ログイン“นันท์เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน พี่ไม่เคยคิดอะไรกับเขา หนูไม่ต้องคิดมากนะ พี่รักหนูคนเดียว ช่วงนี้พี่ทำงานหนักก็เพื่อหนูกับลูก...”
ช่วงหลัง เขากับผู้หญิงคนนั้นทำงานด้วยกันตลอด ออกไปพบลูกค้าด้วยกันบ่อย ๆ เธอคิดมากตามประสาคนที่กลัวสามีจะแอบมีใจให้คนอื่น พอพูดเรื่องนี้กับเขาบ่อยเข้าทำให้ทะเลาะกัน
“พี่มีหนูคนเดียว ตอนนี้เรามีลูกของเราแล้ว ทำไมไม่เชื่อใจพี่ พี่รักน้ำค้างคนเดียวนะ”
“แล้วถ้าไม่มีลูกคนนี้ พี่จะรักหนูอยู่ไหม”
“น้ำค้าง! ทำไมพูดแบบนั้น รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไร”
“ก็ถ้าพี่รักหนูเพราะหนูมีลูก หนูก็ไม่ต้องการเด็กคนนี้”
“อย่าพูดบ้า ๆ เอาไว้หนูใจเย็นก่อนแล้วเราค่อยคุยกันดีกว่า คุยตอนนี้ก็คงไม่รู้เรื่อง พี่ยืนยันเลยนะ พี่ไม่เคยคิดอะไรกับนันท์เลย”
“ถ้าพี่ลันไม่รักหนูแล้ว เด็กคนนี้หนูก็ไม่ต้องการเหมือนกัน”
“อย่างคิดบ้า ๆ แบบนั้น”
พอทะเลาะ เขาเลือกออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก ก่อนที่วันต่อมาจะกลับมาง้อ พอเธอหายโกรธ เขาก็หายหัวอีก
“นี่เหรองานของพี่...”
มือที่จับโทรศัพท์เผลอบีบแรง ขอบตาเธอร้อนผ่าวและเจ็บแสบ ก้อนแข็ง ๆ วิ่งขึ้นมากลางอกจนต้องพยายามสะกดกลั้นมันเอาไว้ เลื่อนหน้าจอลงไป ได้เจอคลิปวิดีโอที่ถ่ายบรรยากาศในร้าน โดยมีคนอื่นถ่ายให้ ผู้หญิงคนนั้นกับดรัณพูดคุยยิ้มหัวเราะกัน
ศิศิราร้อนวูบวาบและปวดแสบกระบอกตา น้ำตาพานจะไหล แต่ไม่อาจหยุดดูคลิปนั้นได้ กดซ้ำไปซ้ำมาให้ทุกรายละเอียดบาดตาที่เห็นตอกย้ำความหวั่นไหวในอก
ลันเบื่อเธอแล้วใช่ไหม... เขาถึงเอางานมาอ้าง เธอเคยได้ยินคนพูดเรื่องพวกนี้หลายครั้ง ผู้ชายมักจะเบื่อเวลาเมียท้องแล้วออกไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน บางคนติดใจของใหม่ถึงขั้นเลิกกับเมียเลยก็มี
ดรัณเป็นแบบนั้นหรือเปล่า...
ทุกคำถามไร้คำตอบ ยิ่งทำให้หัวใจรุ่มร้อน กระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข
ความรักความหลังผุดขึ้นมาในหัว
เธอรู้จักกับลันเมื่อตอนเข้าเรียนเทอมหนึ่งได้สองเดือน เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทคณะสถาปัตย์ คณะเดียวกับที่เธอเรียน เธอกับเพื่อนถูกอาจารย์เรียกให้ช่วยยกของตามไปยังห้องเรียนนิสิตปริญญาโท ดรัณที่เข้าห้องเรียนหลังอาจารย์เล็กน้อยตกเป็นเป้าสายตาพวกเธอทันที กลุ่มเพื่อนเธอกรี๊ดเขามาก หาทางทำความรู้จักกันจนได้
พอรู้จักกัน จึงรู้ว่า เขาทำงานในบริษัทรับออกแบบเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเป็นบริษัทที่เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดขึ้นมา ดรัณไม่ได้ร่ำรวยอะไร เขาเป็นเด็กจากต่างจังหวัดที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ต่างกับเธอที่ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ อบอุ่น ใจดี ทำให้เธอตกหลุมรักเขาเต็มเปา เขาเองก็สารภาพว่ารักเธอเช่นกัน
ความรักเรียบง่ายที่ก่อตัวขึ้นกลายเป็นความร้อนแรง โหยหา ทำให้เธอย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดเพื่อจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่สนคำคัดค้านของพ่อแม่ เธอคิดว่าเลือกถูก ดรัณทำให้เธอมีความสุขมาก กระทั่งเข้าสู่เทอมสอง...
ศิศิราพบว่าเธอตั้งครรภ์
“นะ น้ำค้างกินยาคุมตลอด ทำไมถึงเป็นแบบนี้...ฮึก ฮือ...”
เธอร้องไห้เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอเพิ่งอายุแค่สิบเก้า ยังเรียนปีหนึ่ง คิดว่าดูแลตัวเองดีมาตลอดถึงขั้นพูดกับพ่อแม่ตอนที่พวกท่านคัดค้านเรื่องเธอกับดรัณว่าต่อให้มีแฟน เธอก็จะเรียนจนจบไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวังมากไปกว่านี้แน่นอน
“พี่ลัน...เราจะทำยังไงกันดี”
ดรัณกอดเธอแนบอก ปลอบเสียงนุ่ม
“ไม่ต้องกลัวนะน้ำค้าง พี่จะรับผิดชอบหนูกับลูกเอง ไม่ต้องกลัวคนดี อย่าร้องไห้...”
“พี่ลัน...”
“พี่ขอโทษนะ หนูต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เพราะพี่” เขาจูบแก้มซับน้ำตา หอมหัวหอมขมับด้วยความนุ่มนวลรักใคร่
นับแต่ตอนที่รู้ว่าเธอท้อง พ่อกับแม่ของเธอยิ่งไม่ชอบใจดรัณมากขึ้น ถึงขั้นคิดว่าเขาเข้าหาเธอเพราะอยากเป็นหนูตกถังข้าวสาร เขากลับเป็นฝ่ายปลอบใจไม่ให้เธอคิดมาก
“เราจะเก็บลูกไว้ หนูคลอดเมื่อไหร่ พี่จะแต่งงานกับหนูทันที จะทำงานหาเงินให้ได้เยอะ ๆ พี่จะดูแลหนูกับลูกอย่างดี พี่สัญญา...”
คำพูดคำสัญญาพวกนั้นยังก้องในหูของเธอ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน เขากลับเปลี่ยนไป แล้วตอนนี้...เขายังไปใกล้ชิดกับผู้หญิงคนใหม่อีก
ศิศิราจมปลักอยู่กับความหวาดหวั่นชั่วโมงแล้วชั่วโมงแล้ว กระทั่งมีข้อความจากดรัณส่งมาอีกครั้ง
“วันนี้พี่ค้างที่บริษัทนะครับ รักหนูกับลูกนะ”
ที่สุดน้ำตาไหลรินออกมา...
เธอมองเวลาจึงพบว่าเที่ยงคืนครึ่ง อาการกระวนกระวายเพิ่มมากขึ้น ไม่สบายตัวไม่สบายใจทนรอไม่ไหวอีกต่อไป เธอจะไปดูให้เห็นกับตา
เขากลับห้องคนเดียว หรือมีใครไปด้วย
คิดได้แบบนั้น เธอคว้ากุญแจรถพุ่งออกจากห้องทันที
“อ้าว น้ำค้างจะไปไหน เอ๊ะ! ร้องไห้ทำไม เกิดอะไรขึ้น หรือว่าปวดท้วง”
“นิด...” เห็นหน้าเพื่อนรักซึ่งพักอยู่ในชั้นนี้ด้วย ศิศิราน้ำตาไหลพราก พลางส่ายหน้าสะอื้น
“ฉันอยากไปบริษัทพี่ลัน...”
“พี่ลันเป็นอะไร”
เธอได้แต่ส่ายหน้าน้ำตาร่วง พูดไม่ออก
นิชกานต์ สิริธีร์ เห็นท่าทางเพื่อนแล้วจึงตัดสินใจเอง
“ฉันขับรถพาแกไปเอง”
กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ศิศิราสุดจะอับอาย ขืนกายออกห่าง แต่ถูกแขนแกร่งกระชับกอดไม่ปล่อย“อยู่นิ่ง ๆ”หนาคมเงยขึ้นมามองสบตา“หรืออยากทำมากกว่านี้”กายแกร่งที่เบียดแนบเข้าชิดอย่างจงใจให้รับรู้ถึงความแกร่งกร้าวตรงหน้าขา ทำเอาศิศิราหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าความแข็งขืนนั้นร้ายกาจมากแค่ไหนเธอจึงตอบแทนเขาไปด้วยการขยุ้มท่อนแขนแกร่งปรารุษก์กระตุกยิ้ม ขย้ำปากนุ่มจนตัวบางหายใจกระเส่าเป็นการเอาคืน“สงสัยคุณไม่อยากนอนแล้ว”คำพูดเรียบ ๆ ส่งผลต่อคนฟังให้ใจสั่นทันที“ฉันอยากนอนแล้ว”“นอนแบบไหน”“นอนหลับพักผ่อน”ปรารุษก์หัวเราะแผ่วเบา จูบปากนุ่มอีกหนแล้วจึงยอมรามือ“อย่าดื้ออีกล่ะ”ศิศิราย่นแอบเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ อยากต่อต้านสุดใจแต่ร่างกายไม่พร้อม จึงได้แต่ยอมนอนนิ่งในอ้อมกอดอุ่น น้ำเพชรพลิกกลับมาหาอีกรอบ เธอกอดเด็กหญิงตัวน้อยแนบอก ลำแขนแกร่งพาดโอบเธอและเด็กน้อยไว้ ไม่นานความง่วงงุนเริ่มเข้าครอบครองสติ“นอนได้แล้ว...”เสียงทุ้มนุ่มหูอย่างที่ไม่นึกว่าจะได้ยินอีก มันส่งผลให้เธอหลับไปในที่สุดเจ้าของสวนหนุ่มผงกหน้าจากซอกคอหอมอุ่น เมื่อเสียงลมหายใจของหญิงสาวสม่ำเสมอ ภาพสองสาวในอ้อมแขนทำให้
ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นหญิงสาวลูบผมนุ่มของน้ำเพชรด้วยแววตาอ่อนโยนลูกสาวเราน่ารักน่าเอ็นดูใช่ไหม เธอนึกเสียใจหรือยัง...ครั้นรู้ตัวว่ากำลังฟุ้งซ่านไป เขาสะบัดศีรษะเบา ๆ ก้มหน้าทำงานต่อ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนร่างสูงเดินเข้าไปในห้องนอน มองสองสาวที่กอดกันหลับด้วยแววตาล้ำลึก นาทีต่อมาเขาสอดตัวขึ้นเตียงด้านที่หญิงสาวนอนอยู่ การเคลื่อนไหวนั้นทำให้คนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นรู้สึกตัวศิศิราลืมตาขึ้น ในความสว่างเลือนรางใบหน้าคมคายที่จดจำได้ไม่เคยลืมอยู่ใกล้แค่ลมหายใจกั้น“คุณ!”“ชู่...”ปรารุษก์พาดแขนแกร่งโอบกอดลูกสาว ศิศิราที่อยู่ตรงกลางจึงถูกพันธนาการในอ้อมแขนไปโดยปริยาย“คุณปรารุษก์กลับไปนอนที่บ้านดีกว่าไหมคะ”“น้ำเพชรอยากนอนกับคุณ”“ถ้าคนอื่นมาเจอคงดูไม่ดีเท่าไหร่ ฉันช่วยดูแลน้ำเพชรให้ได้ค่ะ”“แขนเจ็บ ขาเดี้ยง ดูแลตัวเองยังไม่ได้ จะดูแลลูกผมได้ยังไง ไหนลองบอกหน่อยสิ”ศิศิราตวัดค้อนอย่างลืมตัว ใจไม่รักดีของเธอเต้นรัวไม่หยุดจนกลัวเขาได้ยิน ทำให้ตัวเกร็งไปหมด“คุณบาดเจ็บในเวลางาน ผมในฐานะเจ้านายก็จ้องดูแลให้ดีจนกว่าจะหาย”“คงไม่ต้องถึงขนาดนอนเฝ้าบนเตียงเดียวกันหรอกค
เสียงทุ้มคุ้นหูกับเสียงเจื้อยแจ้วสดใสคุ้นใจแทรกเข้าไปในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น วินาทีต่อมาศิศิราก็ลืมตาขึ้นพร้อมรับรู้ถึงความปวดหนึบตรงแขนและขาที่แสนหนักอึ้ง“อูย...”“ปะป๊าขา หม่าม้าตื่นแล้ว หม่าม้า!”น้ำเพชรขยับลงจากตักพ่อไปนั่งบนเตียง“หม่าม้า... เจ็บมากไหมคะ”สิ่งแรกที่ศิศิรามองเห็นก็คือหน้ากลมป้อมและดวงตาแป๋ว ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้ใจเธอรู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา จึงพยายามจะยิ้มให้เด็กหญิง“เจ็บนิดเดียวเองค่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”“จริง ๆ นะคะ”“จริงค่ะ” ศิศิรายิ้มกว้างมากขึ้นแต่พอสายตาเลื่อนไปสบตากับเจ้าของกายแกร่งที่นั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ใจพลันเต้นผิดจังหวะ ภาพตอนถูกผึ้งจู่โจมผุดขึ้นมาในหัว เธอจำได้ คือเขาที่พุ่งเข้ามาช่วย น้ำเสียงที่บอกความร้อนรนตอนเรียกชื่อเธออย่างสนิทสนม สีหน้าตื่นตกใจของเขา และเสียงปลอบนุ่มทุ้มที่เธอไม่ได้ยินมานานส่งผลต่อความรู้สึกเธอเป็นอย่างมาก“รู้สึกยังไงบ้าง หายใจสะดวกไหม” ปรารุษก์ถามเสียงเรียบราบแต่น้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนกว่าปกติโดยไม่รู้ตัวก่อนนั้น เขากับน้ำเพชรนั่งเฝ้าเธออยู่พักใหญ่ เธอยังไม่ตื่น เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เห็นว่าใกล้จะค่ำจึงพาลูกกลับบ้า
ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ นาทีต่อมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่อไพล่คิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น อยู่ดี ๆ ผึ้งไม่มีทางแตกรังออกมาอย่างนั้นแน่ หรือจะมีมือที่มองไม่เห็นยื่นมาถึงสวนของเขาจริง ๆปรารุษก์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเย็นเยียบขึ้นทันตา หยิบมือถือขึ้นมากดหาคนที่สามารถช่วยเขาหาความจริงได้“คิง”“ว่าไงเฮีย มึงคิดถึงกูรึไงถึงโทรหาได้”“อย่ากวนตีน กูมีเรื่องให้มึงช่วย”คงเพราะน้ำเสียงนิ่งขรึมของเขา ปลายสายจึงเลิกกวน เขาจึงบอกความต้องการออกไป“ไม่น่าจะยากอะไร กูขอเวลาสักพัก”“ตามสบาย ขอให้ได้ข้อมูลที่กูต้องการแล้วกัน”“มึงลืมเหรอเฮีย กูเป็นใคร”“กูไม่ลืม”เพราะไม่ลืมว่า ราชัน วรเมศธนัน มาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งของเมืองไทย มีเส้นสายคอนเนกชันเยอะ เขาถึงได้ขอความช่วยเหลือจากมันคุยไม่กี่คำ ปรารุษก์กดวางสาย โดยที่ตลอดเวลานั้น ตาคมยังจ้องมองใบหน้าซีดเซียวไม่วางตา ความคิดเข้มข้นพลุ่งพล่านในใจศิศิราเป็นของเขา เขารังแกเธอได้ แต่คนอื่นไม่มีสิทธิ์ใครก็ตามที่กล้ามารังแกเธอ เขาไม่เอามันไว้แน่!หลังนั่งมองคนเจ็บอยู่หนึ่งชั่วโมง เจ้าของสวนหนุ่มก็ปล่อยให้เธอพักผ่อนตามลำพัง ตัวเขาไปพบกับหัวห
“ข้างนี้...”กางเกงยีนตรงขาซ้ายถูกดึงขึ้น มีรอยแดงปูดบวม เขารีบดึงเหล็กในออก“นะ...หนูเวียนหัวจังพี่ลัน...ฮึก...”ใช่มีแต่ปรารุษก์ที่ลืมตัว ความกลัวและความเจ็บปวดทำให้ศิศิราควบคุมตัวเองไม่ได้ คำพูดอย่างสนิทสนมจึงดังขึ้นพร้อมกับอาการอ่อนปวกเปียกของเจ้าตัว“บ้าเอ๊ย!”ปรารุษก์สบถ ศิศิราแพ้ผึ้ง! เขารีบช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในวงแขนด้วยความร้อนรนและไม่คิดจะรักษาความเย็นชาอีกต่อไป“เวียนหัว... แน่นหน้าอก... หนูหายใจไม่ออก...”ลมหายใจของศิศิราเริ่มติดขัดขึ้นมา ท่าทางทรมาน“อดทนหน่อยนะ...คนดี พี่กำลังจะพาหนูไปหาหมอ”กายแกร่งก้าวเร็ว ๆ ก่อนจะกลายเป็นวิ่งตรงไปที่รถกอล์ฟ ขับมันออกจากท้ายสวนอย่างรวดเร็วด้วยความทุลักทุเล เพราะขับมือเดียวอีกมือกอดร่างเล็กแนบอกพร้อมกับโทรหาผู้ช่วย เสียงที่กรอกเข้าไปในสายดังลั่นจนเกือบคล้ายตะคอก“ไอ้เต! เรียกหมอมาหากูที่บ้านเดี๋ยวนี้! น้ำค้างแพ้ผึ้ง!”ศิศิราพยายามปรือตาขึ้นมอง ได้เห็นสีหน้าและแววตาเคร่งขรึมน้ำเสียงห้าวเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทำให้เธอรู้สึกดีอย่างประหลาด เพราะในวินาทีนี้เธอมองเห็น ‘พี่ลัน’ คนนั้น คนที่เธอรักสุดหัวใจ“อดทนหน่อยนะ อีกนิดเดียวถึงบ้านเราแล้
เธอจับมือใหญ่ที่กุมสองเต้า แหงนหน้าเริ่ดส่งเสียงครางเร้าอารมณ์ ก่อนร่างกายจะเกร็งกระตุกเมื่อถึงจุดสุดยอดทางอารมณ์อีกครั้งความอุ่นซ่านและความคับแน่นที่บีบรัดทำให้ปรารุษก์ต้องพ่นลมหายใจแรง แขนแกร่งรวบร่างเล็กลงไปประกบปาก ความปรารถนาอัดแน่นเต็มปลายกระบอกจนต้องกระแทกเอวขึ้นเร็วรัว เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นห้องโถงกะทัดรัดขนาดสามคูณสามเมตร“บะ เบาหน่อย...”ศิศิราขยุ้มเล็บจิกท้ายทอยหนาอย่างระบายความรุ่มร้อนที่กำลังแผดเผาร่างกายเพราะการขับเคลื่อนที่ดุดันของปรารุษก์“พี่ลัน...”เสียงแว่วหวานปนครางครวญกระตุ้นให้กายแกร่งโหมกระหน่ำหนักหน่วง เขาเจียนคลั่ง อดกลั้นไม่ไหวเพราะร่างนุ่มให้ความรู้สึกดีเกินไปปรารุษก์กดหลังศีรษะเล็กมาประกบจูบดูดดื่มปิดกั้นเสียงครางดังให้เหลือเพียงเสียงอู้อี้ขณะเขาเคลื่อนกายล้ำลึกเร่งรัวเข้าขั้นดิบเถื่อนในจังหวะสุดท้าย ร่างนุ่มกระตุกสะท้านทะลักน้ำหวานออกมาอาบชโลมแกนร่างที่ยังขยับเข้าออกอีกไม่กี่ครั้ง เขากระชากตัวเองออก ปลดปล่อยเชื้อพันธุ์บนหน้าท้องแบนเรียบพร้อมเสียงคำรามต่ำ...ศิศิราทิ้งร่างอ่อนระทวยของเธอลงบนกายแกร่ง หายใจหอบระรัว หัวใจเต้นครึกโครม ไม่ต่างจากเจ้าของก







