เข้าสู่ระบบเวลาล่วงเลยเข้าสู่ปลายยามซวี [1] ณ ตำหนักหลังยังคงมีแสงจากเชิงเทียนส่องสว่าง ดวงตาคมกริบจดจ่อกับแท่งเหล็กกล้าซึ่งถูกตีขึ้นรูปหลากหลายแบบ
องครักษ์หนุ่มอาต้าลี่จับจ้องกระบวนการประกอบร่างอย่างชำนาญด้วยความทึ่ง
“องค์ชาย สิ่งนี้คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
มือของเขายังคงขยับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวมร่างเหล็กเหล่านั้นที่มีมากมายหลายชิ้นสำเร็จ ไม่นานก็ได้ยินเสียงแกร็ก นัยน์ตาคมกริบช้อนขึ้นแช่มช้า เขายกขึ้นแล้วทำท่าเล็งปลายของมันไปยังองครักษ์ของตน
อาต้าลี่ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้คืออะไร ทว่าจากรูปลักษณ์ของมันจะต้องเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงมากเป็นแน่ องครักษ์หนุ่มใจเต้นครึกโครมพลางหลับตาแน่นเมื่อตกเป็นหนูทดลอง
แกร็ก!
ถูเข่อหานวางอาวุธสุดประหลาดในมือลง ครั้นอาต้าลี่เห็นว่าร่างของตนหาได้บุบสลายแต่อย่างใด เขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ข้าเรียกมันว่าเพลิงพญายม”
อาต้าลี่เกาหัวแกรก ๆ นี่นับเป็นอาวุธรูปร่างประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา จะว่าเป็นของแคว้นตงเสียก็ไม่ใช่ ของแคว้นจงเจียนยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ตั้งแต่เขาถูกส่งตัวมาอารักขาองค์รัชทายาทที่นี่ เขาลอบสำรวจคลังอาวุธของจงเจียนมาจนหมดแล้ว อาวุธชนิดนี้เขายังไม่เคยพบเห็นมันเลย
“องค์ชาย นี่เป็นอาวุธแคว้นใดกันหรือ”
ถูเข่อหานลูบไล้อาวุธสังหารในมือแผ่วเบา ดวงตาของเขาวาววับ “ไม่มี”
“เช่นนั้นท่านคิดค้นขึ้นเองหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ไม่เชิง ที่จริงมันถูกเรียกว่า ปืน วัสดุของที่นี่ไม่สมบูรณ์ครบครัน ข้าจึงปรับเปลี่ยนกลไกจากเดิมเล็กน้อย หากแต่อานุภาพของมันก็มิด้อยไปกว่ากันนัก เพียงใช้แรงไม่กี่ส่วนตรงปลายนิ้วชี้แล้วกดลงไป ก็สามารถสังหารคนได้ในชั่วพริบตา ดังนั้นข้าจึงตั้งชื่อให้มันว่า เพลิงพญายม”
อาต้าลี่ตาโต “เช่นนั้นเมื่อครู่ที่ท่านกดลงไปเหตุใดกระหม่อมถึงไม่เป็นอะไรเลย”
“เจ้าคิดว่าข้าจะสังหารเจ้าเพียงเพื่อทดลองมันหรือไร อีกอย่าง ด้านในยังไม่บรรจุลูกเหล็กหลอม ดังนั้นตอนนี้มันก็แค่กระบอกเหล็กที่ไร้พิษสง”
อาต้าลี่ยิ่งฟังก็ยิ่งมึนงงนึกไม่ถึงว่าถูเข่อหานมีความสามารถขนาดคิดค้นอาวุธสังหารร้ายแรงขึ้นได้
หลายปีมานี้รัชทายาทถูเข่อหานโดนดูถูกจากคนของจงเจียนตลอด ว่าอ่อนแอบ้าง สมองทึบบ้าง หารู้ไม่ว่านั่นก็เป็นเพียงด้านที่เขาอยากให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้น
“มีคนมา” ถูเข่อหานตวัดตามองเข้ม เขารีบซ่อนอาวุธในมือเอาไว้ใต้หมอนใบเก่า
“กระหม่อมจะออกไปดู”
“อืม”
ดึกดื่นค่อนคืนไม่เคยมีใครเฉียดมายังสถานที่แห่งนี้ เพราะทางที่ต้องผ่านล้วนรกชัฏเงียบงัน แม้เรียกว่าตำหนักฉางชุน แต่มันกลับเป็นดั่งคุกร้างที่ใช้กักขังองค์ประกันอย่างเขามากกว่า
จะว่าเป็นสุ่ยตัวตัวก็คงไม่ใช่ นางจะแอบมาพบเขาได้ก็เป็นช่วงที่ตะวันทอแสงเท่านั้น หลังจากเขาได้สติและเติบโตเข้าวัยฉกรรจ์ นางก็ไม่ค่อยเฉียดเข้ามาใกล้ที่นี่อีกเลย เว้นเพียงแอบไปนอนผ่อนคลายบนต้นเหมยที่ห่างออกไปจากบริเวณตำหนักไม่กี่ลี้เท่านั้น
ไม่นานอาต้าลี่ก็ย้อนกลับเข้ามา “องค์ชาย องค์หญิงสามมาพบท่านพ่ะย่ะค่ะ”
ถูเข่อหานได้ยินก็พุ่งออกไปไวปานลมกรด อาต้าลี่ถึงกับยืนอึ้ง
“พี่หญิง…”
“ชู่ว…เข้าไปคุยกัน” สุ่ยตัวตัวยกมือปิดปากของเขา ก่อนจะจับจูงอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน
ถูเข่อหานมองมือเล็กที่จับจูงมือของเขา ทำให้ในใจสั่นไหวจนน่าประหลาดกระนั้นส่วนลึกกลับรู้สึกดีมาก นึกไม่ถึงว่านางจะกล้ามาพบเขาที่ตำหนักหลังในยามวิกาล
อาต้าลี่เห็นคนทั้งสองเข้ามาด้านใน เขาจึงรีบขอตัวจากไปและไม่ลืมงับบานประตูอย่างเงียบเชียบ
สุ่ยตัวตัวลดผ้าคลุมศีรษะลง นางเดินไปหย่อนกายลงนั่งบนเตียงแข็งกระด้าง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวทันที
“ทำไมเตียงของเจ้าแข็งเช่นนี้ ไม่มีคนส่งเครื่องนอนอันใหม่มาให้หรือ”
ถูเข่อหานส่ายหน้า เขายิ้มออกมา “ข้าเป็นบุรุษหยาบกระด้าง นอนอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น”
“ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ถึงเจ้าอยู่ที่นี่ในฐานะองค์ประกัน แต่ก็มีสถานะเป็นถึงองค์รัชทายาทแคว้นตงเสีย”
ประกายตาของถูเข่อหานเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่ง ตำแหน่งรัชทายาทนับเป็นอะไร มันไม่เคยสลักสำคัญเลยสักนิด หากไม่เพราะตอนนั้นเขาอยากอยู่ข้างกายนางมีหรือที่เขาจะเสนอตัวเองมาทนทุกข์ต่างแคว้นเช่นนี้ เป้าหมายเขาชัดเจนมาตั้งแต่แรก เพียงแต่ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไปเลยไม่เข้าใจว่าอะไรต้องการหรือไม่ต้องการอย่างแท้จริง บัดนี้เขาโตแล้ว คิดเองได้ตัดสินใจเองเป็น
“พรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำเครื่องนอนมาส่งให้เจ้า” สุ่ยตัวตัวยังคงเจื้อยแจ้ว
หญิงสาวกวาดสายตาสำรวจทั่วห้อง นางไม่ได้ก้าวเข้ามาในนี้นานมากแล้ว รู้สึกว่ากลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปมาก นอกจากความเย็นเยียบที่นางรู้สึกได้ ก็ยังแฝงความเป็นชายชาตรีอย่างเต็มตัวเอาไว้อีกด้วย
สุ่ยตัวตัวกำลังจะคว้าหมอนใบเก่าขึ้นมา ถูเข่อหานเห็นเช่นนั้นจึงรีบไปนั่งขวาง “พี่หญิง ท่านแอบมาที่นี่ดึก ๆ ดื่น ๆ มีเรื่องใดหรือ”
แววตาของสุ่ยตัวตัวเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความสดใสดับวูบลงชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนเป็นเปล่งประกายวิบวับอีกครั้ง อาการทั้งหมดนี้ถูเข่อหานเห็นมันทั้งหมด เขาจดจำรายละเอียดของนางได้ทุกอย่าง
“ท่านกำลังไม่สบายใจหรือ”
สุ่ยตัวตัวยิ้มกลบเกลื่อน นางยกมือขึ้นโบกไปมา “เปล่าเลย ๆ”
“โกหก ท่านเคยบอกข้า หากโกหกจมูกจะยาวน่าเกลียด ระวังจะขี้เหร่ไปมากกว่านี้”
“นี่! เจ้าเด็กปากดี ข้าว่าสายตาของเจ้าต้องมีปัญหาแน่ ๆ หากความงามของข้าเป็นที่สอง ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าครองอันดับหนึ่ง”
ถูเข่อหานขบขัน เขาลูบศีรษะหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เมื่อก่อนมักเป็นนางที่ทำเช่นนี้กับเขา
สุ่ยตัวตัวตะลึงลานตัวแข็งทื่อ
“สบายใจแล้วหรือ เช่นนั้นก็ว่าธุระของท่านมาเถิด ดึกแล้วอันตรายมาก ข้าจะได้ไปส่งท่านกลับ”
สุ่ยตัวตัวหลุดจากภวังค์ หญิงสาวกระแอมเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า “วันนี้เทศกาลโคมไฟ ข้าอยากไปเที่ยวเล่นสักครั้ง เจ้าก็รู้ตั้งแต่ท่านพี่เซี่ยจากไป ข้าก็ไม่อาจก้าวเท้าออกจากวังได้อีก ยิ่งต่อไปข้าต้อง…”
“ได้สิ” เสียงทุ้มตัดบท เขาไม่อยากได้ยินคำนั้นซ้ำอีกแล้ว “...พี่หญิงอยากไปที่ใด อยากอยู่ที่ไหน ข้าจะไปกับท่านทุกที่”
สุ่ยตัวตัวยิ้มตาปิด นางกระโจนเข้ากอดคนตัวสูงไว้แน่น ร่างกายของเขาไม่เหมือนแต่ก่อน แผงอกกำยำขึ้นมาก ท่อนขาก็สูงขึ้นเยอะ เจ็ดปีก่อนแขนของนางยังโอบเขาได้ทั้งตัว มาบัดนี้กลับตรงกันข้ามไฉนเป็นนางที่แทบจมหายภายใต้แผงอกกว้าง
เสียงหัวใจที่เต้นแข่งกันโครมใหญ่ทำให้สุ่ยตัวตัวตัวรีบผละออกมา
“ไม่กอดอีกหน่อยหรือ ข้าชอบเวลาพี่หญิงกอดข้าที่สุด”
“ชิ ดูเหมือนเจ้าจะลืมว่าเมื่อก่อนตัวเองเคยผลักไสข้าอย่างไร ตอนนี้เจ้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ เกรงว่าต่อไปข้าคงกอดเจ้าเช่นเดิมมิได้แล้ว” หญิงสาวแสร้งค้อนตาขวาง
ถูเข่อหานไม่ค่อยพอใจกับคำตอบเท่าใดนัก เขากำมือแน่นจนไหล่เกร็งสะท้าน เป็นเพราะการเติบโตของเขาที่ทำให้นางห่างเหินมากไปเรื่อย ๆ หรือที่จริงเป็นเพราะเรื่องการอภิเษกของนางกับเผยจิ่นอันกันแน่ เช่นนั้นเขาควรทำอย่างไรจะให้นางกลับมาสนใจอีกครั้ง
“ความผิดข้าเอง นับจากนี้ไปท่านจะกอดข้าเท่าใดก็ได้ ข้าจะไม่ผลักไสท่านอีกแล้ว”
สุ่ยตัวตัวหลุกหลิก บรรยากาศรอบด้านคล้ายเงียบงันไปชั่วขณะ
“นี่แน่ะ” ปลายนิ้วเรียวดีดแปะลงบนหน้าผากอีกฝ่าย
ถูเข่อหานหน้ามุ่ย
สุ่ยตัวตัวขบขัน “ดูเจ้าทำหน้าสิ กอดไม่ได้ก็ใช่ว่าข้าจะห่างเหินกับเจ้าเสียหน่อย ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นน้องชายของข้า และจะเป็นตลอดไป”
“ย้ำอะไรนัก ใครเขาอยากเป็นน้องชายท่านตลอดไป” เสียงทุ้มบ่นอุบ
สุ่ยตัวตัวเอียงคอมองตามใบหน้าหล่อเหลาที่เฉไฉหนีหน้านางไปทางอื่น เปลือกตาบางกะพริบปริบ “เจ้าว่าอะไรนะ? ...ดูหน้าเจ้าสิ โตเป็นหนุ่มแล้วนะ จะทำตัวงอแงเหมือนเด็กได้อย่างไร ขี้เหร่ชะมัด”
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะจับแก้มเขามาดึงเล่นเพื่อหยอกล้อ นัยน์ตาคมเข้มช้อนมองอีกฝ่าย ความหนักแน่นที่จดจ้องเข้ามาทำให้สุ่ยตัวตัวผงะ ไม่ทันชักมือกลับก็ถูกเขาคว้าเอาไว้
“ฝันไปเถอะว่าข้าจะยอมเป็นเพียงน้องชายของท่าน”
สุ่ยตัวตัวหูอื้ออึง ยิ่งจ้องเข้าไปยังดวงตารูปใบหลิวคู่นั้นภายในใจของนางก็ยิ่งสั่นไหว นางรู้สึกว่าช่วงนี้คำพูดของเขามีบางอย่างแอบแฝงอยู่ตลอด หญิงสาวชักมือกลับพลางไพล่หลังทันควัน จากนั้นรีบหันหลังเพราะเกรงว่าเขาจะเห็นใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าวจนแดงซ่านยิ่งกว่าตำลึงสุกของตน
“ชิ ไม่อยากเป็นก็ไม่ต้องเป็น อีกสามปีเจ้าก็ต้องกลับตงเสียแล้วนี่ เช่นนั้นก็ช่างเถอะ มิสู้เราตัดความสัมพันธ์พี่น้องหลายปีนี้ไปเลย” สุ่ยตัวตัวแง่งอน
แต่แล้วนางก็ถึงกับต้องสะดุ้งสุดตัว ไม่รู้เมื่อใดที่คนตัวสูงมายืนซ้อนเบื้องหลังของนาง อ้อมแขนแกร่งค่อย ๆ เลื่อนมาโอบรอบเอวคอดไว้ ปลายคางอีกฝ่ายลดลงวางที่ตรงไหล่แคบ ก้อนเนื้อตรงอกซ้ายของนางเริ่มทำงานหนักโดยสัญชาตญาณ
“ความสัมพันธ์นั้นตัดไปก็ดี”
สุ่ยตัวตัวขนลุกไปทั้งสรรพางค์ ไม่ใช่เพราะลมหายใจอุ่นที่พ่นออกมาแนบชิดใบหูจนจั๊กจี้ หากแต่นางกลับรู้สึกว่า น้ำเสียงแหบพร่าที่เปล่งออกมาเคล้าความปรารถนาที่ไม่อาจซ่อนเร้น
^ยามซวี (戌时): 19:00 - 21:00 น. (ยามค่ำ)
หลังอภิเษกสุ่ยตัวตัวก็ส่งจดหมายบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับพี่ชายทั้งสองทราบ สุ่ยจื่ออันได้อ่านก็โมโหจนไฟออกปาก นึกไม่ถึงว่าถูเข่อหานเล่นแรงเพียงนี้ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของน้องสาว ถูเข่อหานยุบวังหลังทั้งหมดทิ้ง เขากลายเป็นฮ่องเต้หนึ่งเดียวในแผ่นดินที่ชื่อเสียงขจรไกลเรื่องรักเดียว เป็นแบบอย่างให้บุรุษใต้หล้ากระนั้นยังมีบรรดาชายมากอนุอีกหลายคนที่ไม่ชอบฮ่องเต้เช่นเขา เพราะถึงอย่างไรบุรุษต้องยิ่งใหญ่กว่าผืนฟ้า แต่ถ้ามองย้อนประวัติชีวิตของฮ่องเต้อายุน้อยผู้นี้ให้ดี มิใช่ว่าเขาขึ้นมาบนจุดสูงสุดได้เพราะหัวใจรักที่หนักแน่นหรือสุ่ยจื่ออันอ่านข้อความในจดหมายจนถึงบรรทัดสุดท้ายก็ส่ายหน้าพลางอมยิ้ม เขาบรรจงจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี ในเมื่อน้องสาวได้เคียงคู่กับคนที่นางรักและเขาก็รักนาง เพียงเท่านี้ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกเจ้าของร่างสูงโอบเอวคอดกิ่วจากทางเบื้องหลัง เขาหนุนคางลงบนไหล่แคบ “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนี้ กำลังทำอะไรลับหลังสวามีอยู่หรือ”เสียงใสหัวเราะคิก “เปล่าทำลับหลังเสียหน่อย พี่ใหญ่กับพี่รองตอบจดหมายกลับมา รู้หรือเปล่าว่า
สุ่ยตัวตัวรู้สึกว่าเขาสุขุมมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังซ่อนความเป็นเด็กเมื่ออยู่กับนาง“หานเอ๋อร์”“พี่หญิง ข้าไม่ชอบคำว่าหานเอ๋อร์ ข้าโตแล้ว”“ต่อให้เจ้าโตก็ยังเด็กกว่าข้า”“ข้าไม่เด็กแล้ว หากท่านไม่เชื่อไว้ข้าจะพิสูจน์ให้เห็น ต่อไปท่านจะได้เลิกเรียกข้าว่าหานเอ๋อร์เสียที”“เช่นนั้นเจ้าอยากให้ข้าเรียกว่าอะไร”“ท่านพี่”“แบร่ ฝันไปเถอะ”“ก็ได้ ๆ ถ้าจะให้ถูกต้อง ท่านต้องเรียกข้าว่า สวามี ไม่ใช่หรือ”หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวทันที นางไม่มีคำใดให้โต้กลับ จึงแสร้งเฉไฉมองทิวทัศน์สองข้างทางถูเข่อหานอมยิ้ม ในยามที่นางเขินอายน่ารักจนหัวใจเขาเต้นระรัว“อ๊ะ น้ำตกสวยจัง”“อยากไปหรือไม่”“อื้อ”ไม่ช้าเขาก็ควบม้ามาหยุดลงที่ริมน้ำตก ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวลงมา พวกเขาหย่อนกายนั่งลงตรงโขดหินที่มีละอองน้ำปลิวมากระทบให้พอเย็นชุ่มฉ่ำสุ่ยตัวตัวเริ่มบทสนทนาแรกก่อน “เหตุใดเจ้าต้องจากไปไม่บอกข้า”“เพราะข้ากลัวว่าหากข้าตายไปจริง ๆ ท่านจะลำบาก ถ้าข้าหายไปเลย แล้วปล่อยให้ท่านโกรธเกลียดข้า ทำเช่นนี้ต่อไปท่านจะไ
ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มติดขัด หน้าอกด้านซ้ายเต้นระส่ำอย่างไม่อาจควบคุม นางยังไม่พร้อมสู้หน้าเขา จึงตัดสินใจคว้าผ้าคลุมเจ้าสาวมาคลุมศีรษะของตนเอาไว้ พลางได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะแผ่วเบาผ่านลำคอยิ่งทวีความประหม่าให้มีมาก สุ่ยตัวตัวมองเห็นเท้าอีกฝ่ายก้าวมาหยุดไม่ห่างจากตน ร่างสูงยอบกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าสุ่ยตัวตัวแทบหยุดหายใจ นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้ ดูเหมือนเขาไม่ได้มาร้ายทั้งยังยื่นมือส่งมาเบื้องหน้า เขานิ่งอยู่อย่างนั้น รอคอยการยอมรับจากหญิงสาวด้วยความอดทนสุ่ยตัวตัวลังเล มือทั้งสองยังคงกำกริชเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นางไม่ยื่นมือกลับไปเขาก็ไม่ยอมเคลื่อนไหว แม้แต่ปริปากสักคำก็ยังไม่ทำ ราวกำลังกดดันให้นางไม่มีทางเลือกสุ่ยตัวตัวทำใจดีสู้เสือ “ฝ่าบาท พระวรกายของพระองค์สูงส่งเทียมฟ้า ทำเช่นนี้คงไม่เหมาะกระมังเพคะ”เขาเริ่มขยับตัวอีกครั้ง สุ่ยตัวตัวคิดว่าอีกฝ่ายยอมถอดใจถอยห่างออกไป ทว่าหาได้เป็นเช่นนั้น เขากำลังโน้มตัวใกล้เข้ามาต่างหาก นางรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นระอุเป่าผ่านปราการผืนผ้าบางอย่างเด่นชัดมือหนาเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นเนิบช้า สุ่ยตัว
รุ่งเช้ายามเหม่า [1] ชุยช่านช่วยสุ่ยตัวตัวหวีผมไปก็น้ำตาคลอไป เสียงสะอื้นของนางทำให้คนที่ได้ยินต้องยิ้มเอ็นดูออกมา“ไม่ต้องร้อง ข้าไปแต่งงาน ไม่ได้ไปตายเสียหน่อย”“ฮึก ฮื่อ…องค์หญิง ท่านไม่ไปไม่ได้หรือเพคะ หรือถ้าท่านไม่เปลี่ยนพระทัยจริง ๆ ก็ให้หม่อมฉันติดตามไปปรนนิบัติท่านเถิด”สุ่ยตัวตัวคว้ามือสาวใช้เอาไว้ แม้ชุยช่านดูแลข้างกายนางได้ไม่นาน แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ การไปครั้งนี้นางไม่อยากให้ใครจากบ้านเกิดไปลำบากกับนางทั้งนั้น เพราะสุ่ยตัวตัวก็ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าที่เลือกเดินอยู่ถูกต้องหรือไม่ หากผิดพลาดขึ้นมา นางจะขอรับความเสี่ยงไว้เพียงลำพัง“เจ้าอยู่ที่นี่ย่อมดีที่สุด เจ้าเองก็ไม่อยากจากบ้านเกิดไปไกลใช่หรือไม่”ชุยช่านเม้มปาก “แต่องค์หญิงก็ไม่อยากจากไปเช่นกันนี่เพคะ”“ทำไมจะไม่ล่ะ เจ้าก็รู้ว่าข้าหัวแข็งเพียงใด หากข้าไม่เต็มใจใครจะกล้าบังคับข้า ต่อไปไม่มีข้าแล้วเจ้าก็ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี”“ฮื่อ…องค์หญิง…”“ไม่ต้องร้อง พอแล้ว ๆ” สุ่ยตัวตัวกอดปลอบเด็กสาวร่างอว
อยู่ ๆ หญิงสาวก็เผยโฉมที่ท้องพระโรง บรรยากาศด้านในเงียบเชียบ นายทหารเฝ้าประตูรีบถลาเข้ามา“องค์รัชทายาท กระหม่อมห้ามแล้วแต่องค์หญิงทรง…”“ช่างเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ”สตรีร่างระหงย่างกรายตรงเข้ามาด้วยท่วงท่างามสง่า นางปรายตามองเหล่าคณะทูตจากแคว้นหานโจว พยายามกวาดสายตาเพื่อมองหาคนที่คุ้นเคยแต่กลับไม่มี“น้องหญิงเจ้ากำลังเล่นซนอะไร กลับออกไป เรื่องนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะตัดสินใจเอง หากเจ้าไม่เต็มใจผู้ใดก็บังคับเจ้าไม่ได้” สุ่ยจื่ออันรีบขวางสุ่ยตัวตัวคิดมาดีแล้ว นางกำลังหาทางไปเยือนหานโจวอยู่พอดี การใช้วิธีนี้นับว่าไม่เลว หากคำพูดในวันนั้นของถูเข่อหานเป็นจริง นางเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่แน่หากเขารู้ว่านางตัดสินใจแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ถูเข่อหานต้องไม่มีทางนิ่งดูดาย แต่ถ้าเขาไม่โผล่มาชิงเจ้าสาวนางจะเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้วจริง วันเข้าหอนางสัญญาจะกัดลิ้นตายแล้วลงไปตามหาเขาที่ปรโลกเสีย อย่างน้อยก็ไม่ผิดต่อบ้านเมือง และยังไม่ผิดต่อตัวนางกับเขา‘เจ้าบีบบังคับพี่หญิงเองนะ หากเจ้าไม่โผล่มา ข้าจะเกลียดเจ้าไปชั่วชีวิต ต่อให้เจ้าตายไปแล้วข้าก็จะตา
สุ่ยตัวตัวเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง นางเอาแต่ร้องฟูมฟายไม่กินไม่ดื่ม ไม่ว่าผู้ใดเกลี้ยกล่อมก็ไม่ใจอ่อน กระทั่งบังเอิญเหลือบไปเห็นบันทึกเล่มหนึ่งที่วางทิ้งไว้สุ่ยตัวตัวปาดคราบน้ำตาส่ง ๆ จากนั้นลุกไปหยิบมันขึ้นมา‘พี่หญิง ต่อไปหากเกิดอะไรขึ้น ท่านจะเชื่อใจข้าได้หรือไม่ ท่านต้องรอข้าไม่ว่าจะได้ยินอะไรมาก็ตาม ข้าไม่มีทางทอดทิ้งท่าน’เสียงของถูเข่อหานสะท้อนขึ้นในหัว ทำให้นางรู้สึกมีหวัง สุ่ยตัวตัวพลิกเปิดบันทึกหน้าแรกด้วยมือสั่นเทาที่แท้บันทึกเล่มนี้ก็คือบทนิยายเรื่องหนึ่ง สุ่ยตัวตัวกวาดสายตาอ่านไปทีละตัวอักษร นางใช้เวลาและสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่บรรยายออกมาเหล่านั้นสุ่ยตัวตัวยิ่งอ่านก็ยิ่งพบแต่ความตื่นตะลึง ราวกับตนกำลังติดตามชีวิตคนคนหนึ่งอย่างชัดเจน ประหนึ่งผู้บรรยายเป็นพระเจ้าที่กวาดสายตาก็มองทะลุทุกสรรพสิ่งแน่นอนว่าเรื่องราวที่ถูกบรรยายเอาไว้ ตรงกับการใช้ชีวิตของนางทั้งหมด ไม่ว่าสถานะครอบครัว บุคลิกนิสัยส่วนตัว ล้วนตรงกับนางไม่มีผิดเพี้ยนสุ่ยตัวตัวใจเต้นระส่ำ ที่แท้ชีวิตของนางก็ถูกควบคุมไว้ด้วยปลายพู่กันอย่างที่ถูเข่อหานเคยบอก สุ







