로그인รถเบนซ์คันหรูชะลอเข้าจอดนิ่งในโรงจอดรถกว้างขวางภายใต้ร่มเงาของประดู่ต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านเป็นร่มเงาอีกชั้นให้กับหลังคาโรงรถที่มุงด้วยกระเบื้องสีเขียวมะกอก
“สวัสดีครับ มาหาใครครับ”
ลุงชมซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานในไร่เดินออกมาถามผู้มาเยือนด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม ตอนนั้นแกกำลังจัดแจงให้คนงานรื้อหญ้าเก่าออกจากสนามหน้าบ้าน แลเห็นหญ้าใหม่ซึ่งยังเป็นแผ่นสีเขียวๆ กองเทินทับกันอยู่กลางสนาม มีคนงานชายสามคนกำลังช่วยกันลงมือปลูกหญ้าอย่างขะมักเขม้น
“ไอ้... เอ่อ นายตะวันเจ้าของไร่อยู่ไหม ช่วยไปบอกทีว่าคุณนายชดช้อยมาหา”
คุณนายเกือบจะโพล่งเรียกเจ้าของไร่ว่า ‘ไอ้’ เพราะความชินปาก แต่ก็ระงับไว้ได้ทันท่วงที
“อ๋อ... ผมนึกออกละ”
ลุงชมหรี่ตาครุ่นคิดถึงเหตุการ์เมื่อสี่ปีก่อน คุณนายชดช้อยคนนี้นี่เองที่เคยทะเลาะกับพ่อเลี้ยงตะวันเจ้าของไร่ส้ม เหตุเพราะว่ามาตามลูกสาวกลับบ้าน แต่ไม่สำเร็จ เลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นประกาศตัดแม่ตัดลูกกันนับแต่วันนั้น
“ตอนนี้พ่อเลี้ยงตะวันอยู่ในบ้านครับ เชิญครับคุณนาย”
ลุงชมเดินนำหน้าสตรีทั้งสองเข้าไปในบ้าน ทว่าไม่ทันจะเข้าไปข้างใน ร่างสูงใหญ่เกินกว่าร้อยแปดสิบเซนมิเมตรก็ปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตู
สองแม่ลูกจ้องมองเจ้าของไร่ สายตาจับอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ กำลังเดินตรงเข้ามาหา
วันนี้พ่อเลี้ยงตะวันช่างหล่อเหลา เขาสวมเสื้อลายสก๊อตสีน้ำตาลสลับเทา เข้ากับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินซีด บนศีรษะสวมหมวกปีกกว้างสีน้ำตาล บุคลิกท่าทางองอาจของเขาช่างเหมือนกับชาวไร่ในหนังคาวบอยไม่มีผิดเพี้ยน
“สวัสดีครับคุณแม่ยาย”
ตะวันเชิดใบหน้า กล่าวทักทายสตรีผู้อาวุโสกว่า รองเท้าบูทสีน้ำตาลเข้มช่วยส่งให้ร่างซึ่งสูงตระหง่านเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรนั้นยิ่งแลดูสูงเด่นขึ้นไปอีก มองไวๆ คลับคล้ายพระเอกหนังคาวบอยรุ่นใหญ่ยังไงยังงั้น
“เอากองไว้ตรงนั้นแหละ... แล้วก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่า ‘แม่ยาย’ เพราะฉันไม่เคยมีลูกเขยอย่างแก”
ครั้นพอเห็นท่าทางยียวนกวนอารมณ์ของพ่อเลี้ยงตะวันซึ่งไม่เคยยอมก้มศีรษะให้หล่อนสักครั้ง คุณนายชดช้อยก็มีอันความดันพุ่งปรี๊ด ใบหน้าหยิ่งยโสของลูกเขยสะกิดต่อมเดือดของแม่ยายจนเกิดอาการตั้งแง่ในทันทีที่เจอหน้ากัน
“คุณแม่คะ... ไหนว่าจะไม่... ”
ปรางค์วลัยผู้เป็นลูกสาวที่ยืนอยู่ข้างหลัง สะกิดแขนให้สติมารดา เพราะว่าก่อนจะเดินทางมาไร่ส้ม คุณนายก็สัญญากับปรางค์วลัยเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะอโหสิกรรมให้กับเรื่องราวความบาดหมางทุกๆ อย่างที่ผ่านมาแล้ว
“สี่ปีมาแล้ว... แต่คุณนายยังเหมือนเดินไม่ยอมเปลี่ยน ผมคิดว่ากาลเวลาจะช่วยทำให้อะไรๆ ดีขึ้น”
ตะวันตั้งใจกระทบกระเทียบ คำพูดนั้นสะกิดใจคุณนายชดช้อยเข้าอย่างจัง หล่อนจึงพยายามสะกดเก็บอารมณ์ หลังจากสังเกตเห็นว่าตะวันเองก็ดูสุขุมขึ้นมาก
“ปากร้ายๆ ของแกก็ไม่เปลี่ยนเหมือนกันนั่นแหละ แต่ช่างเถอะ... วันนี้ฉันไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากก่อสงคราม ฉันตั้งใจมาเยี่ยมหลานๆ”
คุณนายพยายามสะกดอารมณ์อย่างถึงที่สุด
“สงบศึกกันก็ดีแล้วครับ... ตอนนี้รัฐบาลกำลังสนับสนุนการปรองดอง”
กล่าวกับแม่ยาย หากสายตาเหลือบไปมองหน้าน้องเมีย
“สวัสดีค่ะพี่ตะวัน”
ปรางค์วลัยกระพุ่มมืออ่อนช้อยไหว้พี่เขยสุดหล่อ นับเป็นเวลานานมากแล้ว... ที่เธอไม่ได้เจอเขา
หากการได้เห็นกันในครั้งนี้ความหล่อเหลาของตะวันไม่ได้ลดน้อยลงสักนิด แต่กลับเพิ่มพูนจนสายตาของเธอจ้องค้าง ตะลึงงันอยู่ที่ใบหน้าของเขานานเป็นครู่ ใครจะเชื่อว่าอาชีพที่ต้องเผชิญแดดลมอยู่ในไร่ส้มกลับไม้ได้ทำให้ความหล่อเหลาของเขาลดลงเลยสักนิด ผิวสีทองแดงคร้ามแดดกลับทำให้เขาดูคมคร้ามยิ่งขึ้น ท่วงท่าการเดินดูองอาจสมเป็นชายชาตรีในทุกกระเบียดนิ้ว รอยยิ้มน้อยๆ ที่จุดขึ้นตรงริมฝีปากรกไปด้วยไรหนวด ทำเอาหัวใจของปรางค์วลัยกระตุกวูบ
“สวัสดีครับ... เจอกันคราวนี้น้องปรางค์โตเป็นสาวเชียว แล้วยังสวย... สวยมากจนพี่เกือบจำไม่ได้แน่ะ ”
ตะวันจ้องมองใบหน้าน้องเมียไม่วางตา ปรางค์วลัยสวยเสียจนเขามองแล้วมองอีก
แวบแรกที่สบตากัน หญิงสาวหารู้ไม่รู้ว่าเธอเองก็เป็นต้นเหตุทำให้หัวใจของพี่เขยคนนี้เกิดอาการหวามไหว... กระตุกวูบขึ้นมาเช่นกัน
ตะวันไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะว่าสาวน้อยตรงหน้านี้มีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับรินรดาไม่มีผิดเพี้ยน ผิวพรรณของเธอขาวสะอ้านหมดจด ดวงตาสุกใสปานดวงดาว จมูกโด่งเป็นสันสวย ดวงตาวาววับไปด้วยหยาดแววชีวิตหากประกายของความดื้อรั้นก็ดูน้อยกว่ารินรดาผู้เป็นพี่สาว
การได้เจอกับปรางค์วลัยในวันนี้ ทำให้พ่อเลี้ยงตะวันคิดถึงภรรยาผู้ล่วงลับขึ้นมาจับใจ
“น้องปรางค์โตเป็นสาวแล้วจริงๆ”
สายตาของพี่เขยแทบไม่คลาดไปจากเรือนร่างเอิบอิ่มของน้องเมีย ทั้งสะโพก อก เอว ของปรางค์วลัยช่างอะร้าอร่ามจนเขาตะลึงมองซ้ำแล้วซ้ำอีก สร้างความไม่พอใจให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ยัยปรางค์โตเป็นสาวแล้วมันหนักอวัยวะส่วนไหนของแกหรือยังไง?”
คุณนายชดช้อยสอดขึ้นมาทันที
หล่อนไม่ชอบสายตาของตะวันที่จ้องมองปรางวลัยค์ไม่กระพริบ ด้วยคุณนายเคยปรามาสเขาเอาไว้มากมาย ว่าท่าทางเจ้าชู้ของตะวันจะทำให้รินรดาน้ำตาเช็ดหัวเข่าเข้าสักวัน ถ้าหลงผิดตัดสินใจหนีมาอยู่กับผู้ชายคนนี้
ทว่ารินรดาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเธอตัดสินใจไม่ผิด... ที่เลือกตะวันเป็นคู่ชีวิต ด้วยที่ผ่านๆ มาเขารักใคร่และเอาใจใส่ดูแลเธอกับลูกๆ เป็นอย่างดี
ตะวันไม่เคยทำหน้าที่ ‘สามี’ บกพร่อง เขาไม่เคยทำเรื่องเจ้าชู้หลายใจให้รินรดาต้องเจ็บช้ำใจอย่างที่คุณนายผู้เป็นมารดาหวังว่าจะได้เห็น
หญิงสาวเอ่ยถามกับป้าดวง ภายหลังเสร็จจากรับประทานอาหารเช้าเพียงลำพัง หลายวันมาแล้วที่อดัมส์หายหน้าไปจากบ้าน“คะ... คุณปานมีอะไรหรือคะ?”ป้าดวงเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร ทำท่าว่าจะตักข้าวสวยในโถร้อนๆ ใส่จานตรงหน้าหญิงสาว“พอแล้วค่ะป้า... ปานอิ่มแล้วค่ะ”ปานจันทร์รีบยกมือห้าม“วันนี้คุณปานทานน้อยจังนะคะ”ป้าดวงสังเกตเห็นสีหน้าพะวักพะวงของหญิงสาว หล่อนเหลือบมองไปที่หน้าบ้านเป็นระยะๆ เหมือนตั้งตารอใครบางคนกระทั่งปานจันทร์ถามออกมาในที่สุด ป้าดวงจึงรู้ว่าสิ่งที่หล่อนสันนิษฐานนั้นไม่ผิดแล้ว... ลูกเลี้ยงกำลังใจจดใจจ่อรอพ่อเลี้ยง“ช่วงนี้คุณดำไม่กลับมานอนบ้านเลยนะคะ... วันนี้คุณดำจะกลับมาไหมคะป้าดวง”เสียงใสเอ่ยถามด้วยความอยากรู้“จริงสิ... ช่วงนี้คุณดำหายไปหลายวัน”ป้าดวงตอบพลางรินน้ำเย็นลงแก้ว“ค่ะ... ถ้าปานจำไม่ผิดถึงวันนี้ก็ครบอาทิตย์พอดีที่คุณดำไม่กลับมานอนบ้าน”หญิงสาวกล่าว คนนับวันรออย่างหล่อนย่อมรู้ดีว่าพ่อเลี้ยงสุดหล่อหายหน้าไปกี่วันแล้ว“ปกติคุณดำไม่ค่อยกลับมานอนที่บ้านหลังนี้ใช่ไหมคะป้าดวง”ความอยากรู้ทำให้ปานจันทร์ถามต่อ“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ... มีบ่อยๆ ที่คุณดำไม่กลับบ้าน แต่ปกติเต็มที่ก
อดัมส์เรียกชื่อหล่อนอยู่ในความคิด ในขณะที่มือข้างหนึ่งของเขากำลังรูดท่อนเอ็นอลังการสลับใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือบีบหัวชะโดสีแดงก่ำเบ่งบาน ค่อยๆ รูดลงมาตลอดความยาวใหญ่ปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดที่เกร็งตัวโอบล้อมท่อนเนื้อเอาไว้“หนูปานจ๋า... ”อดัมส์ยังคงพึมพำเรียกชื่อของหล่อนและรูดดุ้นเอ็นไปพร้อมๆ กัน ก่อนจะทรุดเข่าลงนั่งแทบพื้นพร้อมกับระบายเสียงหอบหายใจแรงและความรู้สึกร้อนผะผ่าว พวยพุ่งออกมาล้นอยู่ในอุ้งมือ“ซี้ด... ”อดัมส์หลุบตาลงมองน้ำกามสีขาวปลิ้นออกมาจากซอกนิ้ว พร้อมกับความสุขสมรุนแรงซึ่งพอจะหยิบฉวยได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยการจินตนาการถึงลูกเลี้ยงสาวแสนสวยขณะอาบน้ำและช่วยตัวเองไปพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันนั้นที่สวนหย่อมหลังบ้าน ผู้หญิงต่างวัยสองคนยังคงยืนคุยกันอยู่อ้อยอิ่ง“ปกติคุณดำเจ้าชู้ไหมคะป้าดวง”ปานจันทร์ถามคนที่อยู่บ้านหลังนี้มานาน เพราะว่าป้าดวงน่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร“เจ้าชู้มากค่ะ... เมื่อก่อนมีผู้หญิงแวะเวียนมาหาไม่ซ้ำหน้า... แต่หลังจากแม่ของคุณปานมาอยู่ด้วยคุณดำก็เลิกเจ้าชู้ค่ะ”ป้าดวงบอกไปตามจริง“จริงอ่ะ... ”ปานจันทร์ถามยิ้มๆ หล่อนเชื่อว่าอดัมส์เป็นผู้ชายเจ้าชู้อย่าง
ทั้งที่ทิ้งกายลงนอนไปแล้ว วันนี้งานวุ่นๆ ที่โรงแรมทำเอาเขาปวดหัว อดัมส์ตั้งใจจะงีบหลับครู่สั้นๆ ก่อนลงไปกินมื้อค่ำ หากอารมณ์ที่คุกรุ่นรุนแรงขึ้นมารบกวนจิตใจ ก็ทำให้เขารีบชันศอกลุกขึ้นจากเตียงด้วยหัวใจอันร้อนรุ่มกับภาพเรือนร่างรัดรึงของลูกเลี้ยงที่ยากจะสลัดออกไปจากความคิดคำนึงอดัมส์ก้าวเข้ามาในห้องน้ำ ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด จากบนลงล่างจนสุดแนวสาบเสื้อ เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำและแผงอกกว้างปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีดำเป็นแพดกหนาสุดเซ็กซี่เขาเอื้อมมือไปแง้มหน้าต่างห้องน้ำให้เปิดออกเพียงเล็กน้อย มือใหญ่ค่อยๆ รูดซิปออกช้าๆ ถอดกางเกงออกไปจากปลายเท้าพาดไว้กับราวแขวนข้างฝาผนัง สายตาทอดมองไปยังร่างเอิบอิ่มของปานจันทร์ที่ยังยืนคุยอยู่กับป้าดวงที่สวนหย่อมหลังบ้านอดัมส์เปิดก๊อกฝักบัวจนสุดเกลียว ยืนให้สายน้ำเย็นเยียบพร่างพรมลงมาดับความปรารถนาในบางอย่างที่พลุ่งโพลงขึ้นมาจนรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบลามไหลจากศีรษะลงไปรวมอยู่ที่แก่นกายใหญ่โตแข็งปั๋ง“อูย... ซี้ดดดด... ”เสียงครางออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงเรือนร่างเอิบอิ่มของลูกเลี้ยงก็ยิ่งทำให้อดัมส์รู้สึกปวดหนึบไปทั้งดุ้นเนื้อที่แข็งโด่ขึ้นมาเป็นดุ้นมาถึ
เหมือนรู้ว่าถ้าขืนยังอยู่ตรงนี้ต่อไปเขาอาจจะเผลอใจทำอะไรที่มากกว่าจูบ“ค่ะ... ”คนโดนจูบจนแก้มแดงพยักหน้าอายๆ อดัมส์จ้องตาของหญิงสาว สายตาที่แลสบมาทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีกระแสความร้อนวูบวาบแล่นไหลไปมาระหว่างตาที่มองสบกัน จากนั้นพ่อเลี้ยงก็เป็นฝ่ายถอนใจออกมาเบาๆ ด้วย ไม่อาจถอนสายตาออกมาจากเรือนร่างเย้ายวนของปานจันทร์ได้เสียที ยิ่งเห็นหล่อนใกล้ๆ... ก็ยิ่งทำให้เขาคิดถึงเริงรตีผู้เป็นมารดาของหล่อน “อย่า... ”อดัมส์ร้องห้าม เมื่อปานจันทร์ขยับเข้ามาทาบฝ่ามือข้างหนึ่งกับอกเขา หล่อนทำท่าเหมือนจะกอด“รู้หรือเปล่าว่าทำแบบนี้อันตราย”เขาเตือนหล่อนว่าอย่าเล่นกับไฟ และนึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจที่ไม่สามารถหักห้ามความต้องการรุนแรงที่มีต่อลูกเลี้ยงคนนี้ ยืนยันด้วยท่อนเนื้อที่เหยียดขยายจนพองแน่นคับติ้วอยู่ในเป้ากางเกง ขณะสายตากระหายจ้องเล็งทรวงอกอวบใหญ่ของปานจันทร์ ทำเอาคนโดนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง“อุ๊ย... หนูปานมาอยู่ตรงนี้เองหรือจ๊ะ... ป้าเดินตามหาเสียทั่ว”เสียงของป้าดวงที่ดังลั่นขึ้นมาช่วยฉุดอดัมส์ออกจากภวังค์สะกดของลูกเลี้ยงแสนสวย การมาถึงของบุคคลที่สามทำให้พ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงขยับห่างออ
คนโดนจูบพริ้มตาเคลิ้ม อดัมส์ไม่เพียงแค่จูบแก้ม แต่เขายังลากปลายจมูกจูบไซ้ลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นสาบสาว หนวดเคราแข็งๆ กดลงมาพร้อมกับรอยจูบประทับ ทำให้หญิงสาวลู่ไหล่สะท้านซ่านเสียว เกิดอาการเนื้อตัวบิดเร่าร้อนผ่าวสั่นเทิ้มจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ อดัมส์ก็เช่นกัน เขาไม่คิดว่าความหนักแน่นของตัวเองจะต้องพังทลายลงได้ง่ายๆ เพราะความเย้ายวนใจของลูกเลี้ยงมากเสน่ห์คนนี้“จูบปานสิคะ... จูบปากด้วยค่ะ”ลูกเลี้ยงท้าทายไม่เลิก สติที่ขาดผึงทำให้พ่อเลี้ยง โอบใบหน้างามของหญิงสาวแล้วรั้งให้เชิดขึ้นรับริมฝีปากของเขาบดเคล้าลงมาอย่างเร่าร้อนด้วยริมฝีปากที่ผนึกเข้าหากันแน่น ด้วยแรงกระสันหาที่วูบไหวอยู่ในแววตาของกันและกันตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้า ทำให้ปลายลิ้นของพ่อเลี้ยงแทรกซอนชอนไชเข้าสู่อุ้งปากหวานละมุนของลูกเลี้ยง กระหวัดเอาเรียวลิ้นนุ่มอ่อนของหล่อนออกมาดูดดุนกันดื่มด่ำปานจันทร์โดนจูบจนขาอ่อน สองแขนตกลู่ลงข้างลำตัว แม้ว่าหล่อนจะเคยจูบกับผู้ชายมาก่อน แต่ก็ยังไม่เคยเจอใครที่จูบได้ร้อนแรงเหมือนพ่อเลี้ยงอดัมส์คนนี้“อ่า... ”ปานจันทร์พรูลมหายใจออกมา หล่อนยกนิ้วขึ้นแตะกลีบปากคล้ายต้องการจะหาหล
“อื๊อ... ”ปานจันทร์ตกใจ แต่ก็น่าแปลกที่กลีบปากละมุนของหล่อนเปิดรับเรียวลิ้นของพ่อเลี้ยงที่ชำแรกแทรกซอนชอนไชเข้ามาในอุ้งปากของหล่อน กวาดต้อนเอาเรียวลิ้นนุ่มอ่อนออกมาเกี่ยวกระหวัดรัดเลียกันดูดดื่ม“ยะ... อย่า”กระทั่งสติคืนกลับมา ทำให้หญิงสาวรีบผลักอกของพ่อเลี้ยงเป็นเชิงห้าม เพราะรสชาติของจุมพิตเมื่อครู่... ปานจันทร์รู้ว่ามันไม่ใช่จูบทักทาย ไม่ใช่จูบแบบพ่อจูบลูก หากมันเป็นจูบเร่าร้อนระหว่างหญิงชายที่หิวกระหายในกันและกัน ความร้อนผะผ่าวที่ถูกส่งผ่านมาในรสจูบดื่มด่ำเมื่อครู่... ทำให้ปานจันทร์รู้ว่าอันตรายนัก“ฉัน... เอ่อ... ”อดัมส์ถอนริมฝีปากออกมา จากนั้นก็พรูลมหายใจช้าๆ สีหน้าตำหนิตัวเองที่ไม่อาจหักห้ามอารมณ์ปรารถนาที่มีต่อหล่อนปานจันทร์เองก็เขิน หล่อนยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากที่โดนจูบจนบวมเจ่อขึ้นมาเล็กน้อย หากรอยแดงเรื่อของกลีบปากเย้ายวนกลับทำให้หล่อนยิ่งดูเซ็กซี่ในสายตาของพ่อเลี้ยง “ฉันขอโทษ”อดัมส์อึกอัก ปานจันทร์เองก็พูดอะไรไม่ออก ตอนนั้นมือไม้ของหล่อนอ่อนเปลี้ยไปหมดแล้ว หลังจากริมฝีปากของพ่อเลี้ยงบดเคล้าเข้ามาจูบอย่างเร่าร้อน “ปล่อยปานได้แล้วค่ะ...”หญิงสาวบอกเข
หนึ่งปีต่อมา ที่ไร่ล้อมตะวัน ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า งานวิวาห์ได้ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตและเอิกเกริก สาเหตุที่ต้องจัดงานวิวาห์ขึ้นอย่างใหญ่โตสมฐานะ ก็เป็นพราะว่า ไม่ใช่คู่เดียว แต่มีสองคู่ในงานวิวาห์เดียวกัน คู่พ่อแม่ก็คือ ‘กำนันเดช’ กับ ‘คุณนายช
คุณนายพยายามเงี่ยหูฟัง นึกถึงเสียงร้องครวญครางของตัวเองตอนที่อยู่ในกระท่อมกับกำนันเดช กำนันเดชเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกอุบายช่วยลูกชายจอมหื่น “ตุ๊กแกคงไปแล้วจริงๆ ไม่มีอะไรแล้วละครับคุณนาย ผมว่าคุณนายกลับเข้าห้องเถอะนะครับ” “ไม่... ฉันห่วงยัยปรางค์” “อย่า
คุณนายชดช้อยแสดงอาการตอบสนองได้อย่างเร่าร้อนเช่นกัน ด้วยหล่อนไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่ประสีประสาในเรื่องพวกนี้มาก่อน จากนั้นสองร่างก็กอดรัดนัวเนีย ขโยกขย่มกันจนไม่สนใจโมงยามกระทั่งอิ่มเอมด้วยกันทั้งคู่ ร่างท้วมใหญ่ของกำนันเดชก็ทรุดฮวบลงทับเรือนร่างหอบระโหยของคุณนาย“ฉันมีความสุขเหลือเกิน... กำนันจ๋า”คุ
ได้ยินที่เจ้าของไร่ส้มบอก คุณนายชดช้อยทำท่าว่าจะขยับปากปฏิเสธ เพราะความใจร้อนอยากคุยธุระให้เสร็จๆ เพื่อที่จะได้เดินทางกลับ แต่เสียงหวานๆ ของปรางค์วลัยก็ขัดขึ้นเสียก่อน“ดีเหมือนกันนะคะคุณแม่”ประโยคที่ได้ยินทำให้คนเป็นมารดาจำต้องพยักหน้ารับคำเชิญให้ร่วมโต๊ะอาหารของตะวันแบบฝืนๆตะวันเดินเข้าไปสั่งงา







