LOGINบัดนี้ฮอนตกเป็นเป้าสายตาของสมาชิกในบ้านซึ่งกำลังนั่งเรียงรายจำนวนหลายคน สีหน้าและแววตาของแต่ละคนมองราวกับเขาเป็นผู้ร้ายฆ่าใครตายเสียอย่างนั้น หากมีกระดองได้เหมือนเต่าเขาคงรีบหดหัวเข้าไป เพราะไม่อยากเป็นเหมือนตัวประหลาดในสายตาใครอย่างนี้ ส่วนคนที่ลากตัวเขามาน่ะหรือ นั่งทำหน้าเย็นชาเหมือนคนไม่มีความรู้สึก เห็นแล้วฮอนก็อยากจะกระโดดถีบหน้าให้หายเจ็บใจ
“ลื้อพาใครเข้าบ้านล่ะอาหยาง”
เสียงของหญิงสูงวัยเอ่ยกับหลานชาย สายตาของหล่อนจับจ้องมองฮอนอย่างพินิจพิจารณา ทำเอาเจ้าตัวรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่านิสัยของท่านเป็นอย่างไร
“เมียผมเองครับอาม่า ผมจะพามาอยู่บ้านด้วย”
ได้ยินอย่างนั้นฮอนก็หันขวับไปมองหน้าคนพูด ทว่าสีหน้าของอาหยางยังคงเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์เช่นเดิม แต่ก็คงทำได้เพียงนั่งนิ่งยอมรับชะตากรรมอย่างเสียมิได้
“อะไรนะ! ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นพาใครเข้าบ้าน เอาเข้ามาทั้งทีแทนที่จะเป็นเมียผู้หญิงแต่กลับเป็นผู้ชายไปซะได้ จะทำให้อั๊วหัวใจวายตายหรือยังไง” สีหน้าหญิงชราและเด็กหนุ่มที่นั่งข้างกันฉายความตื่นตกใจไม่น้อย
“ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกอาม่าก่อน มันฉุกละหุกน่ะครับ แต่คนนี้ผมจริงจังครับอาม่า ฮอนเป็นคนไทยอาจจะยังไม่รู้ขนบธรรมเนียมของคนจีนอย่างเรา ผมต้องรบกวนให้อาม่าช่วยอบรมสั่งสอนเมียผมด้วยนะครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยกลับผู้มีพระคุณเพียงหนึ่งเดียวที่ยังมีชีวิต ช่างแตกต่างจากฮอนโดยสิ้นเชิง อาหยางรักและเคารพผู้หญิงคนนี้สุดหัวใจ กับคนอื่นจะร้ายและเย็นชามากแค่ไหนก็ได้แต่ยกเว้นกับผู้หญิงคนนี้
“อั๊วไม่ได้ห้ามหรอกนะ แต่แค่แปลกใจเพราะลื้อไม่เคยพามาให้เห็นหน้าค่าตาเลย จู่ ๆ ก็พาเข้าบ้านอย่างนี้เป็นใครก็ตกใจ แล้วไปเจอกันได้ยังไงล่ะ”
ได้ยินอย่างนั้นฮอนก็คลายความกังวลใจลงมาบ้าง ผู้หญิงคนนี้คงไม่ใช่คนใจร้ายหรอกกระมัง แต่สิ่งที่กำลังทำให้เครียดหนักคงเป็นคำถามที่ว่า...เจอกันที่ไหน หากนายนั่นบอกไปตามความจริงว่าเจอที่ซ่องล่ะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“ผมไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยกับอาเหยียน ฮอนทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่นั่นครับ”
“อ้อ อย่างนั้นหรือ” อาม่าพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันไปมองหน้าฮอนอีกครั้งแล้วถามว่า “แล้วลื้อรักหลานชายอั๊วจริง ๆ ใช่ไหม”
“เอ่อ..” คำถามนี้ก็ตอบยากเช่นกัน เขาจะหักหน้านายนั่นหรือยอมตามน้ำดีนะ หากทว่ากำลังตัดสินใจอยู่นั้นคนที่พามาก็รีบชิงตอบเสียก่อน
“ทำไมอาม่าถามอย่างนั้นล่ะครับ ถ้าไม่รักแล้วจะยอมมาด้วยทำไมล่ะ ถ้ายังไงผมขอตัวพาฮอนไปพักผ่อนก่อนนะครับ” กล่าวกับอาม่าแล้วหันไปเอ่ยกับน้องชายคนเล็ก “อาเฉินช่วยไปเตรียมห้องรับแขกไว้ให้ฮอนหน่อยนะ”
“ครับเฮีย” เฉินอี้ หรือที่ทุกคนเรียกอาเฉิน ตอบรับด้วยรอยยิ้ม ทำทีกำลังจะลุกขึ้นหากทว่าเสียงของอาม่าทำให้ต้องชะงักเสียก่อน
“เป็นเมียลื้อแล้วทำไมต้องไปเตรียมห้องให้ยุ่งยากด้วยล่ะ ผัวเมียก็ต้องอยู่ด้วยกันสิ”
“ไม่เป็นไรครับอาม่า ผมเพิ่งมาอยู่ที่นี่แยกห้องก็น่าจะดีเหมือนกันนะครับ” ฮอนรีบแย้ง แต่ดูเหมือนว่าฟ้าดินคงไม่อยู่ข้างเขาเป็นแน่
“ผมก็ลืมไปครับอาม่า อาเฉินไม่ต้องไปแล้ว เดี๋ยวให้ฮอนไปนอนกับเฮียก็แล้วกัน”
“ครับเฮีย”
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







