Mag-log inคุณนายเป็นกังวล ด้วยครั้งหนึ่งเคยลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะไม่ไปเหยียบไร่ของตะวัน ถ้าไปก็เท่ากับว่ากลืนน้ำลายตัวเอง
“หนูคิดว่าเวลาเปลี่ยน... อะไรๆ ก็เปลี่ยน ไหนคุณแม่เคยบอกว่าจะลดทิฐิ จะอโหสิกรรมต่อกันยังไงล่ะคะ เรื่องมันก็นานมาแล้ว บางอย่างลืมๆ มันไปบ้างก็ได้นะคะ”
ปรางค์วลัยว่าให้มารดาฉุกคิด คุณนายชดช้อยนิ่งงันไปชั่วขณะ ครุ่นคิดตามที่ลูกสาวบอก
“ไปนะคะแม่ พรุ่งนี้เราไปหาหลานๆ นะคะ”
หญิงสาวกุมมือมารดาแล้วบีบเบาๆ ให้กำลังใจ สีหน้าคะยั้นคะยอของปรางค์วลัยทำให้คุณนายชดช้อยใจอ่อนในที่สุด
“เอางั้นก็ได้... ”
คนที่อยากได้หลานมาเลี้ยงดูเอง พยักหน้าให้ลูกสาว คราวนี้ก็เข้าตำราสุภาษิตโบราณที่ว่า ‘เกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง’ เพราะอยากเห็นหน้าเด็กๆ ใจจะขาด อยากได้เด็กๆ มาอยู่ในความปกครองดูแลของตน แม้ใจจะเกลียดพ่อเด็กราวกับไส้เดือนกิ้งกือก็ตามที
ปรางวลัยค์ยิ้มกว้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณนายชดช้อยซึ่งครั้งหนึ่งเคยแรงไปด้วยทิฐิและความต้องการเอาชนะลูกเขย วันนี้ท่าทางของหล่อนดูอ่อนลงมาก บางทีอาจเป็นเพราะการตายของรินรดาผู้เป็นลูกสาว ที่ช่วยตอกย้ำให้คนเป็นมารดาเริ่มตระหนักว่าชีวิตมนุษย์ทุกวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความใส่ใจดูแลและทำดีต่อกันเอาไว้... คือสิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก ในยามที่ยังมีชีวิตอยู่
วันรุ่งขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหม่
รถเบนซ์คันใหญ่ซึ่งมีร่างอรชรของปรางค์วลัยนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ เคียงคู่มากับคุณนายชดช้อยผู้เป็นมารดาก็แล่นมาถึงไร่ส้มอันเป็นจุดหมายของการเดินทางไกลในครั้งนี้
“ถึงแล้วค่ะคุณแม่”
ใบหน้าสะสวยชำเลืองมองมารดาที่นั่งข้างๆ
คุณนายชดช้อยย่นหน้าผาก จากนั้นก็เปิดกระจกพลางชะโงกใบหน้าออกมามองไร่ส้มที่เห็นอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาฉงนฉงาย เพราะไร่ส้มที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้ช่างแตกต่างกันลิบลับกับที่หล่อนเคยเห็นเมื่อในอดีต
ก่อนเดินทางมาเชียงใหม่หล่อนแอบภาดภาพเอาไว้ในใจว่ามันจะต้องร้อนและแห้งแล้งเหมือนชนบทบ้านนอกที่หาความเจริญไม่ได้ หากสีเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า รวมทั้งดอกไม้หลากสีสันที่ชูช่อสะพรั่งอยู่ตรงปากทางเข้าไร่ก็ลบล้างความรู้สึกของภาพไร่ในแบบเดิมๆ ที่คุณนายชดช้อยเคยเห็น
“ทางเข้าไร่ดูร่มรื่นสวยงามเหมือนรีสอร์ตเลยนะ แกแน่ใจนะยัยปรางค์... ว่าเราไม่ได้หลงทาง แม่คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ไร่นี้นะ ถอยรถกลับเถอะลูก”
คุณนายยังคงไม่เชื่อ เพราะว่าเมื่อนานมาแล้วที่หล่อนเคยตามมาราวีเจ้าของไร่ถึงเชียงใหม่ ตอนนั้นสภาพของไร่ส้มยังเล็กๆ อยู่เลย
หากภาพที่เห็นตรงหน้านี้ช่างกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เนื้อที่น่าจะถึงพันไร่ ทุกๆ อย่างดูแปลกตาจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไร่ส้มของไอ้หนุ่มตัวแสบผู้เย่อหยิ่งและอวดดี สามารถปั่นหัวจนลูกสาวของหล่อนลุ่มหลงถึงขั้นยอมทิ้งครอบครัวแล้วหนีมาอยู่ด้วยกัน
“ไม่ผิดหรอกค่ะคุณแม่... โน่นไงคะ”
ปรางค์วลัยลดกระจกแล้วชี้มือไปยังแผ่นป้ายซึ่งทำจากไม้สีน้ำตาล ความยาวขนาดสองช่วงแขน มีตัวอักษรสีขาวเขียนเอาไว้บนพื้นสีน้ำตาลชัดเจนว่า ‘ไล่ล้อมตะวัน’
“แม่ไม่คิดว่าไร่ส้มของไอ้กระจอกนั่นจะใหญ่โตขนาดนี้... แกแน่ใจนะยัยปรางค์ ว่าไม่ได้มาผิดไร่”
คุณนายนิ่วหน้าถามสูกสาว
หากแต่คิดอีกที.. จากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็สี่ปีล่วงมาแล้ว นับจากวันที่รินรดาลูกสาวของนางหนีมาอยู่กับไอ้หนุ่มไร่ส้มจนได้ข่าวว่ามีลูกด้วยกันอย่างที่เห็น
“เห็นป้ายชัดเจนขนาดนี้คงไม่ผิดแล้วค่ะคุณแม่ ชื่อก็บอกว่าไร่ล้อมตะวัน แถวนี้จะมีคนชื่อ ‘ตะวัน’ สักกี่คนกันคะ”
ปรางวลัยค์กดปุ่มปิดกระจก เพราะไอร้อนจากแสงแดดในยามสายเริ่มโชยเข้ามาภายในรถ เหยียบคันเร่งพารถเบนซ์คันหรูเคลื่อนผ่านประกายแสงแดดเข้าไปในไร่
รถแล่นขนานไปกับถนนดินที่ทอดยาวไปตามแนวรั้วไม้สีขาว ผ่านสวนส้มเขียวขจีขนาบแน่นไปตลอดสองข้างทาง ผลส้มสีเหลืองสดใส ดกดื่นเป็นพุ่มพวงไปทุกกิ่งก้าน สร้างความรื่นรมย์ให้กับสองแม่ลูกได้อย่างเหลือเชื่อ
“อากาศดี๊ดีนะคะคุณแม่”
หญิงสาวชวนคุย
“ก็โอเคอยู่นะ”
คนเป็นมารดาตอบเนือยๆ
อึดใจต่อมารถก็วิ่งเข้ามาจอดอยู่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่ ปลูกสร้างสไตล์ล็อคเคบิน เสาทุกต้นดูแน่นหนาอลังการ ผนังทุกด้านสร้างด้วยแผ่นไม้กระดานแข็งแรง หลังคามุงกระเบื้องสีส้มอิฐช่วยทำให้บ้านดูอบอุ่น
“แม่ไม่คิดว่าบ้านไอ้กระจอกนั่นจะใหญ่โตขนาดนี้”
คุณนายชดช้อยทอดสายตามองดูความใหญ่โตของบ้านไม้ด้วยความลืมตัว ครั้นแล้วก็เชิดใบหน้าพึมพำไปตามนิสัย
“แต่ถึงจะใหญ่โตยังไง... ก็ยังเล็กกว่าบ้านเราที่กรุงเทพฯ อยู่ดีนั่นแหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดของมารดา ปรางค์วลัยได้แต่อมยิ้ม ด้วยรู้ดีว่านางชดช้อยภาคภูมิใจว่าฐานะเศรษฐีของตนไม่เคยน้อยหน้าใครทั้งนั้น
หญิงสาวเอ่ยถามกับป้าดวง ภายหลังเสร็จจากรับประทานอาหารเช้าเพียงลำพัง หลายวันมาแล้วที่อดัมส์หายหน้าไปจากบ้าน“คะ... คุณปานมีอะไรหรือคะ?”ป้าดวงเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร ทำท่าว่าจะตักข้าวสวยในโถร้อนๆ ใส่จานตรงหน้าหญิงสาว“พอแล้วค่ะป้า... ปานอิ่มแล้วค่ะ”ปานจันทร์รีบยกมือห้าม“วันนี้คุณปานทานน้อยจังนะคะ”ป้าดวงสังเกตเห็นสีหน้าพะวักพะวงของหญิงสาว หล่อนเหลือบมองไปที่หน้าบ้านเป็นระยะๆ เหมือนตั้งตารอใครบางคนกระทั่งปานจันทร์ถามออกมาในที่สุด ป้าดวงจึงรู้ว่าสิ่งที่หล่อนสันนิษฐานนั้นไม่ผิดแล้ว... ลูกเลี้ยงกำลังใจจดใจจ่อรอพ่อเลี้ยง“ช่วงนี้คุณดำไม่กลับมานอนบ้านเลยนะคะ... วันนี้คุณดำจะกลับมาไหมคะป้าดวง”เสียงใสเอ่ยถามด้วยความอยากรู้“จริงสิ... ช่วงนี้คุณดำหายไปหลายวัน”ป้าดวงตอบพลางรินน้ำเย็นลงแก้ว“ค่ะ... ถ้าปานจำไม่ผิดถึงวันนี้ก็ครบอาทิตย์พอดีที่คุณดำไม่กลับมานอนบ้าน”หญิงสาวกล่าว คนนับวันรออย่างหล่อนย่อมรู้ดีว่าพ่อเลี้ยงสุดหล่อหายหน้าไปกี่วันแล้ว“ปกติคุณดำไม่ค่อยกลับมานอนที่บ้านหลังนี้ใช่ไหมคะป้าดวง”ความอยากรู้ทำให้ปานจันทร์ถามต่อ“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ... มีบ่อยๆ ที่คุณดำไม่กลับบ้าน แต่ปกติเต็มที่ก
อดัมส์เรียกชื่อหล่อนอยู่ในความคิด ในขณะที่มือข้างหนึ่งของเขากำลังรูดท่อนเอ็นอลังการสลับใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือบีบหัวชะโดสีแดงก่ำเบ่งบาน ค่อยๆ รูดลงมาตลอดความยาวใหญ่ปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดที่เกร็งตัวโอบล้อมท่อนเนื้อเอาไว้“หนูปานจ๋า... ”อดัมส์ยังคงพึมพำเรียกชื่อของหล่อนและรูดดุ้นเอ็นไปพร้อมๆ กัน ก่อนจะทรุดเข่าลงนั่งแทบพื้นพร้อมกับระบายเสียงหอบหายใจแรงและความรู้สึกร้อนผะผ่าว พวยพุ่งออกมาล้นอยู่ในอุ้งมือ“ซี้ด... ”อดัมส์หลุบตาลงมองน้ำกามสีขาวปลิ้นออกมาจากซอกนิ้ว พร้อมกับความสุขสมรุนแรงซึ่งพอจะหยิบฉวยได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยการจินตนาการถึงลูกเลี้ยงสาวแสนสวยขณะอาบน้ำและช่วยตัวเองไปพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันนั้นที่สวนหย่อมหลังบ้าน ผู้หญิงต่างวัยสองคนยังคงยืนคุยกันอยู่อ้อยอิ่ง“ปกติคุณดำเจ้าชู้ไหมคะป้าดวง”ปานจันทร์ถามคนที่อยู่บ้านหลังนี้มานาน เพราะว่าป้าดวงน่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร“เจ้าชู้มากค่ะ... เมื่อก่อนมีผู้หญิงแวะเวียนมาหาไม่ซ้ำหน้า... แต่หลังจากแม่ของคุณปานมาอยู่ด้วยคุณดำก็เลิกเจ้าชู้ค่ะ”ป้าดวงบอกไปตามจริง“จริงอ่ะ... ”ปานจันทร์ถามยิ้มๆ หล่อนเชื่อว่าอดัมส์เป็นผู้ชายเจ้าชู้อย่าง
ทั้งที่ทิ้งกายลงนอนไปแล้ว วันนี้งานวุ่นๆ ที่โรงแรมทำเอาเขาปวดหัว อดัมส์ตั้งใจจะงีบหลับครู่สั้นๆ ก่อนลงไปกินมื้อค่ำ หากอารมณ์ที่คุกรุ่นรุนแรงขึ้นมารบกวนจิตใจ ก็ทำให้เขารีบชันศอกลุกขึ้นจากเตียงด้วยหัวใจอันร้อนรุ่มกับภาพเรือนร่างรัดรึงของลูกเลี้ยงที่ยากจะสลัดออกไปจากความคิดคำนึงอดัมส์ก้าวเข้ามาในห้องน้ำ ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด จากบนลงล่างจนสุดแนวสาบเสื้อ เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำและแผงอกกว้างปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีดำเป็นแพดกหนาสุดเซ็กซี่เขาเอื้อมมือไปแง้มหน้าต่างห้องน้ำให้เปิดออกเพียงเล็กน้อย มือใหญ่ค่อยๆ รูดซิปออกช้าๆ ถอดกางเกงออกไปจากปลายเท้าพาดไว้กับราวแขวนข้างฝาผนัง สายตาทอดมองไปยังร่างเอิบอิ่มของปานจันทร์ที่ยังยืนคุยอยู่กับป้าดวงที่สวนหย่อมหลังบ้านอดัมส์เปิดก๊อกฝักบัวจนสุดเกลียว ยืนให้สายน้ำเย็นเยียบพร่างพรมลงมาดับความปรารถนาในบางอย่างที่พลุ่งโพลงขึ้นมาจนรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบลามไหลจากศีรษะลงไปรวมอยู่ที่แก่นกายใหญ่โตแข็งปั๋ง“อูย... ซี้ดดดด... ”เสียงครางออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงเรือนร่างเอิบอิ่มของลูกเลี้ยงก็ยิ่งทำให้อดัมส์รู้สึกปวดหนึบไปทั้งดุ้นเนื้อที่แข็งโด่ขึ้นมาเป็นดุ้นมาถึ
เหมือนรู้ว่าถ้าขืนยังอยู่ตรงนี้ต่อไปเขาอาจจะเผลอใจทำอะไรที่มากกว่าจูบ“ค่ะ... ”คนโดนจูบจนแก้มแดงพยักหน้าอายๆ อดัมส์จ้องตาของหญิงสาว สายตาที่แลสบมาทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีกระแสความร้อนวูบวาบแล่นไหลไปมาระหว่างตาที่มองสบกัน จากนั้นพ่อเลี้ยงก็เป็นฝ่ายถอนใจออกมาเบาๆ ด้วย ไม่อาจถอนสายตาออกมาจากเรือนร่างเย้ายวนของปานจันทร์ได้เสียที ยิ่งเห็นหล่อนใกล้ๆ... ก็ยิ่งทำให้เขาคิดถึงเริงรตีผู้เป็นมารดาของหล่อน “อย่า... ”อดัมส์ร้องห้าม เมื่อปานจันทร์ขยับเข้ามาทาบฝ่ามือข้างหนึ่งกับอกเขา หล่อนทำท่าเหมือนจะกอด“รู้หรือเปล่าว่าทำแบบนี้อันตราย”เขาเตือนหล่อนว่าอย่าเล่นกับไฟ และนึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจที่ไม่สามารถหักห้ามความต้องการรุนแรงที่มีต่อลูกเลี้ยงคนนี้ ยืนยันด้วยท่อนเนื้อที่เหยียดขยายจนพองแน่นคับติ้วอยู่ในเป้ากางเกง ขณะสายตากระหายจ้องเล็งทรวงอกอวบใหญ่ของปานจันทร์ ทำเอาคนโดนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง“อุ๊ย... หนูปานมาอยู่ตรงนี้เองหรือจ๊ะ... ป้าเดินตามหาเสียทั่ว”เสียงของป้าดวงที่ดังลั่นขึ้นมาช่วยฉุดอดัมส์ออกจากภวังค์สะกดของลูกเลี้ยงแสนสวย การมาถึงของบุคคลที่สามทำให้พ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงขยับห่างออ
คนโดนจูบพริ้มตาเคลิ้ม อดัมส์ไม่เพียงแค่จูบแก้ม แต่เขายังลากปลายจมูกจูบไซ้ลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นสาบสาว หนวดเคราแข็งๆ กดลงมาพร้อมกับรอยจูบประทับ ทำให้หญิงสาวลู่ไหล่สะท้านซ่านเสียว เกิดอาการเนื้อตัวบิดเร่าร้อนผ่าวสั่นเทิ้มจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ อดัมส์ก็เช่นกัน เขาไม่คิดว่าความหนักแน่นของตัวเองจะต้องพังทลายลงได้ง่ายๆ เพราะความเย้ายวนใจของลูกเลี้ยงมากเสน่ห์คนนี้“จูบปานสิคะ... จูบปากด้วยค่ะ”ลูกเลี้ยงท้าทายไม่เลิก สติที่ขาดผึงทำให้พ่อเลี้ยง โอบใบหน้างามของหญิงสาวแล้วรั้งให้เชิดขึ้นรับริมฝีปากของเขาบดเคล้าลงมาอย่างเร่าร้อนด้วยริมฝีปากที่ผนึกเข้าหากันแน่น ด้วยแรงกระสันหาที่วูบไหวอยู่ในแววตาของกันและกันตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้า ทำให้ปลายลิ้นของพ่อเลี้ยงแทรกซอนชอนไชเข้าสู่อุ้งปากหวานละมุนของลูกเลี้ยง กระหวัดเอาเรียวลิ้นนุ่มอ่อนของหล่อนออกมาดูดดุนกันดื่มด่ำปานจันทร์โดนจูบจนขาอ่อน สองแขนตกลู่ลงข้างลำตัว แม้ว่าหล่อนจะเคยจูบกับผู้ชายมาก่อน แต่ก็ยังไม่เคยเจอใครที่จูบได้ร้อนแรงเหมือนพ่อเลี้ยงอดัมส์คนนี้“อ่า... ”ปานจันทร์พรูลมหายใจออกมา หล่อนยกนิ้วขึ้นแตะกลีบปากคล้ายต้องการจะหาหล
“อื๊อ... ”ปานจันทร์ตกใจ แต่ก็น่าแปลกที่กลีบปากละมุนของหล่อนเปิดรับเรียวลิ้นของพ่อเลี้ยงที่ชำแรกแทรกซอนชอนไชเข้ามาในอุ้งปากของหล่อน กวาดต้อนเอาเรียวลิ้นนุ่มอ่อนออกมาเกี่ยวกระหวัดรัดเลียกันดูดดื่ม“ยะ... อย่า”กระทั่งสติคืนกลับมา ทำให้หญิงสาวรีบผลักอกของพ่อเลี้ยงเป็นเชิงห้าม เพราะรสชาติของจุมพิตเมื่อครู่... ปานจันทร์รู้ว่ามันไม่ใช่จูบทักทาย ไม่ใช่จูบแบบพ่อจูบลูก หากมันเป็นจูบเร่าร้อนระหว่างหญิงชายที่หิวกระหายในกันและกัน ความร้อนผะผ่าวที่ถูกส่งผ่านมาในรสจูบดื่มด่ำเมื่อครู่... ทำให้ปานจันทร์รู้ว่าอันตรายนัก“ฉัน... เอ่อ... ”อดัมส์ถอนริมฝีปากออกมา จากนั้นก็พรูลมหายใจช้าๆ สีหน้าตำหนิตัวเองที่ไม่อาจหักห้ามอารมณ์ปรารถนาที่มีต่อหล่อนปานจันทร์เองก็เขิน หล่อนยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากที่โดนจูบจนบวมเจ่อขึ้นมาเล็กน้อย หากรอยแดงเรื่อของกลีบปากเย้ายวนกลับทำให้หล่อนยิ่งดูเซ็กซี่ในสายตาของพ่อเลี้ยง “ฉันขอโทษ”อดัมส์อึกอัก ปานจันทร์เองก็พูดอะไรไม่ออก ตอนนั้นมือไม้ของหล่อนอ่อนเปลี้ยไปหมดแล้ว หลังจากริมฝีปากของพ่อเลี้ยงบดเคล้าเข้ามาจูบอย่างเร่าร้อน “ปล่อยปานได้แล้วค่ะ...”หญิงสาวบอกเข
หนึ่งปีต่อมา ที่ไร่ล้อมตะวัน ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า งานวิวาห์ได้ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตและเอิกเกริก สาเหตุที่ต้องจัดงานวิวาห์ขึ้นอย่างใหญ่โตสมฐานะ ก็เป็นพราะว่า ไม่ใช่คู่เดียว แต่มีสองคู่ในงานวิวาห์เดียวกัน คู่พ่อแม่ก็คือ ‘กำนันเดช’ กับ ‘คุณนายช
คุณนายพยายามเงี่ยหูฟัง นึกถึงเสียงร้องครวญครางของตัวเองตอนที่อยู่ในกระท่อมกับกำนันเดช กำนันเดชเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกอุบายช่วยลูกชายจอมหื่น “ตุ๊กแกคงไปแล้วจริงๆ ไม่มีอะไรแล้วละครับคุณนาย ผมว่าคุณนายกลับเข้าห้องเถอะนะครับ” “ไม่... ฉันห่วงยัยปรางค์” “อย่า
คุณนายชดช้อยแสดงอาการตอบสนองได้อย่างเร่าร้อนเช่นกัน ด้วยหล่อนไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่ประสีประสาในเรื่องพวกนี้มาก่อน จากนั้นสองร่างก็กอดรัดนัวเนีย ขโยกขย่มกันจนไม่สนใจโมงยามกระทั่งอิ่มเอมด้วยกันทั้งคู่ ร่างท้วมใหญ่ของกำนันเดชก็ทรุดฮวบลงทับเรือนร่างหอบระโหยของคุณนาย“ฉันมีความสุขเหลือเกิน... กำนันจ๋า”คุ
ได้ยินที่เจ้าของไร่ส้มบอก คุณนายชดช้อยทำท่าว่าจะขยับปากปฏิเสธ เพราะความใจร้อนอยากคุยธุระให้เสร็จๆ เพื่อที่จะได้เดินทางกลับ แต่เสียงหวานๆ ของปรางค์วลัยก็ขัดขึ้นเสียก่อน“ดีเหมือนกันนะคะคุณแม่”ประโยคที่ได้ยินทำให้คนเป็นมารดาจำต้องพยักหน้ารับคำเชิญให้ร่วมโต๊ะอาหารของตะวันแบบฝืนๆตะวันเดินเข้าไปสั่งงา







