LOGIN"จริงเหรอคะคุณหมอ ฉันขอเข้าไปเยี่ยมได้ไหมคะ" เธอถามคุณหมอตรงหน้าอย่างสนิทสนม
"ได้สิ ว่าแต่...นี่มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า" ชายกลางคนชุดกาวน์เอ่ยถามเพราะว่าเห็นคนมากมายกำลังล้อมหน้าหลังของหญิงสาวที่มีชีวิตลำบากมาก ๆ ด้วยความเป็นห่วง นึกย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่เธอมาฝากครรภ์ใหม่ ๆ จนกระทั่งคลอดและยังเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นแล้วก็นึกสงสาร เพียงแต่ไม่รู้วันนี้ไปล่วงเกินใครเข้าถึงได้มาอยู่ในสถาณการณ์แบบนี้ "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ น้ำหวานเราไปดูน้องพอร์ชกันเถอะ" พินอินพูดทั้งที่ไม่แสดงท่าทางจะสนใจพันไมล์และผู้ชายหลายคนตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ เธอเลือกจูงมือเพื่อนตัวเองแหวกวงล้อมไปเพื่อดูอาการของลูกชายในห้องข้างหน้า "เดี๋ยวสิ คิดว่าจะไปก็ไปได้หรือไงกัน" แต่อีกคนก็ยังไม่ยอม "ฉันหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ฉันต้องการไปดูลูก...ถือว่าฉันขอนะ" หยดน้ำตาใสไหลที่ข้างแก้มพันไมล์มองแล้วก็รู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ สุดท้ายทำอะไรไม่ถูก มือไม้อ่อนและปล่อยให้หญิงสาวทั้งสองเดินหายเข้าไปในห้องนั้น "แม่อินครับ" เสียงเด็กน้อยที่อายุเพียงแค่สี่ขวบกว่าเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผู้ที่เปิดประตูเข้ามาในห้องนั้นเป็นใคร เขาทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ หากแต่ต้องกลั้นมันเอาไว้ เพราะว่าทุกครั้งที่เขาร้องไห้เมื่อมานอนโรงพยาบาลแม่ของเขาจะต้องแอบไปร้องไห้ด้วยเช่นกัน เขาจึงไม่อยากร้องไห้จนทำแม่ตัวเองร้องตามไปด้วย "เป็นยังไงบ้างครับ ปวดหัวไหม หรือว่าเจ็บคอหรือเปล่า แม่ขอโทษนะที่ทำให้ลูกต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว" มือเรียวเข้ามาลูบที่หัวทุยของลูกตัวเองอย่างเป็นห่วง เวลาที่เห็นลูกชายป่วยเธอก็อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ดูแลเขาไม่ดีเหมือนแม่ของคนอื่น ๆ ไม่สามารถหาโรงพยาบาลดี ๆ และคุณหมอเก่ง ๆ เพื่อมารักษาอาการป่วยของอีกคนได้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดเข้าไปกันใหญ่ "น้องพอร์ชปวดหัว" เด็กน้อยว่าพร้อมเอามือเล็กมาทาบที่หน้าผากตัวเองอย่างต้องการจะฟ้องคนเป็นแม่ ยิ่งทำเอาคนมองเจ็บปวดหัวใจ "โถ่ หลานน้า เดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้าน้องพอร์ชอาการดีขึ้นแล้วน้าจะพาไปกินขนมอร่อย ๆ ดีไหมครับ" น้ำหวานเอ็นดูท่าทางของคนป่วยอย่างมาก ถึงขนาดป่วยอยู่ก็ยังไม่วายน่ารักใส่อีก "จริง ๆ นะครับ" เด็กน้องว่า "จริงสิ น้าจะโกหกน้องพอร์ชได้ยังไงกัน" ทั้งสามคนส่งยิ้มให้กันอยู่ในห้องฉุกเฉินโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีชายอีกคนที่อยู่นอกห้องผู้ป่วยรวม กำลังแอบมองพวกเขาอยู่ตรงหน้าประตู "นายครับ ให้พวกผมทำยังไงดีครับ" ลูกน้องคนสนิทถามคนเป็นเจ้านาย เพราะว่าการที่คนมากขนาดนี้มาอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินมันก็ดูจะเกะกะมากเกินไป "ไปรอที่ลานจอดรถ ไม่สิ กลับไปเถอะ ทิ้งคนไว้สองคนก็พอ" "ครับนาย" พันไมล์เดิมก็ทำเพียงแค่สนามแข่งรถมาตลอด กระทั่งเกิดเรื่องบางอย่างกับพี่ชายคนโตอย่างแสนปี เขาก็เขาจำต้องมาดูแลคาสิโนแทนชั่วคราว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่ชั่วคราวด้วยเพราะว่าช่วงเวลานั้นยาวนานอยู่พอสมควร ตอนนั้นเขาก็ได้รับลูกน้องฝีมือดีติดมือมาด้วยหลายคน อีกทั้งแสนปีก็เอาแต่ยุ่งอยู่กับภรรยาตัวเองแทบตลอด การตามง้องอนของสองคนนั้นกินเวลาไปมากและผู้ที่ต้องรับหน้าที่แทนก็ไม่พ้นพันไมล์ ไม่พอเมื่อคืนดีกันแล้วแสนปีก็ชอบที่จะตามไปวุ่นวายกับพี่สะใภ้ตลอดไม่สนใจงานการอะไรอีก เมียมาก่อนเสมอ ทำให้ตอนนี้นอกจากสนามแข่งรถแล้วแล้วเขายังต้องเข้าไปดูแลคาสิโนด้วย "เฮ้ออ!!! ไอ้เด็กนี่วุ่นวายจริง ๆ" เขาว่าพร้อมกับมองไปที่เตียงนั้น ทว่ากลับมองเห็นเด็กน้อยเพียงไกล ๆ เท่านั้นก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้าและจ้องมองคนข้างในอย่างไม่ละสายตา ส่วนคนด้านในนั้นเมื่อพูดคุยกันไปสักพักก็เห็นว่าดวงตาของลูกชายกำลังโรยราเต็มทีเดาได้ว่าน่าจะง่วงมาก ๆ แล้ว "นอนพักผ่อนนะลูก น้ำเกลือหมดขวดเราก็กลับบ้านกันได้แล้ว" มือเรียวหยิบเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมที่เด็กน้อยพร้อมกับลูบหัวไปด้วย จนกระทั่งเห็นว่าเขาผล็อยหลับไปเรียบร้อยแล้วน้ำหวานจึงได้จังหวะไถ่ถามเรื่องที่เกิดขึ้น "เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ แล้วพันไมล์พูดมันหมายความว่ายังไง" คนตัวเล็กถอนหายใจยาวยืดเพราะไม่รู้เลยว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี "พี่แทนให้ฉันไปเป็นคนกางร่มกับถือน้ำในสนามแข่งให้เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ แต่ฉันเพิ่งมารู้ว่าทุกครั้งที่พี่มันจ้างฉันไปไม่ใช่แค่ถือร่มหรือคอยส่งน้ำให้พี่มันอย่างเดียว" หญิงสาวนึกย้อนหลังไปแล้วก็ยิ่งเจ็บใจ "ทำไมล่ะ" "มันหลอกให้ฉันไปเป็นของเดิมพันแข่งรถตลอดเลย ดีที่พี่แทนชนะมาทุกครั้ง" พินอินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็นึกขึ้นมาได้แล้วว่าเธอควรจะโกรธแทน หากแต่โกรธไปก็เท่านั้นเพราะเธอไม่สามารถทำอะไรอีกคนได้อยู่แล้วนั่นแหละ "มันก็เลวจริง ๆ เลย เมื่อไรแกจะออกมาจากบ้านหลังนั้นสักทีเนี่ย" น้ำหวานฟังแล้วก็โกรธแทน "ฉันทิ้งบ้านหลังนั้นไม่ได้หรอก นั่นเป็นของสิ่งเดียวที่แม่ฉันทิ้งไว้ให้" สีหน้าของหญิงสาวก็สลดลงจนน้ำหวานไม่อยากจะถามต่อ เพียงแต่ว่าตอนนี้มีปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็ต้องให้จบก่อนที่น้ำเกลือขวดนี้จะหมดลง "แล้ว...พันไมล์" น้ำหวานเลี่ยงคำถามแต่พินอินก็รู้ว่าอีกคนจะเรื่องอะไร "พันไมล์ชนะแข่งรถครั้งนี้น่ะ แล้วก็ฉันเป็นของเดิมพันที่พี่แทนต้องให้เขา" ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย เพราะถ้าเป็นคนอื่นแล้วเขาคงไม่ใจดีพาเธอมาเยี่ยมลูกชายก่อนเป็นแน่ แต่พอเป็นพันไมล์ก็ทำให้เธอลำบากใจไม่น้อย พวกเขาไม่ควรกลับมาเจอกันในสถานการณ์เช่นนี้จริง ๆ "แกก็ไม่ต้องยอมไม่ได้เหรอ ทำไมต้องทำตามคนอื่นด้วย อีกอย่างเรื่องนี้แกก็ถูกหลอกไปนะ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย" น้ำหวานเสนอ "พันไมล์ในวันนี้ไม่ใช่พันไมล์เมื่อห้าปีก่อนแล้ว อีกอย่างพี่แทนกลัวเขามาก บอกว่าถ้าไม่ทำตามชีวิตของพวกเราทั้งบ้านคงจบเห่" หญิงสาวพูดด้วยความสิ้นหวังมองทางออกแทบไม่เห็น "แล้วจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ" "ฉันว่าจะลองคุยกันพันไมล์จริง ๆ จัง ๆ อีกครั้งก่อน" ถึงจะพูดเช่นนั้นเพียงแต่ว่าโอกาสอาจจะไม่เหมาะเมื่อหางตาของเธอเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผู้ที่เอาเธอไปเป็นของเดิมพันมาอยู่ที่หน้าห้องแล้ว "แก พี่แทนมา!!!" คนตัวเล็กมุดลงไปที่ซอกเตียงทันที ส่วนน้ำหวานนั้นก็ยืนบังเด็กน้อยที่กำลังหลับสบายอยู่ "ทำยังไงดี" น้ำหวานร้อนรนมาก ทว่าเธอก็เห็นประตูหลังบานหนึ่งคิดว่าน่าจะมีทางออกแล้วทั้งสองปัญหาที่มารออยู่หน้าห้องฉุกเฉินนั้น "แกเอาน้องพอร์ชออกประตูนั้นนะ เดี๋ยวทางนี้ฉันถ่วงเอาไว้ให้เอง" "แต่ว่า..." "รีบไปสิ!!!"“ไอ้ไมล์ ปริมลูกกูอยู่ที่บ้านมึงไหม”“กูจะรู้ไหมล่ะ วันนี้กูมากินข้าวนอกบ้านกับเมีย”“มึงโทรไปถามลูกมึงให้หน่อยสิ”“ถามเอง”บทสนทนาของสองเพื่อนรักที่ตอนนี้อายุเลขสี่ปลาย ๆ แล้วหากแต่ยังคงหาเรื่องกันเก่งเช่นเคย ตอนนี้ทั้งพันไมล์และไป๋นั้นก็ยังคงทำงานที่สนามแข่งรถด้วยกันเหมือนเดิม หากแต่เรื่องงานก็เป็นไปตามปกติส่วนเรื่องที่ไม่ปกตินั้นก็คงจะเป็นเรื่องนี้ ในเมื่อลูก ๆ ของพวกเขาสนิทสนมกันมากเกินไป หลังจากที่แต่งงานได้เพียงสองสัปดาห์ภรรยาของไป๋ก็พบว่าเธอนั้นตั้งท้องได้ราวสองเดือนแล้ว ทำให้คนเป็นพ่อมือใหม่แบบไป๋ถึงกับรีบไปสมัครคอร์สพ่อบ้านแทบไม่ทันน้องพอร์ชลูกชายคนโตของพันไมล์ ส่วนลูกของไป๋ชื่อ ปริม เด็กสองคนนี้อายุห่างกันถึง 5 ปี แต่ที่บ้านสนิทกันมากจึงได้เรียนที่เดียวกันรวมถึงเติมโตมาด้วยกันสนิทกันเหมือนกับพ่อแม่ของพวกเขา แต่ทว่ากลับไม่มีใครใรู้เลยว่ามีฝ่ายหนึ่งที่รู้สึกมากกว่ากัน“ที่บ้านปริมโทรมาตามที่บ้านพี่อีกแล้วนะ กลับบ้านไปได้แล้วปริม” ชายหนุ่มที่กำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงที่มีคนที่เขาพูดถึงนอนตักเล่นเกมส์มือถืออย่างอารมณ์ดี“ปล่อยไปก่อน แม่ปริมชอบบ่นอ่ะคืนนี้จะนอนนี่ที่” คนตัวเล็กเอ
“ว้าย!!”หญิงสาวนั่งกอดเข้าตัวสั่นอยู่มุมข้างที่นอน หลังจากตกใจที่จู่ ๆ สามีก็เข้ามาในห้องแลัเห็นสิ่งที่ไม่ควรเข้า น้ำตาไหลรินอาบสองแก้มเพราะความอับอายที่เพิ่งเกิดขึ้นพันไมล์เดินตรงเข้าไปหา ย่อตัวนั่งลงท่าคุกเข่าข้าง ๆ คนตัวเล็ก มือหนากอบกุมมือของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าถ้าจับแรงกว่านี้คนตัวเล็กจะแตกสลาย"ให้ไมล์ช่วยนะครับ" คนที่นั่งอยู่บนเตียงหันมองด้วยดวงตาที่บอบช้ำ พันไมล์รู้สึกผิดมาก ๆ ที่ไม่สังเกตความต้องการของคนรักของตัวเองให้ดี ทั้ง ๆ ที่เขานั้นอยู่ใกล้เธอมากที่สุดแล้ว"ช่วยอินนะ อินอยากมาก ๆ เลย…" มือเล็กที่คราวแรกกอดเข่าอยู่ก็ย้ายมาจับชายเสื้อคนที่นั่งอยู่บนพื้นมือหนาเอื้อมไปลูบที่ข้างแก้มเพื่อเช็ดน้ำตา และยกตัวขึ้นมานั่งบนเตียงกับพินอิน ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้าใกล้พินอิน และจรดปากหยักลงที่ดวงตาข้างซ้าย และย้ายไปอีกข้างอย่างกลัวจะน้อยใจ เพื่อเป็นการปลอบโยนเมื่อผ่านการร้องไห้อย่างหนักพันไมล์ผละออกมาจ้องมองใบหน้าสวยที่เขาหลงใหลอีกครั้ง เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั้นเขาเดินเข้ามาหาแล้วพบว่าพินอินกำลังช่วยตัวเองอยู่โดยกอดเสื้อของเขาเอาไว้แน่น คนตัวเล็กรู้สึกตกใจและอับอายอย่าง
"ไงครับคนเก่งของพ่อ วันนี้เราไปรับยากดภูมิเป็นวันสุดท้ายแล้วนะ" พันไมล์เดินเข้ามาหาลูกชายที่นั่งยิ้มร่าอยู่บนเตียงผู้ป่วยเพราะว่าดีใจที่คุณหมอบอกว่าเขานั้นหายดีแล้ว"น้องพอร์ชดีใจที่สุดในโลกเล้ยยยย" หลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกผ่านพ้นไปแล้วเจ้าเด็กน้อยก็ได้รับการรักษาและพักฟื้นที่โรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด กระทั่งหลังจากนั้นสองอาทิตย์จึงได้กลับบ้านได้ ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังต้องมารับยากดภมิอยู่ตลอดเป็นเวลากว่าหนึ่งปี และวันนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว"ลูกชายของแม่เก่งที่สุดเลยครับ" ในที่สุดฝันร้ายที่พวกเขามีมาตลอดห้าปีนั้นก็มีวันที่สิ้นสุดลง"รีบไปกันเถอะครับสองแม่ลูก" ชายหนุ่มที่เห็นว่าได้เวลาแล้วก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับอุ้มเจ้าก้อนอ้วนขึ้นมาเข้าเอว ทั้ง ๆ ที่เด็กหน้องก็เดินได้ปกติแต่ไม่รู้ทำไมช่วงนี้คนพ่อจึงชอบอุ้มลูกนัก อุ้มเก่งราวกับจะชดเชยเมื่อก่อนหากแต่น้องพอร์ชเองก็ชอบมากที่พันไมล์อุ้มเขาแบบนี้เหมือนกันทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณหมอบอกน้องพอร์ชหายดีแล้วและไม่ต้องกลับไปรับยากดภูมิอีกพร้อมกับมีการตรวจร่างกายอีกเล็กน้อยก่อนจะพากันมานั่งรอที่ห้องจ่ายเงิน"อ้าวน้องพอร์ช มาหาคุณหมอเหรอลูก สวัสดีค่ะค
“อ๊ะ!” เสียงหญิงสาวร้องขึ้นในตอนที่ชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่สามีของเธอเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลัง ขณะที่ตัวเธอกำลังจัดของว่างใส่จานไว้ให้สองพ่อลูกฟอดด!“หื้ม ชื่นใจจังเลยครับ” ไม่พออีกคนยังฉวยโอกาสหอมแก้มเธอไปอีกครั้ง“เมื่อไรจะเลิกเข้ามาจากข้างหลังเนี่ย” แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะนอกจากจะหาเวลาหวานกันได้ยากแล้วการแสดงความรักต่อหน้าลูกชายก็ยากเหมือนกัน เพราะว่าจนถึงตอนนี้เจ้าเด็กนั่นยังไม่เลิกหวงแม่กับเขาเลย“ก็ฉันจะคลั่งรักเมียตัวเองมันผิดตรงไหนล่ะ” คนหน้าไม่อายว่าก่อนที่เขานั้นจะจับให้ร่างเล็กบางหันหน้าเข้าหาตัวแล้วอุ้มเธอขึ้นไปไว้บนเค้าเตอร์“จะทำอะไรอีกเนี่ยเดี๋ยวคนอื่นเข้ามาเห็นนะ” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ว่าหญิงสาวก็ไม่ได้ห้ามซ้ำยังยกมือเรียวขึ้นมาคล้องที่คอของชายหนุ่มอีกด้วยนับตั้งแต่ที่ทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งพันไมล์ก็ทำตัวดีกับพินอินมาตลอด เขากลายเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ และตามใจลูกชายมาก ๆ เช่นกัน ไม่ว่าสองแม่ลูกจะต้องการอะไรจำทำอะไรพันไมล์ล้วนตามใจไปเสียทั้งหมด เขาตั้งใจไว้อย่างดีแล้วว่านับตั้งแต่พินอินกลับมาหาเขาเขาจะดีกับเธอให้มากที่สุดเพื่อชดเชยเรื่องที่
เวลาบนรถยนต์นั้นไม่ได้นานเท่าไร เพราะยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้คุยอะไรกันมากก็มาถึงจุดหมายแล้ว เมื่อรถยนต์หยุดนิ่งเจ้าเด็กอ้วนนั้นก็มองไปยังรอบ ๆ บ้านหลังโตอย่างสำรวจขณะรอให้คนเป็นพ่อมาแกะล็อกเจ้าคาร์ซีทให้"ที่นี่คือบ้านของพ่อไมล์เหรอครับ" เสียงของน้องพอร์ชดูตื่นเต้นมากผิดกับตอนที่ขึ้นรถมาแรก ๆ อย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เจ้าเด็กน้อยกำลังตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นขนาดของเจ้าสิ่งที่พันไมล์เรียกว่าบ้าน"ครับ อีกหน่อยที่นี่ก็จะเป็นบ้านของเราด้วย ดีไหมครับ" ชายหนุ่มตอบพร้อมกับโอบอุ้มร่างป้อมน้องพอร์ชขึ้นมาและหันไปส่งกุญแจรถให้กับใครสักคนที่เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม"คุณพันไมล์กลับมาแล้วเหรอคะ แล้วนี่ใครคะเนี่ย" ป้าเพ็ญแม่บ้านถามเพราะไม่เคยเห็นเจ้านายตัวเองนั้นสนิทสนมกับเด็กคนไหนมาก่อนนอกจากหลานแท้ ๆ อย่างลูกของหมื่นลี้และแสนปี แล้วนี่ถึงขั้นอุ้มไว้แบบนี้ยิ่งแปลกไปกันใหญ่"นี่น้องพอร์ชครับ ตอนนี้เป็นลูกชายของผมเอง น้องพอร์ชสวัสดีป้าเพ็ญสิลูก" ท่าทางไร้เดียงสาแต่มีมรรยาทยกมือขึ้นไว้คนมีอายุมากกว่าตามคำพันไมล์ ทำเอาป้าเพ็ญถึงกับหลงไปกันใหญ่โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าสถานะที่พันไมล์ให้เด็กคนนี้มานั้นจะเป็
"แม่อินครับ พ่อไมล์ครับ เมื่อไรน้องพอร์ชจะกลับบ้านได้ครับ" หลังจากวันที่ปลูกถ่ายสำเร็จแล้วเจ้าเด็กน้อยยังคงต้องอยู่รักษาตัวเพื่อพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณหนึ่งเดือน ตอนนี้น้องพอร์ชเองก็เริ่มเบื่อมาก ๆ แล้ว เขาอยากออกไปวิ่งเล่นเหมือนกับที่เคยทำ อยากไปสนามแข่งรถกับคนเป็นพ่ออีกแต่ยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้"ใกล้แล้วลูก ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วน้องพอร์ชกินยาตรงเวลาแบบนี้คุณหมอชมว่าเก่งมาก ๆ เลยนะ อีกไม่นานก็กลับบ้านได้แล้ว""จริงเหรอ น้องพอร์ชกลับบ้านได้แล้วจริง ๆ เหรอครับ""จริงสิครับคนเก่ง แล้วอีกหน่อยน้องพอร์ชก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาลแล้วนะ ดีไหม""เย่! น้องพอร์ชไม่ต้องมาโรงพยาบาลแล้ว น้องพอร์ชไปโรงเรียนได้ เย่!"บรรยากาศของห้องผู้ป่วยเป็นแบบนี้มาร่วมเดือนแล้ว ทุกครั้งที่น้องพอร์ชถามว่าเมื่อไรจะได้กลับพวกเขาก็ตอบแบบนี้เหมือนเดิมเสมอ อีกทั้งในแต่ละวันเจ้าเด็กน้อยก็ต้องรอแจกความสดใสให้ลุงป้าน้าอาอีกด้วย เพราะว่าญาติห้องนี้ยอมรับเลยว่าเยอะมากเป็นพิเศษเมื่อทุกอย่างดูจะเป็นไปตามปกติแล้วหญิงสาวหยิบเอารีโมตทีวีขึ้นมาแล้วกดเข้าไปหาอะไรดู ก่อนพบว่ามีการประกาศหาตัวของคุณหมอพิมพ์ดาวกับคุณหมอโก้ที่หายตัวไป







