LOGINผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วหลังจากพี่ธีกลับมาบ้าน ตอนนี้สภาพจิตใจเขาเริ่มดีขึ้น อีกไม่นานคงกลับไปทำงานได้ตามปกติ ผมตั้งใจจะคืนทุกอย่างให้พี่ธีรวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย ส่วนผมจะกลับไปอยู่บ้านยายจันทร์พร้อมกับแม่และตาหนู สำหรับตาหนูอาจจะต้องไป ๆ มา ๆ ทั้งสองบ้าน
เรื่องงานผมต้องกลับไปช่วยเตี่ย ใจจริงอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมามีชีวิตเหมือนดังเดิม แต่ทว่าเตี่ยคือคนที่ชุบชีวิตผมขึ้นมา ดังนั้นผมจะต้องตอบแทนบุญคุณท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่
หลังจากพี่ธีกลับมาบ้านตาหนูดูมีความสุขขึ้นมาก ตอนนี้ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบแล้ว หลังจากผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ของผมกับพี่ธีดี เพราะตอนนี้ผมยังรู้สึกคลุมเครือกับหัวใจของตนเองมากเหลือเกิน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ขณะนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ในห้องนอน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ผมหลุดจากภวังค์ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
“อ้าว! พี่ธี” เป็นพี่ธีนั่นเองที่ยืนยิ้มแหย ๆ เกาหลังคอไปด้วย ผมเลิกคิ้วมองเชิงตั้งคำถาม
“พี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”
“ได้ครับ ถ้างั้นเข้ามาข้างในก่อนก็ได้” ผมเอ่ยปากเชิญชวนก่อนจะเดินนำเข้ามา
ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคุยกับเขาอย่างไรดี เพราะนี่เป็นการพูดคุยกันสองต่อสองครั้งแรก แถมสรรพนามที่เขาพูดแทนตัวเองนั้นเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ ผมรับรู้ได้ถึงความจริงใจและตั้งใจของเขา ที่พร้อมจะเริ่มต้นแสดงตัวตนที่เขาปกปิดมานานให้ผมรับรู้
“ผมเองก็มีเรื่องจะคุยกับพี่ธีอยู่เหมือนกันครับ”
“ถ้าอย่างนั้นวินเริ่มก่อนเลย เรื่องของพี่เอาไว้ทีหลังก็ได้”
“ตอนนี้พี่ก็ดีขึ้นแล้ว ผมว่าจะคืนทุกอย่างให้พี่ธีครับ”
“จริง ๆ แล้วพี่เองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ถ้าทุกอย่างจะยังคงเป็นของวินเหมือนเดิม เพราะยังไงเราก็ต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้วนี่นา” เขาพูดอย่างนี้ ทำเอาผมแทบไม่กล้าจะเอ่ยเรื่องถัดไปเลยทีเดียว
“ทุกอย่างมันเป็นของพี่ธีตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ ผมควรจะทำให้มันถูกต้องและอีกอย่างผมกะว่าจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านยายจันทร์พร้อมกับแม่และตาหนูครับ ผมไปปรับปรุงบ้านไว้จนเสร็จแล้ว” ผมไม่กล้าสบตาเขาดีนัก เพราะสีหน้าของพี่ธีเริ่มเศร้าลงเล็กน้อย ผมกลัวว่าเขาจะกลับไปเป็นเหมือนก่อนหน้านี้อีก
“ทำไมไม่อยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะหรือว่าวิน...รังเกียจพี่แล้ว” เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำท่าทางราวกับเด็กที่กำลังโดนผู้ใหญ่ดุซะอย่างนั้น
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ แต่เป็นเพราะบ้านหลังนั้นมีความหมายกับผมมาก ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเหมือนแต่ก่อน ผมไม่อยากให้บ้านของยายจันทร์เป็นบ้านร้างอีกต่อไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นให้พี่ไปอยู่ด้วยนะ เมียกับลูกไปอยู่ที่นั่นพี่ก็ต้องไปด้วยสิ”
“คือ...ผมว่าพี่อยู่ที่นี่จะดีกว่าครับ หากไม่มีพี่ทั้งคนบ้านก็คงจะไม่เป็นบ้าน”
“วินไม่อยากให้พี่ไปอยู่ด้วยใช่ไหม...พี่เข้าใจแล้วล่ะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับพี่ธีคือผมแค่คิดว่า...ตอนนี้สถานะของเรามันไม่ได้เหมือนพ่อกับแม่คนอื่น ๆ เกรงว่าหากไปอยู่ด้วยกันมันจะไม่เหมาะ”
“จริงสินะ...ที่เรามีลูกด้วยกันเพราะพี่เอาเปรียบวิน วินเองก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เอาเป็นว่าพี่ตกลงละกัน แต่ขอให้พี่ไปหาตาหนูบ่อย ๆ วินคงไม่ว่านะ” พี่ธีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ ให้
ทำไมผมรู้สึกเจ็บมากเหลือเกิน เจ็บที่เห็นพี่ธีต้องเสียใจอีกแล้ว แม้ว่าเราทั้งสองคนจะไม่ได้มีโมเมนต์หวาน ๆ เลย แต่ทว่าเขาคือคนที่เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตผมตั้งแต่เด็กจนโต แม้ว่ามันจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ แต่พอได้รู้ความจริงแล้ว สิ่งที่เราได้เคยทำร่วมกันมามันกลับกลายเป็นความรู้สึกผูกพันไปซะอย่างนั้น
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







