LOGIN"จริงเหรอคะคุณหมอ ฉันขอเข้าไปเยี่ยมได้ไหมคะ" เธอถามคุณหมอตรงหน้าอย่างสนิทสนม
"ได้สิ ว่าแต่...นี่มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า" ชายกลางคนชุดกาวน์เอ่ยถามเพราะว่าเห็นคนมากมายกำลังล้อมหน้าหลังของหญิงสาวที่มีชีวิตลำบากมาก ๆ ด้วยความเป็นห่วง นึกย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่เธอมาฝากครรภ์ใหม่ ๆ จนกระทั่งคลอดและยังเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นแล้วก็นึกสงสาร เพียงแต่ไม่รู้วันนี้ไปล่วงเกินใครเข้าถึงได้มาอยู่ในสถาณการณ์แบบนี้ "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ น้ำหวานเราไปดูน้องพอร์ชกันเถอะ" พินอินพูดทั้งที่ไม่แสดงท่าทางจะสนใจพันไมล์และผู้ชายหลายคนตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ เธอเลือกจูงมือเพื่อนตัวเองแหวกวงล้อมไปเพื่อดูอาการของลูกชายในห้องข้างหน้า "เดี๋ยวสิ คิดว่าจะไปก็ไปได้หรือไงกัน" แต่อีกคนก็ยังไม่ยอม "ฉันหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ฉันต้องการไปดูลูก...ถือว่าฉันขอนะ" หยดน้ำตาใสไหลที่ข้างแก้มพันไมล์มองแล้วก็รู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ สุดท้ายทำอะไรไม่ถูก มือไม้อ่อนและปล่อยให้หญิงสาวทั้งสองเดินหายเข้าไปในห้องนั้น "แม่อินครับ" เสียงเด็กน้อยที่อายุเพียงแค่สี่ขวบกว่าเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผู้ที่เปิดประตูเข้ามาในห้องนั้นเป็นใคร เขาทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ หากแต่ต้องกลั้นมันเอาไว้ เพราะว่าทุกครั้งที่เขาร้องไห้เมื่อมานอนโรงพยาบาลแม่ของเขาจะต้องแอบไปร้องไห้ด้วยเช่นกัน เขาจึงไม่อยากร้องไห้จนทำแม่ตัวเองร้องตามไปด้วย "เป็นยังไงบ้างครับ ปวดหัวไหม หรือว่าเจ็บคอหรือเปล่า แม่ขอโทษนะที่ทำให้ลูกต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว" มือเรียวเข้ามาลูบที่หัวทุยของลูกตัวเองอย่างเป็นห่วง เวลาที่เห็นลูกชายป่วยเธอก็อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ดูแลเขาไม่ดีเหมือนแม่ของคนอื่น ๆ ไม่สามารถหาโรงพยาบาลดี ๆ และคุณหมอเก่ง ๆ เพื่อมารักษาอาการป่วยของอีกคนได้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดเข้าไปกันใหญ่ "น้องพอร์ชปวดหัว" เด็กน้อยว่าพร้อมเอามือเล็กมาทาบที่หน้าผากตัวเองอย่างต้องการจะฟ้องคนเป็นแม่ ยิ่งทำเอาคนมองเจ็บปวดหัวใจ "โถ่ หลานน้า เดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้าน้องพอร์ชอาการดีขึ้นแล้วน้าจะพาไปกินขนมอร่อย ๆ ดีไหมครับ" น้ำหวานเอ็นดูท่าทางของคนป่วยอย่างมาก ถึงขนาดป่วยอยู่ก็ยังไม่วายน่ารักใส่อีก "จริง ๆ นะครับ" เด็กน้องว่า "จริงสิ น้าจะโกหกน้องพอร์ชได้ยังไงกัน" ทั้งสามคนส่งยิ้มให้กันอยู่ในห้องฉุกเฉินโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีชายอีกคนที่อยู่นอกห้องผู้ป่วยรวม กำลังแอบมองพวกเขาอยู่ตรงหน้าประตู "นายครับ ให้พวกผมทำยังไงดีครับ" ลูกน้องคนสนิทถามคนเป็นเจ้านาย เพราะว่าการที่คนมากขนาดนี้มาอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินมันก็ดูจะเกะกะมากเกินไป "ไปรอที่ลานจอดรถ ไม่สิ กลับไปเถอะ ทิ้งคนไว้สองคนก็พอ" "ครับนาย" พันไมล์เดิมก็ทำเพียงแค่สนามแข่งรถมาตลอด กระทั่งเกิดเรื่องบางอย่างกับพี่ชายคนโตอย่างแสนปี เขาก็เขาจำต้องมาดูแลคาสิโนแทนชั่วคราว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่ชั่วคราวด้วยเพราะว่าช่วงเวลานั้นยาวนานอยู่พอสมควร ตอนนั้นเขาก็ได้รับลูกน้องฝีมือดีติดมือมาด้วยหลายคน อีกทั้งแสนปีก็เอาแต่ยุ่งอยู่กับภรรยาตัวเองแทบตลอด การตามง้องอนของสองคนนั้นกินเวลาไปมากและผู้ที่ต้องรับหน้าที่แทนก็ไม่พ้นพันไมล์ ไม่พอเมื่อคืนดีกันแล้วแสนปีก็ชอบที่จะตามไปวุ่นวายกับพี่สะใภ้ตลอดไม่สนใจงานการอะไรอีก เมียมาก่อนเสมอ ทำให้ตอนนี้นอกจากสนามแข่งรถแล้วแล้วเขายังต้องเข้าไปดูแลคาสิโนด้วย "เฮ้ออ!!! ไอ้เด็กนี่วุ่นวายจริง ๆ" เขาว่าพร้อมกับมองไปที่เตียงนั้น ทว่ากลับมองเห็นเด็กน้อยเพียงไกล ๆ เท่านั้นก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้าและจ้องมองคนข้างในอย่างไม่ละสายตา ส่วนคนด้านในนั้นเมื่อพูดคุยกันไปสักพักก็เห็นว่าดวงตาของลูกชายกำลังโรยราเต็มทีเดาได้ว่าน่าจะง่วงมาก ๆ แล้ว "นอนพักผ่อนนะลูก น้ำเกลือหมดขวดเราก็กลับบ้านกันได้แล้ว" มือเรียวหยิบเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมที่เด็กน้อยพร้อมกับลูบหัวไปด้วย จนกระทั่งเห็นว่าเขาผล็อยหลับไปเรียบร้อยแล้วน้ำหวานจึงได้จังหวะไถ่ถามเรื่องที่เกิดขึ้น "เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ แล้วพันไมล์พูดมันหมายความว่ายังไง" คนตัวเล็กถอนหายใจยาวยืดเพราะไม่รู้เลยว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี "พี่แทนให้ฉันไปเป็นคนกางร่มกับถือน้ำในสนามแข่งให้เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ แต่ฉันเพิ่งมารู้ว่าทุกครั้งที่พี่มันจ้างฉันไปไม่ใช่แค่ถือร่มหรือคอยส่งน้ำให้พี่มันอย่างเดียว" หญิงสาวนึกย้อนหลังไปแล้วก็ยิ่งเจ็บใจ "ทำไมล่ะ" "มันหลอกให้ฉันไปเป็นของเดิมพันแข่งรถตลอดเลย ดีที่พี่แทนชนะมาทุกครั้ง" พินอินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็นึกขึ้นมาได้แล้วว่าเธอควรจะโกรธแทน หากแต่โกรธไปก็เท่านั้นเพราะเธอไม่สามารถทำอะไรอีกคนได้อยู่แล้วนั่นแหละ "มันก็เลวจริง ๆ เลย เมื่อไรแกจะออกมาจากบ้านหลังนั้นสักทีเนี่ย" น้ำหวานฟังแล้วก็โกรธแทน "ฉันทิ้งบ้านหลังนั้นไม่ได้หรอก นั่นเป็นของสิ่งเดียวที่แม่ฉันทิ้งไว้ให้" สีหน้าของหญิงสาวก็สลดลงจนน้ำหวานไม่อยากจะถามต่อ เพียงแต่ว่าตอนนี้มีปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็ต้องให้จบก่อนที่น้ำเกลือขวดนี้จะหมดลง "แล้ว...พันไมล์" น้ำหวานเลี่ยงคำถามแต่พินอินก็รู้ว่าอีกคนจะเรื่องอะไร "พันไมล์ชนะแข่งรถครั้งนี้น่ะ แล้วก็ฉันเป็นของเดิมพันที่พี่แทนต้องให้เขา" ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย เพราะถ้าเป็นคนอื่นแล้วเขาคงไม่ใจดีพาเธอมาเยี่ยมลูกชายก่อนเป็นแน่ แต่พอเป็นพันไมล์ก็ทำให้เธอลำบากใจไม่น้อย พวกเขาไม่ควรกลับมาเจอกันในสถานการณ์เช่นนี้จริง ๆ "แกก็ไม่ต้องยอมไม่ได้เหรอ ทำไมต้องทำตามคนอื่นด้วย อีกอย่างเรื่องนี้แกก็ถูกหลอกไปนะ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย" น้ำหวานเสนอ "พันไมล์ในวันนี้ไม่ใช่พันไมล์เมื่อห้าปีก่อนแล้ว อีกอย่างพี่แทนกลัวเขามาก บอกว่าถ้าไม่ทำตามชีวิตของพวกเราทั้งบ้านคงจบเห่" หญิงสาวพูดด้วยความสิ้นหวังมองทางออกแทบไม่เห็น "แล้วจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ" "ฉันว่าจะลองคุยกันพันไมล์จริง ๆ จัง ๆ อีกครั้งก่อน" ถึงจะพูดเช่นนั้นเพียงแต่ว่าโอกาสอาจจะไม่เหมาะเมื่อหางตาของเธอเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผู้ที่เอาเธอไปเป็นของเดิมพันมาอยู่ที่หน้าห้องแล้ว "แก พี่แทนมา!!!" คนตัวเล็กมุดลงไปที่ซอกเตียงทันที ส่วนน้ำหวานนั้นก็ยืนบังเด็กน้อยที่กำลังหลับสบายอยู่ "ทำยังไงดี" น้ำหวานร้อนรนมาก ทว่าเธอก็เห็นประตูหลังบานหนึ่งคิดว่าน่าจะมีทางออกแล้วทั้งสองปัญหาที่มารออยู่หน้าห้องฉุกเฉินนั้น "แกเอาน้องพอร์ชออกประตูนั้นนะ เดี๋ยวทางนี้ฉันถ่วงเอาไว้ให้เอง" "แต่ว่า..." "รีบไปสิ!!!""ฮัลโหลพินอิน นี่แกอยู่ที่ไหนเนี่ย รู้มั้ยฉันตามหาแกจนทั่ว ฉันเป็นห่วงแกมาก ๆ เลยนะ" ทันทีที่ปลายสายรับสายหญิงสาว ก็รัวคำถามใส่เธอเสียจนฟังแทบไม่ทัน"ใจเย็น ๆ ก่อนน้ำหวาน ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว" พินอินหาจังหวะแทรกอีกคนไปเพื่อบอกว่าตัวเธอนั้นไม่ได้เป็นอะไรมาก และให้อีกคนเลิกถามไปก่อน"ได้ แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหนล่ะ น้องพอร์ชด้วย ฉันจะไปรับแกเอง""แกไปถอนแจ้งความก่อนเถอะนะน้ำหวาน ตำรวจทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้หรอก" ในตอนที่แยกจากกันที่โรงพยาบาลแล้วน้ำหวานถ่วงเวลาเพื่อไม่ให้พี่ชายของเธอหาเจอ น้ำหวานก็ตามหาอีกคนมาตลอด กระทั่งว่าติดต่อไปยังไงก็ไม่ติด อีกทั้งที่บ้านก็ไม่มีคนอยู่เลย มันไม่ควรเป็นเช่นนี้ สุดท้ายจึงได้เลือกวิธีการไปแจ้งความคนหายก็เพราะว่าเป็นห่วงสองแม่ลูกนั่นเกินไป อีกทั้งไม่อยากให้เรื่องราวทั้งหมดมันซ้ำรอยเมื่อห้าปีก่อนที่เธอไม่เคยแม้แต่จะไปแจ้งความ เอาแต่ตามหาด้วยตัวเองจนคลาดกันไปนานถึงเพียงนี้"ได้ยังไงกัน หมายความว่ายังไง คนพวกนี้คือพวกไหน มันทำร้ายเธอหรือเปล่า" ปลายสายยิ่งร้อนรน"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกน้ำหวาน ตอนนี้ฉันอยู่กับพันไมล์น่ะ ปลอดภัยดีทุกอย่าง""อยู่กับพันไมล์นี่แหละน่าเป็น
เช้าของวันที่สามตั้งแต่ที่พินอินย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของพันไมล์ หากแต่รู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่ตลอดสามวันนี้เจ้าของบ้านไม่ค่อยจะอยู่ ก็เพราะว่ามีเรื่องที่ทำงานต้องจัดการ กว่าจะกลับมาอีกทีก็ในตอนที่สองแม่ลูกนั้นเข้านอนไปเสียแล้ว ทว่าวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้น"พินอิน วันนี้เตรียมตัวออกไปที่สนามกับฉัน" ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหากแต่เขารู้สึกว่าไม่อยากจะให้สองแม่ลูกนั้นอยู่บ้านไปวัน ๆ โดยที่ไม่ทำอะไรเลยแบบนี้ กับพินอินเขาก็ไม่อยากจะคิดอะไรมากแต่กับเจ้าเด็กพอร์ชนั่นเขายอมไม่ได้จริงๆ"แต่ว่า...""ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ฉันสั่งให้ไปเธอก็ต้องไป""แล้วน้องพอร์ชล่ะคะ" หญิงสาวถามพร้อมกับใช้สายตามองไปยังลูกชายที่ตอนนี้ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมา"ก็เอาไปด้วยทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ" เมื่อไม่มีทางเลือกชายหนุ่มก็จำต้องให้ไปทั้งแบบนั้น ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่รู้สึกว่าการที่มีเจ้าเด็กคนนี้อยู่ทำให้เขาทำอะไรไม่สะดวกเลย"ก็ได้ค่ะ" ว่าจบคนตัวเล็กก็ทำการปลุกเจ้าลูกชายของตัวเองให้ตื่น ส่วนพันไมล์นั้นก็แยกออกไปเตรียมตัวเช่นกัน"เรากำลังจะไปสนามแข่งรถจริง ๆ เหรอครับ สนามที่มีรถเยอะ ๆ เลย""ใช่ครับลูก ชอบไหม""น้องพอร์ชชอบค
สองแม่ลูกที่วิ่งออกมายังหน้าบ้านก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ทว่าเพื่อให้ตัวเองหนีรอดเธอจึงกระโดดขึ้นรถของพันไมล์ที่มาจอดอยู่หน้าบ้านตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้ไปแบบไม่ทันได้คิด"แม่อินครับเจ็บตรงไหนไหม น้องพอร์ชเป่าให้นะ อึก! หื้อออ" ถึงแม้ว่าตัวเองจะยังไม่หยุดร้องไห้สะอึกสะอื้น หากแต่ความเป็นห่วงแม่ทำให้เขานั้นเข้ามาปลอบประโลมอย่างน่าสงสาร"แม่ไม่เป็นอะไรแล้วครับ หยุดร้องนะคนเก่ง" เธอว่าพร้อมกับลูบหัวของลูกชายเบา ๆ"แม่ของนายไม่ได้เป็นอะไรหรอกถ้านายหยุดพูดน่ะ แต่ถ้านายไม่หุบปากก็ไม่แน่" พอร์ชหยุดร้องทันทีที่ถูกชายหนุ่มเจ้าของรถดุเข้า"ฉันบอกคุณแล้วไงว่าอย่าดุลูก!" พินอินว่าพร้อมส่งสายตาไม่พอใจ ร่างเล็กบางยังไม่ทันได้หายตกใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ หากแต่ความเป็นแม่ก็ยังคงต้องปกป้องลูกเสมอ"ผมก็บอกคุณแล้วไงว่าเป็นลูกคุณไม่ใช่ลูกผมสักหน่อย" ชายหนุ่มหันมามองใบหน้าของสองแม่ลูกอย่างไม่พอใจ "เพราะถ้าเป็นลูกผมแล้วแล้วก็จะไม่มีใครทำกับเขาแบบนี้ได้แน่นอน"เขาพูดแล้วหันกลับไปขณะที่หญิงสาวได้ฟังก็ถึงกับสะอึก ทั้ง ๆ ที่ตัวเธอเองไม่ได้มีความสามารถมากพอจะเลี้ยงลูกได้เลยด้วยซ้ำ กลับพรากเจ้าเด็กน้
"ใจเย็นก่อนมึง กูหาที่อยู่ของพินอินมาแล้ว เราไปดูที่บ้านก่อนเถอะ" ไป๋เดินเข้ามาในจังหวะที่พันไมล์กำลังก่นด่าลูกน้องไม่หยุด สองคนนี้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาต่างฝ่ายต่างรู้ ไม่มีเรื่องไหนปิดบังกันได้ มีก็เพียงแค่เรื่องของหญิงสาวคนนี้เท่านั้น มารู้เรื่องอีกทีก็ในตอนที่เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว และสภาพของพันไมล์ตอนนั้นก็ดูแทบไม่ได้เลยด้วยเช่นกัน"พวกมึงออกไปตามหาสองแม่ลูกนั่นกลับมา อีกส่วนไปกับกู" พันไมล์สั่งลูกน้องด้วยความโกรธ ตอนนี้เขานั้นหวาดกลัวสุดหัวใจ สิ่งที่เขากลัวก็คือการทำพินอินหายไปเหมือนเมื่อครั้งห้าปีก่อน"รีบไป" ไป๋เดินนำเพื่อนตัวเองไปยังที่ที่เขาสืบมา โชคดีที่เกิดความสงสัยอีกคนไปอยู่ที่ไหนมา ไยตลอดห้าปีที่ผ่านมาทั้งเขาและพันไมล์ตามหาไม่เจอ คิดไม่ถึงว่าอยู่เพียงแค่ปลายจมูกแต่คลาดกันไปมาราวเส้นผมบังภูเขา.."มึงกลับมาได้สักทีนะอีอิน กูตามหามึงทั่วเลย" แทนที่เห็นว่าพินอินเดินเข้ามาในตัวบ้านก็เอ่ยขึ้น ทำเอาหญิงสาวตกใจตัวโยน"พี่แทน พี่อยู่บ้านเหรอ แล้วทำไมไม่เปิดไฟ อยู่มืด ๆ ตกใจหมด" คนตัวเล็กพยายามปรับน้ำเสียงและสีหน้าให้เป็นปกติ พยายามไม่ให้อี
"คุณลุงครับ" เสียงของเด็กน้อยคนที่เขาก็เกือบลืมไปแล้วว่าอยู่ในบ้านของเขาด้วยเรียกความสนใจของพันไมล์ให้ไปมอง ทว่าเขานั้นไม่อาจทำใจดีต่อเด็กคนนี้ได้ เขาเลือกจะเดินจากไปโดยไม่สนใจเด็กน้อยอีก"คุณลุงครับ" ทว่าเด็กน้อยนั้นไม่อาจยอมให้เป็นแบบนี้ ร่างเล็กป้อมเข้ามากอดที่ขาของชายหนุ่มทำให้เขานั้นหงุดหงิดที่เดินไปไหนไม่ได้ก็หันมาหาเจ้าตัวต้นเรื่อง ทว่าแววตาที่เจ้าเด็กนั่นมองเขาไม่รู้เพราะเหตุใดจึงทำเขาแม้อยากดุก็ดุไม่ลง"ปล่อยฉัน ฉันจะไปนอน" เขาขยับขาออกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงมาก"คุณลุงครับ แม่อินของน้องพอร์ชล่ะครับ" ในเมื่อก่อนทั้งสองจะเข้าไปในห้องนั้นแม่ของเจ้าตัวบอกว่าจะเข้าไปคุยกับเจ้านาย ทว่าเมื่อเจ้านายออกมาแล้วหากแต่ไร้ซึ่งเสียงและเงาของผู้เป็นแม่ เช่นนี้แล้วพอร์ชก็เพียงแค่อยากเข้ามาถามอีกคนให้รู้เรื่องเท่านั้น"อยู่ในห้องทางนั้น ไปหาสิ" พันไมล์พูดจบร่างเล็กป้อมที่ขาเขาก็รีบวิ่งดุ๊กดิ๊กหายไปจากการมองเห็น เขาทำได้เพียงมองแผ่นหลังเล็กนั่นจนลับตา คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าเด็กคนนี้เหมือนกับใครกันแน่ ในเมื่อไม่เหมือนแม่แล้วแทนก็ไม่ใช่พ่อเจ้าเด็กพอร์ชนี่อีก แล้วเหตุใดจึงดูคุ้นตามากเสียเหลื
ประโยคแรกพูดกับผู้หญิงตรงหน้า ส่วนประโยคถัดมาเขาสั่งลูกน้องที่เฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงกร้าว เกรงว่าครั้งนี้พินอินอาจรู้ตัวแล้วว่าพันไมล์ไม่ใช่ผู้ชายคนที่เธอรู้จักแล้วจริง ๆ"จะทำบ้าอะไร อย่ามาทำอย่างนี้กับฉันนะ ฉันเป็นคนไม่ใช่หมูหมาจะมาขังฉันแบบนี้ไม่ได้" พินอินก็เสียงดังขึ้นมาไม่แพ้กัน เธอคิดว่าสิ่งที่อีกคนกำลังจะทำนั้นมันบ้ามากและไร้เหตุผล เขาเห็นว่ากฎหมายบ้านเมืองไม่มีอยู่หรืออย่างไร"ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อฉันแข่งรถแล้วได้ตัวเธอมา ไม่ว่าเธอจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจแต่เธอก็ต้องมาอยู่กับฉัน เธอคงไม่อยากเดือดร้อนไปทั้งชีวิตหรอกนะ" พินอินแยกไม่ออกแล้วว่าการหนีไปกับการอยู่ที่นี่อันไหนจะเป็นการเดือดร้อนไปทั้งชีวิตกันแน่ รู้เพียงแค่การได้กลับมาเจอพันไมล์อีกครั้งคือการที่ชีวิตเธอกลับมาตกต่ำที่สุดแล้ว"ฉันจะแจ้งตำรวจข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว" พูดพร้อมกับเอามือถือขึ้นมากดหมายเลข 191 พินอินคิดว่ามันน่าจะข่มขู่อีกคนได้บ้าง ทว่าชายหนุ่มกลับเดินเข้ามาหาเธอแล้วปัดเจ้าเครื่องมือถือราคาถูกที่เก็บเงินซื้อเอาไว้มานานร่วงลงไปกับพื้นอย่างรุนแรงจนมันแยกออกเป็นชิ้น ๆ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองพันไมล์ที่กำลั







