LOGINมุมมองของไคล์ห้องรอตรวจของศูนย์การแพทย์แห่งนี้ให้ความรู้สึกคับแคบและเย็นชาจนเกินไป ผมเฝ้ามองมีอาผ่านผนังกั้นกระจก ขณะที่พยาบาลตรวจวัดสัญญาณชีพ เจาะเลือด และพาเธอเข้ารับการตรวจครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างของเธอดูเล็กนิดเดียวบนเก้าอี้โรงพยาบาลที่ใหญ่เกินตัว ใบหน้าซีดเซียวตัดกับผนังสีขาวโพลนโดยรอบ“คุณแบรนสันครับ” เสียงของจอห์นดึงความสนใจของผมกลับมา แพทย์ประจำครอบครัวที่ดูแลพวกเรามานานยี่สิบปียืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขณะพิจารณาผลตรวจเบื้องต้น “เราไปคุยกันในห้องทำงานของผมดีไหมครับ”ผมเดินตามเขาไปตามทางเดินอันเงียบสงัด เสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้องสะท้อนบนพื้นขัดมันวาว“อาการทางร่างกายของเธอน่าเป็นห่วงครับ” จอห์นเริ่มพูดพลางคลี่เอกสารผลตรวจวางลงบนโต๊ะ “ทั้งน้ำหนักตัวที่ลดลงมาก รูปแบบการนอนหลับที่ผิดปกติ และระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่ผมกังวลมากกว่านั้นคือสภาพจิตใจของเธอ”ผมโน้มตัวไปข้างหน้า “อธิบายให้ผมฟังหน่อยครับ”“เธอมีอาการหลายอย่างที่เข้าข่ายโรคซึมเศร้าอย่างชัดเจนครับ” จอห์นถอดแว่นตาออก ก่อนจะค่อย ๆ เช็ดเลนส์ด้วยท่วงท่าเป็นจังหวะที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก นั่นเป็
มุมมองของมีอาการนอนหลับกลายเป็นเรื่องยาก ฉันเอาแต่พลิกตัวไปมาบนผ้าปูที่นอนซึ่งยังหลงเหลือกลิ่นน้ำหอมของไคล์จาง ๆ ทุกครั้งที่หลับตา ภาพใบหน้าของเขาภายใต้แสงจันทร์ก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับความรู้สึกจากสัมผัสที่ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ แม้ฤทธิ์สมุนไพรของแคทเธอรีนจะหมดไปแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นกลับยังคงชัดเจนตลอดค่ำคืนอันยาวนานเมื่อรุ่งสางมาถึง ฉันก็อยู่ในสภาพอ่อนล้า ใต้ตาคล้ำจนแม้แต่คอนซีลเลอร์ราคาแพงก็ยังปกปิดได้ไม่มิด ฉันหยิบเสื้อสเวตเตอร์สีครีมเรียบ ๆ กับกางเกงขายาวสีดำมาสวม ราวกับกำลังสวมเกราะเตรียมรับมือกับทุกสิ่งที่วันนี้อาจนำมาให้เสียงกระทะกระทบกันดังมาจากห้องครัว ดึงดูดให้ฉันเดินตามไป แต่เมื่อมาถึงหน้าประตู ฉันกลับชะงักนิ่ง มั่นใจว่าตัวเองคงยังไม่ตื่นจากฝันแน่ ๆไคล์ แบรนสัน... ไคล์ผู้เนี้ยบกริบและพิถีพิถันกับความสมบูรณ์แบบในทุกเรื่อง กำลังยืนอยู่หน้าเตาท่ามกลางความโกลาหล เปลือกไข่กระจัดกระจายอยู่บนเคาน์เตอร์ มีคราบแป้งสีขาวเปรอะชุดสูทสีเทาที่ปกติสะอาดไร้ที่ติ ส่วนบางสิ่งที่ดูคล้ายไข่เจียวแบบออมเล็ตก็กำลังส่งเสียงฉ่าอยู่ในกระทะอย่างน่าหวั่นใจ“คุณกำลังทำอะไรอยู่” ฉันถามออกไป
มุมมองของมีอาโลกทั้งใบดูเหมือนจะเหลือเพียงความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา ทั้งจูบของไคล์ มือของเขาที่สัมผัสเส้นผมฉัน และความร้อนจากฤทธิ์สมุนไพรของแคทเธอรีนที่ยังแผ่ซ่านอยู่ในร่างกายของเรา ทุกสัมผัสชัดเจนกว่าปกติ ราวกับสมุนไพรเหล่านั้นทำให้ประสาทสัมผัสของฉันตื่นตัวขึ้นทั้งหมดแสงจันทร์สาดผ่านหน้าต่างห้องนอน ทอดเงาสีเงินลงบนใบหน้าของไคล์ขณะที่เขาผละออกไปเล็กน้อย ลมหายใจของเขาหอบถี่ ดวงตาสีเทาหม่นราวกับท้องฟ้ายามพายุเข้มขึ้นจนเกือบดำสนิท รูม่านตาขยายกว้างด้วยความปรารถนาที่พลุ่งพล่าน“มีอา” เขากระซิบ ชื่อของฉันที่หลุดจากริมฝีปากเขาฟังดูราวกับเป็นทั้งคำอธิษฐานและคำสาป นิ้วมือของเขาแตะผ่านแก้มลงมาถึงลำคอ ทิ้งความรู้สึกร้อนผ่าวเอาไว้ “บอกฉันมาสิ”ฉันตอบอะไรไม่ได้ ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะควบคุมน้ำเสียงตัวเองได้ ในเมื่อสัมผัสของเขากำลังทำให้กำแพงที่ฉันพยายามสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากค่อย ๆ พังทลายลง แทนที่จะตอบ ฉันกลับดึงเขาเข้ามาใกล้อีกครั้ง ปล่อยให้ความคิดจมหายไปกับรสชาติของสมุนไพรจาง ๆ และความมืดมิดบนลิ้นของเขาเราขยับตัวราวกับกำลังเต้นรำอยู่ในความฝัน ทุกย่างก้าวพาเราเข้าใกล้เตียงนอนมากขึ้น เนกไทข
มุมมองของมีอาหลังจากแคทเธอรีนจากไป โถงทางเข้ากลับให้ความรู้สึกคับแคบและอบอ้าวอย่างประหลาด กลิ่นสมุนไพรที่ยังหลงเหลืออยู่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยของไคล์ ก่อให้เกิดบรรยากาศแปลก ๆ ชวนให้มึนงงระหว่างเราสองคน ไคล์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ภาพลักษณ์ที่เคยเนี้ยบไร้ที่ติของเขาดูไม่เรียบร้อยไปเล็กน้อย เนกไทถูกคลายออก รอยเล็บสีเขียวมรกตปรากฏเด่นชัดบนเสื้อเชิ้ตสีขาว และโหนกแก้มทั้งสองข้างเริ่มมีสีแดงระเรื่อฉันก้มมองลวดลายอันซับซ้อนบนพื้นหินอ่อน ไล่สายตาไปตามเส้นโค้งที่วกวนเหล่านั้น ขอเพียงมีอะไรให้มองก็พอ จะได้ไม่ต้องสบตาเขาตรง ๆ ความเงียบงันทอดยาวออกไป มีเพียงเสียงนาฬิกาตั้งพื้นเดินเป็นจังหวะเบา ๆ และเสียงแม่บ้านเฉินที่ดังแว่วมาจากห้องครัวไกล ๆ เท่านั้น“ฉันควรจะ...” เสียงของฉันแหบพร่าจนฟังดูไม่เหมือนเสียงตัวเอง ฉันกระแอมเบา ๆ ก่อนจะลองพูดใหม่อีกครั้ง “ฉันต้องไปอาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอนแล้ว”“ได้สิ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบอย่างจงใจ ราวกับพยายามควบคุมทุกความรู้สึกเอาไว้ แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นมา “เรื่องแบบร่างโครงการเฮเวอร์สของเธอ...”ฉันเผลอเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยไม่ทันตั้งตัว “อะไรเหรอ”“มันยอดเยี
มุมมองของมีอาความเงียบสงบในยามบ่ายถูกทำลายลงด้วยเสียงประตูหน้าบ้านที่ถูกผลักเปิดอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงรองเท้าส้นสูงแบรนด์หรูกระทบพื้นหินอ่อนดังฉับ ๆ จากด้านนอก ฉันได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถเบนท์ลีย์ค่อย ๆ ห่างออกไป แคทเธอรีนไม่เคยขับรถเองเวลาที่กำลังโกรธ“แม่บ้านเฉิน!” เสียงอันทรงอำนาจดังก้องไปทั่วโถงทางเข้า “ลูกชายฉันอยู่ที่ไหน”ฉันเงยหน้าขึ้นจากแบบร่างที่กำลังทำอยู่ ภาพจำลองรายละเอียดของปีกอาคารฝั่งตะวันออกในโครงการเฮเวอร์สถูกลืมไปชั่วขณะ เมื่อเสียงของแคทเธอรีนดังขึ้นมาถึงชั้นบน ผ่านประตูห้องที่เปิดทิ้งไว้ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบของแม่บ้านเฉินบนบันไดใหญ่“คุณนายคะ” น้ำเสียงของแม่บ้านเฉินที่ปกติมักสุขุมเยือกเย็นกลับเจือความกังวล “คุณแบรนสันอยู่ที่บริษัทค่ะ...”“อยู่ที่บริษัทอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงของแคทเธอรีนเต็มไปด้วยความประชดประชัน “โทรตามเขามา” เธอสั่ง “บอกให้เขากลับบ้านเดี๋ยวนี้ แล้วฉันหมายถึงเดี๋ยวนี้จริง ๆ ไม่ใช่รอให้เสร็จจาก ‘การประชุม’ อะไรสักอย่างที่เขาชอบอ้าง”ฉันวางงานลงก่อนจะลูบชุดเดรสไหมพรมสีเทาเรียบ ๆ ให้เข้าที่ แล้วเดินลงไปชั้นล่าง แคทเธอรีนยืนอยู่กลางโถงพื
มุมมองของมีอาแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างมุขของห้องพักแขก ทอดเงายาวพาดผ่านสตูดิโอชั่วคราวของฉัน แบบร่างต่าง ๆ วางอยู่เต็มทุกพื้นที่ ทั้งภาพรูปด้านที่ติดไว้บนผนัง ตัวอย่างวัสดุที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ และภาพจำลองสามมิติที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอหลายเครื่อง ความยุ่งเหยิงที่แฝงไปด้วยระเบียบแบบแผนนี้กลับทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ ราวกับได้กลับมาพบกับส่วนหนึ่งของตัวเองที่เกือบหลงลืมไปแล้ว“คุณนายแบรนสันคะ” เสียงเคาะประตูเบา ๆ ของแม่บ้านเฉินขัดจังหวะสมาธิของฉัน “ชาตอนเช้าค่ะ”เธอเดินเข้ามาพร้อมถาดเงินในมือ คอยระมัดระวังไม่ให้ชนกองพิมพ์เขียวที่วางอยู่ตามทาง ไอร้อนจากชามะลิลอยกรุ่นในอากาศ เป็นความพยายามเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเติมความอบอุ่นให้บ้านหลังนี้ซึ่งเงียบเหงาจนเกินไป“ขอบคุณค่ะ” ฉันพึมพำโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากภาพที่กำลังร่างอยู่ เป็นลวดลายอันซับซ้อนสำหรับช่องรับแสงบนหลังคาโถงกลางอาคาร “วางไว้ตรงไหนก็ได้ค่ะ”“สามวันแล้วนะคะ” เธอพูดพลางจัดจานแซนด์วิชชิ้นเล็ก ๆ วางไว้ข้างถ้วยชา “สามวันแล้วที่คุณแทบไม่ได้ออกจากห้องนี้เลย แถมยังแทบไม่ได้ทานอะไรด้วย”“ฉันทานแล้วค่ะ” ฉันแย้ง แต่แม้แต่ตัวเองก็ยังได







