LOGINเฟิงหลิงฉี คือนายน้อยหนึ่งเดียวแห่งตระกูลใหญ่ นับตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขาถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ไม่เคยต้องลำบาก ไม่เคยถูกขัดใจ สิ่งใดอยากได้ย่อมได้ สิ่งใดอยากทำย่อมไม่มีผู้ใดกล้าห้าม ทว่า ความรักและการตามใจนั้นเอง กลับหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อรั้น และไม่กลัวเกรงผู้ใด แม้แต่บิดาผู้เป็นนายท่านแห่งตระกูลก็เริ่มปวดศีรษะกับบุตรคนนี้ เมื่อการตักเตือนอ่อนโยนไม่อาจเปลี่ยนนิสัย นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ นายท่านจึงคิดหาทางกำราบนายน้อยผู้ยากจะควบคุมนี้ และสุดท้ายก็นำเรื่องกราบทูลเพื่อปรึกษาฮ่องเต้ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิด ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้จึงตัดสินพระทัยออกราชโองการ ส่งหลานชายอย่างเฟิงหลิงฉีไปให้ท่านอาจารย์ผู้หนึ่งดูแลอบรมนิสัย เปลี่ยนลิงป่าเป็นพยักฆ์ ท่านอาจารย์ผู้นั้นคือ คุณชายอวี้หาญ ชายหนุ่มผู้มีนิสัยเย็นชา สีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะยามหนาวเหน็บหรือร้อนระอุ ใบหน้าของเขาก็ยังนิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น และเขานี่เอง คือผู้ถูกเลือกให้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของนายน้อยเฟิงหลิงฉี
View Moreแสงแดดยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) แผดจ้าลงบนถนนสายหลักของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าความร้อนแรงของดวงอาทิตย์กลับไม่อาจเทียบเท่ากับเสียงฝีเท้าขบวนม้าที่หวดตะบึงเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายซื้อของต้องแตกตื่นพากันหลบวูบเข้าข้างทาง
“หลบไป! ใครขวางทางม้าข้า ข้าจะสั่งโบยให้หลังขาด!”
เสียงใสทว่าทรงอำนาจตะโกนลั่น พร้อมกับร่างในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีแดงเพลิงที่โดดเด่นท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้ง ผู้ที่ควบม้าอยู่หัวขบวนไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เขาคือ เฟิงหลิงฉี คุณชายน้อยแห่งจวนเฟิงโหว บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจตัวน้อยแห่งเมืองหลวง
ใบหน้าของเขานั้นงดงามราวกับสลักจากหยกชั้นเลิศ ผิวพรรณขาวละเอียดราวก้อนหิมะที่ตัดกับชุดสีแดงเข้ม ดวงตากลมโตหางตาเชิดขึ้นอย่างถือดีนั้นวาววับไปด้วยความสนุกสนานบนความเดือดร้อนของผู้อื่น ในมือเล็กขาวบางนั้นสะบัดแส้หนังเส้นคมกริบ กรีดอากาศจนเกิดเสียง ขวับ!
“คุณชาย! เบาแรงหน่อยขอรับ เดี๋ยวท่านโหวจะตำหนิเอาได้!” เสี่ยวฟู่เจ้าทาสทึ่มร่างกำยำที่วิ่งตามหลังมาตะโกนบอกด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ท่านพ่อไม่อยู่บ้าน ใครจะกล้าตำหนิข้าได้!” หลิงฉีหัวเราะร่า รอยยิ้มนั้นสวยงามดั่งบุปผาแย้มบาน แต่การกระทำกลับดื้อรั้นจนน่าปวดหัว “วันนี้ข้าจะไปตกปลาที่สระมรกต ใครขวางทางข้าถือว่ารนหาที่ตาย!”
ในขณะที่ม้าพันธุ์ดีกำลังทะยานผ่านย่านตลาดที่คึกคักที่สุด ทันใดนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเก็บลูกขนไก่ดันลื่นล้มอยู่กลางถนนด้วยความตกใจ ขบวนม้าของคุณชายน้อยเฟิงหลิงฉีห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงตัว!
“เหวอ!” ชาวบ้านร้องเสียงหลง บางคนปิดตาแน่นเพราะไม่อยากเห็นภาพสยองขวัญ
เฟิงหลิงฉีเบิกตากว้าง แม้จะซุกซนแต่เขาก็ไม่ได้หมายชีวิตเด็ก ทว่าด้วยความเร็วขนาดนี้ การจะหยุดม้ากะทันหันแทบเป็นไปไม่ได้ เขาพยายามดึงสายบังเหียนจนม้าพยศชูขาหน้าขึ้นฟ้า แต่แรงเหวี่ยงกลับจะทำให้เขากระเด็นตกจากหลังม้าเสียเอง
เคว้ง!
พึ่บ!
เสียงที่คล้ายกับของแข็งกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล ทันใดนั้นเอง ม้าของคุณชายน้อยที่กำลังพยศกลับสงบลงอย่างประหลาด ราวกับถูกภูเขาที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้ ขาหน้าของมันวางลงบนพื้นดินอย่างนิ่มนวลห่างจากตัวเด็กเพียงไม่กี่นิ้ว
เฟิงหลิงฉีที่เกือบจะหลุดจากอานม้าตั้งสติได้ เขารีบจัดท่าทางให้สง่างามดังเดิม ก่อนจะตวาดลั่นด้วยความเสียขวัญผสมโทสะ “ใคร! ใครบังอาจมาขวางข้า!”
ดวงตาสวยตวัดมองไปรอบๆ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่ง
ที่เพิงน้ำชาโกโรโกโสข้างทาง บุรุษในชุดผ้าป่านสีเทาซีดๆ คนหนึ่งกำลังนั่งนิ่งเฉย ในมือของเขาถือจอกน้ำชาดินเผาใบเก่าเอาไว้ นิ้วเรียวยาวแข็งแรงนั้นคีบเมล็ดถั่วลิสงขึ้นมาหนึ่งเมล็ด ก่อนจะดีดมันออกไปเบาๆ ราวกับรำคาญใจ
เมล็ดถั่วลูกนั้นเอง ที่พุ่งเข้าชนจุดสำคัญที่ขาของม้าจนมันหยุดชะงัก
“เจ้า!” เฟิงหลิงฉีกระโดดลงจากหลังม้า เดินดุ่มๆ เข้าไปหาชายหนุ่มนิรนามทันที “เมื่อครู่เจ้าทำอะไรม้าของข้า!”
ชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า อวี้หาญ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาดูธรรมดาสามัญจนเกือบจะจืดชืด หากแต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าแววตานั้นลุ่มลึกดั่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง เขาวางจอกชาลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
“ทางเดินมีไว้ให้คนเดิน มิใช่มีไว้ให้สุนัขบ้ามาวิ่งเล่น”
“เจ้า! เจ้าว่าใครเป็นสุนัขบ้า!” เฟิงหลิงฉีหน้าแดงก่ำ นิ้วเรียวชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความสั่นเทา “เจ้าช่างขวัญกล้านัก! รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือเฟิงหลิงฉี บุตรของเฟิงโหวผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินนี้นะ!”
อวี้หาญเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณชายน้อยเป็นครั้งแรก แววตานั้นสงบนิ่งเสียจนคนมองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ก็มิปาน
“บุตรท่านโหว” อวี้หาญแค่นยิ้มบางที่มุมปาก “หน้าตาก็หมดจดราวกับหยกสลัก แต่เหตุใดวาจาและกิริยากลับเหมือนลิงป่าที่ไม่มีคนสั่งสอนเสียได้ ช่างเสียของจริงๆ”
“เจ้า!”
เฟิงหลิงฉีทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตวัดแส้หนังในมือเข้าใส่ชายหนุ่มทันทีด้วยความโกรธเกรี้ยว แส้นั้นแฝงไปด้วยลมปราณจางๆ หมายจะฝากรอยไหม้ไว้บนใบหน้าเฉยเมยนั้นให้เข็ดหลาบ
ทว่า
พรึ่บ!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครมองทัน อวี้หาญเพียงแค่ขยับปลายนิ้วคว้ารวบปลายแส้เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกระตุกเพียงครั้งเดียว ร่างโปร่งบางของคุณชายน้อยก็ปลิวถลาเข้าไปหาเขาตามแรงเหวี่ยง
อวี้หาญใช้มืออีกข้างคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของเฟิงหลิงฉี แล้วยกร่างนั้นขึ้นจนเท้าลอยจากพื้น ราวกับหิ้วลูกแมวตัวหนึ่ง
“ปล่อยข้า! ไอ้คนชั้นต่ำ! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาแตะต้องตัวข้า!” เฟิงหลิงฉีดิ้นพล่าน ขาเล็กๆ เตะถีบไปมาในอากาศ ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เหยเกด้วยความอับอาย
“ข้ามิได้อยากแตะต้องเจ้าให้เสนียดมือ” อวี้หาญกล่าวพลางหิ้วเขาไปที่ถังน้ำล้างชามข้างร้าน “แต่ในเมื่อที่บ้านเจ้าไม่มีใครสอนมารยาท ข้าจะถือวิสาสะขัดเกลาเจ้าให้สักหน่อยก็แล้วกัน”
“เจ้าจะทำอะไร! หยุดนะ! อื้ออออ!”
จ๋อม!
ใบหน้าสวยล้ำเลิศของคุณชายน้อยถูกกดลงไปในถังน้ำเย็นเฉียบครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกดึงขึ้นมาให้หายใจ อวี้หาญทำเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งจนคุณชายน้อยสำลักน้ำ ไอคอกแคกจนหน้าดำหน้าแดง ผมเผ้าที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้หลุดรุ่ยเปียกโชก
“คนอย่างเจ้า ร้อนวิชานักก็ควรดับร้อนเสียบ้าง” อวี้หาญปล่อยมือ ปล่อยให้ร่างของคุณชายน้อยทรุดฮวบลงกับพื้นตลาดที่เต็มไปด้วยฝุ่น
บรรดาผู้ติดตามของคุณชายเฟิงเพิ่งจะหายตกตะลึง พวกเขาชักกระบี่ออกมาหมายจะรุมสังหารชายผู้นี้ “บังอาจนัก! กล้ารังแกคุณชายน้อย ตายเสียเถอะ!”
อวี้หาญไม่แม้แต่จะชักกระบี่ไม้ไผ่ที่พาดอยู่ข้างกาย เขาเพียงสะบัดแขนเสื้อ แรงลมปราณมหาศาลก็ระเบิดออกซัดเอาผู้ติดตามคุณชายน้อยนับสิบกระเด็นตกถนนไปคนละทิศละทาง บางคนถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต
ความเงียบเข้าปกคลุมตลาดทันที ชาวบ้านพากันตกตะลึงกับวิทยายุทธ์ขั้นสูงที่หาดูได้ยากเช่นนี้
เฟิงหลิงฉีที่นั่งอยู่บนพื้น มองภาพบริวารของตนพ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยสายตาสั่นระริก เขาไม่เคยพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกจับกดน้ำต่อหน้าธารกำนัล
เขามองตามแผ่นหลังของอวี้หาญที่กำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะหันมามองความพินาศที่ตัวเองทิ้งไว้
“ฝากไว้ก่อนเถอะ! เจ้าคนเถื่อน!” เฟิงหลิงฉีตะโกนสุดเสียง น้ำตาแห่งความแค้นและอับอายคลอเบ้า “ข้าจะให้ท่านพ่อสั่งประหารเจ้าเจ็ดชั่วโคตร! เจ้าชื่ออะไร! บอกชื่อเจ้ามานะ!”
อวี้หาญหยุดเดินชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ข้าชื่ออวี้หาญ หากเจ้าอยากล้างแค้น ก็จงฝึกฝนให้มากกว่านี้ อย่าเก่งแต่ใช้ชื่อบิดาข่มขู่ผู้อื่น เพราะมันดู กระจอกเหลือเกิน”
คำว่ากระจอกกระแทกเข้ากลางใจของคุณชายน้อยเฟิงหลิงฉีอย่างจัง เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ จ้องมองเงาร่างสีเทานั้นหายไปในฝูงชนด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอก
มันไม่ใช่แค่ความแค้น แต่มันคือความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
“อวี้หาญ! ข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตข้าให้ได้ คอยดู!”
"หุบปาก!" อวี้เทียนหรงตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น เขามองหลิงฉีด้วยสายตาเหยียดหยาม "เจ้าเด็กชั้นต่ำ! กล้าดีอย่างไรมาทำตัวสำส่อนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะสั่งตัดลิ้นเจ้า!" หลิงฉีตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก เขาเหลือบมองอวี้หาญที่ยังคงคุกเข่านิ่งไม่ไหวติง ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกไปจากหอตำราตามคำสั่งเมื่อเหลือเพียงพ่อลูก อวี้เทียนหรงก็พุ่งเข้าไปตบหน้าอวี้หาญจนใบหน้าคมคร้ามหันไปตามแรงฝ่ามือ "เจ้ามันเดรัจฉาน! เจ้าเป็นถึงเจ้าสำนัก เป็นหน้าตาของตระกูลอวี้ แต่กลับมามั่วสุมกับศิษย์ชายต่ำต้อย! เจ้าคิดจะทำให้สำนักวิถีวารีสงบที่บรรพชนสร้างมาด้วยเลือดต้องมัวหมองในมือเจ้างั้นรึ!""ข้าผิดไปแล้ว ท่านพ่อ" อวี้หาญกล่าวเสียงสั่น ทว่าแววตายังแฝงไปด้วยความเจ็บปวด "ผิดงั้นรึ? คำว่าผิดของเจ้ามันน้อยไป!" อวี้เทียนหรงคำราม "ในฐานะที่เจ้าละเมิดกฎเหล็กของสำนัก และทำให้เกียรติของตำแหน่งเจ้าสำนักเสื่อมเสีย ข้าจะลงโทษเจ้าด้วยทัณฑ์วารีเยือกแข็ง..เจ้าจงแช่ตัวในบ่อน้ำเย็นใต้หุบเขาเป็นเวลาสามวันสามคืน พร้อมรับการโบยจากแส้หนามอีกสามสิบที
ความเงียบสงัดยามค่ำคืนในสำนักมักจะเป็นอุปสรรคต่อคนรักสนุกเสมอ แต่ไม่ใช่กับเฟิงหลิงฉี คุณชายน้อยจากตระกูลเฟิงผู้มีใบหน้าประหนึ่งสลักจากหยก แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ ร่างโปร่งในชุดศิษย์สายนอกลอบเร้นกายผ่านเงาไม้ มุ่งหน้าสู่เรือนพักสันโดษของอาจารย์อวี้หาญ บุรุษหนุ่มผู้เคร่งครัดที่หลิงฉีแอบเล็งเอาไว้ทั้งในฐานะศิษย์และ อย่างอื่น"ข้าว่าข้าตาไม่ฝาดแน่ๆ วันก่อนเห็นท่านอาจารย์ยกไหดินเผาลายเมฆาเข้าไปในห้องตำรา กลิ่นหอมฟุ้งนั่นมันสุราลืมพันปีชัดๆ!"หลิงฉีพึมพำกับตัวเองขณะหย่อนเท้าลงบนระเบียงไม้เงียบกริบ เขาใช้ทักษะตัวเบามาใช้ขโมยของ แอบมุดเข้าทางหน้าต่างห้องตำรา และเพียงไม่นาน นิ้วเรียวก็คลำไปเจอไหเหล้าที่ถูกซ่อนไว้หลังชั้นหนังสือชั้นล่างสุด"เจอตัวแล้ว" หลิงฉีแย้มยิ้มคว้าไหสุราขึ้นมา ก่อนกอดไว้อย่างผู้ชนะ"ขโมยของพี่ชายข้านี่... โทษหนักถึงขั้นต้องโบยเชียวนะคุณชายน้อย"หลิงฉีสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำไหเหล้าหลุดมือ เขาหันขวับไปตามเสียงหวานใสที่เจือความขี้เล่น ร่างที่นั่งกอดอกพิงขอบประตูอยู่คือดรุณีในชุดสีฟ้าคราม ใบหน้าของนางมีความคล้ายคลึงกับอวี้หาญถึงเจ็ดส่วน หากแต่ดวงตาคู่นั้นดูซุกซนแ
ณ เมืองลั่วเฟิง เมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่บนชัยภูมิอันสลับซับซ้อน เมืองนี้มั่งคั่งด้วยทรัพยากรและเป็นเอกเทศเสียจนแทบไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนักกลาง ผู้ที่ปกครองเมืองนี้คือ ฉินเยว่บุรุษผู้มีรูปโฉมคมเข้มดุดัน ทว่าดวงตากลับแฝงไปด้วยประกายแห่งความวิปริต เขาป่วยเป็นโรคประหลาดที่หมอหลวงต่างส่ายหน้า นั่นคือภาวะกำหนัดไม่รู้สิ้น (โรคหยางรุ่งโรจน์เกินขีดจำกัด) ซึ่งมีทางเยียวยาเดียวคือการเสพสังวาสกับหนุ่มน้อยที่มีกลิ่นอายบริสุทธิ์เพื่อสะกดข่มความร้อนแรงในกายทุกค่ำคืนภายในปราสาทหินอ่อนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานรัญจวนใจ ฉินเยว่นอนเอนกายอยู่บนตั่งทองคำ เบื้องหน้าของเขาคือบรรดาหนุ่มน้อยนับสิบในชุดผ้าไหมบางเบาที่เรียกกันว่าเหล่าสนมบุรุษในโฮ่วถิงแห่งลั่วเฟิ่ง บางคนกำลังดีดพิณ บางคนกำลังร่ายรำ แต่อารมณ์ของฉินเยว่กลับคุกรุ่นไปด้วยความเบื่อหน่าย"น่าเบื่อ! พวกเจ้ามันก็แค่ตุ๊กตาไม้ที่ไร้ชีวิตชีวา!" เขาสะบัดจอกสุราทิ้งจนเหล้าสีใสสาดกระจาย "มีแต่พวกประจบสอพลอ ร้องขอความเมตตา ข้าต้องการคนที่มากกว่านี้ คนที่ทำให้เลือดในกายข้าเดือดพล่านด้วยความท้าทาย!"ในจังหวะนั้นเอง อาสือบ่าวคนสนิทผู้มีดวงตาดุจสุนัขจิ้งจอก คลานเข่าเข
เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู่ริมตลิ่ง “ตักน้ำจากลำธารนี้ไปเติมตุ่มอาบน้ำที่เรือนพักหลังเขาให้เต็ม ก่อนตะวันขึ้นตรงหัว”หลิงฉีชะงัก “ศิษย์พี่…ไยจึงเป็นท่าน?”คิ้วเข้มของเฉินคุนขยับเล็กน้อย “หากมิใช่ข้า เจ้าหวังให้เป็นผู้ใด?”“ผู้ที่ฝึกฝนข้าย่อมต้องเป็นอาจารย์อวี้หาญสิ” หลิงฉีโพล่งอย่างลืมตัว ก่อนจะชี้ไปยังทางคดเคี้ยวที่ไต่ขึ้นเขา “อีกอย่าง กระท่อมนั่นอยู่ไกลนัก ทั้งทางยังชันปานนั้น!”เฉินคุนทอดสายตามองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “อาจารย์มีเรื่องเร่งด่วน ลงจากเขาไปตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้ข้ารับหน้าที่แทน และสิ่งใดที่ข้าสั่ง เจ้าย่อมต้องทำ หากยังมัวอิดออด ข้าจะเพิ่มเป็นสี่ถัง”คำขู่นั้นทำให้หลิงฉีได้แต่กัดฟันกรอด มือกำขอบถังไม้แน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ในใจเดือดพล่านราวหม้อเดือดปุดปุดเจ้าปีศาจไร้ใจ…ตัวไม่อยู่ยังฝากคนมาทรมานข้าอีก!เข