Masuk"ปอร์เช่ สวัสดีครับ"
หนูนา หรือธิดารัตน์ อมรวงศ์ คุณครูสาว เอ่ยทักทายลูกศิษย์ตัวน้อยด้วยน้ำเสียงที่สดใสอ่อนโยน หนูน้อยปอร์เช่ยกมือไหว้ "วันนี้คุณพ่อมาส่งเหรอคะ ?" ปอร์เช่แหงนหน้ามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ข้าง ๆ ตัวเองพร้อมกับกอดขาเขาเอาไว้แน่น เธอจึงไปแกะแขนลูกศิษย์และดึงเจ้าตัวเล็กออกมา ในคราแรกเจ้าหนูไม่ยอม แต่พอคุณครูหลอกล่อบอกว่ามีของเล่นเยอะแยะ และเพื่อน ๆ รออยู่หนุ่มน้อยจึงยอมเดินตามครูพี่เลี้ยงเข้าไปในห้องเรียน "สวัสดีค่ะคุณพ่อ" ยกมือไหว้ผู้ปกครองของเด็กน้อย ซึ่งเธอเข้าใจเอาเองว่าเขาเป็นคุณพ่อของปอร์เช่ เพราะว่าหน้าตามีความละม้ายคล้ายกันอยู่หลายส่วน หนูนาจำได้ทันทีว่าเป็นคนที่เธอเจอในวันที่ฝนพรำวันนั้น เห็นหน้าชัด ๆ แบบนี้แล้วก็หล่อดีเหมือนกันแฮะ เป็นคุณพ่อที่ยังหล่อและหนุ่มมาก ปอร์เช่หน้าตาดีเหมือนคุณพ่อนี่เอง "สวัสดีครับ" สิงห์ วัฒนาวรงค์ เอ่ยตอบครูสาว และเดินกลับไปยังรถกระบะสี่ประตูยกสูงยี่ห้อยอดนิยมของตัวเอง ก้าวขึ้นรถและขับออกไป "เหมือนมาก จนนึกว่าเป็นคนเดียวกัน" สิงห์รำพึงรำพันกับตัวเอง เขาไม่กล้าสบตากับครูสาวคนนั้น เพราะเขากลัวจะอดใจไม่ได้เข้าไปกระชากตัวเธอและถามว่าทำไมถึงทิ้งเขาไปในวันนั้น เขากำพวงมาลัยรถจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน ดวงตาแดงก่ำ ยี่สิบกว่าปีที่แล้วเขาแทบเสียผู้เสียคน ยังดีที่มีพ่อกับแม่คอยดึงเขาไว้ จนเขามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงวันนี้ "เด็ก ๆ กินข้าวได้แล้วค่ะ" ถึงเวลาพักรับประทานอาหาร เด็ก ๆ ก็เข้าแถวเรียงหนึ่งไปรับถาดอาหารจากแม่ครัว และพากันไปนั่งทานที่โต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีบ้างที่เป็นเด็กตัวเล็กมากยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้คุณครูก็จะคอยช่วยประคองถาดอาหารไปส่งที่โต๊ะ และคอยดูแลความเรียบร้อยของเด็ก ๆ จนกระทั่งเด็ก ๆ ทานข้าวอิ่ม ล้างถาดอาหารเองเรียบร้อยแล้วก็มาฟังนิทานและเตรียมตัวนอนกลางวัน เด็ก ๆ นอนหลับกันหมดแล้วยกเว้น "ปอร์เช่เป็นอะไรครับ ? ทำไมไม่นอน" หนูนานั่งลงข้าง ๆ เด็กน้อย เอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กน้อยมองเธอตาแป๋ว "หนูคิดถึงเน่า" ในตอนแรกหนูนาก็งงว่าอะไรคือเน่า แล้วเธอก็นึกออกว่า เด็กตัวน้อย ๆ เท่านี้มักจะมีตุ๊กตาหรือผ้าผืนเล็ก ๆ ไว้เป็นเซฟโซนหรือตัวแทนแห่งความสบายใจในเวลาที่ต้องออกจากบ้าน "ปอร์เช่ง่วงไหมครับ ?" หนูน้อยพยักหน้า "ถ้างั้นหนูหลับตานะ เพราะตอนนี้เน่าของหนูก็ง่วงเหมือนกัน ถ้าหนูไม่นอนเน่าของหนูก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน ถ้าหนูคิดถึงเน่าก็รีบนอนนะครับ ตื่นขึ้นมาค่อยกลับไปหาเน่านะ" ไม่รู้ว่าหนูน้อยงงกับคำปลอบใจของคุณครูหรือว่าเพราะง่วงจนทนไม่ไหวกันแน่ในที่สุดเขาก็หลับไป เด็กหลับกันทุกคนแล้ว หนูนาก็มาอ่านประวัติของเด็กแต่ละคน ซึ่งก็ไม่มีใครที่ผิดปกติอะไร เด็กแต่ละคนพัฒนาการสมวัยดี คงต้องคอยสังเกตพฤติกรรมกันไปก่อนว่าใครควรเสริมและใครควรสนับสนุนในด้านใดบ้าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้รับเด็กตั้งแต่สองขวบถึงสี่ขวบ ในปีนี้มีเด็กทั้งหมด สามสิบคนจำนวนเด็กเพิ่มขึ้นคุณครูก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย หนูนาจึงได้มาเป็นครูสอนที่นี่ แม้จะยังไม่มีประสบการณ์แต่เธอก็มีจิตใจที่รักเด็กมาก ๆ แม้ว่าเด็กจะงอแงขนาดไหนก็ไม่มีปัญหาสำหรับเธอ ถึงเวลาเลิกโรงเรียนผู้ปกครองทยอยมารับเด็ก ๆ จนครบทุกคน "พี่ฟ้าหนูกลับก่อนนะ" ยกมือไหว้คุณครูรุ่นพี่ แล้วเธอก็ควบเวฟ 100 สีแดงตรงไปยังตลาดนัดกลางหมู่บ้าน สอบถามจากพี่ฟ้าซึ่งเป็นคนพื้นที่บอกว่ามีตลาดนัดทุกวัน สามารถไปเลือกซื้อของได้โดยเฉพาะของกิน เธอเดินเตร็ดเตร่ที่ตลาด จนใกล้มืดนั่นแหละถึงได้กลับมายังบ้านพัก ออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ดูซีรี่ย์เสร็จแล้วก็สวดมนต์ไหว้พระและล้มตัวนอนลงบนเตียง ชีวิตที่ไม่มีใครให้คิดถึงนี่มันช่างเหงาจริง ๆ หนูนาหยิบไดอารี่ของแม่ขึ้นมาเปิดอ่าน 'สิบสี่กุมภาพันธ์ 254..' 'ได้รับกุหลาบแดงจากเธอ เป็นครั้งแรกที่เราได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้' หนูนาอ่านไดอารี่ของแม่แล้วก็ยิ้มตาม อยากรู้จังเลยว่า คนที่ให้ดอกกุหลาบแม่คนนั้นจะใช่พ่อของเธอหรือเปล่า เธอแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่และพ่อเลย เพราะท่านเสียตั้งแต่ตอนที่เธออายุได้เพียงหนึ่งขวบเท่านั้น โดยเฉพาะพ่อแทบไม่มีหลักฐานอะไรที่เกี่ยวกับท่านเลย มีแค่ชื่อในสูติบัตรและทะเบียนบ้านเท่านั้น ส่วนแม่ของเธอก็รู้จักท่านผ่านไดอารี่เล่มนี้ ปู่กับย่า ตากับยายก็ไม่ค่อยพูดถึงท่านทั้งสองเลย "เสาร์อาทิตย์นี้เราจะมีโครงการไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะหนูนา" พี่ฟ้าหรือคุณครูฟ้าบอกกับหนูนา เธอจึงเงยหน้าขึ้นจากการตรวจงานของเด็ก ๆ "ค่ะพี่ฟ้า" "เดี๋ยวรอประชุมกับหัวหน้าศูนย์ของเราอีกที"เกือบบ่ายสามสิงห์ก็มาถึงร้านประจำที่นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ เขาจอดรถที่หน้าร้านและเดินจูงมือเธอเข้าไป ผู้หญิงที่อัคนีสนใจ แล้วไงล่ะหนูนาคือผู้หญิงที่เขารัก วันนี้ล่ะเขาจะแนะนำกับเพื่อน ๆ ทุกคนให้ได้รู้ว่าหนูนาคือคนที่เขารัก เดินตรงไปยังโต๊ะประจำก็พบว่าไอ้พวกเพื่อนตัวดียังไม่มีใครมาสักคน เด็กเสิร์ฟรีบเดินมาจัดโต๊ะให้คนทั้งสอง และเมื่อสิงห์กับหนูนานั่งลงเรียบร้อยแล้ว อัคนีก็โทรมาหาสิงห์"รู้สึกยังไงก็บอกกับเธอซะ ขืนชักช้าข้าจะแย่งนะเว้ย"พอวางสายจากอัคนีสิงห์ก็นึกขอบใจเพื่อน ๆ นี่พวกมันคงรวมหัวกันเพื่อให้เขาสารภาพรักกับหนูนา เธอเงยหน้าขึ้นจากเมนูสอบถามเขา"เพื่อน ๆ ของคุณสิงห์ล่ะคะ ?""พวกมันมาไม่ได้แล้วล่ะ""อ้าว..ไหงงั้นล่ะคะ ?""ไม่เป็นไรหรอก พวกมันไม่มาเราก็ทานกันสองคน""ถ้างั้นพอแล้วล่ะค่ะ เพราะหนูนาสั่งไปหลายอย่างแล้ว"พูดจบก็ส่งเมนูให้เด็กเสิร์ฟไป แล้วก็ยกน้ำขึ้นจิบวันนี้เธอรู้สึกว่าสิงห์มีท่าทางแปลก ๆ โดยเฉพาะสายตาของเขาที่ส่งความหวานเชื่อมมาให้เธอตลอดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงอาหารและเบียร์ก็ทยอยมา เมื่อได้ครบแล้วทั้งสองคนก็ลงมือทานข้าวกันเงียบ ๆ"ครูครับผมรักครู เราแต่งงานกันได้ไหม ?
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จแล้ว สิงห์ก็อาสาเก็บล้างถ้วยชามเพราะมือของหนูนายังเจ็บอยู่ แม้เธอจะบอกว่าหายแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะทำเองโดยที่มีปอร์เช่เป็นลูกมือ ในเมื่อสิงห์ยืนยันแบบนั้นเธอจึงขอตัวไปอาบน้ำเพราะรู้สึกปวดหัวคงเพราะคิดมากเรื่องของเขา พอสิงห์ล้างถ้วยชามเสร็จหนูนาก็อาบน้ำเสร็จพอดี"คุณดาวน่ะเธอมาขอข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์"จู่ ๆ สิงห์ก็เอ่ยออกมา "เล่าให้ฟังทำไมคะ ?""ผมไม่อยากให้ครูเข้าใจผิด"พูดจบเขาก็อุ้มปอร์เช่เดินออกไปนอกบ้าน"ครูครับ กลับก่อนน้า บ๊าย ๆ"เธอจึงเดินออกไปส่งลุงกับหลานที่หน้าบ้าน พร้อมกับโบกมือบ๊าย ๆ ตอบกลับหนูน้อย สิงห์เองก็ยิ้มกว้างให้เธอเช่นกัน ส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูหล่อและสดใสขึ้นหลายเท่า คำอธิบายทื่อ ๆ สั้น ๆ ของเขาทำให้หนูนายิ้มออกมาได้ แต่อาการปวดหัวยังคงมีอยู่จึงเดินไปหยิบยาพาราที่อยู่ในกล่องยาซึ่งวางอยู่บนหลังตู้เย็นกินไปหนึ่งเม็ดและปิดบ้านปิดไฟเตรียมตัวเข้านอนเพราะตอนนี้ก็เกือบสองทุ่มแล้ว"ลุงสิงห์ คุณครูอยู่คนเดียวทำไมเราไม่ชวนครูมาอยู่ด้วยล่ะ ?"ปอร์เช่เอ่ยถามลุงของเขาในตอนที่หนูน้อยกำลังจะเข้านอนและลุงสิงห์มาเล่านิทานให้ฟังเพราะย่าน้อยยั
อัคนีเห็นอาการของสิงห์แล้วก็ชักจะทนไม่ไหว เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเพื่อหาทางช่วยเหลือให้สิงห์กับหนูนาได้ลงเอยกัน"แกแน่ใจนะโว้ยว่าสิงห์กับครูรักกันจริง"คิมหันต์ถามย้ำกับอัคนีอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังไอ้สิงห์มันแห้งเหี่ยวตายแน่"อัคนีตอบเพื่อนไปอย่างมั่นใจ เมื่อได้คำตอบที่หนักแน่นจากอัคนีเพื่อนทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะช่วยให้สิงห์กับหนูนาสมหวังเสียงปะทัดดังมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงใกล้ออกพรรษาแบบนี้ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะจุดประทัดเล่นกัน มันเป็นค่านิยมที่มีมานานแล้ว หนูนาเองก็เคยจุดเล่นตอนเป็นเด็ก หลังจากออกพรรษาก็จะเปิดเทอมและก็จะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัววันนี้ปอร์เช่มาเล่นกับเธอที่บ้าน สิงห์มาส่งหนูน้อยเพราะวันนี้เขาต้องทำงาน ส่วนย่าน้อยก็ไปเตรียมขนมนมเนยเพื่อจะเอาไว้ทำบุญในวันออกพรรษา ขนมที่คนอีสานทำในวันสำคัญทางศาสนาแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นข้าวต้มมัด ข้าวต้มผัด และขนมจีนน้ำยา คนเป็นครูแบบเธอก็รออิ่มท้องได้เลย เพราะผู้ปกครองของเด็ก ๆ มักจะเอามาฝากเธอเป็นประจำ พอนึกถึงผู้ปกครองของเด็ก ๆ ขึ้นมาหนูนาก็นึกถึงวันนั้น ตกลงแล
หนูนาเข้าไปนั่งรอเขาในห้องเริ่มรู้สึกมึน ๆ เพราะกินเบียร์หมดไปเกือบขวดแล้ว สิงห์หิ้วขวดเบียร์ที่เหลือตามเธอเข้ามา"เปิดให้หน่อย"ส่งเบียร์อีกขวดให้เขาเพื่อให้เขาเปิดให้ กินไปกินมารสชาดก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดอาจจะเป็นเพราะลิ้นของเธอคุ้นชินกับรสชาดของเบียร์แล้วก็ได้ สิงห์รับขวดเบียร์มาเปิดและส่งให้เธอ เขาคงได้แค่จิบ ๆ เบา ๆ เท่านั้นแหละคงเมาไม่ได้เพราะดูทรงแล้วครูสาวอาจเมาแล้วอาละวาด"อือ..เบียร์มันรสชาดดีแบบนี้นี่เองถึงได้ชอบกินกัน"เริ่มพูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น และเมื่อเริ่มมีแอลกอฮอล์อยู่ในสายเลือด ความยับยั้งชั่งใจก็มีน้อยความใจกล้าหน้าด้านก็เริ่มเยอะขึ้น"คุณสิงห์ขออะไรปู่กับย่าคะ ขอเนื้อคู่รึเปล่า ?"หนูนาหมายถึงปู่ศรีสุทโธกับย่าศรีประทุมมา "อุ๊บ..แค่กก"สิงห์สำลักเบียร์ทันที สบตากับเธอตรง ๆ"หนูนาก็ขอเหมือนกันนะ ขอให้คนที่หนูนารัก รักหนูนาตอบ""อัคนีมันก็รักครูนะ""ม่ายย..หนูนาไม่ได้รักคุณหินแต่หนูนารักคุณสิงห์"พูดเสียงยานคางแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ หัวใจของสิงห์เต้นตึกตัก นี่หนูนากำลังสารภาพรักกับเขาใช่ไหม เธอพูดออกมาจากใจหรือพูดเพราะความเมา แต่มีคนบอกว่าคนเมามักพูดความจริงนี่นา
บ่ายโมงครึ่งก็มาถึงคำชะโนด ใช้เวลาในการเดินทางสี่ชั่วโมงกว่า ย่าน้อยกับปอร์เช่ตื่นเต้นกันมาก คนก็เยอะด้วย ทั้งสี่คนเข้าไปไหว้ปู่ศรีสุทธิโธ และย่าศรีประทุมมา พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตคำชะโนดมีลักษณะเป็นเกาะลอยน้ำ ที่เต็มไปด้วยต้นชะโนด เป็นสถานที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา เข้าไปภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น อากาศภายนอกที่ร้อน เมื่อมาอยู่ที่นี่จะรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก เพราะปกคลุมด้วยป่าต้นชะโนดขนาดใหญ่ทั่วบริเวณ ต้นชะโนด เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะประหลาดลักษณะคล้ายกับต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกัน ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีอยู่เฉพาะที่นีแห่งเดียวเท่านั้นเมื่อเดินจนทั่วบริเวณเกาะคำชะโนดแล้วทั้งสี่คนก็เตรียมตัวกลับแต่แล้วจู่ ๆ ฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมา ผู้คนวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ย่าน้อยกับปอร์เช่ได้ที่หลบฝนตรงร้านขายดอกไม้ ส่วนสิงห์กับหนูนาหลบอยู่ที่ร้านขายส้มตำ "หนาวไหม ?"เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะเธอเปียกเขาจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดน้ำตามใบหน
เด็ก ๆ ปิดเทอมแล้วแต่กว่าคุณครูจะได้หยุดก็ต้องเคลียส์งานและเอกสารอีกหลายอย่าง อากาศในช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมีสายลมหนาวพัดมาเอื่อย ๆ แล้ว ท้องทุ่งนากลายเป็นสีเหลืองทอง วันนี้ถือว่าเป็นวันปิดเทอมที่คุณครูได้หยุดจริง ๆ หนูนาจึงตื่นสายที่สุดในรอบหลายปี เธอตื่นหกโมงเช้าเพื่อมาสัมผัสสายลมหนาว ความเหงาแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ คิดถึงคนตัวโตขึ้นมาอีกแล้วล่าสุดที่เธอเจอสิงห์ก็คือเมื่อสามอาทิตย์ก่อนตอนที่เขากลับมาจากการไปอบรมที่ต่างจังหวัด เขาเอาของฝากมาให้เธอที่บ้านและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยหนูนามองซิ่นไหมผืนสวยที่สิงห์ซื้อมาฝากเธอ ถ้าจะให้ใส่เป็นผ้าซิ่นหนูนาก็ไม่ค่อยถนัดเธอจึงคิดจะนำซิ่นไหมผืนนั้นไปตัดเป็นชุดจะได้ใส่ไปทำงานด้วย นอกจากคิดถึงคนตัวโตแล้วหนูนาก็คิดถึงปอร์เช่ด้วย เพราะตั้งแต่ปิดเทอมเธอก็ไม่ได้เจอหนูน้อยเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปหาปอร์เช่และบางทีอาจจะเจอกับเขาด้วยก็ได้ เธอคิดถึงข้อความในสมุดไดอารี่ของแม่ขึ้นมา 'การที่เราได้รักใครมันดีที่สุดแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม'เธออ่านไดอารี่ของแม่จบไปหลายสิบรอบแล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เปิ
สิงห์ไปหาป้าเจ้าของบ้านเช่าที่หนูนาเช่าอยู่ เพื่อเจรจาขอซื้อบ้านพร้อมที่ดินหลังน้อยหลังนั้น ป้าแกก็ไม่ปฏิเสธเพราะช่วงนี้แกไม่ค่อยสบายเจ็บออด ๆ แอด ๆ สามีก็เสียไปหลายปีแล้ว ลูกสาวที่มีเพียงคนเดียวก็หนีตามผู้ชายไปหลายปีไม่ยอมส่งข่าว แกต้องการเงินไปใช้รักษาตัว อีกอย่างเพราะเป็นนายกเทศมนตรีสิงห์ป้าจึงย
เสียงเครื่องตัดหญ้าเริ่มดังขึ้นแล้ว แสงแดดก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หนูนารีบผัดกะเพราให้เสร็จเพื่อที่จะได้ไปช่วยสิงห์หอบหญ้าที่ตัดออกไปทิ้ง เธอสวมหมวกผ้าและสวมเสื้อแขนยาว แล้วก็หาหมวกใบเล็กไปให้ปอร์เช่ด้วย"ป้ะเราไปหอบหญ้ากัน"เอ่ยปากชวนหนูน้อยแล้วก็เดินไปหยิบคราดไม้ไผ่ที่ใช้สำหรับกวาดหญ้าและกวาดใบไม้โ
โครงการสร้างบ้านให้เด็กนักเรียนเสร็จแล้ว วันเสาร์นี้ทางศูนย์เด็กเล็กและทางเทศบาลประจำตำบลจึงได้เข้าไปตรวจเยี่ยมเพื่อดูความเรียบร้อยสวยงาม จะได้ทำการส่งมอบให้เจ้าของบ้านอย่างเป็นทางการคุณครูที่ศูนย์เด็กเล็กทั้งสามคน นายกเทศมนตรีสิงห์ และเจ้าหน้าที่กองช่างทุกคนต้องไปด้วย หนูนาจึงต้องตื่นแต่เช้าเพราะ
"อุ๊ย..ขอโทษค่ะ"หนูนารีบกล่าวขอโทษคนที่เธอเดินชนทันที พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาเช็ดกาแฟเย็นที่หกเลอะเทอะชุดข้าราชการสีกากีตรงบริเวณหน้าอกของเขาคนนั้น วันนี้เธอมีธุระต้องเข้ามาที่ว่าการอำเภอ เพราะบัตรประชาชนของเธอหาย"ไม่เป็นไรครับ"เสียงทุ้มกล่าวกับหนูนา พร้อมกับคว้าแขนของเธอให้ห







