ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง

ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-07-07
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
Belum ada penilaian
35Bab
361Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

เฟิงหลิงฉี คือนายน้อยหนึ่งเดียวแห่งตระกูลใหญ่ นับตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขาถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ไม่เคยต้องลำบาก ไม่เคยถูกขัดใจ สิ่งใดอยากได้ย่อมได้ สิ่งใดอยากทำย่อมไม่มีผู้ใดกล้าห้าม ทว่า ความรักและการตามใจนั้นเอง กลับหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อรั้น และไม่กลัวเกรงผู้ใด แม้แต่บิดาผู้เป็นนายท่านแห่งตระกูลก็เริ่มปวดศีรษะกับบุตรคนนี้ เมื่อการตักเตือนอ่อนโยนไม่อาจเปลี่ยนนิสัย นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ นายท่านจึงคิดหาทางกำราบนายน้อยผู้ยากจะควบคุมนี้ และสุดท้ายก็นำเรื่องกราบทูลเพื่อปรึกษาฮ่องเต้ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิด ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้จึงตัดสินพระทัยออกราชโองการ ส่งหลานชายอย่างเฟิงหลิงฉีไปให้ท่านอาจารย์ผู้หนึ่งดูแลอบรมนิสัย เปลี่ยนลิงป่าเป็นพยักฆ์ ท่านอาจารย์ผู้นั้นคือ คุณชายอวี้หาญ ชายหนุ่มผู้มีนิสัยเย็นชา สีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะยามหนาวเหน็บหรือร้อนระอุ ใบหน้าของเขาก็ยังนิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น และเขานี่เอง คือผู้ถูกเลือกให้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของนายน้อยเฟิงหลิงฉี

Lihat lebih banyak

Bab 1

1.พยศกลางตลาด

แสงแดดยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) แผดจ้าลงบนถนนสายหลักของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าความร้อนแรงของดวงอาทิตย์กลับไม่อาจเทียบเท่ากับเสียงฝีเท้าขบวนม้าที่หวดตะบึงเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายซื้อของต้องแตกตื่นพากันหลบวูบเข้าข้างทาง

“หลบไป! ใครขวางทางม้าข้า ข้าจะสั่งโบยให้หลังขาด!”

เสียงใสทว่าทรงอำนาจตะโกนลั่น พร้อมกับร่างในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีแดงเพลิงที่โดดเด่นท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้ง ผู้ที่ควบม้าอยู่หัวขบวนไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เขาคือ เฟิงหลิงฉี คุณชายน้อยแห่งจวนเฟิงโหว บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจตัวน้อยแห่งเมืองหลวง

ใบหน้าของเขานั้นงดงามราวกับสลักจากหยกชั้นเลิศ ผิวพรรณขาวละเอียดราวก้อนหิมะที่ตัดกับชุดสีแดงเข้ม ดวงตากลมโตหางตาเชิดขึ้นอย่างถือดีนั้นวาววับไปด้วยความสนุกสนานบนความเดือดร้อนของผู้อื่น ในมือเล็กขาวบางนั้นสะบัดแส้หนังเส้นคมกริบ กรีดอากาศจนเกิดเสียง ขวับ!

“คุณชาย! เบาแรงหน่อยขอรับ เดี๋ยวท่านโหวจะตำหนิเอาได้!” เสี่ยวฟู่เจ้าทาสทึ่มร่างกำยำที่วิ่งตามหลังมาตะโกนบอกด้วยสีหน้าซีดเผือด

“ท่านพ่อไม่อยู่บ้าน ใครจะกล้าตำหนิข้าได้!” หลิงฉีหัวเราะร่า รอยยิ้มนั้นสวยงามดั่งบุปผาแย้มบาน แต่การกระทำกลับดื้อรั้นจนน่าปวดหัว “วันนี้ข้าจะไปตกปลาที่สระมรกต ใครขวางทางข้าถือว่ารนหาที่ตาย!”

ในขณะที่ม้าพันธุ์ดีกำลังทะยานผ่านย่านตลาดที่คึกคักที่สุด ทันใดนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเก็บลูกขนไก่ดันลื่นล้มอยู่กลางถนนด้วยความตกใจ ขบวนม้าของคุณชายน้อยเฟิงหลิงฉีห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงตัว!

“เหวอ!” ชาวบ้านร้องเสียงหลง บางคนปิดตาแน่นเพราะไม่อยากเห็นภาพสยองขวัญ

เฟิงหลิงฉีเบิกตากว้าง แม้จะซุกซนแต่เขาก็ไม่ได้หมายชีวิตเด็ก ทว่าด้วยความเร็วขนาดนี้ การจะหยุดม้ากะทันหันแทบเป็นไปไม่ได้ เขาพยายามดึงสายบังเหียนจนม้าพยศชูขาหน้าขึ้นฟ้า แต่แรงเหวี่ยงกลับจะทำให้เขากระเด็นตกจากหลังม้าเสียเอง

 เคว้ง!

พึ่บ!

เสียงที่คล้ายกับของแข็งกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล ทันใดนั้นเอง ม้าของคุณชายน้อยที่กำลังพยศกลับสงบลงอย่างประหลาด ราวกับถูกภูเขาที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้ ขาหน้าของมันวางลงบนพื้นดินอย่างนิ่มนวลห่างจากตัวเด็กเพียงไม่กี่นิ้ว

เฟิงหลิงฉีที่เกือบจะหลุดจากอานม้าตั้งสติได้ เขารีบจัดท่าทางให้สง่างามดังเดิม ก่อนจะตวาดลั่นด้วยความเสียขวัญผสมโทสะ “ใคร! ใครบังอาจมาขวางข้า!”

ดวงตาสวยตวัดมองไปรอบๆ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่ง

ที่เพิงน้ำชาโกโรโกโสข้างทาง บุรุษในชุดผ้าป่านสีเทาซีดๆ คนหนึ่งกำลังนั่งนิ่งเฉย ในมือของเขาถือจอกน้ำชาดินเผาใบเก่าเอาไว้ นิ้วเรียวยาวแข็งแรงนั้นคีบเมล็ดถั่วลิสงขึ้นมาหนึ่งเมล็ด ก่อนจะดีดมันออกไปเบาๆ ราวกับรำคาญใจ

เมล็ดถั่วลูกนั้นเอง ที่พุ่งเข้าชนจุดสำคัญที่ขาของม้าจนมันหยุดชะงัก

“เจ้า!” เฟิงหลิงฉีกระโดดลงจากหลังม้า เดินดุ่มๆ เข้าไปหาชายหนุ่มนิรนามทันที “เมื่อครู่เจ้าทำอะไรม้าของข้า!”

ชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า อวี้หาญ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาดูธรรมดาสามัญจนเกือบจะจืดชืด หากแต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าแววตานั้นลุ่มลึกดั่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง เขาวางจอกชาลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ

“ทางเดินมีไว้ให้คนเดิน มิใช่มีไว้ให้สุนัขบ้ามาวิ่งเล่น”

“เจ้า! เจ้าว่าใครเป็นสุนัขบ้า!” เฟิงหลิงฉีหน้าแดงก่ำ นิ้วเรียวชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความสั่นเทา “เจ้าช่างขวัญกล้านัก! รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือเฟิงหลิงฉี บุตรของเฟิงโหวผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินนี้นะ!”

อวี้หาญเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณชายน้อยเป็นครั้งแรก แววตานั้นสงบนิ่งเสียจนคนมองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ก็มิปาน

“บุตรท่านโหว” อวี้หาญแค่นยิ้มบางที่มุมปาก “หน้าตาก็หมดจดราวกับหยกสลัก แต่เหตุใดวาจาและกิริยากลับเหมือนลิงป่าที่ไม่มีคนสั่งสอนเสียได้ ช่างเสียของจริงๆ”

“เจ้า!”

เฟิงหลิงฉีทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตวัดแส้หนังในมือเข้าใส่ชายหนุ่มทันทีด้วยความโกรธเกรี้ยว แส้นั้นแฝงไปด้วยลมปราณจางๆ หมายจะฝากรอยไหม้ไว้บนใบหน้าเฉยเมยนั้นให้เข็ดหลาบ

ทว่า 

พรึ่บ!

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครมองทัน อวี้หาญเพียงแค่ขยับปลายนิ้วคว้ารวบปลายแส้เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกระตุกเพียงครั้งเดียว ร่างโปร่งบางของคุณชายน้อยก็ปลิวถลาเข้าไปหาเขาตามแรงเหวี่ยง

อวี้หาญใช้มืออีกข้างคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของเฟิงหลิงฉี แล้วยกร่างนั้นขึ้นจนเท้าลอยจากพื้น ราวกับหิ้วลูกแมวตัวหนึ่ง

“ปล่อยข้า! ไอ้คนชั้นต่ำ! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาแตะต้องตัวข้า!” เฟิงหลิงฉีดิ้นพล่าน ขาเล็กๆ เตะถีบไปมาในอากาศ ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เหยเกด้วยความอับอาย

“ข้ามิได้อยากแตะต้องเจ้าให้เสนียดมือ” อวี้หาญกล่าวพลางหิ้วเขาไปที่ถังน้ำล้างชามข้างร้าน “แต่ในเมื่อที่บ้านเจ้าไม่มีใครสอนมารยาท ข้าจะถือวิสาสะขัดเกลาเจ้าให้สักหน่อยก็แล้วกัน”

“เจ้าจะทำอะไร! หยุดนะ! อื้ออออ!”

จ๋อม!

ใบหน้าสวยล้ำเลิศของคุณชายน้อยถูกกดลงไปในถังน้ำเย็นเฉียบครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกดึงขึ้นมาให้หายใจ อวี้หาญทำเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งจนคุณชายน้อยสำลักน้ำ ไอคอกแคกจนหน้าดำหน้าแดง ผมเผ้าที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้หลุดรุ่ยเปียกโชก

“คนอย่างเจ้า ร้อนวิชานักก็ควรดับร้อนเสียบ้าง” อวี้หาญปล่อยมือ ปล่อยให้ร่างของคุณชายน้อยทรุดฮวบลงกับพื้นตลาดที่เต็มไปด้วยฝุ่น

บรรดาผู้ติดตามของคุณชายเฟิงเพิ่งจะหายตกตะลึง พวกเขาชักกระบี่ออกมาหมายจะรุมสังหารชายผู้นี้ “บังอาจนัก! กล้ารังแกคุณชายน้อย ตายเสียเถอะ!”

อวี้หาญไม่แม้แต่จะชักกระบี่ไม้ไผ่ที่พาดอยู่ข้างกาย เขาเพียงสะบัดแขนเสื้อ แรงลมปราณมหาศาลก็ระเบิดออกซัดเอาผู้ติดตามคุณชายน้อยนับสิบกระเด็นตกถนนไปคนละทิศละทาง บางคนถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต

ความเงียบเข้าปกคลุมตลาดทันที ชาวบ้านพากันตกตะลึงกับวิทยายุทธ์ขั้นสูงที่หาดูได้ยากเช่นนี้

เฟิงหลิงฉีที่นั่งอยู่บนพื้น มองภาพบริวารของตนพ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยสายตาสั่นระริก เขาไม่เคยพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกจับกดน้ำต่อหน้าธารกำนัล

เขามองตามแผ่นหลังของอวี้หาญที่กำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะหันมามองความพินาศที่ตัวเองทิ้งไว้

“ฝากไว้ก่อนเถอะ! เจ้าคนเถื่อน!” เฟิงหลิงฉีตะโกนสุดเสียง น้ำตาแห่งความแค้นและอับอายคลอเบ้า “ข้าจะให้ท่านพ่อสั่งประหารเจ้าเจ็ดชั่วโคตร! เจ้าชื่ออะไร! บอกชื่อเจ้ามานะ!”

อวี้หาญหยุดเดินชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา

“ข้าชื่ออวี้หาญ หากเจ้าอยากล้างแค้น ก็จงฝึกฝนให้มากกว่านี้ อย่าเก่งแต่ใช้ชื่อบิดาข่มขู่ผู้อื่น เพราะมันดู กระจอกเหลือเกิน”

คำว่ากระจอกกระแทกเข้ากลางใจของคุณชายน้อยเฟิงหลิงฉีอย่างจัง เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ จ้องมองเงาร่างสีเทานั้นหายไปในฝูงชนด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอก

มันไม่ใช่แค่ความแค้น แต่มันคือความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

“อวี้หาญ! ข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตข้าให้ได้ คอยดู!”

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
35 Bab
1.พยศกลางตลาด
แสงแดดยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) แผดจ้าลงบนถนนสายหลักของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าความร้อนแรงของดวงอาทิตย์กลับไม่อาจเทียบเท่ากับเสียงฝีเท้าขบวนม้าที่หวดตะบึงเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายซื้อของต้องแตกตื่นพากันหลบวูบเข้าข้างทาง“หลบไป! ใครขวางทางม้าข้า ข้าจะสั่งโบยให้หลังขาด!”เสียงใสทว่าทรงอำนาจตะโกนลั่น พร้อมกับร่างในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีแดงเพลิงที่โดดเด่นท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้ง ผู้ที่ควบม้าอยู่หัวขบวนไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เขาคือ เฟิงหลิงฉี คุณชายน้อยแห่งจวนเฟิงโหว บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจตัวน้อยแห่งเมืองหลวงใบหน้าของเขานั้นงดงามราวกับสลักจากหยกชั้นเลิศ ผิวพรรณขาวละเอียดราวก้อนหิมะที่ตัดกับชุดสีแดงเข้ม ดวงตากลมโตหางตาเชิดขึ้นอย่างถือดีนั้นวาววับไปด้วยความสนุกสนานบนความเดือดร้อนของผู้อื่น ในมือเล็กขาวบางนั้นสะบัดแส้หนังเส้นคมกริบ กรีดอากาศจนเกิดเสียง ขวับ!“คุณชาย! เบาแรงหน่อยขอรับ เดี๋ยวท่านโหวจะตำหนิเอาได้!” เสี่ยวฟู่เจ้าทาสทึ่มร่างกำยำที่วิ่งตามหลังมาตะโกนบอกด้วยสีหน้าซีดเผือด“ท่านพ่อไม่อยู่บ้าน ใครจะกล้าตำหนิข้าได้!” หลิงฉีหัวเราะร่า รอยยิ้มนั้นสวยงามดั่งบุปผาแย้มบาน แต่กา
Baca selengkapnya
2.ตัวตนของอวี้หาญ
ความโกลาหลที่ตลาดกลางเมืองหลวงแคว้นฉินสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงรอยเปียกโชกบนตัวนายน้อยเฟิงหลิงฉีและความอัปยศที่ไม่มีวันลบเลือน ทว่าสำหรับอวี้หาญ ชายหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทาซีด เรื่องราวเหล่านั้นเปรียบเสมือนฝุ่นผงที่เขาเพียงแค่ปัดทิ้งจากแขนเสื้อเขายังคงเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่หากใครสังเกตให้ดีจะพบว่า ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและเป็นจังหวะที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก แผ่นหลังที่เหยียดตรงนั้นเปี่ยมไปด้วยสง่าราศีที่ผ้าป่านราคาถูกไม่อาจปกปิดได้มิดภายใต้ชุดที่ดูเหมือนบ่าวรับใช้หรือนักศึกษาตกยาก อวี้หาญคือชายหนุ่มที่มีเครื่องหน้าคมคายดั่งภาพวาดของจิตรกรเอก คิ้วพาดเฉียงดั่งดาบดวงตาเรียวยาวที่มักจะกึ่งปิดกึ่งเปิดราวกับไม่ใส่ใจโลก แต่เมื่อใดที่เขาลืมตาขึ้นเต็มที่ แววตานั้นจะคมปลาบราวกับสามารถมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจคนได้ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะปิดสนิทจนดูเย็นชาผิวพรรณของเขาไม่ใช่ผิวของคนตรากตรำทำงานหนัก แม้จะดูหยาบกร้านจากการเดินทาง แต่ความจริงแล้วมันคือผิวที่ขาวละเอียดดั่งหยก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของผู้ที่มีสายเลือดสูงส่งจากแดนเหนือนามที่แท้จริงของเขาคืออวี้หาญแห่งตระกูลอวี้ ตระ
Baca selengkapnya
3.จวนท่านโหวลุกเป็นไฟ
จวนเฟิงโหวตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวง พื้นที่กว้างขวางกินอาณาเขตนับร้อยไร่ กำแพงสูงตระหง่านและประตูสีแดงชาดบ่งบอกถึงอำนาจที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ทว่าภายใต้ความสง่างามนั้น บรรดาบ่าวไพร่ต่างรู้ดีว่าการทำงานที่นี่เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนกองไฟ โดยมีเฟิงหลิงฉี เป็นต้นเพลิงเหตุผลหลักที่ทำให้หลิงฉีกลายเป็นเด็กเสียคน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฮูหยินผู้เฒ่าเฟิง ย่าแท้ๆ ของเขานั่นเอง ท่านย่ารักหลานชายคนนี้ยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เพราะหลิงฉีคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากที่พี่ชายของเขาเสียชีวิตในสนามรบเมื่อหลายปีก่อน..หลานข้าอยากได้ดาว ก็ต้องได้ดาว ใครกล้าทำให้หลานข้าขุ่นเคือง ใจร้ายกับคนแก่คนนี้เกินไปแล้ว! ..และนี่คือประโยคไม้ตายที่ทำให้ไม่มีใครในจวนกล้าหักหาญน้ำใจนายน้อย แม้แต่ท่านโหวผู้เป็นบิดาเองยามบ่าย ณ ลานหน้าเรือนรับรอง หลิงฉีนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้สลักลายมังกร ในมือมีแส้หนังเส้นเดิมที่เพิ่งแห้งจากน้ำในตลาด ใบหน้าสวยล้ำเลิศบัดนี้บึ้งตึงด้วยโทสะที่ยังค้างคาจากเรื่องของอวี้หาญ"พวกเจ้านี่มันโง่เง่านัก! แค่จับไอ้คนชั้นต่ำคนเดียวยังไม่ได้!" หลิงฉีตวาดใส่บ่าวชายสามคนที่คุก
Baca selengkapnya
4.น้ำตาปีศาจน้อย
เสียงปิดประตูโครมใหญ่ของเฟิงโหว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งนัก และร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธปนหวาดกลัวของเฟิงหลิงฉี นายน้อยผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครนั้น บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว เขารู้ดีว่าราชโองการมิใช่เรื่องล้อเล่น แต่นิสัยดื้อรั้นในกมลสันดานยังบอกให้เขาสู้ อย่าได้ยอมแพ้โดยง่ายเด็ดขาด“ไม่! ข้าไม่ไป! เสี่ยวฟู่ พยุงข้าที ข้าจะไปหาท่านย่า!”หลิงฉีตะโกนสั่งเสียงสั่น เขาไม่รอให้บ่าวคนสนิทพยุงด้วยซ้ำ แต่กลับวิ่งตึกตักออกจากเรือนพยัคฆ์หมอบ มุ่งหน้าไปยังเรือนพักทางฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นที่พำนักของฮูหยินผู้เฒ่าเฟิงทันที ตลอดทาง บ่าวไพร่ที่เห็นนายน้อยวิ่งหน้าตื่นมาต่างพากันก้มหน้าหลบตา เพราะรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวแล้ว“ท่านย่า! ท่านย่าช่วยหลิงเอ๋อร์ด้วย!”เสียงร้องไห้จ้าดังมาก่อนตัว หลิงฉีถลาเข้าไปในเรือนหอมกรุ่นด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์ เขาโถมตัวลงคุกเข่ากอดขาฮูหยินผู้เฒ่าเฟิงที่กำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างตื่นตระหนก ใบหน้างามล้ำบัดนี้อาบไปด้วยน้ำตา ดวงตากลมโตแดงก่ำดูน่าสงสารจนคนมองใจแทบขาด“หลิงเอ๋อร์ของย่า! เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ใครทำอะไรเจ้า บอกย่ามา ย่าจะจัดการให้เจ้าเอง!”
Baca selengkapnya
5.กฏเหล็กของสำนักวิถีวารีสงบ
ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่อากาศเย็นเยือกจนเห็นลมหายใจเป็นไอขาว ชายสูงวัยผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนแท่นไม้จันทน์ดำ เขาคือ อวี้เทียนหรง ผู้นำตระกูลอวี้คนปัจจุบันและเป็นบิดาของอวี้หาญ ใบหน้าของเขาราวกับหินแกะสลักที่ไร้ความรู้สึก แววตาคมกริบดุจพญาอินทรี“หาญเอ๋อร์เดินทางไปถึงแคว้นฉินแล้วหรือ?” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของอวี้เทียนหรงเอ่ยขึ้น“เรียนท่านเจ้าบ้าน คุณชายใหญ่ถึงเมืองหลวงแคว้นฉินมาได้สามวันแล้วเจ้าค่ะ และได้เริ่มทักทายนายน้อยตระกูลเฟิงไปบ้างแล้วตามรายงาน”ผู้ที่ตอบคือ อวี้หานเยี่ยน น้องสาวแท้ๆ ของอวี้หาญ นางเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามทว่าแฝงไปด้วยความแสบสันและเจ้าเล่ห์ ในมือของนางถือพัดขนนกยูงที่ขยับไปมาอย่างเป็นจังหวะ นางคือผู้ที่กุมเครือข่ายข่าวกรองของตระกูลอวี้ และเป็นคนเดียวที่กล้าหยอกล้อพี่ชายผู้เคร่งครัดอย่างอ
Baca selengkapnya
6.คำบอกใบ้ของนางมารน้อย
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที่สอง คำสั่งของข้าคือเด็ดขาด หากข้าสั่งให้ขุดดิน ห้ามปลูกดอกไม้ หากข้าสั่งให้นั่งสมาธิ ห้ามขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว หากขัดคำสั่ง... โบยสิบไม้ต่อหนึ่งความผิด”“สิบไม้!” หลิงฉีอุทาน เสียงหลง “ผิวข้าบางขนาดนี้ เจ้าจะโบยข้าให้ตายเลยหรือ!”“และ กฎข้อที่สาม ห้ามใช้ชื่อเสียงตระกูลเฟิงมาโอ้อวดหรือข่มขู่ผู้อื่น” อวี้หาญยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้าขาวนวล “ที่นี่เจ้าคือคนธรรมดา หากข้าได้ยินเจ้าพูดว่า รู้หรือไม่ข้าเป็นใคร หรือพ่อข้าคือเฟิงโหวอีกแม้แต่คำเดียว.. ข้าจะจับเจ้ามัดแขวนไว้กับต้นไม้ใหญ่กลางป่าให้มดแดงรุมทึ้งทั้งวันทั้งคืน”หลิงฉีตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธผสมความหวาดกลัว เขาอยากจะตบหน้าชายผู้นี้สักฉาด แต่เขารู้ดีว่าความเร็วของเขากับอวี้หาญนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว แล้วอย่างนี้เขาจะเอาอะ
Baca selengkapnya
7.แผนหว่านเสน่ห์
ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนักเทวะอัคคีผลาญของข้ายังคงเป็นรองสำนักวิถีวารีสงบอยู่อีกก้าวหนึ่งเสมอ!"เสียงตวาดนั้นเต็มไปด้วยโทสะ กงลั่วหมิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาเพียรฝึกฝนวิชาเพลิงกัลป์ผลาญฟ้าจนถึงขั้นสูงสุด แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอวี้หาญ เจ้าสำนักวิถีวารีสงบ ความร้อนแรงของเขากลับถูกสยบด้วยความเย็นเยียบที่นุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง ราวกับกองไฟที่ถูกมหาสมุทรโถมทับ"ท่านเจ้าสำนัก โปรดระงับโทสะด้วย" มู่เฉิน กุนซือหนุ่มในชุดบัณฑิตสีเทาเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ "ความแข็งกร้าวไม่อาจชนะความอ่อนโยนด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวได้ ท่านก็ทราบดีว่าตราบใดที่อวี้หาญยังนั่งตำแหน่งนั้นอยู่ ยอดเขาแห่งความสงบนั่นจะยังคงขวางทางเดินของท่านเสมอ""เจ้าจะให้ข้านั่งรอให้มันแก่ตายไปเองหรือไง!" กงลั่วหมิงหันมาถลึงตาใส่มู่เฉินยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มท
Baca selengkapnya
8.แผนพิชิตหัวใจปีศาจไร้ใจ
..วันต่อมาณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเช้า กระบี่ไม้ไผ่เล่มเดิมถูกถือไว้อย่างมั่นคงในมือ แผ่นหลังตั้งตรงดุจภูผา ลมหายใจนิ่งลึกสม่ำเสมอราวกับเขากลืนรวมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้วปลายเท้าขยับช้าๆ ก่อนร่างสูงจะเริ่มเคลื่อนไหว ท่วงท่าฝึกยุทธ์ของเขาสง่างาม ทว่าแฝงคมเฉียบราวกระบี่จริงที่พร้อมปลิดชีพศัตรูได้ทุกเมื่อ เสียงลมแหวกผ่านปลายไม้ไผ่ดังแผ่วเบา หากเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น หมอกบางถูกปาดแหวกเป็นเส้นสายตามจังหวะกระบี่ ราวกับแม้แต่อากาศยังต้องหลีกทางให้เขาทุกก้าว ทุกจังหวะ ล้วนแม่นยำไร้ที่ติ ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป หากเต็มไปด้วยอำนาจที่สงบนิ่งและน่าเกรงขามกระทั่งในห้วงสมาธินั้น อวี้หาญก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่งฝีเท้าที่สั่นคลอน แผ่วเบา และไม่สม่ำเสมอ กำลังค่อยๆ ใกล้เข้ามาแม้เสียงนั้นจะแทบกลืนหายไปกับไอหมอกและสายลม แต่ประ
Baca selengkapnya
9.หลิงฉีหลอกใช้ศิษย์พี่ใหญ่
เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู่ริมตลิ่ง “ตักน้ำจากลำธารนี้ไปเติมตุ่มอาบน้ำที่เรือนพักหลังเขาให้เต็ม ก่อนตะวันขึ้นตรงหัว”หลิงฉีชะงัก “ศิษย์พี่…ไยจึงเป็นท่าน?”คิ้วเข้มของเฉินคุนขยับเล็กน้อย “หากมิใช่ข้า เจ้าหวังให้เป็นผู้ใด?”“ผู้ที่ฝึกฝนข้าย่อมต้องเป็นอาจารย์อวี้หาญสิ” หลิงฉีโพล่งอย่างลืมตัว ก่อนจะชี้ไปยังทางคดเคี้ยวที่ไต่ขึ้นเขา “อีกอย่าง กระท่อมนั่นอยู่ไกลนัก ทั้งทางยังชันปานนั้น!”เฉินคุนทอดสายตามองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “อาจารย์มีเรื่องเร่งด่วน ลงจากเขาไปตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้ข้ารับหน้าที่แทน และสิ่งใดที่ข้าสั่ง เจ้าย่อมต้องทำ หากยังมัวอิดออด ข้าจะเพิ่มเป็นสี่ถัง”คำขู่นั้นทำให้หลิงฉีได้แต่กัดฟันกรอด มือกำขอบถังไม้แน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ในใจเดือดพล่านราวหม้อเดือดปุดปุดเจ้าปีศาจไร้ใจ…ตัวไม่อยู่ยังฝากคนมาทรมานข้าอีก!เข
Baca selengkapnya
10.ความงดงามที่ถูกหมายตา
ณ เมืองลั่วเฟิง เมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่บนชัยภูมิอันสลับซับซ้อน เมืองนี้มั่งคั่งด้วยทรัพยากรและเป็นเอกเทศเสียจนแทบไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนักกลาง ผู้ที่ปกครองเมืองนี้คือ ฉินเยว่บุรุษผู้มีรูปโฉมคมเข้มดุดัน ทว่าดวงตากลับแฝงไปด้วยประกายแห่งความวิปริต เขาป่วยเป็นโรคประหลาดที่หมอหลวงต่างส่ายหน้า นั่นคือภาวะกำหนัดไม่รู้สิ้น (โรคหยางรุ่งโรจน์เกินขีดจำกัด) ซึ่งมีทางเยียวยาเดียวคือการเสพสังวาสกับหนุ่มน้อยที่มีกลิ่นอายบริสุทธิ์เพื่อสะกดข่มความร้อนแรงในกายทุกค่ำคืนภายในปราสาทหินอ่อนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานรัญจวนใจ ฉินเยว่นอนเอนกายอยู่บนตั่งทองคำ เบื้องหน้าของเขาคือบรรดาหนุ่มน้อยนับสิบในชุดผ้าไหมบางเบาที่เรียกกันว่าเหล่าสนมบุรุษในโฮ่วถิงแห่งลั่วเฟิ่ง บางคนกำลังดีดพิณ บางคนกำลังร่ายรำ แต่อารมณ์ของฉินเยว่กลับคุกรุ่นไปด้วยความเบื่อหน่าย"น่าเบื่อ! พวกเจ้ามันก็แค่ตุ๊กตาไม้ที่ไร้ชีวิตชีวา!" เขาสะบัดจอกสุราทิ้งจนเหล้าสีใสสาดกระจาย "มีแต่พวกประจบสอพลอ ร้องขอความเมตตา ข้าต้องการคนที่มากกว่านี้ คนที่ทำให้เลือดในกายข้าเดือดพล่านด้วยความท้าทาย!"ในจังหวะนั้นเอง อาสือบ่าวคนสนิทผู้มีดวงตาดุจสุนัขจิ้งจอก คลานเข่าเข
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status