Mag-log inสองวันที่ผ่านมาไม่มีวี่แววว่าพี่ธีจะมารังควานผมเลย แต่สำหรับพี่เพชรยังคงมาอุดหนุนผมทุกวันเหมือนเช่นเคย เขาเอาแต่ถามผมว่ารู้จักกับพี่ธีมาก่อนเหรอ ผมจึงตัดสินใจบอกความจริงไป เพราะอย่างน้อยพี่เพชรก็เป็นคนดีที่ผมไว้ใจได้ ตอนแรกที่รู้ว่าพี่ธีคือพ่อของธนนท์แกก็ตกใจ แต่พอผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แกก็เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อย่างผม แถมยังบอกว่าจะช่วยกันพี่ธีออกให้ และนั่นคือข้อดีที่ผมคิดว่าจะได้จากพี่เพชร
เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาตักบาตรตั้งแต่เช้าตรู่ โดยไม่ลืมปลุกลูกชายมาด้วย เพราะอยากให้เราสามคนได้ทำบุญร่วมกัน จะได้แคล้วคลาดปลอดภัยจากเรื่องร้าย ๆ
เมื่อเห็นพระสงฆ์สองรูปเดินถือบาตรมาในท่าทีสำรวม โดยมีเด็กวัดตัวน้อยที่สะพายย่ามตามหลังมาติด ๆ ผมก็เอ่ยนิมนต์ท่านเหมือนเช่นทุกวัน
“นิมนต์ครับหลวงพ่อ”
“วันนี้ทำไมเจ้าหนูถึงตื่นแต่เช้าได้ล่ะโยม” หลวงพ่อถาม พลางยิ้มให้กับธนนท์ ที่เอาแต่มองท่านตาแป๋ว
“นาน ๆ ที อยากทำบุญพร้อมหน้ากันครับหลวงพ่อ” ว่าแล้วก็เอ่ยกับตาหนู จับมือให้ไหว้หลวงพ่อ “สาธุสิครับลูก”
จากนั้นผมกับยายจันทร์ก็ช่วยกันนำอาหารที่เตรียมไว้มาใส่บาตร ก่อนจะนั่งรับศีลจากพระทั้งสองรูปพร้อมทั้งกรวดน้ำจนเสร็จ เมื่อท่านเดินไปแล้ว พวกเราก็เข้าไปในบ้านเพื่อทานอาหารเช้า
วันนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ได้ออกไปขายข้าวแกง ปกติในหนึ่งสัปดาห์พวกผมจะหยุดหนึ่งวัน โดยส่วนมากจะเป็นวันอาทิตย์
“วันนี้ยายอยากไปเที่ยวไหนไหมครับ เดี๋ยวผมจะพาไป” ผมเอ่ยกับยายจันทร์ขณะนั่งทานข้าวอยู่บนพื้นไม้
“ยายแก่แล้วไปไม่ไหวหรอก เอ็งไปกับตาหนูเถอะ”
“ถ้ายายไม่ไปผมก็ไม่อยากไปไหนหรอก ช่วยยายทำงานบ้านดีกว่า”
“พาลูกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถอะ ไม่ได้พาตาหนูออกไปเที่ยวนานแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับยาย อยู่บ้านก็มีความสุขจะตาย อีกอย่างช่วงนี้ผมยังไม่กล้าพาลูกออกไปไหน กลัวว่าพี่ธีจะตามมาแย่งตาหนูไป” แม้ว่าช่วงสองวันที่ผ่านมา พี่ธีจะไม่มาให้เห็นหน้า แต่ผมก็ยังไม่วางใจว่าเขาจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับผม และมั่นใจว่าตอนนี้คงจะหาวิธีมาเล่นงานผมอยู่อย่างแน่นอน
“เอ็งคิดมากไปรึเปล่า ยายว่าบางทีเขาอาจจะไม่ทำอย่างที่เรากลัวอยู่ในตอนนี้ก็ได้นะ” ยายจันทร์ไม่รู้นิสัยของพี่ธีจึงพูดอย่างนี้ออกมา แต่ผมรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่ชอบเอาชนะ อยากได้อะไรก็ต้องได้
“ผู้ชายคนนี้ไม่มีทางปล่อยผมกับลูกไปง่าย ๆ หรอกครับยาย เขาเป็นคนชอบเอาชนะ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่งั้นคง...ไม่ข่มขืนผมหรอกครับ” ภาพวันนั้นยังติดตาผมไม่หาย
“เอ็งอย่าเอาเรื่องนั้นมาคิดให้มันเจ็บใจอีกเลย ให้ถือซะว่าเขาได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้กับเอ็งมา นั่นคือตาหนู เอ็งจะได้ไม่ต้องเอามันมาเป็นปมในชีวิต” ใช่อย่างที่ยายจันทร์พูด ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ในคืนนั้น ตาหนูคงไม่ได้เกิดมา ทำให้ผมอยากมีชีวิตต่อไปอย่างมีความหวังแบบนี้
“ผมจะพยายามคิดอย่างนั้นให้ได้ครับยาย ผมต้องขอบคุณที่เขาได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตให้”
“คิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว ชีวิตเราจะได้เดินหน้าต่อไป ไม่ต้องไปสนใจอดีตพวกนั้นอีก”
“ขอบคุณยายที่ช่วยเตือนสติผมนะครับ”
“ไม่เป็นไรเอ็งสบายใจ ยายเองก็สบายใจ”
ผมรีบโผเข้าไปกอดยาย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาสุขหรือทุกข์ ยายจันทร์คือคนเดียวที่เห็นช่วงเวลานั้นของผมมาตลอด และเป็นคนเดียวที่ผมสามารถสละชีวิตแทนได้
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้

![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





