Se connecter
เหมันต์เปลี่ยนผันล่วงเข้าสู่วสันตฤดู จากกลิ่นอายหิมะเหน็บหนาวพริบตาก็ละลายกลายเป็นความอบอุ่นท่ามกลางแมกไม้ที่เริ่มผลิใบดกหนา
หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มหลับตาพริ้มนอนกอดบทละครที่ตนอ่านมาแล้วไม่รู้กี่สิบหนอยู่บนเหมยก้านโต มีเพียงหนังสือเล่มนี้เท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวของนางได้
พี่ชายที่นางเทิดทูนจากนางไปแล้ว หลังเขาจากไปครบปีพี่หญิงเพียงคนเดียวที่นางชิดใกล้ก็ตามเขาไปในปีถัดมา
‘พวกเขาจะเป็นเช่นไรบ้างนะ ท่านพี่เซี่ย พี่หญิงเมิ่งหลานพวกท่านสบายดีหรือไม่’
เสียงย้ำเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใบไม้ที่เหี่ยวแห้งส่งเสียงกรอบแกรบตามจังหวะก้าวย่าง
“แอบมานอนที่นี่อีกแล้วหรือ พี่หญิงตัวตัว”
เปลือกตาบางขยับเปิดทันที หญิงสาวตกใจสะดุ้งโหยงจนเกือบพลัดตกลงมา
ชายหนุ่มเบื้องล่างเพียงสะกิดปลายเท้าแผ่วเบาก็ทะยานขึ้นมาช่วยพยุงอีกฝ่ายได้ทันท่วงที
“เจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าโดดเรียนอีกแล้ว”
“พี่หญิงของข้า…ท่านยังไม่เข้าเรียนเลย แล้วจะให้ข้าเอาแก่จิตแก่ใจไหนไปตั้งใจเรียน ท่านเองก็รู้ องค์ประกันเช่นข้าหากไม่มีพี่หญิงคอยหนุนหลังอยู่ ไหนเลยจะมีชีวิตรอดจากการถูกกลั่นแกล้งมาตลอดเจ็ดปี”
“เลิกประจบเสียที โตป่านนี้แล้วยังจะมางอแงอะไร ใครเขาจะไปรังแกเจ้าได้ เจ้าแค่อยากอ้อนข้าให้ปกป้องต่างหาก”
ชายหนุ่มหัวเราะครืนดวงตาคมเข้มจ้องมองหญิงสาวเปล่งประกายวิบวับ เจ้าเด็กคนนี้โตมาแล้วสายตาแพรวพราวอย่างกับเสือร้ายจอมเจ้าเล่ห์
“แย่จัง พี่หญิงรู้ทันข้าตลอด” ชายหนุ่มแสร้งทอดถอนใจ เขาค่อย ๆ เหลือบมองหญิงสาว จากนั้นถามต่อด้วยเสียงอ่อนลง “ท่านคิดถึงพวกเขาอีกแล้วหรือ”
ใบหน้าของหญิงสาวสลดลง ก่อนพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ
ชายหนุ่มคว้าศีรษะเล็กมาซบลงที่ตรงไหล่ตน “ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว ท่านแม่ทัพกับพี่หญิงซูจะต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแน่ ท่านเองก็ปล่อยให้หัวใจเป็นอิสระเสียบ้าง นั่นไม่ใช่ความผิดของท่าน”
สุ่ยตัวตัวปิดเปลือกตาลงแช่มช้าปล่อยให้จิตใจซึมซับแต่เพียงความทรงจำที่ดี เจ็ดปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพวกเขา หากย้อนเวลากลับไปได้ นางจะวิ่งไปขวางการประลองหนนั้นด้วยตนเอง
ถูเข่อหานรู้สึกถึงน้ำอุ่นที่เปียกชุ่มลงบนไหล่ตน เขาผละออกมาจากนั้นประคองไหล่ทั้งสองฝั่งไว้ ปลายนิ้วหยาบระคายเช็ดคราบน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ
“เลิกงอแงได้แล้ว ร้องไห้เช่นนี้ขี้เหร่ยิ่งนัก” ชายหนุ่มหยอกล้อ
สุ่ยตัวตัวหน้างอ “เจ้าสิขี้เหร่”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “ท่านมองหน้าข้าให้ดี ไม่เห็นจริงหรือว่าข้าเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปงามหน้าตาหล่อเหลาเพียงใด”
สุ่ยตัวตัวหัวเราะทั้งน้ำตา นางรู้ดีว่าเขากำลังเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อให้นางลืมความทุกข์ อุ้งมือเล็กประคองกรอบหน้าวสันต์เอาไว้ก่อนจะดึงแก้มทั้งสองฝั่งด้วยความมันเขี้ยว
“เข้าใจแล้ว พ่อหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลา”
ต้องยอมรับว่าที่เขาเยินยอตัวเองไม่เกินจริงสักนิด บัดนี้คนตรงหน้าของนางทั้งสูงโปร่งหล่อเหลา เมื่อก่อนบ่อยครั้งที่นางมักขยี้ศีรษะ และบีบแก้มของเขาด้วยความมันเขี้ยว นึกย้อนกลับไปนางก็แทบหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้จะโดนเอาคืนวันไหน
เขาจ้องตอบนางด้วยดวงตาแพรวพราวก่อนจะคว้าข้อมือเล็กเอาไว้เดี๋ยวนั้น “ข้าไม่ใช่หนุ่มน้อย ข้าใหญ่มากนะ หากท่านไม่เชื่อพิสูจน์ดูได้”
สุ่ยตัวตัวประหม่าจนหน้าแดงก่ำ “เด็กลามก!”
นางลืมไปเสียสนิทว่าเขาไม่ใช่องค์ชายวัยสิบเอ็ดคนเดิมอีกแล้ว สุ่ยตัวตัวรีบชักมือกลับ แสร้งเฉไฉมองไปทางอื่น
ถูเข่อหานยิ้มกริ่ม ดวงตารูปใบหลิวหรี่ลงจนแคบ “ทำไม… ข้าไม่ตัวเล็กน่ากอดเหมือนเมื่อก่อนพี่หญิงก็รังเกียจข้าแล้วหรือ ทีตอนนั้นทั้งกอดข้า นอนกับข้า ไม่พอยังเล่นหัวข้าอย่างมันมือ เหตุใดตอนนี้ทำตัวห่างเหินจนดูไม่ใช่พี่หญิงเลยเล่า”
สุ่ยตัวตัวฉีกยิ้มกลบเกลื่อน เขาไม่รู้จริงหรือว่าเพราะอะไร แต่แล้วนางก็เผลอเหลือบไปเห็นตำราเล่มบางที่โผล่พ้นสาบเสื้อของเขา จึงสบจังหวะเปลี่ยนเรื่องเสียเลย
“นี่คืออะไร ขออ่านได้ไหม”
เจ้าของร่างสูงยืดตัวตรงแน่ว เขากระแอมแล้วดึงสาบเสื้อมาปิดมันไว้ “ตำราเรียนวรยุทธ์ทั่ว ๆ ไป ไม่เหมาะกับท่านหรอก แต่ถ้าพี่หญิงสนใจข้าสอนให้ก็ได้”
หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก ทว่าเมื่อนึกถึงกฎมณเฑียรบาลที่กองท่วมหัวนางก็จำใจต้องกัดฟันส่ายหน้า
ดูเหมือนถูเข่อหานจะรู้ทัน เขาอมยิ้มกล่าว “อยากทำสิ่งใดก็ทำสิ ไม่เห็นต้องติดอยู่แค่ในกรอบเลย แต่ถ้าอยากเรียนกับข้า ข้ามีเพียงข้อแลกเปลี่ยนเดียวเท่านั้น”
“ข้อแลกเปลี่ยนใด?”
“ท่านต้องเลิกอ่านบทละครเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาก่อน ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองยึดติดกับชีวิตของพี่ชายและพี่หญิงซูมากจนเกินไป พี่หญิงเป็นเช่นนี้คิดจริงหรือว่าพวกเขาทั้งสองนั้นจะสบายใจ”
หญิงสาวเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ไม่รู้ว่านางต้องยึดติดกับคนที่จากไปถึงขั้นไหน ขนาดจ้างให้คนเขียนบทละครเรื่องราวของแม่ทัพเซี่ยและหมอหญิงซูขึ้นมา ระหว่างที่จิตใจกำลังลอยล่อง เจ้าของร่างสูงก็เอนตัวแช่มช้าก่อนถือวิสาสะหนุนลงบนตักนุ่มนิ่ม
หญิงสาวตกใจหน้าเปลี่ยนสี “เจ้าทำอะไร เราไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ เดี๋ยวมีคนเห็น”
“พี่หญิงตัวตัว ข้าโตขึ้นแค่นิดเดียวก็คิดจะตีตัวออกหากข้าแล้วหรือ ทำไม…หากไม่เพราะต้องไว้อาลัยให้พี่หญิงซูและแม่ทัพเซี่ยท่านก็คิดจะอภิเษกกับคู่หมั้นไร้ความสามารถของท่านผู้นั้นจริงหรือ”
เพียะ!
“หุบปากไปเลย ถ้ามีคนได้ยินเข้าจะทำอย่างไร ข้าเป็นองค์หญิงไม่อาจฝืนชะตาฟ้าลิขิต เรื่องพวกนี้ข้ามิอาจทำตามอำเภอใจได้”
ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง เขาดึงมือเรียวมากุมไว้แน่น “ข้าไม่รู้ ข้าไม่สน ในเมื่อท่านไม่เต็มใจก็ไม่ต้องแต่ง คนน่ารังเกียจไม่เหมาะกับพี่หญิงของข้า”
“เช่นนั้นใครเหมาะ เจ้าหรือ” สุ่ยตัวตัวกระเซ้า
ทว่าสายตาของคนบนตักกลับจริงจังทันที “ถ้าข้าบอกว่า...”
สุ่ยตัวตัวรีบยกมืออุดปากชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะเอ่ยเรื่องไม่เป็นเรื่องเข้าจริง
“เจ้าหุบปากไป อย่างไรข้าก็ขัดราชโองการไม่ได้ อีกอย่างอายุข้าก็ไม่น้อยแล้วนะ เจ้าจะให้ข้าเป็นสาวแก่ทึนทึกหรือไง เกรงว่าครานี้เสด็จพ่อกับพี่รองคงไม่ยอมปล่อยผ่านแล้ว”
นัยน์ตาคมเข้มเผยความคมกริบราวกับมีดดาบ “ท่านเป็นพี่หญิงเพียงคนเดียวของข้า เป็นคนของถูเข่อหาน แม้แต่เซียนเทพบนสวรรค์ก็มิอาจบังคับให้ท่านทำในสิ่งที่ไม่ชอบได้ ข้าจะปกป้องท่านเอง”
น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นราวพลิกฝ่ามือ นางไม่ชินกับด้านสีเทาของเขานัก เพราะอีกฝ่ายแทบไม่เคยเผยความกราดเกรี้ยวให้นางได้เห็น
สุ่ยตัวตัวตบมือแผ่วเบาบนหลังมือที่ใหญ่กว่าตน เพื่อหวังให้ชายหนุ่มสงบสติ “เด็กดี เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล เจ้าก็รู้นิสัยของข้า หากข้าไม่เต็มใจผู้ใดจะบังคับได้”
สายตาของถูเข่อหานอ่อนลง เขากุมมือเนียนนุ่มไว้แน่น ดั่งเกรงว่าวันหนึ่งพี่หญิงคนนี้จะจากเขาไปตลอดกาลหากตนเผลอทำหลุดมือ ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่ เขาสูญเสียพี่สาวที่เปรียบดั่งครอบครัวไปแล้วหนึ่งคน เขาไม่มีทางทำพลาดเป็นหนที่สอง ดังนั้นเขาจะรักษานางเอาไว้ข้างกาย ไม่ว่าวิธีการใด แม้แต่พญายมก็มิอาจแย่งชิงดวงวิญญาณของนางจากเขาไปได้ ต่อให้ต้องตายเขาก็จะลงไปดึงนางกลับมาจากน้ำมือพญายมเอง
“พี่หญิงตัวตัว”
“หืม…”
“ท่านเชื่อเรื่องย้อนเวลาข้ามมิติหรือไม่”
สุ่ยตัวตัวเลิกคิ้วฉงนพลางหลุบตาลงสบตาอีกฝ่าย “ก็อาจจะนะ อ้อ... ในบทละครก็มีพูดถึงเรื่องมิติใหม่ด้วยนะ ข้ารู้สึกประหลาดใจมาก นักเขียนที่ข้าจ้างมาคนนั้นจินตนาการเลิศล้ำมากเขารู้เรื่องราวของโลกอีกด้านได้อย่างไร ทุกอย่างที่บรรยายราวกับภาพฝัน ทำให้ข้าหลงเชื่อไปว่าพี่หญิงเมิ่งหลานกับท่านพี่เซี่ยกำลังใช้ชีวิตอยู่ที่แห่งนั้นจริง ๆ”
ถูเข่อหานอมยิ้ม “หากข้าบอกว่ามันคือเรื่องจริงเล่า”
สุ่ยตัวตัวตาเบิกโพลง “เหตุใดถึงดูมั่นใจเช่นนี้”
ในดวงตาของชายหนุ่มราวกับกำลังปิดบังซ่อนเร้นเรื่องราวบางอย่าง
“พี่หญิง…” นัยน์ตารูปใบหลิวจ้องลึกเข้าไปยังดวงตาสุกสกาวอย่างแน่วแน่
หญิงสาวใจเต้นระส่ำ นางเพิ่งรู้ตัวว่าเขาแตกต่างจากตอนเด็กอย่างสิ้นเชิง ยามที่เขามองนางยังคงเทิดทูนตัวนางเสมอ หากแต่ในความเทิดทูนเหล่านั้นกลับซ่อนเร้นบางอย่างเอาไว้อย่างลึกล้ำยากจะอธิบาย ก่อนครบสัญญาสิบปีที่เขาต้องหวนกลับไปยังแคว้นของตน นางต้องรู้ให้ได้ ว่าใจจริงของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
“พี่หญิง... ท่านสัญญาหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะไม่ทอดทิ้งข้าไปไหน”
สุ่ยตัวตัวยิ้มอ่อนโยน นางเก็บความสงสัยกลับไปที่เดิม “เด็กโง่ ไม่ว่าเมื่อไหร่เจ้าก็เป็นน้องชายของข้า และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป”
ดูเหมือนแววตาของถูเข่อหานจะผิดหวังชั่วพริบตาหนึ่ง แต่แล้วเขาก็พยักหน้ากลับมาพลางเอ่ย “ไม่ว่าข้าจะเป็นเช่นไร ท่านจงรู้ไว้ คนตรงหน้าท่านผู้นั้นจะยังเป็นข้าเสมอ แต่ข้าไม่ยอมเป็นน้องชายท่านตลอดไปแน่”
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาร้อนผ่าวจนแดงก่ำ นางรีบสลัดมือของตนจนหลุดก่อนจะแสร้งดึงแก้มชายหนุ่มเพื่อบรรเทาความเก้อกระดาก
“เด็กแก่แดด ถ้าเจ้าไม่ใช่เจ้า แล้วเจ้าจะเป็นใครกัน แล้วยังไม่อยากเป็นน้องข้า ทำไม...หรือยังอยากเป็นพี่ชายข้าอยู่อีก เจ้าคิดว่าอายุมันเพิ่มขึ้นได้เหมือนส่วนสูงของเจ้าหรือ”
ถูเข่อหานรีบจับมือเล็กเอาไว้ ก่อนที่นางจะดึงจนแก้มตนเปื่อยติดมือ ริมฝีปากได้รูปขยับยิ้มพลางกระซิบ “เป็นสวามี”
สุ่ยตัวตัวได้ยินไม่ถนัด เมื่อครู่เห็นเพียงแววตาดั่งลูกสุนัขขี้อ้อน “อะไรนะ?”
ถูเข่อหานกวักมือ
หญิงสาวจึงโน้มลงเพื่อเงี่ยหูฟัง ลมหายใจอุ่นระอุที่เป่าปะทะหูเล็ก ทำให้ขนอ่อนลุกเกรียวไปทั่วสรรพางค์
ถูเข่อหานยิ้มกริ่ม เขากระซิบ “ข้าไม่เด็กแล้วนะ ไม่เชื่อพี่หญิงพิสูจน์ดูได้”
สุ่ยตัวตัวผงะ นางรีบดันตัวเขาออกจากตัก “เจ้าเด็กลามก! ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย”
สุ่ยตัวตัวง้างมือขึ้นหวังฟาดคนเจ้าเล่ห์ให้เข็ดหลาบ หากแต่ไม่ทันสะกิดแม้เพียงเส้นผมก็ถูกเขาคว้าข้อมือไว้ก่อน ซ้ำยังโดนต้อนจนแผ่นหลังแนบชิดไม้เนื้อหยาบ
“ถะ…ถอยไป” ใบหน้าเกลี้ยงเกลาร้อนผ่าวจนแดงไปหมด
ถูเข่อหานกลัวนางบาดเจ็บเขาจึงยอมหยุดอย่างเชื่อฟัง เขาใช้ฝ่ามือวัดขนาดความสูงของศีรษะตนเองกับหญิงสาว เพื่อกระเซ้าให้อีกฝ่ายผ่อนคลาย เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจู่โจม
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มหนึ่งฝั่ง “ดูท่านสิพี่หญิง ตอนนี้ท่านตัวเตี้ยกว่าข้าเสียอีก ห่างกันแค่สี่ปีข้าไม่นับหรอกนะ สักวันข้าจะให้ท่านเรียกข้าว่าท่านพี่ให้ได้”
นัยน์ตาดอกท้อเบิกกว้าง “นี่! เจ้าสิสูงเกินคน ข้าไม่ได้เตี้ยนะ”
ฝ่ามือเรียวผลักอกแกร่งออกห่างเดี๋ยวนั้น ไม่รู้เหตุใดหัวใจของนางถึงได้เต้นแรงเพียงนี้ แต่ละประโยคของเขากำกวมมากจนคนฟังคิดดีไม่ได้ หากไม่เพราะโตมาด้วยกันนางคงคิดว่าเขากำลังจะจีบนางแล้ว ปล่อยให้เขาเล่นกับใจนางเช่นนี้ไม่ได้ อีกแค่สามปีเขาก็ต้องไป นางไม่ควรหวั่นไหวใด ๆ ทั้งนั้น
“หลบไปเลย ข้าจะลง”
คิ้วเข้มกระตุก ร่างสูงยังคงขวาง “พี่หญิง ท่านนี่เป็นลิงหรืออย่างไร ปีนขึ้นปีนลงเช่นนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือ”
หญิงสาวเชิดหน้าจนปลายจมูกชี้ฟ้า มือทั้งสองเท้าเอวไว้มั่น “ทำไมโตมาแล้วปากเจ้าถึงได้พล่ามเก่งนัก หลบไปเลยไม่พูดกับเจ้าแล้ว ข้ายังต้องไปเรียนกับหมัวมัว”
ถูเข่อหานขบขัน “ปากข้าไม่เก่งแค่พล่าม อย่างอื่นก็เก่งด้วยเช่นกัน ท่านอยากพิสูจน์หรือไม่”
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาร้อนผะผ่าวทันที “หึย...เจ้าคนหื่นกาม ตอนป่วยข้าให้ยาเจ้าผิดขนานหรือไง โตมาถึงได้นิสัยเช่นนี้”
ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ พริบตาก็คว้าร่างระหงเข้ามาประชิดตัว “ข้าแค่ล้อท่านเล่นเอง ไม่อยากให้เครียด ต่อไปหากท่านอยากขึ้นมารับลมอีกข้าจะพาขึ้นมาเอง พี่หญิงจะได้ไม่เหนื่อย”
หญิงสาวทำหน้ามู่ทู่ “ชิ…ไม่ต้องมายุ่ง อ๊ะ…บทละครของข้า”
“ไม่จำเป็นแล้ว ท่านดูสิว่าพลิกอ่านมันมากี่รอบ บทต่อไปให้เป็นเรื่องของเราก็พอ”
พริบตาคนทั้งสองในท่วงท่ากอดกันกลมก็กระโจนลงจากไม้ต้นสูง ร่างโปร่งและร่างระหงหมุนวนเนิบนาบดั่งล่องลอยเหนือลมวสันต์ กลีบดอกเหมยร่วงโรยแช่มช้า หอบเอากลิ่นอายหอมกรุ่นดุจบรรยากาศแดนสรวงแห่งหมื่นบุปผา
สุ่ยตัวตัวอ้าแขนรับลมด้วยรอยยิ้ม วิชาตัวเบาของถูเข่อหานพัฒนาขึ้นมาก ทำให้ราวกับว่าตนกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆหนา ไม่นานปลายเท้าของพวกเขาก็แตะลงพื้นดินแผ่วเบา บุปผากลีบหนึ่งร่วงลงบนเส้นผมนุ่มสลวย
ฝ่ามือหยาบกร้านหยิบมันลงมาอย่างทะนุถนอม “กลีบเหมยดอกนี้ข้าขอก็แล้วกัน”
นัยน์ตาดอกท้อสบประสานกับดวงตารูปใบหลิวพลางกะพริบถี่ เขาคิดจะเล่นกับใจของนางให้ถึงที่สุดเลยอย่างนั้นหรือ ตอนนี้ก้อนเนื้อตรงอกด้านซ้ายเต้นแรงจนแทบทะลวงผ่านร่างออกมาได้แล้ว!
หลังอภิเษกสุ่ยตัวตัวก็ส่งจดหมายบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับพี่ชายทั้งสองทราบ สุ่ยจื่ออันได้อ่านก็โมโหจนไฟออกปาก นึกไม่ถึงว่าถูเข่อหานเล่นแรงเพียงนี้ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของน้องสาว ถูเข่อหานยุบวังหลังทั้งหมดทิ้ง เขากลายเป็นฮ่องเต้หนึ่งเดียวในแผ่นดินที่ชื่อเสียงขจรไกลเรื่องรักเดียว เป็นแบบอย่างให้บุรุษใต้หล้ากระนั้นยังมีบรรดาชายมากอนุอีกหลายคนที่ไม่ชอบฮ่องเต้เช่นเขา เพราะถึงอย่างไรบุรุษต้องยิ่งใหญ่กว่าผืนฟ้า แต่ถ้ามองย้อนประวัติชีวิตของฮ่องเต้อายุน้อยผู้นี้ให้ดี มิใช่ว่าเขาขึ้นมาบนจุดสูงสุดได้เพราะหัวใจรักที่หนักแน่นหรือสุ่ยจื่ออันอ่านข้อความในจดหมายจนถึงบรรทัดสุดท้ายก็ส่ายหน้าพลางอมยิ้ม เขาบรรจงจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี ในเมื่อน้องสาวได้เคียงคู่กับคนที่นางรักและเขาก็รักนาง เพียงเท่านี้ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกเจ้าของร่างสูงโอบเอวคอดกิ่วจากทางเบื้องหลัง เขาหนุนคางลงบนไหล่แคบ “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนี้ กำลังทำอะไรลับหลังสวามีอยู่หรือ”เสียงใสหัวเราะคิก “เปล่าทำลับหลังเสียหน่อย พี่ใหญ่กับพี่รองตอบจดหมายกลับมา รู้หรือเปล่าว่า
สุ่ยตัวตัวรู้สึกว่าเขาสุขุมมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังซ่อนความเป็นเด็กเมื่ออยู่กับนาง“หานเอ๋อร์”“พี่หญิง ข้าไม่ชอบคำว่าหานเอ๋อร์ ข้าโตแล้ว”“ต่อให้เจ้าโตก็ยังเด็กกว่าข้า”“ข้าไม่เด็กแล้ว หากท่านไม่เชื่อไว้ข้าจะพิสูจน์ให้เห็น ต่อไปท่านจะได้เลิกเรียกข้าว่าหานเอ๋อร์เสียที”“เช่นนั้นเจ้าอยากให้ข้าเรียกว่าอะไร”“ท่านพี่”“แบร่ ฝันไปเถอะ”“ก็ได้ ๆ ถ้าจะให้ถูกต้อง ท่านต้องเรียกข้าว่า สวามี ไม่ใช่หรือ”หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวทันที นางไม่มีคำใดให้โต้กลับ จึงแสร้งเฉไฉมองทิวทัศน์สองข้างทางถูเข่อหานอมยิ้ม ในยามที่นางเขินอายน่ารักจนหัวใจเขาเต้นระรัว“อ๊ะ น้ำตกสวยจัง”“อยากไปหรือไม่”“อื้อ”ไม่ช้าเขาก็ควบม้ามาหยุดลงที่ริมน้ำตก ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวลงมา พวกเขาหย่อนกายนั่งลงตรงโขดหินที่มีละอองน้ำปลิวมากระทบให้พอเย็นชุ่มฉ่ำสุ่ยตัวตัวเริ่มบทสนทนาแรกก่อน “เหตุใดเจ้าต้องจากไปไม่บอกข้า”“เพราะข้ากลัวว่าหากข้าตายไปจริง ๆ ท่านจะลำบาก ถ้าข้าหายไปเลย แล้วปล่อยให้ท่านโกรธเกลียดข้า ทำเช่นนี้ต่อไปท่านจะไ
ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มติดขัด หน้าอกด้านซ้ายเต้นระส่ำอย่างไม่อาจควบคุม นางยังไม่พร้อมสู้หน้าเขา จึงตัดสินใจคว้าผ้าคลุมเจ้าสาวมาคลุมศีรษะของตนเอาไว้ พลางได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะแผ่วเบาผ่านลำคอยิ่งทวีความประหม่าให้มีมาก สุ่ยตัวตัวมองเห็นเท้าอีกฝ่ายก้าวมาหยุดไม่ห่างจากตน ร่างสูงยอบกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าสุ่ยตัวตัวแทบหยุดหายใจ นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้ ดูเหมือนเขาไม่ได้มาร้ายทั้งยังยื่นมือส่งมาเบื้องหน้า เขานิ่งอยู่อย่างนั้น รอคอยการยอมรับจากหญิงสาวด้วยความอดทนสุ่ยตัวตัวลังเล มือทั้งสองยังคงกำกริชเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นางไม่ยื่นมือกลับไปเขาก็ไม่ยอมเคลื่อนไหว แม้แต่ปริปากสักคำก็ยังไม่ทำ ราวกำลังกดดันให้นางไม่มีทางเลือกสุ่ยตัวตัวทำใจดีสู้เสือ “ฝ่าบาท พระวรกายของพระองค์สูงส่งเทียมฟ้า ทำเช่นนี้คงไม่เหมาะกระมังเพคะ”เขาเริ่มขยับตัวอีกครั้ง สุ่ยตัวตัวคิดว่าอีกฝ่ายยอมถอดใจถอยห่างออกไป ทว่าหาได้เป็นเช่นนั้น เขากำลังโน้มตัวใกล้เข้ามาต่างหาก นางรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นระอุเป่าผ่านปราการผืนผ้าบางอย่างเด่นชัดมือหนาเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นเนิบช้า สุ่ยตัว
รุ่งเช้ายามเหม่า [1] ชุยช่านช่วยสุ่ยตัวตัวหวีผมไปก็น้ำตาคลอไป เสียงสะอื้นของนางทำให้คนที่ได้ยินต้องยิ้มเอ็นดูออกมา“ไม่ต้องร้อง ข้าไปแต่งงาน ไม่ได้ไปตายเสียหน่อย”“ฮึก ฮื่อ…องค์หญิง ท่านไม่ไปไม่ได้หรือเพคะ หรือถ้าท่านไม่เปลี่ยนพระทัยจริง ๆ ก็ให้หม่อมฉันติดตามไปปรนนิบัติท่านเถิด”สุ่ยตัวตัวคว้ามือสาวใช้เอาไว้ แม้ชุยช่านดูแลข้างกายนางได้ไม่นาน แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ การไปครั้งนี้นางไม่อยากให้ใครจากบ้านเกิดไปลำบากกับนางทั้งนั้น เพราะสุ่ยตัวตัวก็ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าที่เลือกเดินอยู่ถูกต้องหรือไม่ หากผิดพลาดขึ้นมา นางจะขอรับความเสี่ยงไว้เพียงลำพัง“เจ้าอยู่ที่นี่ย่อมดีที่สุด เจ้าเองก็ไม่อยากจากบ้านเกิดไปไกลใช่หรือไม่”ชุยช่านเม้มปาก “แต่องค์หญิงก็ไม่อยากจากไปเช่นกันนี่เพคะ”“ทำไมจะไม่ล่ะ เจ้าก็รู้ว่าข้าหัวแข็งเพียงใด หากข้าไม่เต็มใจใครจะกล้าบังคับข้า ต่อไปไม่มีข้าแล้วเจ้าก็ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี”“ฮื่อ…องค์หญิง…”“ไม่ต้องร้อง พอแล้ว ๆ” สุ่ยตัวตัวกอดปลอบเด็กสาวร่างอว
อยู่ ๆ หญิงสาวก็เผยโฉมที่ท้องพระโรง บรรยากาศด้านในเงียบเชียบ นายทหารเฝ้าประตูรีบถลาเข้ามา“องค์รัชทายาท กระหม่อมห้ามแล้วแต่องค์หญิงทรง…”“ช่างเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ”สตรีร่างระหงย่างกรายตรงเข้ามาด้วยท่วงท่างามสง่า นางปรายตามองเหล่าคณะทูตจากแคว้นหานโจว พยายามกวาดสายตาเพื่อมองหาคนที่คุ้นเคยแต่กลับไม่มี“น้องหญิงเจ้ากำลังเล่นซนอะไร กลับออกไป เรื่องนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะตัดสินใจเอง หากเจ้าไม่เต็มใจผู้ใดก็บังคับเจ้าไม่ได้” สุ่ยจื่ออันรีบขวางสุ่ยตัวตัวคิดมาดีแล้ว นางกำลังหาทางไปเยือนหานโจวอยู่พอดี การใช้วิธีนี้นับว่าไม่เลว หากคำพูดในวันนั้นของถูเข่อหานเป็นจริง นางเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่แน่หากเขารู้ว่านางตัดสินใจแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ถูเข่อหานต้องไม่มีทางนิ่งดูดาย แต่ถ้าเขาไม่โผล่มาชิงเจ้าสาวนางจะเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้วจริง วันเข้าหอนางสัญญาจะกัดลิ้นตายแล้วลงไปตามหาเขาที่ปรโลกเสีย อย่างน้อยก็ไม่ผิดต่อบ้านเมือง และยังไม่ผิดต่อตัวนางกับเขา‘เจ้าบีบบังคับพี่หญิงเองนะ หากเจ้าไม่โผล่มา ข้าจะเกลียดเจ้าไปชั่วชีวิต ต่อให้เจ้าตายไปแล้วข้าก็จะตา
สุ่ยตัวตัวเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง นางเอาแต่ร้องฟูมฟายไม่กินไม่ดื่ม ไม่ว่าผู้ใดเกลี้ยกล่อมก็ไม่ใจอ่อน กระทั่งบังเอิญเหลือบไปเห็นบันทึกเล่มหนึ่งที่วางทิ้งไว้สุ่ยตัวตัวปาดคราบน้ำตาส่ง ๆ จากนั้นลุกไปหยิบมันขึ้นมา‘พี่หญิง ต่อไปหากเกิดอะไรขึ้น ท่านจะเชื่อใจข้าได้หรือไม่ ท่านต้องรอข้าไม่ว่าจะได้ยินอะไรมาก็ตาม ข้าไม่มีทางทอดทิ้งท่าน’เสียงของถูเข่อหานสะท้อนขึ้นในหัว ทำให้นางรู้สึกมีหวัง สุ่ยตัวตัวพลิกเปิดบันทึกหน้าแรกด้วยมือสั่นเทาที่แท้บันทึกเล่มนี้ก็คือบทนิยายเรื่องหนึ่ง สุ่ยตัวตัวกวาดสายตาอ่านไปทีละตัวอักษร นางใช้เวลาและสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่บรรยายออกมาเหล่านั้นสุ่ยตัวตัวยิ่งอ่านก็ยิ่งพบแต่ความตื่นตะลึง ราวกับตนกำลังติดตามชีวิตคนคนหนึ่งอย่างชัดเจน ประหนึ่งผู้บรรยายเป็นพระเจ้าที่กวาดสายตาก็มองทะลุทุกสรรพสิ่งแน่นอนว่าเรื่องราวที่ถูกบรรยายเอาไว้ ตรงกับการใช้ชีวิตของนางทั้งหมด ไม่ว่าสถานะครอบครัว บุคลิกนิสัยส่วนตัว ล้วนตรงกับนางไม่มีผิดเพี้ยนสุ่ยตัวตัวใจเต้นระส่ำ ที่แท้ชีวิตของนางก็ถูกควบคุมไว้ด้วยปลายพู่กันอย่างที่ถูเข่อหานเคยบอก สุ







