LOGIN
ว่ากันว่า ในยามที่คนเราจนตรอก มักจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะทำเสมอ
สำหรับ รินรดา ความจนตรอกของเธอนั้นประกอบไปด้วยกลิ่นฉุนคละคลุ้งจนแสบจมูกของน้ำยาฆ่าเชื้อ และตัวเลขเจ็ดหลักบนใบประเมินค่ารักษาพยาบาลของน้องชายคนเดียวซึ่งกำลังนอนจ้องมองเธออยู่
มือเล็ก ๆ ของเด็กชายที่นอนซีดเซียวอยู่บนเตียงขาวโพลน ยังคงยกขึ้นโบกทักทายพยาบาลที่เดินผ่านด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังป่วยหนักอยู่
รินรดามองน้องชายแล้วรู้สึกเจ็บหน้าอก เพราะในความสดใสนั้นซ่อนความไม่รู้เอาไว้ เขาไม่รู้ว่าตัวเลขบนกระดาษแผ่นนั้นหนักแค่ไหน และเธอก็ไม่อยากให้เขารู้
ความรักที่มีต่อครอบครัวที่มีเพียงคนเดียวบีบคั้นให้เธอต้องมองหาทางเลือกสุดท้าย ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม เธอก็พร้อม ขอแค่ให้น้องยังคงยิ้มได้แบบนี้ต่อไปก็พอ
ส่วนความจนตรอกของ ธีรภัทร นั้นหอมกรุ่นด้วยกลิ่นชาชั้นเลิศที่เสิร์ฟในห้องรับแขกอันโอ่อ่า คำประกาศิตจากผู้เป็นย่าที่ขีดเส้นอนาคตของเขาไว้กับการแต่งงานทางธุรกิจอันปราศจากความรัก
เขานั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแพง มองภาพถ่ายของหญิงสาวที่ย่าวางไว้ตรงหน้า ใบหน้าในรูปนั้นดูสุภาพ แต่นั่นแทบไม่ได้บอกอะไรเลย เพราะเขาไม่รู้จักเธอแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนอย่างไร ไม่รู้ว่าเธอยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้หรือถูกบังคับไม่ต่างจากเขา และที่น่ากลัวที่สุดคือ เขาไม่มีเวลาพอที่จะค้นหาคำตอบนั้นแล้ว
อิสรภาพที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตกำลังจะถูกริบไปต่อหน้าต่อตา บีบคั้นให้เขาต้องสร้างละครฉากใหญ่ขึ้นมาเพื่อต่อต้านโชคชะตาที่ผู้เป็นย่ายื่นให้ แผนการก่อตัวขึ้นในหัวอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับคำถามเดียวที่เขาต้องการ นั่นคือ มีใครสักคนที่พร้อมจะเล่นละครฉากนี้ร่วมกับเขาไหม
ในมหานครที่ไม่มีวันหลับใหล คนสองคนจากสองโลกที่แตกต่างกันสุดขั้วกำลังถูกมรสุมแห่งโชคชะตาพัดพาให้เข้ามาใกล้กัน โดยมีสัญญาจ้างฉบับหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
สัญญาที่เริ่มต้นจากความจำเป็นของคนสองคน ที่ต่างก็แบกรับบางสิ่งไว้คนละอย่าง และยังไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่เลือกเดินร่วมกันนั้น จะพาทั้งคู่ไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
ทุกย่างก้าวที่พาเขาเข้ามาในโลกของเธอ ยิ่งตอกย้ำความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างคนทั้งสอง ลิฟต์ที่เคลื่อนตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า ทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องยางเก่า ๆ แสงไฟสีส้มสลัว ทุกอย่างช่างแตกต่างจาก เพนต์เฮาส์ของเขา ที่ทุกตารางนิ้วคือความสมบูรณ์แบบและหรูหราเมื่อมาถึงหน้าห้อง รินรดาพยายามจะไขกุญแจด้วยมือที่สั่นเทา แต่ธีรภัทรก็คว้าไปจัดการเสียเอง“บอกให้อยู่นิ่ง ๆ แค่อ้าปากขอความช่วยเหลือจากผม มันยากหรือไง”เขารับกุญแจห้องมาไขเอง พลันประตูถูกเปิดออกสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของธีรภัทรคือจักรวาลใบเล็กของรินรดาห้องสตูดิโอขนาดกะทัดรัดที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงโซฟาตัวเก่าที่คลุมด้วยผ้าลายสวย เตียงนอนที่มุมห้องซึ่งปูผ้าไว้อย่างตึงเรียบ ชั้นหนังสือเล็ก ๆ และมุมครัวที่พอจะทำอาหารง่าย ๆ ได้เขามองไปรอบ ๆ ชุดราตรีสีแดงทับทิมที่เธอเพิ่งถอดออกเมื่อคืนก่อน ราคาของมันคงจะมากกว่าค่าเช่าห้องนี้ทั้งปีเสียอีก ความจริงข้อนี้เสียดแทงเข้ามาในใจของเขาอย่างจัง“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เนื้อตัวเปียกแบบนั้นเดี๋ยวไข้จะขึ้นหนักกว่าเดิม ขออนุญาต” เขา
หลังจากค่ำคืนอันยาวนานจบลง ธีรภัทรให้คนขับรถไปส่งรินรดาที่อะพาร์ตเมนต์ตามหน้าที่ ทันทีที่บานประตูห้องปิดลง โลกแห่งความหรูหราก็ถูกตัดขาดออกไปทันที เหลือเพียงหญิงสาวธรรมดาในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่ยังคงสวมชุดราตรีราคาแพงระยับ ดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมเหลือเกิน“เฮ้อ...”รินรดารู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่างกายและจิตใจ เธอยืนพิงประตูอยู่เนิ่นนาน ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำ ภาพเหตุการณ์ในงานเลี้ยงยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาในมโนสำนึก โดยเฉพาะชั่ววินาทีที่เธออยู่ในอ้อมแขนของเขาสัมผัสแข็งแกร่งทว่าอบอุ่นที่โอบประคองร่างเธอไว้ จังหวะหัวใจที่เต้นระรัวซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าเป็นของเขาหรือของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่จริงแท้และชัดเจนเสียจนน่ากลัว“ไม่ได้นะ หยุดคิดสักที ห้ามรู้สึกเด็ดขาด” รินรดาสะบัดใบหน้าไปมา พยายามโยนความรู้สึกต้องห้ามทิ้งไป ก่อนอาการปวดศีรษะตุบ ๆ จะตามมา เพื่อบอกให้รู้ว่าวันนี้เธอใช้ร่างกายเกินพิกัดตัวเองไปไกลแล้ว ควรพักผ่อนสงบสติและอารมณ์ของตัวเองได้สักที“ใช่ เราต้องนอน”แค่หลับตา พักผ่อน เดี๋ยวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องและอาการใจสั่นระรัวมันก็จะหายไปแล้ว…รินรดายังคงลากสังขารไปทำงานตามปกติ เธอกลับเข้
หากมื้อค่ำที่คฤหาสน์เปรียบเสมือนการสอบปากเปล่าในห้องที่เงียบเชียบ ภารกิจที่สองของรินรดาก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงละครเวทีโรงใหญ่ต่อหน้าผู้ชมนับพันงานกาล่าการกุศลประจำปีที่รวมเอาบุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูงและนักธุรกิจระดับประเทศไว้คับคั่ง เวทีที่ธีรภัทรเลือกใช้เพื่อประกาศความสัมพันธ์ของพวกเขาให้โลกได้รับรู้ละครฉากสำคัญได้เริ่มต้นขึ้นแล้วค่ำคืนนี้ รินรดาถูกแปลงโฉมอีกครั้งในชุดราตรียาวสีแดงทับทิมที่ขับเน้นความงามของเธอให้เจิดจรัสราวกับดาราฮอลลีวูดทันทีที่ธีรภัทรควงแขนเธอเดินเข้าสู่ห้องบอลรูมของโรงแรม แสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลนับร้อยดวงก็สาดส่องลงมาราวกับต้อนรับพวกเขาโดยเฉพาะบรรยากาศภายในงานคือมหาสมุทรแห่งวงสังคมที่แท้จริง เสียงพูดคุยจอแจ เสียงแก้วแชมเปญกระทบกัน และเสียงดนตรีแจซบรรเลงสดเคล้าคลอไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาที่จับจ้องมายังพวกเขาสองคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบกระซาบไล่หลังมาราวกับระลอกคลื่นในทะเล“ยิ้มไว้ ไม่ต้องเกร็ง” ธีรภัทรกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นของเขาทำให้รินรดาขนลุกซู่“ทำเหมือนว่าไม่มีที่ไหนในโลกที่คุณอยากอยู่มากไปกว่าข้าง ๆ ผม”มันคือคำสั่ง แต
สามวันหลังจากจรดปากกาลงบนสัญญาเปลี่ยนชีวิต รินรดาก็ได้เผชิญกับภารกิจแรกนั่นก็คืองานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ คฤหาสน์กิตติวรากูลแต่ก่อนจะไปถึงสมรภูมินั้นได้ เธอต้องผ่านด่านการแปลงโฉมเสียก่อน นนท์นัดเธอที่ห้องเสื้อหรูแห่งหนึ่งซึ่งปิดเป็นการส่วนตัวเพื่อต้อนรับเธอโดยเฉพาะ รินรดายืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มองภาพสะท้อนของตัวเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปราวกับคนละคน พนักงานสไตลิสต์มืออาชีพรุมล้อมเธอราวกับผึ้งรุมตอมเกสรดอกไม้จากสาวออฟฟิศเสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ ธรรมดา กลายเป็นหญิงสาวในชุดเดรสผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขับผิวผ่อง ทรวดทรงองค์เอวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าดาษดื่นถูกขับเน้นออกมาอย่างงดงาม เส้นผมที่เคยรวบไว้ง่าย ๆ ถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต เผยให้เห็นลำคอระหงใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศที่ขับเน้นความงามตามธรรมชาติให้โดดเด่นขึ้นอีกหลายเท่าตัว รองเท้าส้นสูงที่เธอไม่คุ้นเคยเสริมให้เรือนร่างดูสง่างามขึ้น ทว่าทุกย่างก้าวกลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย เฉกเช่นสถานะของเธอในตอนนี้“เสร็จแล้วค่ะ”เสียงของสไตลิสต์ทำให้รินรดาหลุดออกจากภวังค์ เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง หญิงสาวในนั้นสวยสง่าจนน่าตะลึง แต
เช้าวันใหม่เริ่มต้นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา รินรดาพาตัวเองมานั่งจมอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ของแผนกบัญชีแสงจากจอคอมพิวเตอร์สาดส่องใบหน้าที่อิดโรย ดวงตาคู่สวยบัดนี้หม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายมีเมฆหมอกแห่งความวิตกกังวลบดบังอยู่ตลอดเวลา กองเอกสารที่สูงท่วมหัวซึ่งเคยเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต บัดนี้กลับดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับปัญหาหนี้สินที่เธอต้องแบกรับตัวเลขค่าใช้จ่ายของน้องชายยังคงวิ่งวนอยู่ในหัวราวกับม้าพยศ ไม่นานนักโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงขึ้นทำลายภวังค์ความคิดของเธอ“สวัสดีค่ะ รินรดาพูดค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไปตามความเคยชิน“สวัสดีครับคุณรินรดา ผมชื่อนนท์นะครับ พอดีมีเรื่องสำคัญอยากจะขอรบกวนเวลาสักครู่ ไม่ทราบว่าพอจะสะดวกไหมครับ”น้ำเสียงจากปลายสายสุภาพนุ่มลึกและเป็นทางการจนน่าประหลาดใจ รินรดาขมวดคิ้วมุ่น เพราะเธอไม่รู้จักชื่อนี้ และเบอร์โทรศัพท์มือถือที่โชว์อยู่บนหน้าจอก็เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย บางทีอาจจะเป็นพวกเซลส์ขายประกันหรือเซลส์ขายบัตรเครดิตอะไรเทือกนี้ก็ได้“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรเหรอคะ พอดีฉันไม่สะดวกคุยนานค่ะ” เธอตอบกลับอย่างสุภาพแต่แฝงความห่างเหิน“เป็นเรื่องข้อเสนอทางธุรกิจ
แสงไฟนีออนสีขาวซีดสาดส่องลงบนทางเดินยาวของโรงพยาบาลยามวิกาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เย็นยะเยือกและเฉยชา ไม่ต่างจากโชคชะตาที่กำลังเล่นตลกกับชีวิตของ รินรดา หรือ ริน หญิงสาวในชุดพนักงานออฟฟิศที่ยังไม่ได้เปลี่ยน แม้ว่าตอนนี้จะหมดเวลาทำงานมานานแล้วก็ตามเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกเย็นเฉียบ ปลายนิ้วสั่นเทาไล้ไปตามขอบกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ มันคือใบประเมินค่ารักษาพยาบาลที่มีตัวเลขเจ็ดหลักสีแดงเถือกปรากฏอยู่ตรงหน้าหัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม สมองตื้อตันจนไม่อาจคิดหาหนทางใดได้อีก เงินเก็บทุกบาททุกสตางค์ที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อนำมารวมกับเงินก้อนสุดท้ายที่เพิ่งได้รับอนุมัติจากบัตรกดเงินสด มันก็ยังเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่านั้น“อาการของภรินทร์ น้องชายของคุณจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุดนะครับ”น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความห่วงใยของนายแพทย์เจ้าของคนไข้ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท“ยิ่งเร็วเท่าไร โอกาสที่เขาจะกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมก็ยิ่งสูงขึ้น”เหมือนเดิมคำนั้นช่างห่างไกลจากความเป็นจริงที่เธอเผชิญอยู่เหลือเก







