Masukเฟิงหลิงฉี คือนายน้อยหนึ่งเดียวแห่งตระกูลใหญ่ นับตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขาถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ไม่เคยต้องลำบาก ไม่เคยถูกขัดใจ สิ่งใดอยากได้ย่อมได้ สิ่งใดอยากทำย่อมไม่มีผู้ใดกล้าห้าม ทว่า ความรักและการตามใจนั้นเอง กลับหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อรั้น และไม่กลัวเกรงผู้ใด แม้แต่บิดาผู้เป็นนายท่านแห่งตระกูลก็เริ่มปวดศีรษะกับบุตรคนนี้ เมื่อการตักเตือนอ่อนโยนไม่อาจเปลี่ยนนิสัย นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ นายท่านจึงคิดหาทางกำราบนายน้อยผู้ยากจะควบคุมนี้ และสุดท้ายก็นำเรื่องกราบทูลเพื่อปรึกษาฮ่องเต้ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิด ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้จึงตัดสินพระทัยออกราชโองการ ส่งหลานชายอย่างเฟิงหลิงฉีไปให้ท่านอาจารย์ผู้หนึ่งดูแลอบรมนิสัย เปลี่ยนลิงป่าเป็นพยักฆ์ ท่านอาจารย์ผู้นั้นคือ คุณชายอวี้หาญ ชายหนุ่มผู้มีนิสัยเย็นชา สีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะยามหนาวเหน็บหรือร้อนระอุ ใบหน้าของเขาก็ยังนิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น และเขานี่เอง คือผู้ถูกเลือกให้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของนายน้อยเฟิงหลิงฉี
Lihat lebih banyakแสงแดดยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) แผดจ้าลงบนถนนสายหลักของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าความร้อนแรงของดวงอาทิตย์กลับไม่อาจเทียบเท่ากับเสียงฝีเท้าขบวนม้าที่หวดตะบึงเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายซื้อของต้องแตกตื่นพากันหลบวูบเข้าข้างทาง
“หลบไป! ใครขวางทางม้าข้า ข้าจะสั่งโบยให้หลังขาด!”
เสียงใสทว่าทรงอำนาจตะโกนลั่น พร้อมกับร่างในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีแดงเพลิงที่โดดเด่นท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้ง ผู้ที่ควบม้าอยู่หัวขบวนไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เขาคือ เฟิงหลิงฉี คุณชายน้อยแห่งจวนเฟิงโหว บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจตัวน้อยแห่งเมืองหลวง
ใบหน้าของเขานั้นงดงามราวกับสลักจากหยกชั้นเลิศ ผิวพรรณขาวละเอียดราวก้อนหิมะที่ตัดกับชุดสีแดงเข้ม ดวงตากลมโตหางตาเชิดขึ้นอย่างถือดีนั้นวาววับไปด้วยความสนุกสนานบนความเดือดร้อนของผู้อื่น ในมือเล็กขาวบางนั้นสะบัดแส้หนังเส้นคมกริบ กรีดอากาศจนเกิดเสียง ขวับ!
“คุณชาย! เบาแรงหน่อยขอรับ เดี๋ยวท่านโหวจะตำหนิเอาได้!” เสี่ยวฟู่เจ้าทาสทึ่มร่างกำยำที่วิ่งตามหลังมาตะโกนบอกด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ท่านพ่อไม่อยู่บ้าน ใครจะกล้าตำหนิข้าได้!” หลิงฉีหัวเราะร่า รอยยิ้มนั้นสวยงามดั่งบุปผาแย้มบาน แต่การกระทำกลับดื้อรั้นจนน่าปวดหัว “วันนี้ข้าจะไปตกปลาที่สระมรกต ใครขวางทางข้าถือว่ารนหาที่ตาย!”
ในขณะที่ม้าพันธุ์ดีกำลังทะยานผ่านย่านตลาดที่คึกคักที่สุด ทันใดนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเก็บลูกขนไก่ดันลื่นล้มอยู่กลางถนนด้วยความตกใจ ขบวนม้าของคุณชายน้อยเฟิงหลิงฉีห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงตัว!
“เหวอ!” ชาวบ้านร้องเสียงหลง บางคนปิดตาแน่นเพราะไม่อยากเห็นภาพสยองขวัญ
เฟิงหลิงฉีเบิกตากว้าง แม้จะซุกซนแต่เขาก็ไม่ได้หมายชีวิตเด็ก ทว่าด้วยความเร็วขนาดนี้ การจะหยุดม้ากะทันหันแทบเป็นไปไม่ได้ เขาพยายามดึงสายบังเหียนจนม้าพยศชูขาหน้าขึ้นฟ้า แต่แรงเหวี่ยงกลับจะทำให้เขากระเด็นตกจากหลังม้าเสียเอง
เคว้ง!
พึ่บ!
เสียงที่คล้ายกับของแข็งกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล ทันใดนั้นเอง ม้าของคุณชายน้อยที่กำลังพยศกลับสงบลงอย่างประหลาด ราวกับถูกภูเขาที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้ ขาหน้าของมันวางลงบนพื้นดินอย่างนิ่มนวลห่างจากตัวเด็กเพียงไม่กี่นิ้ว
เฟิงหลิงฉีที่เกือบจะหลุดจากอานม้าตั้งสติได้ เขารีบจัดท่าทางให้สง่างามดังเดิม ก่อนจะตวาดลั่นด้วยความเสียขวัญผสมโทสะ “ใคร! ใครบังอาจมาขวางข้า!”
ดวงตาสวยตวัดมองไปรอบๆ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่ง
ที่เพิงน้ำชาโกโรโกโสข้างทาง บุรุษในชุดผ้าป่านสีเทาซีดๆ คนหนึ่งกำลังนั่งนิ่งเฉย ในมือของเขาถือจอกน้ำชาดินเผาใบเก่าเอาไว้ นิ้วเรียวยาวแข็งแรงนั้นคีบเมล็ดถั่วลิสงขึ้นมาหนึ่งเมล็ด ก่อนจะดีดมันออกไปเบาๆ ราวกับรำคาญใจ
เมล็ดถั่วลูกนั้นเอง ที่พุ่งเข้าชนจุดสำคัญที่ขาของม้าจนมันหยุดชะงัก
“เจ้า!” เฟิงหลิงฉีกระโดดลงจากหลังม้า เดินดุ่มๆ เข้าไปหาชายหนุ่มนิรนามทันที “เมื่อครู่เจ้าทำอะไรม้าของข้า!”
ชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า อวี้หาญ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาดูธรรมดาสามัญจนเกือบจะจืดชืด หากแต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าแววตานั้นลุ่มลึกดั่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง เขาวางจอกชาลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
“ทางเดินมีไว้ให้คนเดิน มิใช่มีไว้ให้สุนัขบ้ามาวิ่งเล่น”
“เจ้า! เจ้าว่าใครเป็นสุนัขบ้า!” เฟิงหลิงฉีหน้าแดงก่ำ นิ้วเรียวชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความสั่นเทา “เจ้าช่างขวัญกล้านัก! รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือเฟิงหลิงฉี บุตรของเฟิงโหวผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินนี้นะ!”
อวี้หาญเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณชายน้อยเป็นครั้งแรก แววตานั้นสงบนิ่งเสียจนคนมองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ก็มิปาน
“บุตรท่านโหว” อวี้หาญแค่นยิ้มบางที่มุมปาก “หน้าตาก็หมดจดราวกับหยกสลัก แต่เหตุใดวาจาและกิริยากลับเหมือนลิงป่าที่ไม่มีคนสั่งสอนเสียได้ ช่างเสียของจริงๆ”
“เจ้า!”
เฟิงหลิงฉีทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตวัดแส้หนังในมือเข้าใส่ชายหนุ่มทันทีด้วยความโกรธเกรี้ยว แส้นั้นแฝงไปด้วยลมปราณจางๆ หมายจะฝากรอยไหม้ไว้บนใบหน้าเฉยเมยนั้นให้เข็ดหลาบ
ทว่า
พรึ่บ!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครมองทัน อวี้หาญเพียงแค่ขยับปลายนิ้วคว้ารวบปลายแส้เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกระตุกเพียงครั้งเดียว ร่างโปร่งบางของคุณชายน้อยก็ปลิวถลาเข้าไปหาเขาตามแรงเหวี่ยง
อวี้หาญใช้มืออีกข้างคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของเฟิงหลิงฉี แล้วยกร่างนั้นขึ้นจนเท้าลอยจากพื้น ราวกับหิ้วลูกแมวตัวหนึ่ง
“ปล่อยข้า! ไอ้คนชั้นต่ำ! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาแตะต้องตัวข้า!” เฟิงหลิงฉีดิ้นพล่าน ขาเล็กๆ เตะถีบไปมาในอากาศ ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เหยเกด้วยความอับอาย
“ข้ามิได้อยากแตะต้องเจ้าให้เสนียดมือ” อวี้หาญกล่าวพลางหิ้วเขาไปที่ถังน้ำล้างชามข้างร้าน “แต่ในเมื่อที่บ้านเจ้าไม่มีใครสอนมารยาท ข้าจะถือวิสาสะขัดเกลาเจ้าให้สักหน่อยก็แล้วกัน”
“เจ้าจะทำอะไร! หยุดนะ! อื้ออออ!”
จ๋อม!
ใบหน้าสวยล้ำเลิศของคุณชายน้อยถูกกดลงไปในถังน้ำเย็นเฉียบครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกดึงขึ้นมาให้หายใจ อวี้หาญทำเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งจนคุณชายน้อยสำลักน้ำ ไอคอกแคกจนหน้าดำหน้าแดง ผมเผ้าที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้หลุดรุ่ยเปียกโชก
“คนอย่างเจ้า ร้อนวิชานักก็ควรดับร้อนเสียบ้าง” อวี้หาญปล่อยมือ ปล่อยให้ร่างของคุณชายน้อยทรุดฮวบลงกับพื้นตลาดที่เต็มไปด้วยฝุ่น
บรรดาผู้ติดตามของคุณชายเฟิงเพิ่งจะหายตกตะลึง พวกเขาชักกระบี่ออกมาหมายจะรุมสังหารชายผู้นี้ “บังอาจนัก! กล้ารังแกคุณชายน้อย ตายเสียเถอะ!”
อวี้หาญไม่แม้แต่จะชักกระบี่ไม้ไผ่ที่พาดอยู่ข้างกาย เขาเพียงสะบัดแขนเสื้อ แรงลมปราณมหาศาลก็ระเบิดออกซัดเอาผู้ติดตามคุณชายน้อยนับสิบกระเด็นตกถนนไปคนละทิศละทาง บางคนถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต
ความเงียบเข้าปกคลุมตลาดทันที ชาวบ้านพากันตกตะลึงกับวิทยายุทธ์ขั้นสูงที่หาดูได้ยากเช่นนี้
เฟิงหลิงฉีที่นั่งอยู่บนพื้น มองภาพบริวารของตนพ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยสายตาสั่นระริก เขาไม่เคยพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกจับกดน้ำต่อหน้าธารกำนัล
เขามองตามแผ่นหลังของอวี้หาญที่กำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะหันมามองความพินาศที่ตัวเองทิ้งไว้
“ฝากไว้ก่อนเถอะ! เจ้าคนเถื่อน!” เฟิงหลิงฉีตะโกนสุดเสียง น้ำตาแห่งความแค้นและอับอายคลอเบ้า “ข้าจะให้ท่านพ่อสั่งประหารเจ้าเจ็ดชั่วโคตร! เจ้าชื่ออะไร! บอกชื่อเจ้ามานะ!”
อวี้หาญหยุดเดินชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ข้าชื่ออวี้หาญ หากเจ้าอยากล้างแค้น ก็จงฝึกฝนให้มากกว่านี้ อย่าเก่งแต่ใช้ชื่อบิดาข่มขู่ผู้อื่น เพราะมันดู กระจอกเหลือเกิน”
คำว่ากระจอกกระแทกเข้ากลางใจของคุณชายน้อยเฟิงหลิงฉีอย่างจัง เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ จ้องมองเงาร่างสีเทานั้นหายไปในฝูงชนด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอก
มันไม่ใช่แค่ความแค้น แต่มันคือความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
“อวี้หาญ! ข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตข้าให้ได้ คอยดู!”
ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า
ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม
บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล
ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนั
ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที
เสียงปิดประตูโครมใหญ่ของเฟิงโหว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งนัก และร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธปนหวาดกลัวของเฟิงหลิงฉี นายน้อยผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครนั้น บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว เขารู้ดีว่าราชโองการมิใช่เรื่องล้อเล่น แต่นิสัยดื้อรั้นในกมลสันดานยังบอกให้เขาสู้ อย่าได้ยอมแพ้โดยง่ายเด็ดข





