Masukแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านกระจกหน้าร้านอาหารญี่ปุ่นส่องกระทบใบหน้าของรสริน ทว่าความสว่างไสวนั้นกลับไม่อาจขับไล่เมฆหมอกที่สลักอยู่ในแววตาของเธอได้ มือเรียวบางวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง กึก เบาๆ แต่กลับดังก้องในโสตประสาทของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม กวินที่กำลังละเลียดปลาหิมะย่างเกลือชะงักมือ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางจ้องมองใบหน้าซีดเผือดของแฟนสาว
"มีอะไรหรือเปล่าริน? หน้าตาไม่ค่อยดีเลย" น้ำเสียงของกวินเต็มไปด้วยความอาทร เขาเอื้อมมือมาแตะหลังมือเธอเบาๆ สัมผัสที่แสนสุภาพและให้เกียรติเสมอมา
"เรืองานน่ะค่ะ..." รสรินพึมพำตอบ หลบสายตาคมกริบของเขาด้วยการยกแก้วน้ำขึ้นจิบ น้ำเย็นจัดช่วยดับความรุ่มร้อนในลำคอได้เพียงชั่วครู่ แต่ไม่อาจดับไฟที่กำลังสุมทรวง "บ่ายนี้รินคงไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้วล่ะค่ะ พอดีนัดลูกค้าข้างนอกไว้"
กวินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาซับมุมปากด้วยกระดาษทิชชู่อย่างใจเย็น ตลอดเวลาที่คบกัน กวินทำหน้าที่ 'คนรักที่สมบูรณ์แบบ' ได้อย่างไม่มีที่ติ เขาเทียวรับเทียวส่งเธอทานมื้อเที่ยงแทบทุกวันจนเพื่อนในออฟฟิศต่างพากันอิจฉาตาร้อนในวาสนาของพนักงานขายสาวคนนี้ และยิ่งหลังจากที่เขาพาเธอไปเปิดตัวกับ 'ป๊า' เมื่อวาน แล้วพบว่าบิดาผู้เคร่งครัดกลับแสดงความชื่นชมในตัวรสรินอย่างออกนอกหน้า มันยิ่งทำให้กวินรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนอยู่ในทิศทางที่เขาวาดฝันไว้
"งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งนะ" เขาอาสาทันทีตามประสาคนขี้ห่วง
"ไม่ต้องหรอกค่ะพี่วิน เดี๋ยวพี่จะเข้างานสายเอาเปล่าๆ" รสรินแย้ง เสียงของเธอแข็งขึ้นเล็กน้อยจนกวินแปลกใจ
"นัดลูกค้าที่ไหนล่ะริน? ถ้าไม่ไกลเกินไปพี่ไปส่งได้อยู่แล้ว" เขาให้ทางเลือก แต่พอรสรินเอ่ยชื่อสถานที่ เขากลับยิ้มกว้างออกมา "นั่นไง... พี่ต้องผ่านทางนั้นพอดีเลย ไปด้วยกันเถอะครับ รินจะได้ไม่พะวงเรื่องหาแท็กซี่ด้วย"
บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูสีดำขลับเคลื่อนตัวมาจอดสนิทที่หน้าดรอปออฟของโรงแรมหรูย่านสาทร กวินมองผ่านฟิล์มกรองแสงราคาแพงสำรวจความโอ่อ่าของสถานที่ "นัดที่นี่เหรอริน?"
"ค่ะ..." รสรินตอบสั้นๆ สายตาของเธอมองทะลุกระจกเข้าไปภายในล้อบบี้ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ ใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ราวกับกำลังมองหาใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ในความหรูหรานั้น
"ให้พี่มารับมั้ย?" กวินถามอย่างเอาใจ
"ไม่ต้องค่ะพี่วิน ไม่รู้ว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่ เสียเวลาพี่เปล่าๆ ค่ะ" เหตุผลนั้นฟังดูสมเหตุสมผลสำหรับอาชีพพนักงานขายที่ต้องใช้ชั้นเชิงและเวลาในการปิดดีล กวินพยักหน้า ยิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเคลื่อนรถออกไป รสรินยืนนิ่ง มองตามท้ายรถที่ลับตาไปที่มุมถนน ความรู้สึกผิดบาปกัดกินหัวใจเธอจนแทบจะยืนไม่อยู่
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ระบายออกมาเป็นทางยาวเหมือนจะขับไล่ความกลัวทิ้งไป ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าสู่ประตูกระจกอัตโนมัติ ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศกระทบผิวแขนที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตผ้าไหมเนื้อดี ทำให้ร่างกายระหงสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างคุมไม่ได้ เธอหยุดยืนกลางโถงกว้าง กวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนื้อดีที่นั่งอยู่ที่โต๊ะมุมในสุดของล็อบบี้... มุมที่มืดสลัวและเป็นส่วนตัวที่สุด
รสรินเดินตรงเข้าไปหาเขาด้วยหัวใจที่รัวแรงเหมือนรัวกลอง ยิ่งใกล้เข้าไปเท่าไหร่ ภาพจำที่เคยเลือนรางก็ยิ่งชัดเจนขึ้น... แผ่นหลังที่ตั้งตรง บ่าที่กว้างขวาง และรังสีอำนาจที่แผ่ออกมาโดยไม่ต้องพูดจา
"ป๋าคะ..."
เธอเอ่ยเรียกเสียงเบา ร่างนั้นเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เกรียงไกรจ้องมองเธอด้วยสายตาที่สำรวจตรวจตราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผุดรอยยิ้มที่มุมปาก... รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เคยทำให้เธอสยบยอมอยู่ใต้ร่างเขามานับครั้งไม่ถ้วนในอดีต
"สั่งเครื่องดื่มก่อนสิ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ อบอุ่น และนุ่มนวลเหมือนวันวานที่เขายังเป็น 'ป๋าไกร' ผู้แสนดีของเธอ
"ป๋าคะ... มีเรื่องอะไรต้องนัดหนูมาคุยที่นี่อีกคะ?" รสรินไม่อ้อมค้อม ใบหน้าสวยหวานฉายแววอึดอัดอย่างรุนแรง
"กินอะไรมารึยัง?" เขาไม่ตอบ แต่กลับถามกลับด้วยความอาทรที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติ
"หนูทานกับพี่วินมาแล้วค่ะ... แต่ป๋ายังไม่ได้ตอบหนูเลย ว่าทำไมต้องนัดหนูออกมาที่โรงแรมแบบนี้" รสรินเค้นเสียงถาม เธออยากจะคุยให้จบ อยากจะเดินหนีออกไปจากรัศมีของเขาให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ กำแพงศีลธรรมที่เธอเพียรสร้างก็ดูเหมือนจะพังทลายลงเท่านั้น
เกรียงไกรนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเหลือบมองไปรอบๆ ล็อบบี้ที่มีแขกคนอื่นนั่งอยู่ประปราย "ป๋าว่า... คุยตรงนี้ไม่ค่อยเหมาะหรอก เดี๋ยวคนอื่นจะสงสัยเอาเปล่าๆ เราขึ้นไปคุยข้างบนกันดีกว่า"
"อะไรนะคะ? ขึ้นไปข้างบน... ไม่ค่ะ!" รสรินส่ายหน้าทันควัน หัวใจเธอเต้นโครมครามด้วยความตกใจ
ในวินาทีนี้นั้น ความคิดภายในใจของรสรินเกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรง ฝั่งหนึ่งคือ 'รสรินผู้แสนดี' ว่าที่สะใภ้ตระกูลดังที่กำลังจะมีอนาคตอันสดใสกับกวิน ชายหนุ่มที่รักและเทิดทูนเธอสุดหัวใจ เสียงในหัวบอกเธอว่านี่คือสิ่งที่ผิดมหันต์ ชายตรงหน้าคือ 'ว่าที่พ่อสามี' คือพ่อแท้ๆ ของคนที่เธอสัญญาว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย
ทว่า... อีกฝั่งหนึ่งคือ 'อีหนูรสริน' ของป๋าไกร ส่วนลึกในสัญชาตญาณกลับร่ำร้องโหยหาความเร่าร้อนที่เคยเสพติด ลีลากามที่ฉกาจฉกรรจ์และถึงอกถึงใจที่เกรียงไกรเคยมอบให้ กลิ่นอายความเป็นชายที่เต็มไปด้วยอำนาจและความดิบเถื่อนที่ซ่อนภายใต้หน้ากากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
มันคือยาเสพติดที่เธอไม่เคยเลิกได้ขาด กามารมณ์ที่รุนแรงจนโงหัวไม่ขึ้นในวันวานกำลังปะทุขึ้นมาจู่โจมเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
เธอมองหน้าเขา... เกรียงไกรไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม เขายังคงนั่งนิ่ง สงบ และดูภูมิฐานสมวัย ท่าทางที่เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนั้นกลับยิ่งเย้ายวนใจเธออย่างประหลาด มันเป็นความขัดแย้งที่น่าดึงดูดใจจนเธอกลัวตัวเอง
"แค่ไปคุย... ป๋าแค่อยากคุยเรื่องอนาคตของหนูกับกวินนั่นแหละ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตาสีเหล็กคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยนัยที่รู้กันดี
รสรินกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจมลงในเนื้อ เธอหลับตาลงนึกถึงใบหน้าที่แสนซื่อของกวินที่เพิ่งมาส่งเธอเมื่อครู่ แต่เพียงแค่เกรียงไกรขยับมือมาแตะขอบโต๊ะ กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยก็โชยมาปะทะจมูก ปลุกเร้าความทรงจำในห้องสวีทลับขึ้นมาเป็นฉากๆ ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนระทวย ความรับผิดชอบชั่วดีเริ่มถูกบดบังด้วยหมอกหนาของตัณหาที่ยังไม่เคยมอดดับ
เธอต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเดินเข้าสู่กรงทองอีกครั้ง... กรงที่มีทั้งความตายของศีลธรรมและความพึงพอใจอย่างที่สุดของร่างกายที่โหยหา
"ไปสิ... ป๋าเปิดห้องไว้แล้ว"
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจจนเธอไม่อาจปฏิเสธ
“แค่คุยจริงๆนะคะ” รสรินเสียอ่อน เหมือนกำลังจำนนต่ออำนาจมนต์ตาของเขาไม่ได้
เธอค่อยๆ หยัดกายขึ้นยืน ขาของเธอสั่นน้อยๆ ขณะที่เดินตามแผ่นหลังอันมั่นคงของชายที่เธอเคยเรียกว่า 'ผัว' มุ่งหน้าไปยังลิฟต์แก้ว ทิ้งความรักที่จริงใจของกวินไว้เบื้องหลัง ลบเลือนภาพชายหนุ่มที่เฝ้ารับส่งเธอด้วยความห่วงใยไปชั่วขณะ
ภายในพื้นที่แคบสี่เหลี่ยมของลิฟต์แก้วที่กำลังเคลื่อนตัวทะยานขึ้นสู่ชั้นสูงของโรงแรมหรู รสรินยืนก้มหน้านิ่งจนคางแทบชิดอก เธอรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกแผ่นอก ความเงียบภายในลิฟต์ช่างบีบคั้นอารมณ์ที่ว้าวุ่นปั่นป่วนให้ยิ่งทวีคูณ เธอพยายามระงับลมหายใจที่เริ่มติดขัด ท่องคำว่า "พ่อผัว" ไว้ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเรียกสติที่กำลังจะหลุดลอย
ทว่า... ความอยากรู้อยากเห็นในส่วนลึกกลับทรยศต่ออุดมคติ รสรินค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นแอบลอบมองชายหนุ่มใหญ่ที่ยืนอยู่เคียงข้าง และนั่นคือความผิดพลาดอย่างมหันต์ เมื่อเธอต้องปะทะเข้ากับสายตาสีเหล็กคู่นั้นที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว สายตาของเกรียงไกรในยามนี้ไม่มีแววของ "คุณพ่อผู้ใจดี" ของกวินหลงเหลืออยู่เลย แต่มันคือสายตาของ "ป๋าไกร" พยัคฆ์ร้ายผู้เจนจัดในกามกรีฑาที่จ้องจะตะครุบเหยื่อสาวที่เขาเคยตีตราจอง
เพียงแค่สบตา... มนต์เสน่ห์ที่เธอไม่เคยเอาชนะได้ก็ร่ายรำเข้าใส่เธออย่างรุนแรง ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นปราบเป็นริ้วขึ้นทั่วร่างระหง ตั้งแต่ปลายนิ้วม้าไปจนถึงโคนขาที่เริ่มสั่นระริก 'อย่านะรสริน... นี่พ่อผัวนะ' เสียงเตือนสติในหัวช่างเบาหวิวเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงครางประท้วงของร่างกายที่กำลังกระหายโหยหา
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณเตือนพร้อมประตูลิฟต์ที่เปิดออกเปรียบเสมือนเสียงระฆังที่ดึงเธอให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงเพียงชั่วครู่ เกรียงไกรไม่ได้พูดยังคงรักษาความนิ่งสุขุมเยี่ยงผู้ใหญ่ แต่เขากลับเอื้อมมือใหญ่หนาที่เต็มไปด้วยไออุ่นมากุมมือน้อยของเธอไว้แน่น
สัมผัสที่คุ้นเคยในวันวานเปรียบเสมือนกระแสไฟที่วิ่งเข้าสู่หัวใจ จูงมือพาเธอเดินออกจากลิฟต์ไปตามโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม ขาเจ้ากรรมของรสรินก้าวตามเขาไปอย่างว่าง่ายราวกับถูกสะกดจิต ร่างกายของเธอนั้นอ่อนระทวยจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
เกรียงไกรวาดวงแขนแกร่งมาโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้ ดึงรั้งให้ร่างระหงแนบกระชับเข้ากับสีข้างของเขาในขณะที่เดินไปยังห้องพักที่จองไว้ รสรินรู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมบุรุษแนว Woody ผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาที่เธอเคยซบดมจนหลับใหล
'อย่าค่ะ... อย่าทำแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้ค่ะ'
เสียงร้องห้ามดังก้องอยู่ในใจจนแทบจะระเบิดออกมา แต่อนิจจา... มันไม่สามารถหลุดพ้นลำคอที่แห้งผากของเธอออกมาได้เลย สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงการซบหัวเข้ากับไหล่หนาแกร่งของเขาอย่างที่เคยทำในอดีต เป็นอาการกึ่งขัดขืนกึ่งยินยอมที่ย้อนแย้งอย่างรุนแรง
ติ๊ด!
เสียงคีย์การ์ดปลดล็อกประตูห้องพักดังขึ้น พร้อมกับหัวใจของรสรินที่หล่นวูบ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนที่ทรงพลังนั้นเต็มตัว เกรียงไกรดันร่างระหงของเธอให้หลังพิงกับผนังโถงทางเข้าห้องในทันที ในขณะที่ประตูไม้บานหนากำลังปิดลงอย่างช้าๆ ตามแรงฉุดของดอร์โคลสเซอร์ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์... ขังคนทั้งคู่ไว้ในโลกที่มีเพียง "ป๋า" กับ "เด็กของป๋า"
ไม่รอให้ความละอายใจได้ทำงาน เกรียงไกรโน้มใบหน้าคมสันลงมาประกบริมฝีปากหนาอุ่นเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่มของรสรินอย่างร้อนแรงและรวดเร็ว รสรินสะดุ้งสุดตัวในวินาทีแรก แต่เพียงแค่สัมผัสถึงความนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความเผด็จการของรสจูบนั้น กำแพงศีลธรรมที่เธอเพียรสร้างก็พังครืนลงมาไม่เหลือชิ้นดี
สองมือที่เคยไร้แรงกลับวาดขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาไว้ทั้งสองข้างโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตหลับพริ้มรับรสจูบที่เธอโหยหามานานแสนนานอย่างเต็มใจ เกรียงไกรใช้ความเชี่ยวชาญระดับครูบงการริมฝีปากของเธอ เขาไม่ได้จูบเพียงเพื่อสัมผัส แต่เขาจูบเพื่อ 'ครอบครอง'
ลิ้นร้อนที่แสนซุกซนและทรงพลังสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากที่แสนหวานฉ่ำอย่างช่ำชอง เกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นเล็กของเธอด้วยจังหวะที่หนักหน่วงแต่ละเมียดละไม
“อือออ อาาาา” เสียงครางแผ่วเบาลอดออกมาจากลำคอของรสริน เริ่มมีเป็นระยะ
มันเป็นรสจูบที่เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงชั้นครู ทั้งดูดดื่มและเนียนนุ่มจนรสรินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงในมหาสมุทรแห่งกามารมณ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เธอเคลิบเคลิ้มจนเผลอดูดรับลิ้นของเขาตอบกลับอย่างกระหาย รสชาติที่คุ้นเคย กลิ่นอายที่โหยหา และความเก่งกาจของหนุ่มใหญ่ผู้ภูมิฐานตรงหน้าทำให้เธอหลงลืมสิ้นว่าผู้ชายคนนี้คือใครในโลกภายนอก ในเวลานี้... เขาคือเจ้าชีวิต คือผู้ที่กุมความรู้สึกเสียวซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของเธอไว้ในกำมือ
“ป๋าคิอถึงหนูเหลือเกิน ป่าเห็นหนุเมื่อวันก่อน หนูสวยเหลือเกิน หนูรินของป่า” เขาหยุดขัวครู่ ก่อนจะพร่ำคำหวานออกมา
เสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบในห้องพักหรู คลุกเคล้าไปกับเสียงดูดดื่มที่หวานหยดจนชวนให้หน้ามืดตามัว รสรินรู้สึกถึงความร้อนุ่มที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือหนาที่เริ่มลูบไล้อยู่ที่บั้นท้ายงอนงามของเธอ ความเร่าร้อนที่เกรียงไกรมอบให้นั้นมันช่างฉกาจฉกรรจ์เสียจนเธออยากจะละลายหายไปกับอ้อมกอดนี้ จูบที่เนิ่นนานและลึกซึ้งนี้เปรียบเสมือนการจารึกอีกครั้งว่า...
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ร่างกายและวิญญาณของเธอก็ยังคงเป็นของชายผู้นี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“อือออ “ รสรนหลับตาพริ้ม ดูดลิ้นเขาตอบเขาอย่างเผลอไผลไปกับอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่าน
เธอสะท้านเยือกเมื่อฟันคมของเขาขบเม้มเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างก่อนจะดูดคลึงมันอย่างแสนรัก ความเก่งกาจของเกรียงไกรคือการรู้ว่าจุดไหนที่จะทำให้เธออ่อนระทวยและจุดไหนที่จะทำให้เธอครวญครางออกมาด้วยความเสียวสยิว
รสรินส่งเสียง 'อือออ...' ในลำคอเบาๆ ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำพราวไปด้วยหยาดอารมณ์ที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด เธอปล่อยให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกแผดเผาหายไปในกองไฟสวาทที่ชายตรงหน้าเป็นผู้จุดขึ้นอย่างยินยอมพร้อมใจ... เพื่อแลกกับรสสัมผัสที่เธอโหยหามาตลอดชีวิตการเป็นผู้หญิงของเธอ
เสียง "ปึก" จากการปิดประตูท้ายรถอัลพาร์ตสีขาวดังก้องสะท้อนไปในอากาศที่นิ่งสนิท กลิ่นยางรถยนต์ใหม่และกลิ่นอายแดดจาง ๆ ยามสายลอยอบอวลอยู่รอบตัว กวินลดมือลงข้างลำตัว ฝ่ามือของเขายังคงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ จากตัวรถ แต่หัวใจกลับเบาโหวงอย่างประหลาด เขาค่อย ๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับคฤหาสน์หลังงามที่โอ่อ่าท้าทายแสงตะวันภาพตรงหน้าคือบ้านที่เขาเคยวิ่งเล่นจนเข่าถลอก กลิ่นหอมของดอกแก้วที่ปลูกริมรั้วยังคงโชยมาแตะจมูกเหมือนวันวาน ภาพความทรงจำสีจาง ๆ ในห้องโถงกว้างที่เขาเคยนั่งล้อมวงกินข้าวกับแม่ผุดพรายขึ้นมาประหนึ่งฟองอากาศที่ลอยเด่นก่อนจะแตกสลาย เขาพยายามจะแย้มยิ้มให้กับอดีตเหล่านั้น ทว่ามันกลับเป็นเพียงเงาแห่งความเศร้าที่พาดผ่านริมฝีปาก เพราะในวินาทีถัดมา กลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทและภาพร่างไร้วิญญาณบนเตียงสีขาวกลับแทรกซึมเข้ามาบดบังทุกสิ่งจนมืดมิด“ขอโทษนะครับหม่ามี้...” เขาพึมพำกับสายลมที่พัดผ่านใบหน้า เสียงแหบพร่าประหนึ่งเศษใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ เขาหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของแม่ผู้ล่วงลับที่เคยฝากฝังให้เขาดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด “ผมอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ ทุกอย่างของที
แรงสั่นสะเทือนจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงดังกะพริบถี่รัวจนกวินรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมา เขาละสายตาจากใบหน้าพ่ายแพ้ของพ่อ แววตาคมกริบกวาดมองหน้าจอที่เต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานประหนึ่งเลือด ทันใดนั้น ความเย็นเยียบแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจประหนึ่งถูกแช่แข็ง"ริน!"ชื่อของหญิงสาวหลุดจากปากอย่างแผ่วเบาแต่สั่นเครือ กวินเงยหน้ามองขึ้นไปยังเพดานห้อง ตำแหน่งที่เป็นห้องนอนอันมืดมิดของเมียรัก สมองของเขาฉายภาพขวดยาที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะหัวเตียง—ทางออกเดียวที่เธอใช้ดับความทรมานในใจมาตลอดหลายอาทิตย์ เขาไม่รอช้า รวบร่างหนูกาเหว่าเข้าแนบอกแล้วโผทะยานขึ้นบันไดไม้ไปทีละสองขั้น เสียงฝีเท้ากระแทกขั้นบันไดดังหนักแน่นสลับกับลมหายใจที่หอบพร่าเขากระชากบานประตูห้องนอนออกอย่างแรงจนมันกระแทกผนังเสียงดัง ปัง! ทว่าความเงียบงัดที่สวนกลับมานั้นน่าสะพรึงยิ่งกว่ากวินรู้สึกเหมือนร่างกายถูกถอดวิญญาณออกไปในวินาทีที่เห็นร่างของรสรินพาดอยู่บนขอบฟูกหนา กระปุกยานอนหลับสีขาวนอนนิ่งสนิทโดยไร้ฝาปิดและไร้สิ่งใดหลงเหลืออยู่ข้างใน ใกล้กันนั้นคือขวดน้ำยาล้างห้องน้ำสีฟ้าสดที่ล้มตะแคง น้ำยาสีขุ่นข้นไหลนองอาบพื้นไม้จนเ
เกรียงไกรพุ่งตัวออกจากห้องทำงาน เสียงฝีเท้าที่กระแทกลงบนพื้นไม้สักดังสนั่นรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองรบที่บ้าคลั่ง สายตาของเขาตวัดส่ายไปมาดั่งเสือที่กำลังคลั่งเลือด มองหากวิน... ไอ้ลูกในไส้ที่เขาตราหน้าว่าเป็นต้นตอของหายนะที่กำลังแผดเผาเกียรติยศของเขาอยู่ในขณะนี้ความร้อนรนทำให้เขาเกือบจะถลำผ่านโถงทางเดินไป ทว่าหางตากลับสะดุดเข้ากับภาพภายในห้องนั่งเล่น เกรียงไกรชะงักเท้าจนร่างโยน ก่อนจะถอยกลับมาเผชิญหน้ากับภาพที่ทำให้เขายิ่งเดือดดาล กวินกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนประคองร่างป้อมของหนูกาเหว่าไว้ในอ้อมแขน นิ้วหนาชี้ไปตามภาพในหนังสือนิทานอย่างใจเย็น“แกทำใช่ไหมไอ้วิน!”เสียงตวาดลั่นปานฟ้าผ่าฉีกกระชากความเงียบสงบในบ้านจนพังพินาศ หนูกาเหว่าสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือนิทานร่วงหลุดจากมือ กวินเงยหน้าขึ้นทันควัน คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม แววตาของเขามีเพียงความฉงนและสับสน“ป๊าพูดเรื่องอะไร? ผมทำอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงความมึนงงอย่างที่สุด“อย่ามาทำเป็นไขสือ! ข่าวในเน็ต... เรื่องของป๊ากับหนูริน มันจะหลุดออกไปได้ยังไงถ้าไม่ใช่ฝีมือแก แกโกรธป๊า แกอยากเห็นฉันฉิบหายมากนักใช่มั้ย!”เกรียงไกรถลา
รัตติกาลอันเงียบสงัดถูกปกคลุมด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าของคฤหาสน์หลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตร แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลดวงเขื่องสะท้อนวาบวับบนตัวถังรถยนต์ยุโรปป้ายแดงที่จอดเรียงรายจนเต็มลานหินอ่อน กลิ่นควันท่อไอเสียจางๆ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นดอกไม้เมืองหนาวที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างประณีตทั่วทั้งงานชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บเนี้ยบกริบหลายสิบชีวิต ต่างประคองกระเช้าผลไม้นอกและรังนกสีทองเกรดพรีเมียม เดินสลับข้ามไปมาเพื่อแย่งชิงโอกาสเพียงเสี้ยวนาทีในการเข้าถึงตัว "เจ้าภาพ" ผู้กุมชะตาในบอร์ดแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง“ท่านเกี๊ยง... ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านในงานนี้”กรณ์ คู่แข่งคนสำคัญที่มีบารมีสูสีกัน ขยับตัวเข้ามาใกล้จนเกรียงไกรสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่ซิการ์จางๆ ที่ติดมากับปกเสื้อสูท กรณ์เอียงคอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยกระแสกดดันบางอย่าง“งานสำคัญของท่านรัฐมนตรีแบบนี้ ผมจะพลาดได้ยังไงล่ะท่านกรณ์”เกรียงไกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวานราบเรียบ มือหนายกขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทีเนือยๆ ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นกลับฉายประกายแห่งความถื
ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศครางหึ่งแผ่วเบา ไหล่หนากว้างของกวินยังคงสั่นไหวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เขาโน้มตัวลงจนหน้าผากแทบจรดซอกเข่า ฝ่ามือทั้งสองที่ยกขึ้นปิดใบหน้าตัวเองไว้สั่นเทาประหนึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวในอกกำลังจะระเบิด ทว่าเสียงสะอื้นที่เขาเพียรสะกดกั้นไว้กลับหลุดรอดออกมาเป็นจังหวะที่ขาดห้วง ราวกับไม่สามารถจะอดกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไปในนาทีที่น้ำตาอุ่นจัดไหลนองง่ามนิ้ว กวินเพิ่งตระหนักได้ด้วยหัวใจที่แหลกสลายว่า นรกที่เขาเพียรสร้างขึ้นเพื่อแผดเผาคนบาปทั้งสอง กลับกลายเป็นกองเพลิงที่โหมกระหน่ำใส่ตัวเขาเองอย่างไม่ปรานี และที่ร้ายไปกว่านั้น ประกายไฟแห่งความแค้นที่เขาจุดขึ้น มันได้ลุกลามไปรั้งดึงเอาดวงใจบริสุทธิ์อย่าง 'หนูกาเหว่า' ให้เข้ามาจมอยู่ในกองเพลิงนี้ไปพวกเขาด้วยความสะใจที่เขาเคยถวิลหา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสมเพชตัวเองที่มันตีกลับเข้าหาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนเป็นพ่อที่ล้มเหลว ไม่ต่างไปจาก เกรียงไกร ชายที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา เขากำลังจะเป็นคนที่ขุดหลุมฝังอนาคตของลูกสาวด้วยมือของตัวเองเพียงเพื่อดับไฟแค้นส่วนตัว ภาพดวงตาที่
"หนูริน... เป็นยังไงบ้าง?"เสียงของเกรียงไกรสั่นพร่า ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายในชุดสูทเนื้อดีขยับเข้าใกล้ขอบเตียงคนไข้อย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหรูหราที่ติดตัวเขามาปะทะเข้ากับกลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องโถมเข้าใส่รสรินจนเธอรู้สึกอึดอัด แผ่นหลังของเธอลีบติดกับพนักเตียงพยายามถดหนีสัมผัสที่ไม่ได้ร้องขอ ชายชราเหมือนจะเพิ่งรู้สึกถึงกำแพงล่องหนที่กั้นขวางอยู่ เขาค่อยๆ ขยับถอยห่างออกมาทีละก้าว ทว่าดวงตายังคงจ้องมองสะใภ้ด้วยความห่วงใยจนออกนอกหน้า"รินเขาไม่เป็นไรแล้วครับป๊า... โชคดีที่หมอล้างท้องทัน"คำว่า 'ล้างท้อง' จากปากกวินกรีดผ่านความเงียบราวกับคมมีด บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งและตึงเครียดขึ้นมาทันที ป้าเล็กที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมห้องรู้สึกเหมือนออกซิเจนกำลังจะหมดไปจากห้องนี้ เธอขยับผ้ากันเปื้อนในมือไปมาอย่างกระสับกระส่าย"เดี๋ยวป้าออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ... เห็นหนูรินปลอดภัย ป้าก็โล่งใจแล้ว"ป้าเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก แววตาที่ผ่านโลกมามากกวาดมองคนทั้งสามด้วยความรู้สึกประหลาด แฝงไปด้วยความเวทนาที่ปิดไม่มิด หญิงชราขยับตัวเข้าไปใกล้กวินอย่างรู้งาน ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนที่ดูฝืนธรรมชาต







