로그인เฟิงหลิงฉี คือนายน้อยหนึ่งเดียวแห่งตระกูลใหญ่ นับตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขาถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ไม่เคยต้องลำบาก ไม่เคยถูกขัดใจ สิ่งใดอยากได้ย่อมได้ สิ่งใดอยากทำย่อมไม่มีผู้ใดกล้าห้าม ทว่า ความรักและการตามใจนั้นเอง กลับหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อรั้น และไม่กลัวเกรงผู้ใด แม้แต่บิดาผู้เป็นนายท่านแห่งตระกูลก็เริ่มปวดศีรษะกับบุตรคนนี้ เมื่อการตักเตือนอ่อนโยนไม่อาจเปลี่ยนนิสัย นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ นายท่านจึงคิดหาทางกำราบนายน้อยผู้ยากจะควบคุมนี้ และสุดท้ายก็นำเรื่องกราบทูลเพื่อปรึกษาฮ่องเต้ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิด ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้จึงตัดสินพระทัยออกราชโองการ ส่งหลานชายอย่างเฟิงหลิงฉีไปให้ท่านอาจารย์ผู้หนึ่งดูแลอบรมนิสัย เปลี่ยนลิงป่าเป็นพยักฆ์ ท่านอาจารย์ผู้นั้นคือ คุณชายอวี้หาญ ชายหนุ่มผู้มีนิสัยเย็นชา สีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะยามหนาวเหน็บหรือร้อนระอุ ใบหน้าของเขาก็ยังนิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น และเขานี่เอง คือผู้ถูกเลือกให้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของนายน้อยเฟิงหลิงฉี
더 보기ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า
ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม
บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล
ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่
เสียงปิดประตูโครมใหญ่ของเฟิงโหว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งนัก และร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธปนหวาดกลัวของเฟิงหลิงฉี นายน้อยผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครนั้น บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว เขารู้ดีว่าราชโองการมิใช่เรื่องล้อเล่น แต่นิสัยดื้อรั้นในกมลสันดานยังบอกให้เขาสู้ อย่าได้ยอมแพ้โดยง่ายเด็ดข
จวนเฟิงโหวตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวง พื้นที่กว้างขวางกินอาณาเขตนับร้อยไร่ กำแพงสูงตระหง่านและประตูสีแดงชาดบ่งบอกถึงอำนาจที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ทว่าภายใต้ความสง่างามนั้น บรรดาบ่าวไพร่ต่างรู้ดีว่าการทำงานที่นี่เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนกองไฟ โดยมีเฟิงหลิงฉี เป็นต้นเพลิงเหตุผลหลักที่ทำให้หล
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที