเช่นนี้มาตลอด เพียงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำกับเขาอีก “พี่รับปาก” หญิงสาวยังไม่พอใจ“รับปากว่าอะไร” ชายหนุ่มหลับตาครู่หนึ่งอย่างอดทน “จะพยายามมีชีวิตให้นาน” “นานกว่าข้า” นางย้ำ “เรื่องนี้รับปากไม่ได้” “พี่ใหญ่!” นางดื้อดึงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “อย่าเอาแต่ใจ” “ข้าจะเอาแต่ใจ” “...” ฉินอันซึ่งยืนอยู่ด้านนอกรถม้าเงยหน้ามองท้องฟ้า เขาไม่ได้ยินไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ด้านในรถ เสิ่นชิงหลันยังจับแขนเสื้อชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย สุดท้ายเสิ่นจิ่งเหิงเป็นฝ่ายแพ้ “เอาเถอะ” เขายกมือแตะศีรษะนางเบา ๆ “พี่จะไม่ทิ้งเจ้า” คราวนี้นางนิ่ง เพราะเขาไม่รู้ว่า—ชาติก่อนคนที่ทิ้งอีกฝ่ายก่อนคือนางต่างหาก
“เจ้าก็เหมือนกัน” เสิ่นชิงหลันเงยหน้า “อะไรเจ้าคะ” ดวงตาของเสิ่นจิ่งเหิงมองนางนิ่ง “อย่าหายไปจากสายตาพี่อีก” หัวใจนางกระตุกแรงแต่ก่อนจะได้ตอบ เสียงฉินเฟิงก็ดังมาจากนอกรถ “คุณชาย” น้ำเสียงนั้นผิดปกติ เสิ่นจิ่งเหิงปล่อยมือจากศีรษะนาง “ว่ามา” “คนที่เรือนจับไว้ได้แล้วขอรับ” แววตาของเขาเย็นลงทันที “ผู้ใด” “สาวใช้จากเรือนฮูหยิน” เสิ่นชิงหลันนิ่ง ฉินเฟิงกล่าวต่อ “นางพยายามเข้าเรือนคุณหนูสี่ระหว่างที่ทุกคนยังไม่กลับ” กล่องขนมในมือเสิ่นชิงหลันถูกวางลงช้า ๆ “เข้าไปทำอะไร” คราวนี้คนถามคือนาง ด้านนอกเงียบไปเล็กน้อย “ค้นหาของบางอย่างขอรับ ตอนนี้ยังไม่ยอมพูด” เสิ่นจิ่งเหิงลุกขึ้น แต่เสิ่นชิงหลันกลับจับแขนเสื้อเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มหันมา นางมองเขา “ข้าไปด้วย” “ไม่ต้อง” “เมื่อครู่ท่านเพิ่งบอกว่าอย่าหายไปจากสายตาท่าน” เสิ่นจิ่งเหิงเงียบ หญิงสาวยิ้มหวานขึ้นมาทันที “ข้ายังไม่ทันลงจากรถ ท่านก็จะคืนคำแล้วหรือเจ้าคะ” “...” คนด้านนอกยังคงเงียบสนิท เสิ่นชิงหลันขยับเข้าไปใกล้ ก่อนกระซิบเหมือนกำลังแบ่งปันความลับ “อีกอย่างหนึ่ง ชาตินี้ข้าตั้งใจจะเกาะพี่ใหญ่ให้แน่น” เขามองนาง “ต่อให้ท่านรำคาญก็สายไปแล้ว” เสิ่นจิ่งเหิงนิ่งอยู่นาน นานจนหญิงสาวเริ่มสงสัยว่าตนพูดมากเกินไป สุดท้ายมุมปากของชายหนุ่มกลับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เล็กเสียจนแทบมองไม่เห็น“ตามมา” เสิ่นชิงหลันยิ้มกว้าง “เจ้าค่ะ”
นางปล่อยแขนเสื้อเขาแล้วก้าวตามลงจากรถ แต่ก่อนเท้าจะแตะพื้น เสิ่นจิ่งเหิงกลับหยุด เขามองนางแล้วมองความสูงของรถม้า ก่อนยื่นมือออกมา เสิ่นชิงหลันชะงัก ชาติก่อนนางคงไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้นางบ่อยเพียงใด หญิงสาววางมือลงบนฝ่ามือเขา มั่นคง อบอุ่นนางก้าวลงจากรถ และครั้งนี้—ไม่ได้รีบปล่อย เสิ่นจิ่งเหิงก้มมองมือเล็กที่ยังจับเขาอยู่ “หลันหลันถึงพื้นแล้ว” “ข้ารู้” “เช่นนั้นก็ปล่อย” เสิ่นชิงหลันทำเหมือนไม่ได้ยิน นางกลับกระชับนิ้วแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเขาอย่างไร้เดียงสา “ไปกันเถอะพี่ใหญ่” ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้าย—ไม่ได้ดึงมือกลับ สองคนเดินเข้าเรือนชิงซงไปด้วยกัน ด้านหลัง ฉินอันกับฉินเฟิงสบตากันเพียงชั่วครู่ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะทั้งคู่รู้ดีกว่าใครว่า—คนทั้งจวนอาจคิดว่าคุณชายใหญ่ตามใจน้องสาวคนเล็กเพียงเพราะเติบโตมาด้วยกัน แต่พวกเขาสองคนอยู่ข้างกายเสิ่นจิ่งเหิงมานานพอจะรู้ว่า คุณชายของพวกเขาไม่เคยเป็นคนตามใจผู้ใด ยกเว้นคุณหนูสี่