تسجيل الدخولวันนี้เหมือนจะปกติสุขดีเหมือนทุกวันหากฉันไม่นึกบางอย่างขึ้นได้ พักเบรครอบบ่ายโมงครึ่งฉันนั่งอยู่ในห้องน้ำชั้นสามของตึกคณะศิลปศาสตร์ มี SMS ถูกส่งเข้ามาที่เบอร์มือถือของฉันด้วยข้อความ
'หนึ่งทุ่มโซนวอ. ไม่มารอบนี้..ร้านขนมถ้วยตะไลแสนอร่อยอาจไม่อยู่ดี จอมพล'
ลงท้ายด้วยชื่อพี่จอมพลอีกเหมือนเคย
ตอนนี้แหละถึงเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานฉันได้ซองดำมาและมันก็น่าจะไปนอนอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่งหนึ่งแล้ว
แต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อความข่มขู่ จะเล่นถึงร้านขนมถ้วยตะไลของพ่อกับแม่ฉันเลยเหรอ
เขาจะทำเกินไปแล้ว
ฉันเก็บเอาเรื่องนี้ใส่หัวมาจนถึงเรียนเสร็จตอนสี่โมงครึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ตอนนี้รู้สึกปวดหัวตุบๆ เพราะคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าพี่จอมพลและเพื่อนของเขาทำอะไรได้บ้างนอกจากทำร้ายร่างกายพวกผู้ชายต่างคณะ ขนาดส้มเช้งมาเหน็บแนมข้างหูมันก็ยังไม่เข้าหูฉัน เสียงเรียกของจะจ๋าก็ด้วย
"แก้ม! แก้ม!"
"ห๊ะ!"
กว่าจะได้สติหลุดจากอาการเหม่อลอย เพื่อนก็เดินออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้ว
"แกเหม่ออะไร มีอะไรหรือเปล่า"
"เปล่าน่ะ เอ่อ.. แกกลับก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นตึกอำนวยการ"
"เรียกไปชมอะไรอีก"
"คงอยากถามไถ่ปกตินั่นแหละ"
บ่อยครั้งที่ท่านอธิการบดีจะเรียกไปพูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบบลาๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มันเลยทำให้ฉันมีข้ออ้างบอกเพื่อน
แยกกับจะจ๋าฉันก็นั่งอยู่ใต้ตัวตึก ตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามนัดหมายเพราะไม่อยากเสี่ยงกับอำนาจของแก๊งตีนมหันตภัย เกิดเขาบ้าบุกไปร้านขนมพ่อกับแม่ฉันคงยิ้มไม่ออก แต่จะขอไปเร็วกว่าเวลาที่กำหนดหนึ่งชั่วโมง ถึงตอนนั้นฉันจะหาข้ออ้างพูดกับเขาอีกที
ก่อนหกโมงสิบนาทีฉันก็เดินเท้ามายังหลังตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศยามเย็นเงียบฉี่จนวังเวง แทบจะไม่หลงเหลือนักศึกษาให้เห็น
ยิ่งก้าวขาเข้ามาในเขตพื้นที่โซนวอ. เดินเข้าใกล้อาคารที่ไม่ต่างจากบ้านร้างเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกหนาวและหวาดหวั่น มือยกขึ้นรีบเคาะประตูทันที
ก๊อกๆๆ ฉันเคาะเป็นจังหวะสามครั้งแล้วหันมองซ้ายมองขวามองด้านหลัง ด้านหลังตัวสิ่งปลูกสร้างนี้เป็นป่าทึบ มีเสียงนกร้องให้ได้ยินแว่วๆ
แกร๊ก! กระทั่งประตูถูกปลดล็อกกลอนให้ฉันสะดุ้งโหยง ฉันเอาความสนใจกลับมาตรงหน้า สายตามองตามบานประตูที่ค่อยๆ แง้มอ้าออกให้มองเห็นว่าภายในปิดไฟมืดสนิท
"พี่..อ๊ะ!"
แต่แล้วก็มีมือปริศนายื่นออกมาดึงกระชากตัวฉันให้เข้ามาภายใน ก่อนประตูนั้นจะปิดลงเสียงดังพร้อมกับลำตัวของฉันถูกกอดรัดด้วยสองแขนของใครสักคน ฉันไม่มีโอกาสได้ร้องท้วงเพราะริมฝีปากถูกครอบครอง
ใครสักคนกำลังตะโปมกอดจูบฉัน พาฉันก้าวเดินถอยหลังฝ่าความมืดไปเรื่อยๆ จนมาล้มหงายหลังลงบนบางอย่างที่แข็งกระด้างคล้ายกับโต๊ะ
ความตกใจทำให้ฉันช็อกนิ่งค้างไปเพียงชั่วขณะ แต่ก็ดึงสติกลับมาได้ดีดดิ้นสุดกำลังทั้งร้องท้วงในลำคอ แม้มันจะยากเพราะพันธนาการนั้นแน่นหนา ริมฝีปากถูกรุกรานเรียวลิ้นถูกดูดกลืนอย่างกระหาย ฉันใช้จังหวะหนึ่งที่เขาครางต่ำและเผยอปากอ้า กัดริมฝีปากนั้นไปแรงๆ จนเขายอมผละออกในที่สุด
พรึบ! พลันไฟก็สว่างวาบขึ้น ฉันยกมือปิดดวงตาบังแสงที่แยงมากะทันหัน วินาทีเดียวกันมือนั้นก็ถูกดึงกระชาก ปลายคางถูกจับให้เชิดใบหน้าขึ้นสานสบสายตากับไอ้โจรบ้ากาม
"ยัยเด็กทุน!!"
พี่จอมพลขมวดคิ้วมุ่นทำหน้ายุ่ง ดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นว่าคนนี้เป็นฉัน
ไม่ใช่ฉันหรอกเหรอที่ต้องตกใจและหวาดผวากับสิ่งที่พานพบเมื่อครู่
ฉันสะบัดใบหน้าออกแล้วหยัดตัวยืนตรง จับเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆ เพราะสัมผัสเมื่อครู่ยังไม่จาง มันยังหนึบๆ อยู่ที่ริมฝีปาก
"มาทำไม"
"ก็พี่เรียกหนูมาไม่ใช่เหรอคะ"
เขาขมวดคิ้วหนักขึ้น ยืนเท้าสะเอวท่าทางนักเลงและเงียบไปราวกับว่าครุ่นคิดบางอย่าง
"เมื่อวานหนูได้ซองดำลงชื่อพี่ แต่เมื่อวานหนูลืม.."
"ลืม?"
"ค่ะ วันนี้ก็ได้ SMS หนูไม่รู้ว่าพี่เอาเบอร์โทรมาจากไหน และที่หนูมาเพราะอยากถามว่าสาเหตุอะไรที่ถูกส่งซองดำไปให้คะ แล้วมันร้ายแรงถึงขั้นขู่จะพังร้านขนมของบ้านหนูเลยเหรอคะ"
พี่จอมพลยกมือเสยผมลากลงมาลูบปลายคางยังคงใช้ความคิดไม่เลิก ตอนนี้แหละฉันถึงเพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย
เสื้อไม่ใส่ ท่อนล่างมีแค่กางเกงยีนส์ที่เข็มขัดถูกปลดมาแล้ว เขาเตรียมพร้อมจะทำอะไรสักอย่างกับคนที่เขายื่นมือออกไปดึง
ไอ้คนบ้า! ฉันยกนิ้วชี้หน้าเขา
"พี่เรียกหนูมาหวังขืนใจเหรอ"
"ไม่ใช่!" เขาเสียงดังกลับทันที
"ก็พี่นัดหนูมาแล้วก็ดึงเข้ามา.. แล้วก็อยู่สภาพนี้ แค่ไปให้อาหารหมาต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ หนูสงสารที่มันผอม ทำไมพี่ถึงนิสัย.."
"แก้มหวาน!"
พี่จอมพลปรี่เข้ามาจับแขนฉันแล้วดึงกระชากเข้าหาตัว นัยน์ตาเขาวาวโรจน์ราวกับมีกองเพลิงลุกโชน เขากำลังโกรธ แล้วไม่คิดว่าฉันจะโกรธบ้างหรือไง
"อย่าคิดว่าเป็นเด็กทุนแล้วจะไม่กล้า.."
เพียะ! ฝ่ามือเล็กลอยละลิ่วฟาดลงบนแก้มสากจนเขาหน้าหัน
กรี๊ด! มือฉันมันไปเอง ฉันเบิกตาโตตกใจกับการกระทำตัวเอง พี่เขาก็ตกใจกับการกระทำของฉันและกรุ่นโกรธหนักกว่าเดิมใช้มือกดหัวไหล่ทั้งสองข้างให้ฉันนอนราบลงบนโต๊ะ..โต๊ะสนุ๊กเกอร์
"กล้ามาก"
"หนูไม่ได้ตั้งใจ"
ฉันดีดดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลให้มือใหญ่ปล่อย ความกลัวกัดกินหัวใจอย่างรุนแรง กลัวว่าความโมโหจะทำให้เขาขาดสติจนทำอะไรแบบก่อนหน้านี้จริงๆ
"เธอตั้งใจตบ"
"ไม่ได้ตั้งใจค่ะ แต่เรื่องอาหารหมาหนูตั้งใจ ถ้าพี่ไม่พอใจหนูก็ขอโทษแล้วจะไม่ไปยุ่งกับพวกมันอีก"
"เรื่องของหมาดิวะ เธอตบพี่!"
"ก็พี่คุกคามหนู"
มือที่ยึดหัวไหล่คลายออกให้ฉันมีจังหวะผลักเขาออกได้ ฉันรีบวิ่งไปหยิบกระเป๋าและหนังสือที่ตกอยู่บนพื้นมากอดแนบอก ก่อนไปไม่ลืมพูดให้ทุกอย่างเคลียร์
"ถ้าโกรธเรื่องหมา หนูชดใช้ให้เป็นสิ่งที่พี่ทำไปแล้วกันนะคะ ถือว่าหายกัน"
ฉันไม่คิดมองหน้าพี่จอมพลแล้ววิ่งออกมาจากโซนวอ.ทันที วิ่งมาได้สามก้าวก็พบเจอผู้หญิงสวยผิวสีแทนกำลังเดินตรงมาทางนี้ ฉันไม่คิดสนใจเธอรีบวิ่งออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็วและจะจำฝังหัวเอาไว้ว่า..
โซนวอ.คือพื้นที่อันตราย เจ้าของพื้นที่นี้ก็ด้วยที่เป็นตัวอันตรายขั้นรุนแรง
วันนี้เหมือนจะปกติสุขดีเหมือนทุกวันหากฉันไม่นึกบางอย่างขึ้นได้ พักเบรครอบบ่ายโมงครึ่งฉันนั่งอยู่ในห้องน้ำชั้นสามของตึกคณะศิลปศาสตร์ มี SMS ถูกส่งเข้ามาที่เบอร์มือถือของฉันด้วยข้อความ'หนึ่งทุ่มโซนวอ. ไม่มารอบนี้..ร้านขนมถ้วยตะไลแสนอร่อยอาจไม่อยู่ดี จอมพล'ลงท้ายด้วยชื่อพี่จอมพลอีกเหมือนเคยตอนนี้แหละถึงเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานฉันได้ซองดำมาและมันก็น่าจะไปนอนอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่งหนึ่งแล้วแต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อความข่มขู่ จะเล่นถึงร้านขนมถ้วยตะไลของพ่อกับแม่ฉันเลยเหรอเขาจะทำเกินไปแล้วฉันเก็บเอาเรื่องนี้ใส่หัวมาจนถึงเรียนเสร็จตอนสี่โมงครึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ตอนนี้รู้สึกปวดหัวตุบๆ เพราะคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าพี่จอมพลและเพื่อนของเขาทำอะไรได้บ้างนอกจากทำร้ายร่างกายพวกผู้ชายต่างคณะ ขนาดส้มเช้งมาเหน็บแนมข้างหูมันก็ยังไม่เข้าหูฉัน เสียงเรียกของจะจ๋าก็ด้วย"แก้ม! แก้ม!""ห๊ะ!"กว่าจะได้สติหลุดจากอาการเหม่อลอย เพื่อนก็เดินออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้ว"แกเหม่ออะไร มีอะไรหรือเปล่า""เปล่าน่ะ เอ่อ.. แกกลับก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นตึกอำนวยการ""เรียกไปชมอะไรอีก""คงอยากถามไถ่ปกตินั่นแหละ"บ
พักกลางวันฉันควงจะจ๋ามาซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงร้านในโรงอาหาร มันคือขนมของโปรดราคาถูกที่ฉันจับต้องได้ ฉันไม่ใช่คนขี้งก แต่เพราะสถานะทางการเงินที่มีแค่พอใช้มันทำให้ฉันฟุ่มเฟือยไม่เก่งพูดถึงตรงนี้ก็ก้มมองรองเท้าผ้าใบอีกครั้ง อีกนิดก็จะขาดแล้วจริงๆ สงสัยคืนนี้ต้องแปรงร่างเป็นช่างซ่อมรองเท้าเสียแล้วปึก! ผู้คนต่อแถวเบียดเสียดกันชนฉันที่ยืนอยู่ด้านหลังจะจ๋าจนเซถลาถอยหลังมาชนเข้ากับใครบางคน ฉันรีบหันไปมองทันที.."ขอโทษค่ะ.."ทว่าเขากลับไม่มองกันด้วยซ้ำพี่คุณคนหน้าดุวิศวะคอมฯ เดินผ่านเลยไปกับพี่จอมพลที่ก็น่าจะมองไม่เห็นฉัน พวกเขาเดินไปได้หน่อยก็หยุดเดินแล้วพี่จอมพลก็พูดคุยกับสาวๆ โต๊ะหนึ่งด้วยท่าทางขี้เล่นอารมณ์ดี"ฉันเคยได้ยินว่าลูกชายอธิการบดีเจ้าชู้มาก ใครเข้าไปโซนวอ.ไม่ได้ แต่สาวที่พี่จอมพลควงไปถึงจะเข้าได้"ฉันก็เคยได้ยินเรื่องเจ้าชู้ควงสาวไม่ซ้ำหน้ามาบ้างจากคนเป็นพ่อของเขาที่บ่นลูกชายให้ฟังยามเจอะเจอกัน ทุกครั้งฉันก็ได้แต่รับฟัง ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันถึงคิวพวกเราซื้อขนมก็เอ่ยปากสั่งด้วยความคล่องแคล่ว จากนั้นก็ซื้อข้าวคนละกล่องถือมากินที่ตึกคณะเพราะเวลานี้ที่โรงอาหารคนเยอะเกินไ
ทำไมพี่จอมพลถึงรู้ว่าฉันเป็นเด็กทุนทั้งที่เขาไม่น่าจะจดจำกันได้ ฉันมารู้ก็ตอนกลับถึงห้อง ในมือของฉันมีหนังสือเรียนที่มีแฟ้มใส่ชีสต์ทับอยู่ด้านบนสุด ในซองใสมีซองสีขาวขนาดเล็กที่มีตราปั้มของมหาวิทยาลัย มีตัวอักษรสีดำเขียนว่า 'ทุน' เอาไว้ด้วยตัวเบ้อเริ่มความจริงฉันไม่ได้อยากป่าวประกาศ แม้จะภูมิใจที่เรียนดีจนได้ทุน ดีใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ แต่มันก็ต้องแลกมากับความเกลียดชัง หมั่นไส้และคำพูดบั่นทอนเฮ้อ! ช่างเถอะ ชินแล้วล่ะกลับมาถึงห้องกิจกรรมสำคัญเลยคือซักผ้า จากนั้นก็กวาดห้อง นั่งกินข้าวเย็นพร้อมกับนั่งฟังเรื่องผีในยูทูปเพราะในห้องไม่มีทีวี เสร็จภารกิจตรงนี้ก็หยิบรายงานมาทำ รอจนถึงเวลาสองทุ่มก็ส่งแชทเข้าไปในไลน์กลุ่มตามที่อาจารย์สั่งคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ ฉันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยชีวิตที่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรือหวือหวาวนลูปเป็นเข็มนาฬิกา ถามว่าเบื่อไหม.. แน่นอนว่าต้องรู้สึกเบื่อ ชีวิตวัยรุ่นของฉันมันไม่แจ่มว้าวเอาเสียเลย บางครั้งก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน@ตึกคณะศิลปศาสตร์ฉันมาถึงมหาวิทยาลัยก่อนจะจ๋าสิบนาที มาจับจองโต๊ะไม้ใต้ตัวอาคารที่อยู่ชิดติด
รองเท้าผ้าใบฉันจะขาดแหะฉันนั่งมองมันในขณะนั่งเรียนอยู่คลาสเรียนวิชาภาษาไทย ขยับเท้าไปมาแล้วรู้สึกได้ว่าตรงส้นทำท่าจะหลุด'ก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้วนะ'มันคือรองเท้าผ้าใบที่พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนฉันเข้าเรียนมัธยมที่สี่ ใส่ทีไรมีพลังการเดินทุกที แต่เหมือนว่ามันอยากจะลาโลกเต็มที"ฝากกัลยาณีเข้าไปเตือนเพื่อนเรื่องส่งงานในกลุ่มด้วยนะ"เสียงอาจารย์ลอยมาให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด เงยหน้ายิ้มตอบรับอาจารย์อารยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทยจากนั้นคลาสเรียนก็จบลง ที่อาจารย์ฝากฝังฉันตั้งเวลาเอาไว้สักช่วงสองทุ่ม ตอนนั้นบางคนอาจจะทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จพอดีแล้วก็จะได้เห็นข้อความของฉัน"ไปกินผัดกะเพรากัน"จะจ๋ายิ้มแป้นเมื่อบอกเมนูอาหารที่ร้องอยากจะกินมาตั้งแต่เช้า"เดี๋ยวซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงด้วยนะ""กินเหมือนเด็กไม่เลิก""ก็ฉันยังเด็ก""เด็กโข่ง" เพื่อนยู่จมูกใส่แล้วเก็บรวบของเสร็จก่อนเห็นเพื่อนพร้อมแล้วฉันก็รีบเร่งบ้าง"เป็นเด็กทุนก็งี้แหละ เหนื่อยหน่อยนะแก้ม"ฉันเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ด้านข้างมีเพื่อนร่วมสาขายืนอยู่สองคน ประโยคนั้นไม่มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนแม้แต่น้อย สีหน้าของส้มเช้งก็ด้วยที่แสดงออกว่
Zone.วอ หรือ โซนวิศวะ อาคารหนึ่งชั้นสภาพรกร้างที่อยู่ด้านหลังตึกวิศวกรรมศาสตร์ดังกระฉ่อนอีกครั้งในรอบเดือน เพจของมหาวิทยาลัยแชร์ภาพและหัวข้อข่าวว่า..'เด็กสถาปัตย์ตามเอาคืนที่ครั้งก่อนเพื่อนถูกตีหัวแตกยับ แก๊งตีนมหันตภัยรับมือทัน เสยกลับเรียบ' สมาชิกในแก๊งสี่คน คุณ จอมพล เฉินและไผ่ เห็นข่าวก็ได้แต่ถอนหายใจ ครั้งก่อนโน้นมันลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ครั้งที่แล้ววิ่งหนีพวกเขาหกล้ม ครั้งนี้ขนกันมาเป็นกองทัพ สุดท้ายก็วิ่งหนีกันกระเจิงพร้อมกับหัวใจปอดๆ เพียงเห็นพวกเขาออกมาต้อนรับพร้อมหน้าพร้อมตาโยนขี้! ก้อนโตให้พวกเขาเป็นคนร้ายๆ อยู่เสมอทว่าชื่อแก๊งตีนมหันตภัยไม่ใช่แค่นั่งเก็กหน้าหล่ออยู่เฉยๆ แล้วได้มา พวกเขาก็พร้อมอยู่เสมอนั่นแหละหากใครอยากลองดีท้าทาย และใครต่างก็รู้ดีว่านอกจากตีนหนักแล้วพวกเขายังเส้นบิ๊ก หล่อเหลาและโคตรเท่ห์ ถ้าไม่ใช่สาวสวยก็อย่าริอ่านมาลองดีกับพวกเขาดีกว่าราวกับเป็นข้อความสรรเสริญว่าพวกผมมันโคตรเหี้ย ตอกย้ำว่าใช่ด้วยภาพสุดเวทนาของไอ้คนที่ลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ไม่มากวนตีนแหย่ถึงรังมันจะอยู่ในสภาพนั้นไหม นั่นมันก็ทำตัวเองทั้งนั้น"จอมต้องรักษาหน้าพ่อหน่อยนะ"ผมลอบถอนหายใจอีกหน


![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




