Masuk![พ่อผัว-[NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
⚠️ คำเตือนเนื้อหา (Content Warning)
นิยายเรื่องนี้เป็นแนว Erotic-Drama ที่เน้นการดำเนินเรื่องผ่านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและท้าทายศีลธรรม ผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ หรือควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างสูง
เนื้อหาภายในเรื่องประกอบด้วย:
Inappropriate Relationship: ความสัมพันธ์ที่ผิดจรรยาบรรณและศีลธรรม (พ่อผัวกับลูกสะใภ้)
Infidelity / Adultery: การนอกใจคู่สมรส
Cuckold / Hot Wife: รสนิยมความพึงพอใจจากการเห็นคู่รักของตนมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น
NTR (Netorare): เนื้อหาเกี่ยวกับการแย่งชิงหรือการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเจ้าของแล้ว
Explicit Content: มีการบรรยายฉากกามารมณ์และพฤติกรรมทางเพศอย่างละเอียดและเปิดเผย
Secret Past: การปกปิดความลับในอดีตที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ปัจจุบัน
หมายเหตุ: ตัวละครและสถานการณ์ในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมหรือสนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมในชีวิตจริง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
-------------
เปลวแดดระยิบระยับเต้นระยับอยู่บนผิวถนนคอนกรีตกลางย่านพระโขนงในเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาของวันอาทิตย์ เสียงล้อรถบีเอ็มดับเบิลยูสีขาวคันหรูบดไปกับพื้นถนนอย่างนุ่มนวลตามจังหวะการเคลื่อนตัวที่เชื่องช้าในสภาพการจราจรใจกลางกรุง กลิ่นอายความร้อนจากภายนอกถูกกั้นไว้ด้วยกระจกนิรภัย เหลือเพียงไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมแนวซีทรัสอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นอายความใหม่ของเบาะหนังแท้ภายในรถ
รสริน หญิงสาววัย 25 ปี ในชุดเดรสสีครีมละมุนตาที่ขับเน้นผิวขาวอมชมพูระเรื่อให้ดูเปล่งปลั่ง นั่งอยู่เบาะข้างคนขับด้วยท่าทางกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวเล็กที่ทาเล็บสีสุภาพไว้สอดประสานแน่นอยู่กับฝ่ามือใหญ่ของกวิน เธอเกลี่ยปลายนิ้วไปบนหลังมือเขาซ้ำๆ คล้ายจะระบายความประหม่าที่สุมอยู่ในอก ใบหน้าสวยหวานที่มักจะดูเรียบเฉยยามทำงาน วันนี้กลับแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่สลับกับความกังวลจนดูน่าเอ็นดู
"รินตื่นเต้นจังค่ะ..." รสรินลอยหน้าลอยตาพูดกับเขา เสียงหวานใสของเธอสั่นเครือเล็กน้อยขณะดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองเสี้ยวหน้าของชายคนรัก
กวิน หนุ่มข้าราชการอนาคตไกลในชุดเชิ้ตดูดีมีภูมิฐาน นิ่งยิ้มละไมอย่างคนที่มีความสุขล้นปรี่ มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง ขณะที่อีกข้างยังคงบีบมือหญิงสาวไว้แน่นเพื่อส่งผ่านกำลังใจ แววตาที่มองตรงไปบนถนนข้างหน้านั้นฉายความปลาบปลื้มใจอย่างปิดไม่มิด
"พี่อยากรู้เหมือนกันว่าป๊าจะรู้สึกยังไง ที่เห็นว่าที่ลูกสะใภ้ของท่านสวยน่ารักขนาดนี้" กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ เขารู้ดีว่ารสรินคือผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา
ในสายตาของคนทั่วไป รสรินคือพนักงานฝ่ายการตลาดมือหนึ่งของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ย่านสาทร รูปร่างของเธอระหงสง่างามราวกับนางแบบรันเวย์ ผิวพรรณละเอียดลออสะท้อนแสงแดดที่ลอดผ่านฟิล์มรถเข้ามาจนดูเหมือนผิวเด็กแรกเกิด ใบหน้าที่ดูใสซื่อเหมือนนักศึกษาสาวที่เพิ่งก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านบ่อนไก่มาได้ไม่กี่ปี ทำให้ใครต่อใครต่างก็พากันตกตะลึงยามแรกเห็น บุคลิกที่ร่าเริง เข้ากับคนง่าย และรอยยิ้มที่ดูจริงใจทำให้เธอสามารถกวาดส่วนแบ่งการตลาดและยอดขายโครงการคอนโดหรูได้ถล่มทลาย จนกลายเป็นที่อิจฉาของเพื่อนร่วมงานทั้งแผนก
ความสวยสะพรั่งของเธอเป็นที่เลื่องลือไปทั่วออฟฟิศ หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างพากันแวะเวียนมาขายขนมจีบไม่เว้นวัน แต่ทุกคนก็ต้องคอตกกลับไปตามๆ กัน เพราะหัวใจของ "ดาวการตลาด" คนนี้ถูกจับจองโดยกวิน ชายหนุ่มนักเรียนนอกผู้เพียบพร้อมทั้งฐานะและชาติตระกูลไปเรียบร้อยแล้ว
"พี่วินก็... ชมรินเกินไปแล้วนะคะ รินกลัววางตัวไม่ถูกจริงๆ ค่ะ ท่านเป็นผู้ใหญ่ระดับนั้น" รสรินเม้มริมฝีปากเบาๆ สัมผัสได้ถึงความชื้นเล็กๆ ที่ฝ่ามือเพราะความตื่นเต้นที่ทวีคูณขึ้นทุกครั้งที่รถขยับเข้าใกล้จุดหมาย
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่คบหากันมา ความรักของทั้งคู่สุกงอมจนถึงขีดสุด กวินทะนุถนอมเธอราวกับไข่ในหิน และวันนี้คือหมุดหมายสำคัญที่สุดในชีวิตคู่ของพวกเขา การพาเธอไปแนะนำตัวกับว่าที่พ่อสามีอย่างเป็นทางการ คือก้าวแรกสู่การใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคต
"ไม่ต้องเกร็งนะริน ป๊าอาจจะดูเข้มงวดตามประสาคนมียศมีตำแหน่ง แต่ถ้าท่านเห็นความน่ารักของรินเหมือนที่พี่เห็น ท่านต้องเอ็นดูรินแน่นอน" กวินยกมือเธอขึ้นมาจูบเบาๆ กลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ที่ลอยมาจากตัวหญิงสาวทำให้เขาใจชื้น
รถหรูค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่ซอยที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เสียงนกร้องจางๆ แว่วผ่านเข้ามาเมื่อกวินลดกระจกลงเพื่อรับบัตรผ่านประตูบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รสรินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จัดเสื้อผ้าให้เรียบกริบอีกครั้ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความรักที่มีต่อผู้ชายข้างๆ โดยที่ไม่ได้มีสิ่งใดมารบกวนใจแม้แต่น้อย นอกจากความตื่นเต้นตามประสาว่าที่ลูกสะใภ้ที่กำลังจะได้พบหน้าพ่อของแฟนเป็นครั้งแรก
เครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยูดับสนิทลงท่ามกลางความเงียบสงัดของพรรณไม้รอบด้าน รสริน ยังคงนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเบาะหนังนุ่มละมุน มือทั้งสองข้างกำสายกระเป๋าสะพายใบหรูไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ดวงตากลมโตเหม่อมองลอดผ่านกระจกหน้าเข้านิ่งงัน ราวกับร่างกายลืมคำสั่งการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูด้านคนขับปิดลงเบาๆ และเห็นร่างสูงโปร่งของกวินเดินอ้อมหน้ารถมาหยุดอยู่ตรงฝั่งของเธอ
เสียงปลดล็อกดัง แกร๊ก พร้อมกับประตูที่เปิดกว้างออก ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถปะทะกับไอร้อนชื้นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดินและใบไม้เขียวขจีภายนอก รสรินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงหัวแหลมสีครีมลงสัมผัสพื้นหินขัดที่สะอาดสะอ้าน อารมณ์ประหม่าพุ่งพล่านจนเธอรู้สึกถึงแรงสั่นน้อยๆ ที่ปลายเท้า
ทว่าเมื่อเธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูงและกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ ความสวยงามร่มรื่นของ "อาณาจักรเตชะเกรียงไกร" ก็ทำให้เธอถึงกับลืมหายใจไปชั่วครู่ ใครจะเชื่อว่าใจกลางกรุงเทพฯ ที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยฝุ่นควัน จะมีพื้นที่เกือบหนึ่งไร่ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นป่าขนาดย่อมได้ขนาดนี้ ต้นจามจุรีต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมให้ร่มเงาไปทั่วบริเวณ แสงแดดยามเที่ยงวันทำได้เพียงลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมาเป็นลำแสงเล็กๆ ตกกระทบลงบนพื้นหญ้าสีเขียวสดที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต
ตัวบ้านหลักเป็นอาคารสองชั้นหลังมหึมาที่ถูกออกแบบอย่างลงตัวในสไตล์ร่วมสมัย ผนังปูนฉาบเรียบสลับกับงานไม้ระแนงสีเข้มดูสุขุมและทรงพลัง สมกับฐานะเจ้าของบ้านที่เป็นข้าราชการระดับสูง ใกล้กันนั้นมีบ้านอีกหลังที่ขนาดเล็กลงมาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก มีทางเดินยกระดับพร้อมหลังคาคลุมเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระเบียบดูเป็นสัดส่วน และหากมองลึกเข้าไปด้านหลังสุด รสรินเห็นอาคารหลังเล็กกะทัดรัดอีกหลัง ซึ่งเธอคาดคะเนจากสายตาว่าน่าจะเป็นเรือนพักของเหล่าคนงานที่คอยดูแลความเรียบร้อยของคฤหาสน์หลังนี้
"บ้านหลังนั้นคุณพ่อปลูกเอาไว้เป็นบ้านรับรองแขกน่ะครับ" กวินเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับอ่านใจหญิงสาวออก เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย "ส่วนหลังโน้นก็เป็นเรือนคนใช้ ทุกอย่างที่นี่คุณพ่อเป็นคนวางผังเองทั้งหมด"
รสรินพยักหน้ารับคำพึมพำในลำคอ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกแก้วที่โชยมาตามลมช่วยให้เธอผ่อนคลายลงได้บ้างแต่นิดเดียวเท่านั้น ความเงียบเชียบและดูเป็นระเบียบจัดของบ้านหลังนี้กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กจ้อยลงไปอีก
"ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวคุณพ่อจะรอนาน" กวินพูดพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนให้ เขาเขยิบเข้าใกล้แล้วยื่นมือใหญ่ที่แสนอบอุ่นออกมาตรงหน้าเธอ
รสรินก้มมองมือข้างนั้นด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม เธอเห็นความมั่นคงและความเชื่อมั่นที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือของเขา หญิงสาวหลับตาลงชั่ววินาที สูดหายใจเข้าปอดลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนเป็นการรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้ายเพื่อต่อสู้กับความประหม่าที่บีบคั้นอยู่ในอก ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือเรียวเล็กที่สั่นเทาของเธอไปวางลงบนมือเขา แล้วกระชับจับไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือนี้ไป เธอจะล้มลงตรงนั้น
"รินพร้อมแล้วค่ะพี่วิน" เธอตอบเสียงแผ่วแต่หนักแน่น
กวินกระชับมือตอบ รับรู้ถึงความตื่นเต้นของคนข้างกาย เขาพานางเอกสาวในชุดครีมละมุนค่อยๆ เดินไปตามทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวเข้าสู่ประตูไม้สักบานคู่ขนาดใหญ่ของบ้านหลัก กลิ่นอายของอำนาจและความขลังจากตัวอาคารเริ่มแผ่ซ่านออกมาปะทะผิวทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไป
รองเท้าส้นสูงของรสรินกระทบลงบนพื้นไม้มะค่าขัดมันวับที่สะท้อนเงาเพดานโคมระย้าจนดูเหมือนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางแผ่ซ่านมาปะทะผิวแขนที่โผล่พ้นชุดเดรสลูกไม้ จนเธออดไม่ได้ที่จะห่อไหล่เข้าหากันเล็กน้อยด้วยความประหม่าที่พุ่งสูงขึ้นทุกย่างก้าว กลิ่นที่อบอวลอยู่ในโถงรับแขกแห่งนี้ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาถูก แต่เป็นกลิ่นไม้หอมโบราณจางๆ ผสมกับความสดชื่นของดอกไม้สดเบ่งบานที่จัดวางอยู่ในโถแจกันใบใหญ่ทรงสูงรอบห้อง
สายตาของรสรินกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความทึ่งในรสนิยมอันละเมียดละไมของเจ้าของบ้าน ไซด์บอร์ดไม้มะค่าตัวเก่าแก่ที่วางเรียงรายอยู่ตามจังหวะของผนังห้องนั้นดูมีมนต์ขลัง รูปทรงที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเนี๊ยบกริบในทุกองศาบ่งบอกว่าผู้ที่จัดวางสิ่งเหล่านี้ต้องเป็นคนที่เจ้าระเบียบและมีรสนิยมสูงส่งเพียงใด ชุดโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตัวใหญ่ที่วางเด่นอยู่บนพรมเปอร์เซียถักทอด้วยลวดลายวิจิตรบรรจงกลายเป็นจุดนำสายตาที่ทำให้ห้องโถงกว้างนี้ดูอบอุ่นแต่ก็น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
“เดี๋ยวเข้าไปนั่งก่อนเถอะ ริน... ป๊าน่าจะยังไม่ลงมา”
เสียงทุ้มของกวินปลุกเธอจากอาการภวังค์ เขาจูงมือเธอไปที่โซฟาตัวนั้น รสรินค่อยๆ หย่อนสะโพกลงนั่งอย่างระมัดระวัง สัมผัสของหนังแท้ที่นุ่มหนาและเย็นเฉียบยิ่งทำให้เธอรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก เธอรวบมือทั้งสองข้างไว้บนตัก พยายามบังคับไม่ให้เข่าสั่นยามที่ต้องเผชิญกับความเงียบขรึมของบ้านข้าราชการระดับสูง
“เดี๋ยวพี่ไปตามพ่อก่อนนะ รินนั่งรอสักพักนะครับ”
กวินทำท่าจะผละลุกขึ้น แต่ในวินาทีนั้นเอง มือน้อยๆ ของรสรินกลับรีบเหนี่ยวรั้งมือใหญ่ของเขาไว้แน่น เธอส่ายหน้าเบาๆ ดวงตากลมโตสั่นระริกฉายแวววอนขออย่างชัดเจน
“ไม่เอาค่ะ... ไม่ต้องไปตามหรอก เดี๋ยวท่านก็คงลงมาเองแหละค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา ดึงมือเขาไว้เหมือนเด็กที่หลัวการถูกทิ้งให้อยู่ลำพังในสถานที่แปลกถิ่น ความอบอุ่นจากมือของกวินคือสิ่งเดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยวใจเธอไว้ในตอนนี้
“ดื่มน้ำก่อนค่า...”
เสียงทักทายที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าอิ่มเอิบประดับด้วยรอยยิ้มใจดี เธอคือ ป้าเล็ก แม่บ้านเก่าแก่ผู้เป็นเสมือนกระดูกสันหลังของบ้านเตชะเกรียงไกร ในมือของป้าเล็กถือถาดเงินที่วางขันน้ำเงินลายนูน มีหยดน้ำเกาะพราวรอบแก้วบ่งบอกถึงความเย็นจัดของน้ำลอยดอกมะลิที่อยู่ภายใน
“คุณท่านออกไปธุระข้างนอกแป๊บเดียวค่ะ บอกว่าจะรีบกลับ แกสั่งป้าไว้ว่าให้คุณหนูรอแกหน่อยนะจ๊ะ”
ป้าเล็กแถลงไขพลางวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะไม้เตี้ยตรงหน้ารสริน สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของแม่บ้านคนเก่าแก่มองสำรวจหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่นั่งข้างๆ คุณหนูของแกอย่างชื่นชม รสรินรับรู้ถึงกระแสความเป็นมิตรที่ส่งผ่านมาจึงค่อยๆ คลายความเกร็งลงได้บ้าง
“อ้อ! ริน... นี่ป้าเล็กจ้ะ แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของที่นี่ บ้านนี้ป้าแกคุมนะ ไม่มีใครใหญ่เกินป้าแล้วล่ะ”
คำพูดหยอกล้ออย่างเป็นกันเองของกวินทำให้รสรินรับรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่บ้านคนนี้ไม่ใช่เพียงแค่เจ้านายกับลูกจ้าง แต่มันคือความผูกพันที่แน่นแฟ้นปานญาติผู้ใหญ่ รสรินรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กิริยามารยาทที่อ่อนน้อมถูกดึงออกมาใช้ตามสัญชาตญาณ
“สวัสดีค่ะป้า...” เธอยกมือไหว้ป้าเล็กอย่างสวยงามและรู้กาลเทศะ
“ไหว้พระเถอะจ้ะ อย่าไปเชื่อคุณหนูกวินของป้ามากนักนะคะ ป้าก็เป็นแค่คนใช้ในบ้านเองแหละจ้ะ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรอย่างที่ว่าคุณหนูแกว่าหรอกค่ะ” ป้าเล็กรับไหว้พลางค้อนคุณหนูของเธอจนตาคว่ำ แต่แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“นี่รสรินครับป้า... อีกหน่อยรสเขาจะมาเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้แล้วนะ”
กวินแนะนำว่าที่ภรรยาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ แววตาที่เขาจ้องมองรสรินนั้นเต็มไปด้วยความเทิดทูนจนป้าเล็กถึงกับยิ้มกว้างออกมา รสรินรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขยับยิ้มเขินๆ คำว่า ‘คุณผู้หญิงของบ้าน’ มันดูยิ่งใหญ่จนเธอแทบไม่กล้าฝันถึง แต่ท่าทีที่กวินให้เกียรติป้าเล็กเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่จริงๆ ทำให้เธอรู้สึกประทับใจในตัวชายคนรักมากขึ้นไปอีก
ในใจของรสรินตอนนั้น เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเนี๊ยบหรูของคฤหาสน์หลังนี้ ความเอ็นดูที่ป้าเล็กมีให้ และความมั่นคงที่กวินพยายามแสดงออกมา ทำให้เธอเริ่มมีความหวังว่าชีวิตในบ้านหลังนี้คงจะเต็มไปด้วยความสุขและสงบสุข
เธอยกขันน้ำเย็นฉ่ำขึ้นจิบ กลิ่นหอมชื่นใจของดอกมะลิช่วยดับความรุ่มร้อนในอกไปได้ชั่วขณะ รสรินมองดูการสนทนาระหว่างกวินและป้าเล็กด้วยความรู้สึกอินไปกับบรรยากาศที่เหมือนครอบครัวจริงๆ
เสียง "ปึก" จากการปิดประตูท้ายรถอัลพาร์ตสีขาวดังก้องสะท้อนไปในอากาศที่นิ่งสนิท กลิ่นยางรถยนต์ใหม่และกลิ่นอายแดดจาง ๆ ยามสายลอยอบอวลอยู่รอบตัว กวินลดมือลงข้างลำตัว ฝ่ามือของเขายังคงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ จากตัวรถ แต่หัวใจกลับเบาโหวงอย่างประหลาด เขาค่อย ๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับคฤหาสน์หลังงามที่โอ่อ่าท้าทายแสงตะวันภาพตรงหน้าคือบ้านที่เขาเคยวิ่งเล่นจนเข่าถลอก กลิ่นหอมของดอกแก้วที่ปลูกริมรั้วยังคงโชยมาแตะจมูกเหมือนวันวาน ภาพความทรงจำสีจาง ๆ ในห้องโถงกว้างที่เขาเคยนั่งล้อมวงกินข้าวกับแม่ผุดพรายขึ้นมาประหนึ่งฟองอากาศที่ลอยเด่นก่อนจะแตกสลาย เขาพยายามจะแย้มยิ้มให้กับอดีตเหล่านั้น ทว่ามันกลับเป็นเพียงเงาแห่งความเศร้าที่พาดผ่านริมฝีปาก เพราะในวินาทีถัดมา กลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทและภาพร่างไร้วิญญาณบนเตียงสีขาวกลับแทรกซึมเข้ามาบดบังทุกสิ่งจนมืดมิด“ขอโทษนะครับหม่ามี้...” เขาพึมพำกับสายลมที่พัดผ่านใบหน้า เสียงแหบพร่าประหนึ่งเศษใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ เขาหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของแม่ผู้ล่วงลับที่เคยฝากฝังให้เขาดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด “ผมอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ ทุกอย่างของที
แรงสั่นสะเทือนจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงดังกะพริบถี่รัวจนกวินรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมา เขาละสายตาจากใบหน้าพ่ายแพ้ของพ่อ แววตาคมกริบกวาดมองหน้าจอที่เต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานประหนึ่งเลือด ทันใดนั้น ความเย็นเยียบแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจประหนึ่งถูกแช่แข็ง"ริน!"ชื่อของหญิงสาวหลุดจากปากอย่างแผ่วเบาแต่สั่นเครือ กวินเงยหน้ามองขึ้นไปยังเพดานห้อง ตำแหน่งที่เป็นห้องนอนอันมืดมิดของเมียรัก สมองของเขาฉายภาพขวดยาที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะหัวเตียง—ทางออกเดียวที่เธอใช้ดับความทรมานในใจมาตลอดหลายอาทิตย์ เขาไม่รอช้า รวบร่างหนูกาเหว่าเข้าแนบอกแล้วโผทะยานขึ้นบันไดไม้ไปทีละสองขั้น เสียงฝีเท้ากระแทกขั้นบันไดดังหนักแน่นสลับกับลมหายใจที่หอบพร่าเขากระชากบานประตูห้องนอนออกอย่างแรงจนมันกระแทกผนังเสียงดัง ปัง! ทว่าความเงียบงัดที่สวนกลับมานั้นน่าสะพรึงยิ่งกว่ากวินรู้สึกเหมือนร่างกายถูกถอดวิญญาณออกไปในวินาทีที่เห็นร่างของรสรินพาดอยู่บนขอบฟูกหนา กระปุกยานอนหลับสีขาวนอนนิ่งสนิทโดยไร้ฝาปิดและไร้สิ่งใดหลงเหลืออยู่ข้างใน ใกล้กันนั้นคือขวดน้ำยาล้างห้องน้ำสีฟ้าสดที่ล้มตะแคง น้ำยาสีขุ่นข้นไหลนองอาบพื้นไม้จนเ
เกรียงไกรพุ่งตัวออกจากห้องทำงาน เสียงฝีเท้าที่กระแทกลงบนพื้นไม้สักดังสนั่นรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองรบที่บ้าคลั่ง สายตาของเขาตวัดส่ายไปมาดั่งเสือที่กำลังคลั่งเลือด มองหากวิน... ไอ้ลูกในไส้ที่เขาตราหน้าว่าเป็นต้นตอของหายนะที่กำลังแผดเผาเกียรติยศของเขาอยู่ในขณะนี้ความร้อนรนทำให้เขาเกือบจะถลำผ่านโถงทางเดินไป ทว่าหางตากลับสะดุดเข้ากับภาพภายในห้องนั่งเล่น เกรียงไกรชะงักเท้าจนร่างโยน ก่อนจะถอยกลับมาเผชิญหน้ากับภาพที่ทำให้เขายิ่งเดือดดาล กวินกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนประคองร่างป้อมของหนูกาเหว่าไว้ในอ้อมแขน นิ้วหนาชี้ไปตามภาพในหนังสือนิทานอย่างใจเย็น“แกทำใช่ไหมไอ้วิน!”เสียงตวาดลั่นปานฟ้าผ่าฉีกกระชากความเงียบสงบในบ้านจนพังพินาศ หนูกาเหว่าสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือนิทานร่วงหลุดจากมือ กวินเงยหน้าขึ้นทันควัน คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม แววตาของเขามีเพียงความฉงนและสับสน“ป๊าพูดเรื่องอะไร? ผมทำอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงความมึนงงอย่างที่สุด“อย่ามาทำเป็นไขสือ! ข่าวในเน็ต... เรื่องของป๊ากับหนูริน มันจะหลุดออกไปได้ยังไงถ้าไม่ใช่ฝีมือแก แกโกรธป๊า แกอยากเห็นฉันฉิบหายมากนักใช่มั้ย!”เกรียงไกรถลา
รัตติกาลอันเงียบสงัดถูกปกคลุมด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าของคฤหาสน์หลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตร แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลดวงเขื่องสะท้อนวาบวับบนตัวถังรถยนต์ยุโรปป้ายแดงที่จอดเรียงรายจนเต็มลานหินอ่อน กลิ่นควันท่อไอเสียจางๆ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นดอกไม้เมืองหนาวที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างประณีตทั่วทั้งงานชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บเนี้ยบกริบหลายสิบชีวิต ต่างประคองกระเช้าผลไม้นอกและรังนกสีทองเกรดพรีเมียม เดินสลับข้ามไปมาเพื่อแย่งชิงโอกาสเพียงเสี้ยวนาทีในการเข้าถึงตัว "เจ้าภาพ" ผู้กุมชะตาในบอร์ดแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง“ท่านเกี๊ยง... ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านในงานนี้”กรณ์ คู่แข่งคนสำคัญที่มีบารมีสูสีกัน ขยับตัวเข้ามาใกล้จนเกรียงไกรสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่ซิการ์จางๆ ที่ติดมากับปกเสื้อสูท กรณ์เอียงคอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยกระแสกดดันบางอย่าง“งานสำคัญของท่านรัฐมนตรีแบบนี้ ผมจะพลาดได้ยังไงล่ะท่านกรณ์”เกรียงไกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวานราบเรียบ มือหนายกขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทีเนือยๆ ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นกลับฉายประกายแห่งความถื
ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศครางหึ่งแผ่วเบา ไหล่หนากว้างของกวินยังคงสั่นไหวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เขาโน้มตัวลงจนหน้าผากแทบจรดซอกเข่า ฝ่ามือทั้งสองที่ยกขึ้นปิดใบหน้าตัวเองไว้สั่นเทาประหนึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวในอกกำลังจะระเบิด ทว่าเสียงสะอื้นที่เขาเพียรสะกดกั้นไว้กลับหลุดรอดออกมาเป็นจังหวะที่ขาดห้วง ราวกับไม่สามารถจะอดกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไปในนาทีที่น้ำตาอุ่นจัดไหลนองง่ามนิ้ว กวินเพิ่งตระหนักได้ด้วยหัวใจที่แหลกสลายว่า นรกที่เขาเพียรสร้างขึ้นเพื่อแผดเผาคนบาปทั้งสอง กลับกลายเป็นกองเพลิงที่โหมกระหน่ำใส่ตัวเขาเองอย่างไม่ปรานี และที่ร้ายไปกว่านั้น ประกายไฟแห่งความแค้นที่เขาจุดขึ้น มันได้ลุกลามไปรั้งดึงเอาดวงใจบริสุทธิ์อย่าง 'หนูกาเหว่า' ให้เข้ามาจมอยู่ในกองเพลิงนี้ไปพวกเขาด้วยความสะใจที่เขาเคยถวิลหา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสมเพชตัวเองที่มันตีกลับเข้าหาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนเป็นพ่อที่ล้มเหลว ไม่ต่างไปจาก เกรียงไกร ชายที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา เขากำลังจะเป็นคนที่ขุดหลุมฝังอนาคตของลูกสาวด้วยมือของตัวเองเพียงเพื่อดับไฟแค้นส่วนตัว ภาพดวงตาที่
"หนูริน... เป็นยังไงบ้าง?"เสียงของเกรียงไกรสั่นพร่า ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายในชุดสูทเนื้อดีขยับเข้าใกล้ขอบเตียงคนไข้อย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหรูหราที่ติดตัวเขามาปะทะเข้ากับกลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องโถมเข้าใส่รสรินจนเธอรู้สึกอึดอัด แผ่นหลังของเธอลีบติดกับพนักเตียงพยายามถดหนีสัมผัสที่ไม่ได้ร้องขอ ชายชราเหมือนจะเพิ่งรู้สึกถึงกำแพงล่องหนที่กั้นขวางอยู่ เขาค่อยๆ ขยับถอยห่างออกมาทีละก้าว ทว่าดวงตายังคงจ้องมองสะใภ้ด้วยความห่วงใยจนออกนอกหน้า"รินเขาไม่เป็นไรแล้วครับป๊า... โชคดีที่หมอล้างท้องทัน"คำว่า 'ล้างท้อง' จากปากกวินกรีดผ่านความเงียบราวกับคมมีด บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งและตึงเครียดขึ้นมาทันที ป้าเล็กที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมห้องรู้สึกเหมือนออกซิเจนกำลังจะหมดไปจากห้องนี้ เธอขยับผ้ากันเปื้อนในมือไปมาอย่างกระสับกระส่าย"เดี๋ยวป้าออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ... เห็นหนูรินปลอดภัย ป้าก็โล่งใจแล้ว"ป้าเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก แววตาที่ผ่านโลกมามากกวาดมองคนทั้งสามด้วยความรู้สึกประหลาด แฝงไปด้วยความเวทนาที่ปิดไม่มิด หญิงชราขยับตัวเข้าไปใกล้กวินอย่างรู้งาน ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนที่ดูฝืนธรรมชาต







