تسجيل الدخولพักกลางวันฉันควงจะจ๋ามาซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงร้านในโรงอาหาร มันคือขนมของโปรดราคาถูกที่ฉันจับต้องได้ ฉันไม่ใช่คนขี้งก แต่เพราะสถานะทางการเงินที่มีแค่พอใช้มันทำให้ฉันฟุ่มเฟือยไม่เก่ง
พูดถึงตรงนี้ก็ก้มมองรองเท้าผ้าใบอีกครั้ง อีกนิดก็จะขาดแล้วจริงๆ สงสัยคืนนี้ต้องแปรงร่างเป็นช่างซ่อมรองเท้าเสียแล้ว
ปึก! ผู้คนต่อแถวเบียดเสียดกันชนฉันที่ยืนอยู่ด้านหลังจะจ๋าจนเซถลาถอยหลังมาชนเข้ากับใครบางคน ฉันรีบหันไปมองทันที..
"ขอโทษค่ะ.."
ทว่าเขากลับไม่มองกันด้วยซ้ำ
พี่คุณคนหน้าดุวิศวะคอมฯ เดินผ่านเลยไปกับพี่จอมพลที่ก็น่าจะมองไม่เห็นฉัน พวกเขาเดินไปได้หน่อยก็หยุดเดินแล้วพี่จอมพลก็พูดคุยกับสาวๆ โต๊ะหนึ่งด้วยท่าทางขี้เล่นอารมณ์ดี
"ฉันเคยได้ยินว่าลูกชายอธิการบดีเจ้าชู้มาก ใครเข้าไปโซนวอ.ไม่ได้ แต่สาวที่พี่จอมพลควงไปถึงจะเข้าได้"
ฉันก็เคยได้ยินเรื่องเจ้าชู้ควงสาวไม่ซ้ำหน้ามาบ้างจากคนเป็นพ่อของเขาที่บ่นลูกชายให้ฟังยามเจอะเจอกัน ทุกครั้งฉันก็ได้แต่รับฟัง ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับฉัน
ถึงคิวพวกเราซื้อขนมก็เอ่ยปากสั่งด้วยความคล่องแคล่ว จากนั้นก็ซื้อข้าวคนละกล่องถือมากินที่ตึกคณะเพราะเวลานี้ที่โรงอาหารคนเยอะเกินไป
กินข้าวเสร็จก็หยิบหนังสือออกมากางเตรียมอ่าน ช่วงนี้ฉันกำลังเน้นอ่านเกี่ยวกับวรรณคดีไทย
จู่ๆ ซองสีดำก็ร่วงหล่นมาด้านข้างตัว พลันก็นึกขึ้นได้ว่าลืมสารจากโซนวอ.เสียสนิท แถมเพิ่งจะเจอเจ้าตัวหมาดๆ ด้วย
"แก้ม จารย์เรียกเข้าห้องก่อนเวลา"
จะจ๋าหันหน้าจอแชทกลุ่มให้ดู จากจะอ่านหนังสือเลยต้องยัดกลับเข้ากระเป๋า รวมถึงซองสีดำที่ยัดรวมกับถุงขนมเอาไว้ในกระเป๋าเช่นกันแล้วลืมเลือนมันไปราวกับไม่เคยพบเห็นมาก่อน
วันนี้ฉันไม่มีแผนจะเดินไปหาเจ้าหมาสองตัวเพราะเหน็ดเหนื่อยมาก ซื้อน้ำเต้าหู้มาสองถุงก็กลับขึ้นห้อง
ดื่มน้ำเต้าหู้เสร็จก็อาบน้ำออกมานอน สอบท้ายคาบวิชาสุดท้ายทำฉันเกือบอาเจียน
ตึงๆๆ เสียงจังหวะดนตรีหนักๆ ดังขึ้นให้สะดุ้งตื่น ฉันผุดลุกขึ้นนั่งมองไปยังผนังห้องที่อยู่ชิดติดกับหัวเตียง
"อีกแล้วเหรอ เปิดฟังคนเดียวสิ ทำไมต้องเผื่อแผ่คนอื่น"
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ห้องข้างๆ ทำการก่อกวน เสียงเพลงเบสหนักๆ ร้ายแรงกว่าเสียงครกเสียงสากกะเบือของหนุ่มสาวกลางดึกเป็นร้อยเท่า
ฉันนั่งฟังอยู่อีกห้านาทีจนทนไม่ไหว ตัดสินใจออกมายืนหน้าห้องนั้นแล้วยกมือขึ้นทุบประตูสู้เสียงดัง ทุบอยู่นานเป็นนาทีประตูถึงถูกเปิดอ้า เสียงนั้นดังทะลุออกมาจนฉันต้องรีบยกมือปิดใบหูแล้วลากแขนคนตรงหน้าออกมาคุยนอกห้อง
"ส้ม! เสียงดังมาก"
คนตรงหน้าคือส้มเช้ง บังเอิญมากที่เพื่อนในสาขาเป็นแฟนของเจ้าของห้องนี้
ส้มเช้งยืนกอดอกเบะปากไม่ยี่หระกับสิ่งที่กระทำ
"ทนไม่ไหวแกก็ไปนอนที่อื่น"
"แกไม่ใช่เจ้าของห้อง ไม่ใช่คนเช่าที่นี่ ไม่น่าพูดแบบนี้นะ"
"สอนฉันเหรออีเด็กทุน.."
ฉันถอนหายใจยกมือปราม
"ไม่ได้มาชวนทะเลาะนะ แค่อยากมาบอกให้รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้าง อยากทำเสียงดังแกควรชวนเขาไปอยู่บ้านเดี่ยว ปิดเพลงซะ ถ้าไม่ปิดฉันจะไปแจ้งเจ้าของอะพาร์ตเม้นต์"
"อีแก้ม! ปากแกเนี่ย.."
ไม่คิดฟังต่อให้จบว่าส้มเช้งพูดอะไร ฉันกลับเข้ามาในห้อง รอฟังว่าเสียงจะเงียบลงเมื่อไหร่ มือกำมือถือแน่น ตั้งใจว่าอีกห้านาทีเสียงไม่เงียบ ฉันจะไลน์บอกป้าเจ้าของอะพาร์ตเม้นต์ให้มาจัดการ
สุดท้ายเสียงเพลงก็เงียบลงไป ฉันถึงได้ล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างสบายใจ
@อู่ซ่อมรถของจอมพล
ค่ำนี้คุณมีเวลาแวะเวียนมาที่อู่ซ่อมรถของจอมพล ซึ่งอู่แห่งนี้เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างบรรจุรถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์ที่เขากับจอมพลออกทุนรับจำนำแล้วนำไปจำหน่ายต่อ ชั้นสองเป็นที่พักอาศัยที่จอมพลใช้นอนสลับกับคอนโดมิเนียม
คุณถืออาหารมาให้เจ้ากลิ้งกับเจ้าแก้ว ปากพูดคุยกับจอมพลไปด้วย
"น้องทำงานครบตามกำหนด กูอาจจะไม่ได้แวะมา ดูหมาด้วย"
จอมพลนั่งเช็ดรถอยู่พยักหน้ารับรู้ ช่วงนี้คุณมีภารกิจอันใหญ่หลวงเกี่ยวกับหัวใจให้ทำ เขาไม่ได้ติดปัญหาอะไร อยากให้เพื่อนเคลียร์ใจกับสาวให้ได้ไวๆ ด้วยซ้ำ มันจะได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
"เดี๋ยวนี้ซองดำพวกเรามันไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วเหรอวะ"
"อาจจะแค่ของมึง" คุณขึ้นคล่อมรถคันหนึ่ง ใช้มันเป็นเก้าอี้
"กูดิวะที่คนยิ่งต้องกลัว"
"ก็อาจจะเว้นเด็กทุนไว้คนหนึ่ง"
"นี่แหละทำกูหัวร้อนเลย"
รอแล้วรอเล่าจนถึงบ่ายสามโมง เด็กทุนนามแก้มหวานก็ไม่โผล่มาที่โซนวอ. เป็นการท้าทายอำนาจของจอมพลแบบที่ไม่เคยมีใครคิดกล้าทำ ถูกเชื้อเชิญแบบนั้นมีแต่คนจะวิ่งเข้าใส่ปิดประตูลงกลอนกับเขา
"ดูใส่ใจว่ะ มีอะไรหรือเปล่า"
"มีแค่พ่อกู ชอบเอากูไปเทียบกับเด็กทุน กูเลยหมั่นไส้"
"โว๊ะ! งั้นคงเป็นปัญหาของมึงแล้ว กูไปนะ"
คุณคิดว่าหมดธุระจึงโบกมือลาแล้วขึ้นรถหรูขับขี่ออกไป
ทิ้งให้จอมพลนั่งบ่นกับไอ้เกล้าไอ้แก้วต่อไปจนถึงดึก
วันนี้เหมือนจะปกติสุขดีเหมือนทุกวันหากฉันไม่นึกบางอย่างขึ้นได้ พักเบรครอบบ่ายโมงครึ่งฉันนั่งอยู่ในห้องน้ำชั้นสามของตึกคณะศิลปศาสตร์ มี SMS ถูกส่งเข้ามาที่เบอร์มือถือของฉันด้วยข้อความ'หนึ่งทุ่มโซนวอ. ไม่มารอบนี้..ร้านขนมถ้วยตะไลแสนอร่อยอาจไม่อยู่ดี จอมพล'ลงท้ายด้วยชื่อพี่จอมพลอีกเหมือนเคยตอนนี้แหละถึงเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานฉันได้ซองดำมาและมันก็น่าจะไปนอนอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่งหนึ่งแล้วแต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อความข่มขู่ จะเล่นถึงร้านขนมถ้วยตะไลของพ่อกับแม่ฉันเลยเหรอเขาจะทำเกินไปแล้วฉันเก็บเอาเรื่องนี้ใส่หัวมาจนถึงเรียนเสร็จตอนสี่โมงครึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ตอนนี้รู้สึกปวดหัวตุบๆ เพราะคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าพี่จอมพลและเพื่อนของเขาทำอะไรได้บ้างนอกจากทำร้ายร่างกายพวกผู้ชายต่างคณะ ขนาดส้มเช้งมาเหน็บแนมข้างหูมันก็ยังไม่เข้าหูฉัน เสียงเรียกของจะจ๋าก็ด้วย"แก้ม! แก้ม!""ห๊ะ!"กว่าจะได้สติหลุดจากอาการเหม่อลอย เพื่อนก็เดินออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้ว"แกเหม่ออะไร มีอะไรหรือเปล่า""เปล่าน่ะ เอ่อ.. แกกลับก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นตึกอำนวยการ""เรียกไปชมอะไรอีก""คงอยากถามไถ่ปกตินั่นแหละ"บ
พักกลางวันฉันควงจะจ๋ามาซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงร้านในโรงอาหาร มันคือขนมของโปรดราคาถูกที่ฉันจับต้องได้ ฉันไม่ใช่คนขี้งก แต่เพราะสถานะทางการเงินที่มีแค่พอใช้มันทำให้ฉันฟุ่มเฟือยไม่เก่งพูดถึงตรงนี้ก็ก้มมองรองเท้าผ้าใบอีกครั้ง อีกนิดก็จะขาดแล้วจริงๆ สงสัยคืนนี้ต้องแปรงร่างเป็นช่างซ่อมรองเท้าเสียแล้วปึก! ผู้คนต่อแถวเบียดเสียดกันชนฉันที่ยืนอยู่ด้านหลังจะจ๋าจนเซถลาถอยหลังมาชนเข้ากับใครบางคน ฉันรีบหันไปมองทันที.."ขอโทษค่ะ.."ทว่าเขากลับไม่มองกันด้วยซ้ำพี่คุณคนหน้าดุวิศวะคอมฯ เดินผ่านเลยไปกับพี่จอมพลที่ก็น่าจะมองไม่เห็นฉัน พวกเขาเดินไปได้หน่อยก็หยุดเดินแล้วพี่จอมพลก็พูดคุยกับสาวๆ โต๊ะหนึ่งด้วยท่าทางขี้เล่นอารมณ์ดี"ฉันเคยได้ยินว่าลูกชายอธิการบดีเจ้าชู้มาก ใครเข้าไปโซนวอ.ไม่ได้ แต่สาวที่พี่จอมพลควงไปถึงจะเข้าได้"ฉันก็เคยได้ยินเรื่องเจ้าชู้ควงสาวไม่ซ้ำหน้ามาบ้างจากคนเป็นพ่อของเขาที่บ่นลูกชายให้ฟังยามเจอะเจอกัน ทุกครั้งฉันก็ได้แต่รับฟัง ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันถึงคิวพวกเราซื้อขนมก็เอ่ยปากสั่งด้วยความคล่องแคล่ว จากนั้นก็ซื้อข้าวคนละกล่องถือมากินที่ตึกคณะเพราะเวลานี้ที่โรงอาหารคนเยอะเกินไ
ทำไมพี่จอมพลถึงรู้ว่าฉันเป็นเด็กทุนทั้งที่เขาไม่น่าจะจดจำกันได้ ฉันมารู้ก็ตอนกลับถึงห้อง ในมือของฉันมีหนังสือเรียนที่มีแฟ้มใส่ชีสต์ทับอยู่ด้านบนสุด ในซองใสมีซองสีขาวขนาดเล็กที่มีตราปั้มของมหาวิทยาลัย มีตัวอักษรสีดำเขียนว่า 'ทุน' เอาไว้ด้วยตัวเบ้อเริ่มความจริงฉันไม่ได้อยากป่าวประกาศ แม้จะภูมิใจที่เรียนดีจนได้ทุน ดีใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ แต่มันก็ต้องแลกมากับความเกลียดชัง หมั่นไส้และคำพูดบั่นทอนเฮ้อ! ช่างเถอะ ชินแล้วล่ะกลับมาถึงห้องกิจกรรมสำคัญเลยคือซักผ้า จากนั้นก็กวาดห้อง นั่งกินข้าวเย็นพร้อมกับนั่งฟังเรื่องผีในยูทูปเพราะในห้องไม่มีทีวี เสร็จภารกิจตรงนี้ก็หยิบรายงานมาทำ รอจนถึงเวลาสองทุ่มก็ส่งแชทเข้าไปในไลน์กลุ่มตามที่อาจารย์สั่งคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ ฉันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยชีวิตที่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรือหวือหวาวนลูปเป็นเข็มนาฬิกา ถามว่าเบื่อไหม.. แน่นอนว่าต้องรู้สึกเบื่อ ชีวิตวัยรุ่นของฉันมันไม่แจ่มว้าวเอาเสียเลย บางครั้งก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน@ตึกคณะศิลปศาสตร์ฉันมาถึงมหาวิทยาลัยก่อนจะจ๋าสิบนาที มาจับจองโต๊ะไม้ใต้ตัวอาคารที่อยู่ชิดติด
รองเท้าผ้าใบฉันจะขาดแหะฉันนั่งมองมันในขณะนั่งเรียนอยู่คลาสเรียนวิชาภาษาไทย ขยับเท้าไปมาแล้วรู้สึกได้ว่าตรงส้นทำท่าจะหลุด'ก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้วนะ'มันคือรองเท้าผ้าใบที่พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนฉันเข้าเรียนมัธยมที่สี่ ใส่ทีไรมีพลังการเดินทุกที แต่เหมือนว่ามันอยากจะลาโลกเต็มที"ฝากกัลยาณีเข้าไปเตือนเพื่อนเรื่องส่งงานในกลุ่มด้วยนะ"เสียงอาจารย์ลอยมาให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด เงยหน้ายิ้มตอบรับอาจารย์อารยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทยจากนั้นคลาสเรียนก็จบลง ที่อาจารย์ฝากฝังฉันตั้งเวลาเอาไว้สักช่วงสองทุ่ม ตอนนั้นบางคนอาจจะทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จพอดีแล้วก็จะได้เห็นข้อความของฉัน"ไปกินผัดกะเพรากัน"จะจ๋ายิ้มแป้นเมื่อบอกเมนูอาหารที่ร้องอยากจะกินมาตั้งแต่เช้า"เดี๋ยวซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงด้วยนะ""กินเหมือนเด็กไม่เลิก""ก็ฉันยังเด็ก""เด็กโข่ง" เพื่อนยู่จมูกใส่แล้วเก็บรวบของเสร็จก่อนเห็นเพื่อนพร้อมแล้วฉันก็รีบเร่งบ้าง"เป็นเด็กทุนก็งี้แหละ เหนื่อยหน่อยนะแก้ม"ฉันเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ด้านข้างมีเพื่อนร่วมสาขายืนอยู่สองคน ประโยคนั้นไม่มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนแม้แต่น้อย สีหน้าของส้มเช้งก็ด้วยที่แสดงออกว่
Zone.วอ หรือ โซนวิศวะ อาคารหนึ่งชั้นสภาพรกร้างที่อยู่ด้านหลังตึกวิศวกรรมศาสตร์ดังกระฉ่อนอีกครั้งในรอบเดือน เพจของมหาวิทยาลัยแชร์ภาพและหัวข้อข่าวว่า..'เด็กสถาปัตย์ตามเอาคืนที่ครั้งก่อนเพื่อนถูกตีหัวแตกยับ แก๊งตีนมหันตภัยรับมือทัน เสยกลับเรียบ' สมาชิกในแก๊งสี่คน คุณ จอมพล เฉินและไผ่ เห็นข่าวก็ได้แต่ถอนหายใจ ครั้งก่อนโน้นมันลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ครั้งที่แล้ววิ่งหนีพวกเขาหกล้ม ครั้งนี้ขนกันมาเป็นกองทัพ สุดท้ายก็วิ่งหนีกันกระเจิงพร้อมกับหัวใจปอดๆ เพียงเห็นพวกเขาออกมาต้อนรับพร้อมหน้าพร้อมตาโยนขี้! ก้อนโตให้พวกเขาเป็นคนร้ายๆ อยู่เสมอทว่าชื่อแก๊งตีนมหันตภัยไม่ใช่แค่นั่งเก็กหน้าหล่ออยู่เฉยๆ แล้วได้มา พวกเขาก็พร้อมอยู่เสมอนั่นแหละหากใครอยากลองดีท้าทาย และใครต่างก็รู้ดีว่านอกจากตีนหนักแล้วพวกเขายังเส้นบิ๊ก หล่อเหลาและโคตรเท่ห์ ถ้าไม่ใช่สาวสวยก็อย่าริอ่านมาลองดีกับพวกเขาดีกว่าราวกับเป็นข้อความสรรเสริญว่าพวกผมมันโคตรเหี้ย ตอกย้ำว่าใช่ด้วยภาพสุดเวทนาของไอ้คนที่ลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ไม่มากวนตีนแหย่ถึงรังมันจะอยู่ในสภาพนั้นไหม นั่นมันก็ทำตัวเองทั้งนั้น"จอมต้องรักษาหน้าพ่อหน่อยนะ"ผมลอบถอนหายใจอีกหน

![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





