ログインเช้าวันใหม่เริ่มต้นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา รินรดาพาตัวเองมานั่งจมอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ของแผนกบัญชี
แสงจากจอคอมพิวเตอร์สาดส่องใบหน้าที่อิดโรย ดวงตาคู่สวยบัดนี้หม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายมีเมฆหมอกแห่งความวิตกกังวลบดบังอยู่ตลอดเวลา กองเอกสารที่สูงท่วมหัวซึ่งเคยเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต บัดนี้กลับดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับปัญหาหนี้สินที่เธอต้องแบกรับ
ตัวเลขค่าใช้จ่ายของน้องชายยังคงวิ่งวนอยู่ในหัวราวกับม้าพยศ ไม่นานนักโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงขึ้นทำลายภวังค์ความคิดของเธอ
“สวัสดีค่ะ รินรดาพูดค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไปตามความเคยชิน
“สวัสดีครับคุณรินรดา ผมชื่อนนท์นะครับ พอดีมีเรื่องสำคัญอยากจะขอรบกวนเวลาสักครู่ ไม่ทราบว่าพอจะสะดวกไหมครับ”
น้ำเสียงจากปลายสายสุภาพนุ่มลึกและเป็นทางการจนน่าประหลาดใจ รินรดาขมวดคิ้วมุ่น เพราะเธอไม่รู้จักชื่อนี้ และเบอร์โทรศัพท์มือถือที่โชว์อยู่บนหน้าจอก็เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย บางทีอาจจะเป็นพวกเซลส์ขายประกันหรือเซลส์ขายบัตรเครดิตอะไรเทือกนี้ก็ได้
“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรเหรอคะ พอดีฉันไม่สะดวกคุยนานค่ะ” เธอตอบกลับอย่างสุภาพแต่แฝงความห่างเหิน
“เป็นเรื่องข้อเสนอทางธุรกิจที่ผมมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณรินรดาอย่างมากครับ” ปลายสายยังคงยืนยันหนักแน่น
“ผมขออนุญาตเรียนเชิญคุณรินรดามาพบกันที่เลานจ์ของโรงแรมจันทรา ช่วงพักกลางวันนี้จะได้ไหมครับ ผมรับรองว่าจะไม่ทำให้คุณเสียเวลาเปล่าแน่นอน”
ความเคลือบแคลงใจฉายชัดขึ้นในแววตาของหญิงสาว แต่ในห้วงยามที่ชีวิตมืดแปดด้านเช่นนี้ แม้แต่ฟางเส้นเล็กที่ลอยมา เธอก็อดไม่ได้ที่จะลองคว้ามันไว้
“ก็ได้ค่ะ” เธอตอบตกลงในที่สุด
…
ณ ห้องรับรองส่วนตัวของโรงแรมหรูใจกลางกรุง รินรดารู้สึกราวกับเป็นปลาผิดน้ำ เธอในชุดพนักงานออฟฟิศดูแปลกแยกจากความโอ่อ่าตระการตาของสถานที่
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มที่แนะนำตัวเองว่าชื่อนนท์ลุกขึ้นต้อนรับเธอด้วยรอยยิ้มสุภาพ ท่วงท่าทุกกระเบียดนิ้วของเขาบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีต่างจากเธอราวกับอยู่กันคนละโลก
“ต้องขออภัยที่รบกวนเวลางานนะครับคุณรินรดา” นนท์กล่าวขึ้นหลังพนักงานนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
“ผมขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มนะครับ”
“ค่ะ” รินรดาพยักหน้า เธอนั่งตัวตรงอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นระทึกอย่างไม่ทราบสาเหตุ เผลอกำชายกระโปรงด้วยความประหม่าโดยไม่รู้ตัว
“คุณรินรดายังจำเหตุการณ์ที่ร้านกาแฟเมื่อสามสัปดาห์ก่อนได้ไหมครับ?”
คำถามนั้นทำให้รินรดาต้องย้อนความทรงจำ สามสัปดาห์ก่อนเธอแวะซื้อกาแฟแล้วเจอผู้หญิงสูงวัยท่าทางมีฐานะกำลังตวาดพนักงานเสิร์ฟสาวที่ทำกาแฟหกใส่กระเป๋าแบรนด์เนมของหล่อนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เธอทนดูไม่ได้จึงเดินเข้าไปช่วยพูดจาไกล่เกลี่ยด้วยเหตุผลอย่างนุ่มนวล จนสุดท้ายหญิงสูงวัยคนนั้นยอมรามือไปแต่โดยดี
“จำได้ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เจ้านายของผมนั่งอยู่ในร้านวันนั้นพอดีครับ” นนท์ยิ้มบาง
“ท่านประทับใจในไหวพริบและความกล้าหาญของคุณมาก คุณไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่ใช้เหตุผลและความนิ่งสงบในการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า ท่านเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีภาวะผู้นำ และสู้คนอย่างมีชั้นเชิง”
รินรดายิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ เรื่องราวทั้งหมดนี้มันเกี่ยวอะไรกับข้อเสนอทางธุรกิจที่เขาว่า
“นี่คุณจะชวนฉันไปทำงานด้วยเหรอคะ?”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่งานที่ว่านี้อาจจะไม่เหมือนงานที่คุณเคยทำมา” นนท์เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาวางบนโต๊ะ แล้วค่อย ๆ เลื่อนมันมาตรงหน้าเธอ
“เจ้านายของผม คุณธีรภัทร กิตติวรากูล ท่านต้องการคู่ควงที่จะไปปรากฏตัวในงานสังคมต่าง ๆ รวมถึงแสดงบทบาทเป็นคนรัก เพื่อเหตุผลส่วนตัวบางประการครับ”
ราวกับถูกฟ้าผ่าลงมากลางวันแสก ๆ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตระหนก ละล่ำละลักถามออกมาเสียงสั่นไปหมด
“คุ— คุณหมายความว่ายังไงคะ”
“ตามที่คุณเข้าใจนั่นแหละครับ” นนท์ตอบอย่างใจเย็น
“มันคืองานแสดงละครฉากใหญ่ที่มีคุณเป็นนางเอก และมีเจ้านายของผมเป็นพระเอก” เขาสบตาเธอนิ่ง ยิ้มอย่างนุ่มนวล แสดงออกให้หญิงสาวตรงหน้าเห็น ว่าเขาเป็นมิตร และข้อเสนอที่ว่าก็เป็นประโยชน์กับอีกฝ่ายทั้งสิ้น
“และนี่คือค่าตอบแทนสำหรับบทบาทนี้ครับ”
ปลายนิ้วของนนท์แตะลงบนซองเอกสารเป็นเชิงอนุญาต
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือไม้สั่นเทาขณะเปิดซองเอกสารนั้นออก สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างสัญญาหนาปึก แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึกคือตัวเลขบนเช็คเงินสดที่แนบมาด้วย
จำนวนเงินนั้นมันมากพอที่จะจ่ายค่าผ่าตัดของน้องชายได้อย่างสบาย และยังเหลือพอให้เธอตั้งตัวได้อีกครั้ง
หัวใจของหญิงสาวแกว่งไกวราวกับลูกตุ้มนาฬิกา ด้านหนึ่งคือศักดิ์ศรีที่เธอภาคภูมิใจมาตลอดชีวิต กับอีกด้านหนึ่งคือชีวิตและความฝันของน้องชายที่เธอรักสุดหัวใจ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน พวกคุณเห็นฉันเป็นผู้หญิงแบบไหน” เธอเปล่งเสียงออกมาอย่างยากเย็น ความโกรธระคนกับความสับสนตีรวนอยู่ในอก
“คุณต้องการให้ฉันขายตัวงั้นเหรอคะ”
“ไม่เลยครับคุณรินรดา” นนท์ปฏิเสธทันควัน
“ได้โปรดอย่าใช้คำนั้นเลยครับ นี่คือสัญญาจ้างงานที่มีขอบเขตชัดเจนทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเพียงการแสดงบทบาทตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ไม่มีการล่วงเกินใด ๆ นอกเหนือจากในสัญญาเด็ดขาด เจ้านายผมต้องการคนที่ดูดี มีไหวพริบ และสะอาดพอที่จะตบตาคนในสังคมชั้นสูงได้ ซึ่งคุณมีคุณสมบัติเหล่านั้นครบถ้วน”
ศักดิ์ศรีคำนี้ช่างหนักอึ้ง แต่เมื่อเทียบกับน้ำหนักชีวิตของ
ภรินทร์แล้วมันกลับเบาหวิวราวกับปุยนุ่น ในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังจะปฏิเสธเสียงแข็งและเดินจากไปนั้น เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น มันคือข้อความแจ้งเตือนที่ถูกส่งเข้ามาจากโรงพยาบาลนั่นเองกรุณาติดต่อกลับเพื่อยืนยันวันนัดผ่าตัดคุณภรินทร์ภายในสัปดาห์นี้
โรงพยาบาลวิวัฒน์
ข้อความสั้น ๆ นั้นทำหน้าที่เหมือนค้อนที่ทุบทำลายกำแพงแห่งความลังเลของเธอจนพังพินาศ ภาพใบหน้าซีดเซียวแต่ยังเปี่ยมด้วยความหวังของน้องชายลอยเด่นขึ้นมาทับซ้อนกับตัวเลขบนเช็คตรงหน้า ทางเลือกสุดท้ายที่เธอเคยคิดไว้เมื่อคืน มันปรากฏตัวขึ้นแล้วในรูปแบบที่พิสดารที่สุด
ถึงเวลาที่เธอต้องเลือกแล้วสินะ...
แววตาของรินรดาเปลี่ยนจากความลังเลเป็นเด็ดเดี่ยว เธอยืดตัวตรง เอื้อมมือหยิบปากกาขึ้นมาด้วยท่าทีนิ่งสนิท แล้วเอ่ยถามทั้งน้ำเสียงเด็ดขาด หลังจากที่ตัดสินใจมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
“สัญญาอยู่ไหนคะ?”
นนท์ผายมือไปยังเอกสารกองนั้น รินรดาเปิดอ่านมันอย่างละเอียด ข้อความทางกฎหมายที่รัดกุมทุกตัวอักษรทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น แต่ที่ทำให้เธอแทบจะหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ก็คือข้อยิบย่อยในหมวดข้อตกลงและเงื่อนไขความสัมพันธ์
ข้อ 7.1 ห้ามมิให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายพัฒนาความรู้สึกส่วนตัวเกินกว่าสถานะคู่สัญญาทางธุรกิจโดยเด็ดขาด หากมีการละเมิดจะถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที
ข้อ 8.1 การสัมผัสทางกายภาพจำกัดอยู่เพียงการจับมือ ควงแขน โอบไหล่ และโอบเอวเท่านั้น การกระทำนอกเหนือจากนี้ต้องได้รับการยินยอมจากทั้งสองฝ่ายและเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนเพื่อความสมจริงเท่านั้น ห้ามมิให้มีการสัมผัสเชิงชู้สาวเป็นการส่วนตัว
มันเป็นสัญญาที่ทั้งตลกและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน เป็นบทละครที่เขียนกฎห้ามอินกับบทบาทของตัวเองไว้อย่างชัดเจน รินรดาจรดปลายปากกาลงบนท้ายกระดาษ บรรจงเซ็นชื่อของตัวเองลงไปทีละตัวอักษร ทุกเส้นสายที่ขีดเขียนลงไปล้วนหนักอึ้งราวกับกำลังจารึกชะตากรรมใหม่ของตัวเอง
เมื่อเธอวางปากกาลง นนท์ก็เลื่อนเช็คเงินสดที่เป็นค่าจ้างล่วงหน้าก้อนแรกมาให้ทันทีเขาผ่านการทำงานมามาก พบเจอผู้คนมาหลายรูปแบบ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจทำเรื่องนี้ได้ เงิน ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ และท่าทางเธอก็ดูเหมือนจะกำลังต้องการใช้มันมากด้วย
“ยินดีต้อนรับสู่งานใหม่นะครับ คุณรินรดา”
หญิงสาวรับเช็คนั้นมาไว้ในมือ สัมผัสของมันเย็นชืดและร้อนรุ่มในคราวเดียว ปัญหาเรื่องเงินที่เคยกดทับจนเธอแทบหายใจไม่ออกได้ถูกปลดเปลื้องไปแล้ว ทว่าบ่วงเส้นใหม่ที่ใหญ่และซับซ้อนกว่านับร้อยเท่า เพิ่งจะถูกคล้องลงบนคอของเธออย่างเป็นทางการในวินาทีนี้เอง
หลายเดือนต่อมา กาลเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่ช่วยชะล้างบาดแผลและเยียวยาทุกสิ่ง พายุลูกใหญ่ที่เคยพัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของรินรดาและธีรภัทรได้สงบลงแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าที่สดใสและความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผาใด ๆภาพของธีรภัทร กิตติวรากูล ที่ควงคู่มากับรินรดา วัฒนกิจ ได้กลายเป็นภาพที่ชินตาในแวดวงสังคม แต่ครั้งนี้ไม่มีสายตาที่เคลือบแคลงหรือคำนินทาว่าร้ายอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นคู่รักที่น่าจับตามองที่สุดคู่หนึ่ง คู่รักที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะฐานะ แต่เพราะความดีงามที่พวกเขาได้ร่วมกันสร้างขึ้นมูลนิธิกิตติวรากูลเพื่อการศึกษาได้มอบโอกาสให้กับเด็ก ๆ ที่ขาดแคลนมากมาย และโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อยก็กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างสวยงาม โดยมีรินรดาในฐานะกรรมการมูลนิธิ ใช้ความรู้ความสามารถด้านบัญชีของเธอเข้ามาช่วยดูแลการเงินอย่างโปร่งใส เธอไม่ได้เป็นเพียงเงาของธีรภัทรอีกต่อไป แต่คือหุ้นส่วนชีวิตที่ยืนหยัดเคียงข้างเขาได้อย่างสมศักดิ์ศรีความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคุณหญิงรัชนีกรนั้น เปรียบได้กับน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลายลงทีละน้อย มันไม่ได้กลายเป็นความรักใคร่ที่หวานชื่นในชั่วข้า
การเดินทางกลับสู่คฤหาสน์กิตติวรากูลในครั้งนี้ แตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา ฝ่ามือใหญ่ของธีรภัทรกุมมือนุ่มไว้แน่นตลอดทาง เขาหันมาสบตาเธอเป็นระยะ เพื่อบอกว่าไม่ต้องหวั่นกลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าข้างกายเธอยังมีเขาอยู่ เขาจะปกป้อง จะดูแลเธอเป็นอย่างดี และรินรดาก็มั่นใจ ว่าเธอเลือกผู้ชายไม่ผิดคนแน่นอน“พร้อมไหม?” เขาถามเธอเบา ๆ ขณะที่รถเลี้ยวผ่านประตูรั้วขนาดใหญ่เข้ามา“ประหม่าค่ะ” เธอยอมรับตามตรง อุ้งมือนุ่มชื้นเหงื่อไปหมด ก่อนจะหันหน้ามาสบตากับคนข้างกายอีกครั้ง พร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นที่ดังขึ้น“แต่แค่มีคุณอยู่ข้าง ๆ ฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ครั้งนี้เราจะสู้ไปด้วยกันนะคะ”คำพูดเด็ดเดี่ยวมาพร้อมกับรอยยิ้มมุ่งมั่น ธีรภัทรหัวใจฟูทันตา เขากระชับมือเธอให้แน่นขึ้นอีกนิด นี่คือผู้หญิงที่เขารัก ผู้หญิงที่ไม่ได้อ่อนแอ แต่เข้มแข็งและพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเขา และเขาเองก็มั่นใจไม่ต่างจากรินรดาเช่นกัน ว่าเขาเลือกผู้หญิงไม่ผิดคนทั้งสองคนเดินจูงมือเข้ามาในบ้าน ไม่ได้คิดจะหลบซ่อน หรือเกรงต่อสายตาของสาวใช้ที่มองมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ หรือแม้กระทั่งสายตาประมุขของบ้านอย่างคุณหญิงรัชนีกรก็ด้วยณ ห้องนั่งเล่น
โลกของรินรดาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเปรียบเสมือนภาพยนตร์ขาวดำที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาอย่างเชื่องช้า ข่าวดีที่สุดในชีวิตของเธอคือการผ่าตัดของน้องชายผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและกำลังพักฟื้นอย่างปลอดภัย ทว่าความโล่งใจนั้นกลับไม่สามารถแต่งแต้มสีสันใด ๆ ให้กับชีวิตที่เหี่ยวเฉาของเธอเลยเธอลาออกจากงานเก่าและได้งานใหม่เป็นพนักงานบัญชีในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตไปตามกิจวัตร ตื่นเช้า ไปทำงาน เยี่ยมไข้น้องชาย แล้วกลับมาขังตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่อ้างว้างเธอจงใจตัดขาดตัวเองจากข่าวสารในแวดวงสังคม แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึงข่าวใหญ่ของเครือกิตติวรากูล ที่หันมาจับโครงการเพื่อสังคมอย่างเต็มตัวและทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของธีรภัทร หัวใจของเธอก็บีบรัดด้วยความเจ็บปวดระคนกับความภาคภูมิใจอย่างเงียบ ๆ…บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่รินรดากำลังนั่งเหม่อลอยทานอาหารกลางวันอยู่ที่สวนสาธารณะเล็กๆ ข้างที่ทำงานใหม่ ท่ามกลางพนักงานออฟฟิศมากมายที่กำลังพักผ่อน ความวุ่นวายเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นรถยนต์อัลตราลักชูรีสีดำสนิทหรูหราจนดูผิดที่ผิดทางคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดเทียบข้างสวนสาธารณะอย่างเงียบกริบ ทว่ากลับดึง
นนท์กลับมารายงานผลการสืบสวนด้วยสีหน้าลำบากใจ ข้อมูลที่เขาได้มาจากปากของสาวใช้คนสนิทในคฤหาสน์ยืนยันสิ่งที่ธีรภัทรสงสัยมาตลอดรินรดาไม่ได้เดินจากไปอย่างผู้ชนะ แต่เธอถูกไล่ต้อนและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแหลกลาญ และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเศษซากของเช็คเงินสดจำนวนมหาศาลที่ถูกพบในถังขยะ“คุณรินรดา เธอไม่ได้แตะต้องเงินนั่นเลยครับคุณภัทร” นนท์กล่าวสรุป“เธอฉีกมันทิ้งต่อหน้าคุณหญิง”สิ้นคำพูดนั้น ภาพทั้งหมดในหัวของธีรภัทรก็ปะติดปะต่อกันอย่างสมบูรณ์ คำพูดเย็นชาแววตาว่างเปล่า คำสารภาพจอมปลอมว่าทำทุกอย่างเพื่อเงิน มันคือบทละครฉากสุดท้ายที่เธอจงใจแสดงขึ้นเพื่อปกป้องเขามันคือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมแบกรับความเจ็บปวดไว้ทั้งหมดเพื่อผลักไสเขาให้กลับไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าหัวใจของชายหนุ่มที่เคยแตกสลาย บัดนี้กลับถูกหลอมรวมขึ้นมาใหม่ด้วยความโกรธและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาไม่ได้โกรธเธอ แต่โกรธในโชคชะตา โกรธในขนบธรรมเนียมเก่าแก่ และโกรธผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าของเขา ผู้บีบคั้นผู้หญิงที่เขารักจนต้องทำถึงเพียงนี้…บ่ายวันนั้น ธีรภัทรก้าวเข้ามาในบ้านด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านไปท
“...”ธีรภัทรยืนนิ่ง เขาพูดอะไรไม่ออก ขากรรไกรแช่ค้าง ชาหนึบไปทั้งร่าง มือไม้เย็นจัด โสตประสาทการได้ยินเงียบสนิท ความรู้สึกที่เคยก่อตัวเอาไว้มากมายก่อนหน้า ค่อย ๆ ทรุดสลายลงอย่างช้า ๆ ก่อนความเจ็บปวดมากมายจะแทรกกายเข้ามาแทนที่เขาอธิบายความรู้สึกตัวเองออกมาไม่ถูก เสียใจ ผิดหวัง หรือเจ็บปวดกันแน่ เมื่อคำพูดที่รินรดาเอ่ยออกมา มันเหมือนกับที่คุณย่าใช้ตราหน้าเธอต่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีผิด ว่าสุดท้ายเขาเองที่เป็นคนเขลา โง่เง่าเผลอไผลไปกับละครฉากใหญ่นี้เอง“ขอบคุณสำหรับงานที่ผ่านมานะคะคุณธีรภัทร” รินรดาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย“ขอให้คุณโชคดีกับครอบครัว และกับคุณญาดานะคะ คุณควรจะกลับไปอยู่ในโลกของคุณ มันคือที่ที่เหมาะสมกับคุณที่สุดแล้วค่ะ ลาก่อนค่ะ” เธอยิ้มจาง ๆ กล่าวคำลาอย่างมีมารยาท และหมุนกายหันหลัง เตรียมจะเดินออกไปจากห้องนี้“ออกไป” น้ำเสียงลอดไรฟันดังออกมา มันแหบพร่าและแตกสลายเธอไม่ตอบโต้ ทำเพียงแค่ก้าวเท้าเดินออกมา และไม่คิดจะหันหลังกลับไป แม้หยาดน้ำตาจะเอ่อคลอออกมาจากตาแทบมองไม่เห็นทางเดินก็ตามเธอฝืนเดินออกมาจนประตูห้องปิดสนิท ทันทีที่พ้นสายตาของธีรภัทร ความเข้มแข็งยโสก่อนหน้าที่เค
รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประมุขของบ้าน วาจาเชือดเฉือนยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำ ๆ สายตาเธอมองนิ่งไปยังเช็คเงินสดใบนั้น เป็นกระดาษแผ่นบาง ๆ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตีค่าตัวตนของเธอไปแล้วเธอกำลังไตร่ตรอง และกำลังคิดถึงน้องชาย เงินก้อนนี้จะทำให้ชีวิตของพวกเธอไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป ก่อนเธอจะเห็นภาพของตัวเองในกระจกเงากระจกที่ส่องสะท้อนเพื่อบอกให้รู้ว่า เธอก็แค่ผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่งที่ยอมให้คนอื่นใช้เงินฟาดหัวอย่างง่ายดายเท่านั้นเอง ขอแค่มีเงินก็สามารถทำได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องใช้สมอง หรือความรู้ใด ๆคุณหญิงรัชนีกรแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย เมื่อเห็นว่าสายตาของรินรดาจับจ้องอยู่ที่เช็คใบนั้นเนิ่นนานเกมนี้เธอคือผู้ชนะเท่านั้น!“ฉลาดเลือกหน่อยสิ หนทางสบายอยู่ตรงหน้าแล้ว อย่าโง่ให้มันมากนักเลย รีบรับไป แล้วก็ไสหัวไปซะ!”รินรดาเอื้อมมือไปหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเธอสัมผัสได้ถึงความเย็นจัดของมัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงชราด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวไว้ในนั้น เมื่อเธอได้ตัดสินใจดีแล้ว“ขอบคุณสำหรับความกรุณาค่ะคุณหญิง แต่ดิฉันตัดสินใจได้แล้วค่ะ”เธอกล่า
ว่ากันว่า ในยามที่คนเราจนตรอก มักจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะทำเสมอสำหรับ รินรดา ความจนตรอกของเธอนั้นประกอบไปด้วยกลิ่นฉุนคละคลุ้งจนแสบจมูกของน้ำยาฆ่าเชื้อ และตัวเลขเจ็ดหลักบนใบประเมินค่ารักษาพยาบาลของน้องชายคนเดียวซึ่งกำลังนอนจ้องมองเธออยู่มือเล็ก ๆ ของเด็กชายที่นอนซีดเซียวอยู่บนเตียงขา
ทุกย่างก้าวที่พาเขาเข้ามาในโลกของเธอ ยิ่งตอกย้ำความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างคนทั้งสอง ลิฟต์ที่เคลื่อนตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า ทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องยางเก่า ๆ แสงไฟสีส้มสลัว ทุกอย่างช่างแตกต่างจาก เพนต์เฮาส์ของเขา ที่ทุกตารางนิ้วคือความสมบูรณ์แบบและหรูหราเมื่อมาถึงหน้าห้อง รินรดาพยายามจะไขกุญแจด้
หลังจากค่ำคืนอันยาวนานจบลง ธีรภัทรให้คนขับรถไปส่งรินรดาที่อะพาร์ตเมนต์ตามหน้าที่ ทันทีที่บานประตูห้องปิดลง โลกแห่งความหรูหราก็ถูกตัดขาดออกไปทันที เหลือเพียงหญิงสาวธรรมดาในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่ยังคงสวมชุดราตรีราคาแพงระยับ ดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมเหลือเกิน“เฮ้อ...”รินรดารู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่างกายแ
หากมื้อค่ำที่คฤหาสน์เปรียบเสมือนการสอบปากเปล่าในห้องที่เงียบเชียบ ภารกิจที่สองของรินรดาก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงละครเวทีโรงใหญ่ต่อหน้าผู้ชมนับพันงานกาล่าการกุศลประจำปีที่รวมเอาบุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูงและนักธุรกิจระดับประเทศไว้คับคั่ง เวทีที่ธีรภัทรเลือกใช้เพื่อประกาศความสัมพันธ์ของพวกเขาให้โลกได้รับ







