LOGIN“ได้สิครับไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ว่าแต่เรื่องที่พี่ธีอยากจะคุยกับผมล่ะครับ”
“คือ...พี่อยากจะมาขอโทษวินกับเรื่องที่ผ่านมาน่ะ”
“ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่โกรธหรือเกลียดพี่แล้ว” ผมยิ้มให้เขา แต่สีหน้าพี่ธียังคงไม่สู้ดีนัก ราวกับว่ายังมีเรื่องที่ยังไม่สบายใจอยู่
“พี่รู้ว่าวินยอมให้อภัยพี่แล้ว แต่แค่คำขอโทษพี่ว่ามันยังน้อยไปกับสิ่งที่พี่เคยทำกับวิน” เขาก้มหน้าราวกับรู้สึกผิดมาก ผมจะทำอย่างไรดีให้ความรู้สึกผิดนี้มันหายไปจากใจเขาได้นะ
ผมไม่อยากให้เขาพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว จึงเดินเข้าไปยืนตรงหน้าก่อนจะเอื้อมไปคว้ามือพี่ธีมาจับไว้ ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“พี่อย่าคิดมากเลยนะลืมเรื่องพวกนั้นไปซะ และคิดถึงตาหนูให้มาก ๆ ตอนนี้ลูกต้องการพี่มากพี่อย่าทำให้ลูกต้องไม่มีความสุขด้วยสิครับ ถ้าพี่ยังรู้สึกผิดอยู่ผมเองก็ไม่สบายใจเหมือนกัน”
“วินรู้ไหมว่าพี่รักวินมาก” พี่ธีโผเข้ามาสวมกอดผมไว้ก่อนจะนิ่งไปสักพัก นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาให้ความอบอุ่นทางกายผมอย่างอ่อนโยน หัวใจผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ภาพความทรงจำในวัยเด็กกลับมาฉายในหัวผมอีกครั้ง
ผมมีพี่ธีเป็นเพื่อนเล่นมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต แม้ว่าเขาจะแกล้งผมอยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าผมกลับรู้สึกดีทุกครั้งที่เราได้อยู่ใกล้และสัมผัสกายกัน ผมไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกอะไรกันแน่ เขามักจะเล่นรุนแรงแต่เวลาที่เขากอดผมในห้องนอนกลับอ่อนโยน ผมมักจะถูกเขากอดไว้แน่นราวกับตุ๊กตาตัวโปรดตัวหนึ่งเลยทีเดียว ทุกครั้งที่ผมโดนแม่บุญธรรมเฆี่ยนตีเขาก็เป็นคนทายาให้ทุกครั้ง แม้ว่าเขาจะบ่นว่าไม่เต็มใจก็ตามที
“ผม....” ในขณะที่ผมกำลังจะเอ่ยออกไปนั้นพี่ธีก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน
“ขอให้พี่กอดวินอย่างนี้สักพักก่อนได้ไหม อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะ” ประโยคนั้นทำให้ผมไม่กล้าเผยอปากเอ่ยอะไรเลยแม้แต่น้อย
“...”
เราสองคนกอดกันอยู่อย่างนั้นเกือบห้านาที มันเป็นห้านาทีที่มีความหมายกับผมมาก เพราะความรู้สึกที่เคยมีต่อพี่ธีสมัยเด็กนั้นมันเริ่มกลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เราต่างก็เงียบมีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังอยู่ข้างใบหูของกันและกัน ผมรู้ว่าตอนนี้พี่ธีกำลังร้องไห้ จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนที่เข้มแข็งอะไรเลย เขาอ่อนแอกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ
“ฮึก...พี่อยากมีโอกาสทำอย่างนี้มานานแล้ว ขอบคุณนะที่ยอมให้คนเลว ๆ อย่างพี่กอดอย่างนี้” รู้สึกว่าตอนนี้เสื้อตัวบางของผมมันกำลังเปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำตาของพี่ธี
“ทำไมโทษตัวเองอีกแล้ว ถ้าพี่ยังพูดแบบนี้อยู่อีกผมจะไม่ยอมยกโทษให้พี่แล้วนะ” ผมแกล้งพูดแหย่พี่เขา ก่อนที่เราจะผละออกจากกัน
“พี่สัญญาว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว ต่อไปนี้วินคือเจ้าของชีวิตพี่แล้วนะ พี่จะเชื่อฟังคำสั่งวินทุกอย่างเลย” พี่ธีเริ่มยิ้มออก นี่สินะพี่ธีตัวจริงที่คอยมองผมมาตลอด แต่ผมกลับเห็นเพียงแค่ตัวตนที่เขาสร้างให้เกลียดเท่านั้น จากนี้ไปพี่ธีคนนั้นคงจะไม่มีอีกแล้ว จะมีเพียงพี่ธีคนนี้ที่นิสัยน่ารัก
“ชีวิตมันเป็นของพี่ ผมไม่สามารถสั่งให้พี่ทำอะไรได้” ทำไมผมต้องเขินกับสายตาที่เขามองมาด้วยนะ
“มันจะสายเกินไปไหมถ้าพี่อยากจะขอเป็นคนดูแลวินไปตลอดชีวิต นี่คือสิ่งที่พี่อยากจะบอกกับวินมาตั้งนานแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงซะที” แววตาที่เขามองผมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจ เพื่อลูกแล้วผมควรจะตอบรับโดยทันที แต่สำหรับเรื่องหัวใจแล้วผมกลับยังไม่มั่นใจ เพราะตอนนี้ผมมีอีกคนที่ควรจะแคร์ความรู้สึกนั่นคืออาหยาง
“...”
“ใช่สินะ มาถึงตอนนี้มันอาจจะสายไปแล้วจริง ๆ พี่น่าจะรู้ตัวตั้งแต่วินบอกว่าจะย้ายออกไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรพี่เข้าใจว่าวินเจออะไรมาเยอะ ถ้าเป็นพี่เองก็คงจะตัดสินใจอย่างนี้ล่ะ” พี่ธีฝืนยิ้ม ถอนหายใจยาวเพื่อทำใจ
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







