Masukครึ่งชั่วโมง...ช่างเป็นเวลาที่แสนยาวนานราวกับครึ่งปี ศิศิรามาถึงบริษัทรับออกแบบก่อสร้าง เธอเช็ดน้ำตาและเล่าความอัดอั้นตันใจทั้งหมดให้เพื่อนฟังระหว่างเดินทาง เพื่อนรักคอยปลอบใจไม่ให้เธอคิดมาก ดรัณดูไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้ปลิ้นปล้อน
ด้านหลังสำนักงานมีห้องพักสำหรับดรัณกับเพื่อน เธอเคยมาที่นี่สองครั้ง ตอนนั้นเป็นวันหยุดบริษัทเลยไม่ได้เจอใคร ดรัณให้กุญแจห้องเธอไว้และบอกว่าเธอสามารถมาหาเขาที่นี่ได้ตลอด ที่ผ่านมา เธอมีความคิดว่าอยากให้เขามีพื้นที่ส่วนตัวด้วย จึงไม่เคยมาเอง
ศิศิราเห็นรถยนต์คันเก่าของเขาจอดอยู่ เป็นไปได้ว่าเขากลับมาแล้ว ทุกก้าวที่เดินตรงไปยังห้องพักคือความหวาดกลัว
“น้ำค้าง...”
นิชกานต์เรียกเพื่อนเบา ๆ เมื่อเห็นมือเพื่อนรักสั่น เธอจึงช่วยไขกุญแจให้
ศิศิราหายใจลึกเฮือกใหญ่ ตัดสินใจผลักเข้าไป หากสิ่งที่เห็นทำให้ชะงักงัน ความหวังที่มีถูกทำลายลงชั่วพริบตา
บนเตียงนอนที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าว ผู้หญิงคนนั้นคร่อมอยู่บนตัวดรัณ ภาพด้านข้างทำให้เธอเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจูบปากสามีของเธอ มือเขาโอบกอดรอบตัวผู้หญิงคนนั้นไว้ ส่งเสียงครางแผ่วเบา
ความเจ็บปวดแล่นลิ่วไปทั่วร่างจนศิศิราแทบทรงตัวไม่อยู่ หากไม่มีมือของเพื่อนรักจับประคองไว้ เธออาจจะทรุดไปกองบนพื้น
“ไม่จริง...”
เสียงดังแผ่วแทบไม่หลุดจากลำคอ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักอาบแก้ม ไม่ต้องมีคำอธิบายจากใด ๆ ภาพตรงหน้าบอกทุกอย่างได้หมดแล้ว
ความหวังที่มีพังทลาย หัวใจแตกสลายหมดสิ้น
สิ่งที่หญิงสาวทำคือการหมุนตัวเดินหนีจากตรงนั้นเงียบ ๆ พร้อมกับอาการปวดหน่วงที่ท้อง
“น้ำค้าง รอฉันด้วย”
นิชกานต์วิ่งตามเพื่อนสาวลงบันได แล้วเธอต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเลือดสีแดงสดไหลเปื้อนกระโปรงชุดคลุมของเพื่อน
ศิศิราเอามือกุมท้องตัวงอ...
“ฉันจะไปบอกพี่ลัน”
“อย่า!” เธอไม่อยากให้เขารู้ ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้ายคนนั้นอีกต่อไป
“พาฉันไปโรงพยาบาล”
“ได้ ๆ แกอย่าเป็นอะไรไปนะน้ำค้าง”
ความเจ็บในช่องท้องบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ศิศิรากัดฟันทนโดยไม่ร้องโอดโอย ภาพในหัวที่ผุดขึ้นคือการนัวเนียของสามีที่รักกับผู้หญิงอื่น เธอเริ่มหน้ามืด ในหูอื้ออึง ที่สุดก็สิ้นสุดการรับรู้ความเจ็บปวดทุกอย่าง
“น้ำค้าง!”
ดรัณถูกปลุกให้ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่แผดเสียงกังวาน หาใช่แสงแดดจัดจ้าที่สาดส่องเข้ามาในห้องพัก ทันทีที่รู้สึกตัว หัวเขาปวดตุบจากการดื่มหนักเมื่อคืน ถึงอย่างนั้น ภาพทรงจำต่าง ๆ ในหัวแจ่มชัด ตั้งแต่เพื่อนคะยั้นคะยอให้เขาออกไปดื่มด้วยกันถึงขั้นลากให้ลุกจากโต๊ะทำงาน เพราะเห็นเขาหมกมุ่น เมื่อไปถึงก็พบว่ากลุ่มเพื่อนร่วมงานในบริษัทพากันไปรวมตัวที่นั่น ความเครียดและการทำงานหนักส่งผลให้เขาดื่มหนักไปด้วย หลังส่งข้อความบอกศิศิราว่าจะนอนที่บริษัท เขากลับมาห้องและนันท์นรีช่วยพยุงเข้ามาในห้อง เกิดเหตุบางอย่างขึ้นก่อนที่เขาจะภาพตัดไป
ชายหนุ่มรวบรวมสติ ควานมือหาโทรศัพท์ที่ยังแผดเสียงลั่นไม่หยุด เบอร์บนหน้าจอเป็นเบอร์ของเพื่อนสนิทของศิศิรา นึกแปลกใจว่าทำไมถึงโทรหาเขา ฉับพลันนั้นความกลัวขุมหนึ่งคืบคลานสู่หัวใจ จนต้องรีบกดรับ เพราะนิชกานต์มีห้องพักอยู่ชั้นเดียวกับศิศิรา
“พี่ลันรับได้สักทีนะ!” น้ำเสียงมีความโล่งอกและติดสะบัดราวกับไม่พอใจดังกลับมา
“ว่าไงครับน้องนิด”
“พี่ลัน น้ำค้างเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืน เธอปวดท้องมาก ทำให้คลอดก่อนกำหนด หมอบอกว่าเธอตกเลือดมาก นิดโทรหาพี่จนมือจะหงิกอยู่แล้ว พี่รีบมานะ”
คำว่า “คลอดก่อนกำหนด” และ “ตกเลือดมาก” เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะของดรัณ ความมึนเมาหายไปในพริบตาพร้อมอาการปวดหัว ร่างหนากระโจนลงจากเตียงโดยไม่สนใจว่าสภาพของตัวเองเป็นอย่างไร พุ่งออกจากห้องไปที่รถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ ได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ
มันเกิดอะไรขึ้น!
หรือเป็นเพราะเขาไม่ได้กลับห้องไปหาเธอเมื่อคืน ศิศิรายิ่งชอบคิดมากเรื่องเขากับนันท์นรีอยู่ด้วย
ความเจ็บปวดและหวาดกลัวโจมตีหัวใจของดรัณอย่างหนัก ไม่กล้านึกถึงสภาพของเธอกับลูก ตลอดทางไปถึงโรงพยาบาลได้แต่ภาวนาให้เธอกับลูกปลอดภัย
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เพื่อนสนิทของศิศิรารออยู่ตรงหน้าประตู พอเห็นเขา เธอพุ่งเข้ามาหาทันที
“มันเกิดอะไรขึ้น!” เขาโพล่งถามออกไปทันทีเหมือนกัน ก่อนจะสังเกตพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายนอกจากมีความกังวลแล้ว ตอนมองเขามีความโกรธบางอย่างด้วย
“มันเป็นเพราะพี่นั่นแหละ ถ้าน้ำค้างเป็นอะไร นิดจะเอาเรื่องพี่ให้ถึงที่สุด”
ขณะแค่นเสียงว่าเขา เธอพาเขาเดินไปยังลิฟต์
“เพราะพี่...” ดรัณเสียงอ่อน การที่เขาไม่ได้กลับไปอยู่กับเธอเมื่อคืนทำให้เธอคิดมากขนาดนี้เลยเหรอ ความรู้สึกผิดทำให้หน้าคมเจื่อนสี
“ใช่ค่ะ พี่ทำอะไรเอาไว้ล่ะ พี่ทำน้ำค้างเสียใจมาก ที่จริงนิดก็ไม่อยากจะโทรหาพี่หรอก แต่...ยังไงพี่กับเพื่อนนิดก็เป็นผัวเมียกัน”
อีกอย่างพ่อแม่ของศิศิราสั่งให้เธอโทรไปเรียกเขามา
“พี่ผิดเองที่ไม่ได้กลับห้อง”
นิชกานต์ตาขุ่น ตวัดมองคนตัวสูงอย่างเอาเรื่อง
“มันใช่แค่เรื่องไม่กลับห้องไหมพี่ลัน เมื่อคืนน้ำค้างไปหาพี่ที่บริษัท นิดไปเป็นเพื่อนมัน มันเห็นพี่กับผู้หญิงคนนั้นกำลังนัวเนียกันบนเตียง มันถึงเครียดจัดจนคลอดก่อนกำหนดแบบนี้”
กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ศิศิราสุดจะอับอาย ขืนกายออกห่าง แต่ถูกแขนแกร่งกระชับกอดไม่ปล่อย“อยู่นิ่ง ๆ”หนาคมเงยขึ้นมามองสบตา“หรืออยากทำมากกว่านี้”กายแกร่งที่เบียดแนบเข้าชิดอย่างจงใจให้รับรู้ถึงความแกร่งกร้าวตรงหน้าขา ทำเอาศิศิราหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าความแข็งขืนนั้นร้ายกาจมากแค่ไหนเธอจึงตอบแทนเขาไปด้วยการขยุ้มท่อนแขนแกร่งปรารุษก์กระตุกยิ้ม ขย้ำปากนุ่มจนตัวบางหายใจกระเส่าเป็นการเอาคืน“สงสัยคุณไม่อยากนอนแล้ว”คำพูดเรียบ ๆ ส่งผลต่อคนฟังให้ใจสั่นทันที“ฉันอยากนอนแล้ว”“นอนแบบไหน”“นอนหลับพักผ่อน”ปรารุษก์หัวเราะแผ่วเบา จูบปากนุ่มอีกหนแล้วจึงยอมรามือ“อย่าดื้ออีกล่ะ”ศิศิราย่นแอบเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ อยากต่อต้านสุดใจแต่ร่างกายไม่พร้อม จึงได้แต่ยอมนอนนิ่งในอ้อมกอดอุ่น น้ำเพชรพลิกกลับมาหาอีกรอบ เธอกอดเด็กหญิงตัวน้อยแนบอก ลำแขนแกร่งพาดโอบเธอและเด็กน้อยไว้ ไม่นานความง่วงงุนเริ่มเข้าครอบครองสติ“นอนได้แล้ว...”เสียงทุ้มนุ่มหูอย่างที่ไม่นึกว่าจะได้ยินอีก มันส่งผลให้เธอหลับไปในที่สุดเจ้าของสวนหนุ่มผงกหน้าจากซอกคอหอมอุ่น เมื่อเสียงลมหายใจของหญิงสาวสม่ำเสมอ ภาพสองสาวในอ้อมแขนทำให้
ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นหญิงสาวลูบผมนุ่มของน้ำเพชรด้วยแววตาอ่อนโยนลูกสาวเราน่ารักน่าเอ็นดูใช่ไหม เธอนึกเสียใจหรือยัง...ครั้นรู้ตัวว่ากำลังฟุ้งซ่านไป เขาสะบัดศีรษะเบา ๆ ก้มหน้าทำงานต่อ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนร่างสูงเดินเข้าไปในห้องนอน มองสองสาวที่กอดกันหลับด้วยแววตาล้ำลึก นาทีต่อมาเขาสอดตัวขึ้นเตียงด้านที่หญิงสาวนอนอยู่ การเคลื่อนไหวนั้นทำให้คนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นรู้สึกตัวศิศิราลืมตาขึ้น ในความสว่างเลือนรางใบหน้าคมคายที่จดจำได้ไม่เคยลืมอยู่ใกล้แค่ลมหายใจกั้น“คุณ!”“ชู่...”ปรารุษก์พาดแขนแกร่งโอบกอดลูกสาว ศิศิราที่อยู่ตรงกลางจึงถูกพันธนาการในอ้อมแขนไปโดยปริยาย“คุณปรารุษก์กลับไปนอนที่บ้านดีกว่าไหมคะ”“น้ำเพชรอยากนอนกับคุณ”“ถ้าคนอื่นมาเจอคงดูไม่ดีเท่าไหร่ ฉันช่วยดูแลน้ำเพชรให้ได้ค่ะ”“แขนเจ็บ ขาเดี้ยง ดูแลตัวเองยังไม่ได้ จะดูแลลูกผมได้ยังไง ไหนลองบอกหน่อยสิ”ศิศิราตวัดค้อนอย่างลืมตัว ใจไม่รักดีของเธอเต้นรัวไม่หยุดจนกลัวเขาได้ยิน ทำให้ตัวเกร็งไปหมด“คุณบาดเจ็บในเวลางาน ผมในฐานะเจ้านายก็จ้องดูแลให้ดีจนกว่าจะหาย”“คงไม่ต้องถึงขนาดนอนเฝ้าบนเตียงเดียวกันหรอกค
เสียงทุ้มคุ้นหูกับเสียงเจื้อยแจ้วสดใสคุ้นใจแทรกเข้าไปในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น วินาทีต่อมาศิศิราก็ลืมตาขึ้นพร้อมรับรู้ถึงความปวดหนึบตรงแขนและขาที่แสนหนักอึ้ง“อูย...”“ปะป๊าขา หม่าม้าตื่นแล้ว หม่าม้า!”น้ำเพชรขยับลงจากตักพ่อไปนั่งบนเตียง“หม่าม้า... เจ็บมากไหมคะ”สิ่งแรกที่ศิศิรามองเห็นก็คือหน้ากลมป้อมและดวงตาแป๋ว ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้ใจเธอรู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา จึงพยายามจะยิ้มให้เด็กหญิง“เจ็บนิดเดียวเองค่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”“จริง ๆ นะคะ”“จริงค่ะ” ศิศิรายิ้มกว้างมากขึ้นแต่พอสายตาเลื่อนไปสบตากับเจ้าของกายแกร่งที่นั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ใจพลันเต้นผิดจังหวะ ภาพตอนถูกผึ้งจู่โจมผุดขึ้นมาในหัว เธอจำได้ คือเขาที่พุ่งเข้ามาช่วย น้ำเสียงที่บอกความร้อนรนตอนเรียกชื่อเธออย่างสนิทสนม สีหน้าตื่นตกใจของเขา และเสียงปลอบนุ่มทุ้มที่เธอไม่ได้ยินมานานส่งผลต่อความรู้สึกเธอเป็นอย่างมาก“รู้สึกยังไงบ้าง หายใจสะดวกไหม” ปรารุษก์ถามเสียงเรียบราบแต่น้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนกว่าปกติโดยไม่รู้ตัวก่อนนั้น เขากับน้ำเพชรนั่งเฝ้าเธออยู่พักใหญ่ เธอยังไม่ตื่น เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เห็นว่าใกล้จะค่ำจึงพาลูกกลับบ้า
ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ นาทีต่อมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่อไพล่คิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น อยู่ดี ๆ ผึ้งไม่มีทางแตกรังออกมาอย่างนั้นแน่ หรือจะมีมือที่มองไม่เห็นยื่นมาถึงสวนของเขาจริง ๆปรารุษก์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเย็นเยียบขึ้นทันตา หยิบมือถือขึ้นมากดหาคนที่สามารถช่วยเขาหาความจริงได้“คิง”“ว่าไงเฮีย มึงคิดถึงกูรึไงถึงโทรหาได้”“อย่ากวนตีน กูมีเรื่องให้มึงช่วย”คงเพราะน้ำเสียงนิ่งขรึมของเขา ปลายสายจึงเลิกกวน เขาจึงบอกความต้องการออกไป“ไม่น่าจะยากอะไร กูขอเวลาสักพัก”“ตามสบาย ขอให้ได้ข้อมูลที่กูต้องการแล้วกัน”“มึงลืมเหรอเฮีย กูเป็นใคร”“กูไม่ลืม”เพราะไม่ลืมว่า ราชัน วรเมศธนัน มาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งของเมืองไทย มีเส้นสายคอนเนกชันเยอะ เขาถึงได้ขอความช่วยเหลือจากมันคุยไม่กี่คำ ปรารุษก์กดวางสาย โดยที่ตลอดเวลานั้น ตาคมยังจ้องมองใบหน้าซีดเซียวไม่วางตา ความคิดเข้มข้นพลุ่งพล่านในใจศิศิราเป็นของเขา เขารังแกเธอได้ แต่คนอื่นไม่มีสิทธิ์ใครก็ตามที่กล้ามารังแกเธอ เขาไม่เอามันไว้แน่!หลังนั่งมองคนเจ็บอยู่หนึ่งชั่วโมง เจ้าของสวนหนุ่มก็ปล่อยให้เธอพักผ่อนตามลำพัง ตัวเขาไปพบกับหัวห
“ข้างนี้...”กางเกงยีนตรงขาซ้ายถูกดึงขึ้น มีรอยแดงปูดบวม เขารีบดึงเหล็กในออก“นะ...หนูเวียนหัวจังพี่ลัน...ฮึก...”ใช่มีแต่ปรารุษก์ที่ลืมตัว ความกลัวและความเจ็บปวดทำให้ศิศิราควบคุมตัวเองไม่ได้ คำพูดอย่างสนิทสนมจึงดังขึ้นพร้อมกับอาการอ่อนปวกเปียกของเจ้าตัว“บ้าเอ๊ย!”ปรารุษก์สบถ ศิศิราแพ้ผึ้ง! เขารีบช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในวงแขนด้วยความร้อนรนและไม่คิดจะรักษาความเย็นชาอีกต่อไป“เวียนหัว... แน่นหน้าอก... หนูหายใจไม่ออก...”ลมหายใจของศิศิราเริ่มติดขัดขึ้นมา ท่าทางทรมาน“อดทนหน่อยนะ...คนดี พี่กำลังจะพาหนูไปหาหมอ”กายแกร่งก้าวเร็ว ๆ ก่อนจะกลายเป็นวิ่งตรงไปที่รถกอล์ฟ ขับมันออกจากท้ายสวนอย่างรวดเร็วด้วยความทุลักทุเล เพราะขับมือเดียวอีกมือกอดร่างเล็กแนบอกพร้อมกับโทรหาผู้ช่วย เสียงที่กรอกเข้าไปในสายดังลั่นจนเกือบคล้ายตะคอก“ไอ้เต! เรียกหมอมาหากูที่บ้านเดี๋ยวนี้! น้ำค้างแพ้ผึ้ง!”ศิศิราพยายามปรือตาขึ้นมอง ได้เห็นสีหน้าและแววตาเคร่งขรึมน้ำเสียงห้าวเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทำให้เธอรู้สึกดีอย่างประหลาด เพราะในวินาทีนี้เธอมองเห็น ‘พี่ลัน’ คนนั้น คนที่เธอรักสุดหัวใจ“อดทนหน่อยนะ อีกนิดเดียวถึงบ้านเราแล้
เธอจับมือใหญ่ที่กุมสองเต้า แหงนหน้าเริ่ดส่งเสียงครางเร้าอารมณ์ ก่อนร่างกายจะเกร็งกระตุกเมื่อถึงจุดสุดยอดทางอารมณ์อีกครั้งความอุ่นซ่านและความคับแน่นที่บีบรัดทำให้ปรารุษก์ต้องพ่นลมหายใจแรง แขนแกร่งรวบร่างเล็กลงไปประกบปาก ความปรารถนาอัดแน่นเต็มปลายกระบอกจนต้องกระแทกเอวขึ้นเร็วรัว เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นห้องโถงกะทัดรัดขนาดสามคูณสามเมตร“บะ เบาหน่อย...”ศิศิราขยุ้มเล็บจิกท้ายทอยหนาอย่างระบายความรุ่มร้อนที่กำลังแผดเผาร่างกายเพราะการขับเคลื่อนที่ดุดันของปรารุษก์“พี่ลัน...”เสียงแว่วหวานปนครางครวญกระตุ้นให้กายแกร่งโหมกระหน่ำหนักหน่วง เขาเจียนคลั่ง อดกลั้นไม่ไหวเพราะร่างนุ่มให้ความรู้สึกดีเกินไปปรารุษก์กดหลังศีรษะเล็กมาประกบจูบดูดดื่มปิดกั้นเสียงครางดังให้เหลือเพียงเสียงอู้อี้ขณะเขาเคลื่อนกายล้ำลึกเร่งรัวเข้าขั้นดิบเถื่อนในจังหวะสุดท้าย ร่างนุ่มกระตุกสะท้านทะลักน้ำหวานออกมาอาบชโลมแกนร่างที่ยังขยับเข้าออกอีกไม่กี่ครั้ง เขากระชากตัวเองออก ปลดปล่อยเชื้อพันธุ์บนหน้าท้องแบนเรียบพร้อมเสียงคำรามต่ำ...ศิศิราทิ้งร่างอ่อนระทวยของเธอลงบนกายแกร่ง หายใจหอบระรัว หัวใจเต้นครึกโครม ไม่ต่างจากเจ้าของก







